ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 125 จัดการเรื่องที่เหลือ

            เจตจำนงสังหารพลันปะทุออกมาจากร่างของเสิ่นเสวียนทันทีที่เจตจำนงสังหารปะทุออกมา ผู้เฒ่าจี๋เล่อที่ยืนอยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกอย่างชัดเจน

            แม้เจตจำนงสังหารนี้จะไม่รุนแรงมากแต่กลับส่งผลกระทบต่อจิตใจคน ทั้งยังให้ความรู้สึกถึงการเป็นผู้สูงส่งอีกด้วย

            คล้ายกับว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นราชันคนหนึ่งแต่เหนือกว่านั้นมาก

            “หากกลัวคงไม่ให้เจ้ามาหรอก”

            เสียงของเสวียนหลิงเอ่อร์ดังขึ้นเคล้าเสียงหัวเราะฟังดูล่องลอยแผ่วเบา

            “เช่นนั้นท่านบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของท่านให้ข้ารู้ได้หรือไม่”

            เสิ่นเสวียนครุ่นคิดพลางกล่าวเขาสงสัยในตัวตนของเสวียนหลิงเอ่อร์มาก อีกฝ่ายต้องการให้เขาช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาไม่มีทางปฏิเสธเด็ดขาด

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็ไม่ได้บอกข้าเหมือนกันหรอกหรือเก็บความลับไว้ดีกว่าบอกออกไป เจ้าคิดว่าใช่หรือไม่”

            “อืมที่ท่านกล่าวมาก็ถูกต้องแล้ว”

            เสิ่นเสวียนหยุดคิดแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา

            “คนผู้นั้นที่เข้ามาถึงที่นี่น่าจะเป็นเจ้าที่ดึงดูดเข้ามาใช่ไหม”

            เสียงของเสวียนหลิงเอ่อร์ดังขึ้นอีกครั้งคล้ายจะล้วงความลับของเสิ่นเสวียนให้ถึงที่สุด

            “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ความจริงแล้วท่านออกมาคุยกันต่อหน้าเลยดีกว่า”

            “ตอนนี้ออกไปไม่ได้ข้าช่วยเจ้าดูแลเสี่ยวเม่ยอยู่”

            เมื่อเสวียนหลิงเอ่อร์กล่าวจบเสิ่นเสวียนจึงสังเกตภายในมิติทันที และได้เห็นสีหน้าของเสิ่นเสี่ยวเม่ยค่อยๆดีขึ้นเขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยต้องรับมือกับพลังรุนแรงเหล่านั้นได้อย่างยากลำบากแม้จะทำสำเร็จได้แต่ก็อาจต้องทุกข์ทรมาน

            เสวียนหลิงเอ่อร์สวมชุดแดงยืนอยู่กลางอากาศด้านหลังของเสิ่นเสี่ยวเม่ยไอพลังจิตวิญญาณเซียนที่เป็นเอกลักษณ์ห่อหุ้มร่างของเสิ่นเสี่ยวเม่ยเอาไว้ทำให้ไอพลังของเสิ่นเสี่ยวเม่ยมั่นคงขึ้น

            ความจริงแล้วเสิ่นเลี่ยนก็เหมือนกับเสิ่นเสี่ยวเม่ยได้รับความเจ็บปวดเหมือนๆ กัน ทว่าไม่มีใครช่วยเขาเลยเขาต้องแบกรับความทรมานนั้นด้วยตนเอง

            “ข้ารู้เจตนาของเจ้าดีแต่ร่างกายของนางบอบบางมาก ความทรมานเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะดีสำหรับนาง” เสวียนหลิงเอ่อร์กล่าว

            “ขอบคุณท่านมาก”

            เสิ่นเสวียนกล่าวขอบคุณเสวียนหลิงเอ่อร์ด้วยความจริงใจจิตใจของสตรีละเอียดอ่อนกว่าบุรุษมากจริงๆ เรื่องที่เขาคิดไม่ถึงอีกฝ่ายกลับคิดถึง

            “หยุดทำเรื่องขลาดเขลาได้แล้วไปทำสิ่งที่ควรทำ ในเมื่อพวกเราต่างรู้ถึงตัวตนของกันและกันแล้วข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้า คนผู้นั้นที่ตามมา เจ้าอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาภายหน้าคงได้ร่วมมืออย่างเป็นสุข”

            เสวียนหลิงเอ่อร์กล่าวอย่างไม่จริงจังนัก

            อย่าลืมว่าคนผู้นั้นที่ตามมาเป็นถึงจักรพรรดิเซียนแห่งอาณาจักรเซียน!

            “ร่วมมืออย่างเป็นสุข”

            เสิ่นเสวียนยิ้มให้อีกฝ่ายจากนั้นเขาก็ดึงจิตวิญญาณออกจากมิติกลับเข้าไปในร่าง

            ส่วนเสิ่นเลี่ยนที่ไม่มีใครสนใจยังคงพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างยากลำบาก

            นี่คือความแตกต่างของลูกสาวที่ถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและลูกชายที่ถูกเลี้ยงดูอย่างยากลำบาก

            พลังที่พวกเขาดูดซับเข้าไปคือส่วนที่เสิ่นเสวียนแบ่งออกมาจากการผสานก่อกำเนิดแต่เพียงแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการฝึกฝนของพวกเขาแล้วหรือกระทั่งมีพลังมากพอที่จะเก็บกักไว้ภายในร่างของหุ่นเชิดเหล่านั้นด้วย

             

            เสิ่นเสวียนหลับตาลงค่อยๆ แปรเปลี่ยนพลังที่พลุ่งออกมาจากร่างกาย

            เสี่ยวเหยียนยังคงอยู่ภายในมิติของผังเมืองซานเหอตอนนี้เสิ่นเสวียนไม่ได้รบกวนเสี่ยวเหยียนการเลื่อนขั้นครั้งนี้ทำให้มันหมดพลังไปไม่น้อยมันกำลังใช้ไอพลังหลิงชี่ภายในผังเมืองซานเหอฟื้นฟูพลังที่หมดไป

            เมื่อเห็นเสิ่นเสวียนลืมตาขึ้นผู้เฒ่าจี๋เล่อที่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้นอย่างระแวดระวัง

            “เรียบร้อยแล้วหรือ”

            เขาในตอนนี้เหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังหวาดหวั่น

            เสิ่นเสวียนและเสวียนหลิงเอ่อร์เรียกได้ว่าอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เดิมทีคิดว่าจะได้รับศิษย์สักคนหนึ่งคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอบรรพบุรุษเช่นนี้

            “เรียบร้อยแล้ว”

            เสิ่นเสวียนจัดระเบียบร่างกายแล้วส่งยิ้มให้ผู้เฒ่าจี๋เล่อ

            “ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว”

            “ประมาณครึ่งปีกระมัง”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ

            “ครึ่งปี?”

            เสิ่นเสวียนรู้สึกประหลาดใจเขาไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้เวลานาน แต่ประหลาดใจที่ใช้เวลาไปเพียงครึ่งปี

            เขายังจำได้จนถึงทุกวันนี้ตอนที่เขาหลอมรวมหยวนก่อกำเนิดสามธาตุในชาติก่อน เขาใช้เวลาถึงเก้าสิบเก้าวันทำลายสถิติในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไปแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงหยวนก่อกำเนิดสามธาตุเขายังใช้เวลาถึงสามเดือนกว่า

            จากการคิดคำนวณของเขาครั้งนี้เขาน่าจะใช้เวลาฝึกฝนราวแปดเดือนคิดไม่ถึงว่าการหลอมรวมหยวนก่อกำเนิดหกธาตุจะสำเร็จได้ในช่วงเวลาครึ่งปีเท่านั้น

            คิดได้ดังนั้นเขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ที่สภาพแวดล้อมในการฝึกฝนของที่นี่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาก

            น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมในการฝึกฝนเช่นนี้ผู้ฝึกตนกลับหมกมุ่นอยู่กับการดูดซับพลังเพื่อชำระล้างร่างกายเท่านั้นไม่ได้ฝึกตนล้ำลึกลงไป ไม่อย่างนั้นการฝึกฝนในโลกนี้คงรุ่งเรืองยิ่งกว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่รู้กี่เท่า

            ตอนนี้เสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนกำลังฝึกฝนอยู่ภายในมิติเสี่ยวเหยียนก็กำลังฟื้นฟูพลังอยู่ภายในผังเมืองซานเหอ หากเป็นช่วงเวลาปกติเสิ่นเสวียนคงใช้พลังทั้งหมดเพื่อเปิดผังเมืองซานเหอออกแล้วทว่าเขายังไม่ค่อยเชื่อใจผู้เฒ่าจี๋เล่อที่อยู่ตรงหน้าสักเท่าไร

            สุสานแห่งนี้อยู่ในการควบคุมของอีกฝ่ายหากฝ่ายนั้นมีเจตนาร้ายขึ้นมาจริงๆ ตนจะเป็นอย่างไรก็มิอาจรู้ได้

            ขอเพียงได้ออกไปจากสุสานหาสถานที่ปลอดภัยสักแห่งแล้วค่อยเปิดผังเมืองซานเหอ

            ในเมื่อตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรขึ้นก็ควรจะออกไปจากที่นี่ได้แล้ว

            “ผู้อาวุโสจี๋เล่อข้าคงต้องไปแล้ว ขอบคุณมากที่ดูแลข้าช่วงที่ผ่านมา”

            เสิ่นเสวียนพลันก้มหัวคารวะผู้เฒ่าจี๋เล่อแม้ตนเองจะมีอายุมากกว่าอีกฝ่าย แต่ในโลกนี้อีกฝ่ายคือผู้อาวุโส

            เขาให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโสเป็นอย่างมากครึ่งปีที่ผ่านมานี้อีกฝ่ายต้องลำบากมากแค่ไหนเขารู้ดี

            “เจ้าจะไปแล้วหรือ”

            ผู้อาวุโสจี๋เล่อได้ยินคำของเสิ่นเสวียนจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจ

            “หากท่านไม่คิดอะไรจะออกไปกับข้าด้วยก็ได้”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับผู้เฒ่าจี๋เล่อขอเพียงออกไปจากสุสานแห่งนี้ได้ เขาก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของอีกฝ่ายแม้จะพาไปด้วยก็ไม่มีทางทำอะไรเขาได้อยู่ดี

            “ช่างเถอะข้าไม่ออกไปหรอก หวังว่าเจ้าจะไม่ลืมนัดหมายของพวกเรา”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อส่ายหัวปฏิเสธคำเชิญชวนของเสิ่นเสวียน

            “ใช่แล้วพี่หญิงข้าจะตามออกไปด้วยใช่ไหม”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อนึกถึงเสวียนหลิงเอ่อร์จึงถามขึ้น

            “เด็กน้อยเจ้าอยู่ที่นี่ให้ดีๆ รอให้เจ้าฝ่าด่านเคราะห์พันปีไปได้แล้วข้าจะติดต่อเจ้ากลับมาเอง ข้าจะออกไปกับเขาก่อน”

            เสียงของเสวียนหลิงเอ่อร์ดังออกมาจากในมิติ

            “ขอรับ”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อพยักหน้าทันทีแววตาของเขาเหลือเพียงความคาดหวัง

            อันที่จริงเขาซ่อนตัวอยู่ในสุสานเพื่อฝ่าด่านเคราะห์พันปีและที่เมื่อครู่เสวียนหลิงเอ่อร์บอกว่าหากเขาฝ่าด่านเคราะห์พันปีไปได้นางจะติดต่อเขาเองแสดงว่าเขาต้องฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จได้อย่างแน่นอน หากว่าสำเร็จแล้วตนเองจะไม่ได้เป็นเพียงร่างจิตวิญญาณอีกต่อไป

            “ใช่แล้วสุสานนี้เปิดอยู่ตลอด คนที่เข้ามาก่อนหน้านี้ออกไปกันหมดหรือยัง”

            เสิ่นเสวียนนึกขึ้นได้จึงถามออกไป

            “คนเหล่านั้นบาดเจ็บล้มตายกันไปมากมายช่วงครึ่งปีที่ผ่านมายังเหลืออีกหนึ่งร้อยคนกระมัง”

            “หนึ่งร้อยคน...ก็ไม่น้อย”

            เสิ่นเสวียนได้ยินคำของผู้เฒ่าจี๋เล่อก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจครึ่งปีแล้วยังไม่ออกไปจากที่นี่ เจอของล้ำค่าก็คงเกิดการต่อสู้ขึ้นจิตใจละโมบเป็นเหตุ แม้ตายก็ไม่เสียดาย

            “ใช่แล้วอาณาเขตที่สามของท่านอยู่ที่ไหน”

            เสิ่นเสวียนนึกไปถึงคำไหว้วานของราชามารตะวันตกจึงถามผู้เฒ่าจี๋เล่อออกไป

            “อาณาเขตที่สามเหอๆ ข้าไม่ได้แบ่งเขตละเอียดขนาดนั้น คนเหล่านั้นช่างคิดเสียจริง ตามข้ามา”

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อยิ้มน้อยๆจากนั้นก็เหาะขึ้นไปด้านบน เสิ่นเสวียนจึงเหาะตามไปติดๆ

            ที่ด้านบนเมื่อเปิดฝาหินออก จะเหาะออกไปที่แท่นหินภายในถ้ำได้พอดี

            จากนั้นเสิ่นเสวียนก็ตามร่างจิตวิญญาณของผู้เฒ่าจี๋เล่อผ่านเส้นทางเล็กๆสายหนึ่งออกไป เพียงไม่นานก็มาถึงป่าท้อแห่งหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน