The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่85 เผชิญหน้ากับนักรบเงา1

                นักรบเงาอัญเชิญหอกสีดำแล้วโจมตีพุ่งใส่เรเวลไปเรื่อยๆ

                “ยะ..แย่แล้ววว” 

                สถานะ<ไลน์นิ่งโหมด> สิ้นสุดลงแล้ว…กว่าจะใช้ <ไลน์นิ่งไดร์ฟ> ได้อีกครั้งต้องรออีก30วินาที

                ตัวผมหลบหอกสีดำความเร็วสูงด้วยความร้อนรน

                “อึก..เร็วมากก”

                แค่หลบหอกพวกนี้อย่างเดียวก็ไม่เป็นอันทำอย่างอื่นแล้ว

                ผมกระโดดข้ามไปมาระหว่างกำแพง

                กลิ้งลอดใต้โต๊ะ

                กระโดดข้ามราวบันไดจำนวนมากในคฤหาสน์

                เพื่อหลีกหนีหอกสีดำทมิฬที่ถูกยิงออกมารัวๆหมายปลิดชีวิตตัวเอง

                โถ้เว้ย…ถ้าไม่ใช้ <ไลน์นิ่งไดร์ฟ> ยังไงก็ไม่มีทางหลบหอกพวกนี้ได้หมดแน่…และก็ตามคาด

                หอกสีดำเล่มหนึ่งพุ่งเสียบทะลุขาต้นขาแล้วทะลุออกไปด้านหลังทันที

                ‘ฉู้ดดดดด’ เลือดสดๆพุ่งกระเด็นออกมาจากต้นขาที่เป็นรูโหว่

                “อ้ากกกกกก..” 

                ตัวผมล้มเสียหลักแล้วตกบันไดลงไปกลิ้งที่พื้น...จากนั้นรีบเอามือกดที่ขาตัวเองเพราะอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

                'ไฟเยอร์โบลต์'   

                ผมยิงกระสุนสายฟ้าเพลิงใส่รูแผล1นัดเพื่อห้ามเลือด

                "อั๊ก..โคตรเจ็บเลยวู้ยยย"

                “ตายซะเถอะ” 

                นักรบเงาอัญเชิญหอกจำนวนมากแล้วปล่อยพุ่งมาที่เรเวลหมายจะปลิดชีวิตของเขาอีกครั้ง

                “!”

                เรเวลมองฝนแห่งหอกที่พุ่งมาหาตัวเองด้วยความเร็วมหาศาล

                “ใครมันจะมายอมตายตรงนี้กันเล่าาาาาาา!!!!!”

                 เด็กหนุ่มรีดเค้นกำลังถึงขีดสุด..ใช้ขาอีกข้างถีบขาโต๊ะจนแหลกกระจุยเพื่อเป็นแรงส่งตัวเองในการหนีจากฝนแห่งหอกนั้นทันที

                ‘ครืน..ปัก..ปัก..ปัก…ปักๆๆๆๆ’

                คฤหาสน์ร้างเต็มไปด้วยหอกหลาวจำนวนมากนับไม่ถ้วนปักเต็มไปหมด…และมีหอกหลายส่วนทะลุกำแพงออกไปนอกคฤหาสน์ด้วย..จนตอนนี้อดีตคฤหาสน์ของเอลิเซ่ทรุดโทรมเสียหายหนักจนแทบจะถล่มลงมาแล้ว

                ‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’

                ผมใช้เทคนิคมานาโซนผสานกับแอเรียลเพื่อเพิ่มความเร็วในการบินหลบทันที

                ‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’

                ‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’

                นักรบเงายืนเฉยๆปล่อยให้คลื่นดาบ2อันลากผ่านไปแบบสบายๆพร้อมกับยิงหอกโจมตีใส่เรเวลเหมือนเดิมโดยไม่ได้สนใจสกิลที่เรเวลโจมตีมาแม้แต่น้อย 

                ถ้าหากการโจมตีด้วยสกิลธรรมดายังทำลายสถานะอมตะไม่ได้..ฉะนั้นต่อให้เอนชานต์เพิ่มความรุนแรงด้วยสกิล<หอกแห่งปาฎิหารย์>ก็เปล่าประโยชน์

                “เอ๊ะ!..เดี๋ยว..อมตะงั้นหรอ” เรเวลฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา

                ที่จริงผมเก็บสกิล <กลาดิเอเตอร์ไดร์ฟ> ไว้ใช้ในเวลาฉุกเฉิน เพราะไม่รู้ว่าไอเงานี่มันจะมีการโจมตีอะไรซ่อนไว้อีกนอกจากปล่อยหอกสีดำอย่างเดียว…แต่ว่านะ..ถ้าพูดถึงเรื่องสถานะ <อมตะ> ถ้าหากไอเงานี่มันเป็นอมตะจริง..ทำไมตอนเราปล่อย<คัตเตอร์สเปียร์>ใส่มันครั้งแรก..มันถึงได้ระแวงแล้วปล่อยหอกออกมาทำลายคลื่นดาบนั้นล่ะ

                แต่พอหลังจากรู้ว่า <คัตเตอร์สเปียร์> ของเราทำอันตรายมันไม่ได้..มันก็เลิกระแวงไปอีกเลย

                “อ๋อ..อย่างนั้นเองสินะ” 

                เรเวลยิ้มขึ้นมาทันที..พร้อมกับบินหลบหอกไปเรื่อยๆ

                “จริงๆแล้วน่ะ..ตัวแกไม่ได้อมตะหรอก..ดูจากการที่แกระแวงในครั้งแรกๆก็แสดงว่าต้องมีการโจมตีบางอย่างที่ใช้ได้ผลกับแกอยู่สินะ”

                “!” 

               นักรบเงาสะดุ้งเล็กน้อย

                อา..เรายังเก็บการโจมตีไว้อีกอันนึง…การโจมตีที่สามารถตัดผ่ามิติได้ไงล่ะ

                ตัวผมถีบพื้นด้วยความเร็วสูงเพื่อเข้าประชิดตัวศัตรูทันที

                นักรบเงาปล่อยหอกอัดหน้าผมในระยะเผาขนแบบไม่ลังเล

                ‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’

                ผมหมุนตัวหลบหอกนั่นอย่างฉับพลันจากผลของสกิล..แล้วไปโผล่ด้านหลังนักรบเงาจากกลางอากาศ

                “ลาก่อนนะ”

                ผมฟาดคมหอกที่สามารถตัดผ่ามิติได้..ผ่าแยกนักรบเงาออกเป็นสองซีกทันที

                ‘ฉัวะ..’

                “แต่ว่านะ..ยังไม่หมดแค่นี้หรอก..”

                ‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’

                หมุนตัวลงไปตัดขาสองข้าง

                ‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’

                หมุนตัวขึ้นไปตัดแขน..คอ..และเอว

                ‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’

                ‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’

                นักรบเงาถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆด้วยท่าร่างอันสง่างามจากการใช้คอมโบสกิล<โรลลิ่งสเปียร์> ต่อเนื่องถึง5ชุด

                “สำนึกผิดกับสิ่งที่แกทำซะเถอะ..เพราะว่าฉันนี่แหละจะเป็นคนล้มพวกแกทั้งหมดเอง” 

                ……………………………………

                10:00น. ณ ห้องS

                “สำหรับวันนี้ก็แค่นี้แล้วกัน..ขอบคุณพวกเธอที่ตั้งใจเรียนวิชาการอ่านอักขระรูนนะ”

               “ครับ/ค่ะ”

                นักเรียนทั้งหมดยืนทำความเคารพอาจารย์..หลังจากนั้นอาจารย์จึงค่อยๆเดินออกไป

                ห้องSกลับมาคึกคักเหมือนเดิม

                นักเรียนหลายคนเก็บของและพากันเดินออกไปเที่ยวเล่นตามใจชอบ

                “เซซิเลีย..พวกเราไปเดินเล่นที่เมืองหลวงกันเถอะ..ไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน”

                เซเลน่าหยิบชุดคลุมสีดำอันหนึ่งแล้วโยนให้เซซิเลีย

                “อืม”

                เซซิเลียยังคงทำหน้าไม่ร่าเริงเท่าไหร่เหมือนเดิม..เนื่องจากเธอคิดมากเรื่องเรเวล

                “ไม่ต้องห่วงหรอก..ยังไงหมอนั่นก็อยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว..ฉะนั้นระหว่างที่พวกเราไปเดินเล่นกัน..จะได้ถือโอกาสตามหาหมอนั่นไปด้วย..พอเจอหมอนั่นแล้วก็อย่าลืมคุยให้เรียบร้อยด้วยล่ะ..จะขอโทษขอโพยอะไรก็ว่ากันไป..ถ้ามันทำให้เธอสบายใจล่ะนะ”

                “อืม..ขอบคุณนะเซเลน่า”

                หลังทั้งสองคนใส่เสื้อคลุมที่มีฮู้ดเพื่อปกปิดตัวตนแล้ว

                เซเลน่าเอามือวางพาดบนบ่าเซซิเลียแล้วเดินไปกับเธอ

                “รีบไปกันเถอะน่า..ฮะฮ่า” 

                “อะ..อืม”

                “ไม่ต้องห่วงนะ…ถ้าไอหมอนั่นมันยังโกรธเธออยู่ฉันจะฆ่า…เอ้ยยย..จะสั่งสอนมันเอง”

                “ยะ..ยะ..อย่ารุนแรงเลยนะคะ”

                ……………………………………..

                ตัวผมยืนมองซากนักรบเงาที่ถูกแยกเป็นชิ้นๆ

                “อะไรกัน..โดนหั่นเป็นชิ้นๆทำไมไม่มีเลือดออกมาเลยล่ะ?”

                ไอหมอนี่จริงๆแล้ว..หรือว่ามันไม่ใช่มนุษย์..แต่เป็นแค่กลุ่มก้อนพลังเวทย์ที่ถูกสร้างขึ้นเฉยๆงั้นหรอ

                ตอนนั้นเองมีเสียงหัวเราะชวนสยดสยองดังกังวาลลั่น

                “ฮึฮึ..ฮึฮึฮึ…ฮะฮะ..ฮะะะะะ….”

                ชิ้นส่วนของนักรบเงาเริ่มหลอมรวมกันอีกครั้ง..แล้วกลับมาเป็นนักรบเงาเหมือนเดิม

                “อะไรกัน!!!!” 

                เรเวลตกใจแล้วกระโดดถอยหลัง

                “ล้มพวกฉันงั้นหรอ…ล้มพวกฉันงั้นหรออ…ฮึฮึ...ฮ่ะ..ฮ่ะๆๆๆ….สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกแห่งนี้ล้วนตกเป็นเครื่องมือของท่านผู้นั้น…ตราบใดที่แสงสว่างยังอยู่..ย่อมมีความมืดเสมอ..และตราบใดที่ยังมีความหวัง..ก็ย่อมมีความสิ้นหวังเช่นกัน..และฉันจะสร้างความสิ้นหวังที่แท้จริงให้แกเห็นเองงง”

                นักรบแห่งเงาอันเชิญหอกสีดำทมิฬทุกทิศทางนับหมื่นเล่มรอบตัวเรเวลทันที

                “ถ้าจำนวนมากขนาดนี้..ยังไงแกก็ไม่มีทางหลบได้แน่”

                “งั้นหรอ..ถ้างั้นจะลองดูหน่อยมั้ยล่ะ”

                เรเวลกล่าวพร้อมกับยิ้มให้นักรบเงาเบื้องหน้า

                หอกสีดำนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าใส่เรเวลในพริบตา

                จำนวนมหาศาลของหอกได้พุ่งทะลุผ่านตัวเขา

                บดขยี้พื้นคฤหาสน์ทั้งหมดจนแหลกละเอียด

                ‘โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม’

                คฤหาสน์มหึมาทั้งหลังถล่มอย่างรุนแรงในพริบตา

                เกิดควันจำนวนมหาศาลลอยคละคลุ้ง

                “สถานะ<อมตะ>น่ะฉันก็มีนะ..”

                ปรากฎเด็กหนุ่มผมขาวลอยอยู่เหนือพื้นที่ถล่ม..ท่ามกลางฝุ่นควัน

                “หืม?” 

                นักรบเงามองเด็กหนุ่มผมขาวที่มีแสงสีเขียวคลุมรอบตัว

                “ร่างกายของแก..ถูกสร้างขึ้นจากพลังเวทย์ใช่มั้ยล่ะ..ถ้างั้นเจอนี่หน่อยเป็นยังไง”

                ‘มานาโซน..คาลิดอสไฟเยอร์ทาวเวอร์'

                “นี่แก..ทำอะไรกับร่างกายของฉัน!?”

                นักรบเงามองร่างกายตัวเองที่ค่อยๆสลายหายไปกลายเป็นเสาแห่งเปลวเพลิง

                “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกก"

                เงาสีดำทมิฬกรีดร้องด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

                “ฉันแค่เปลี่ยนพลังเวทย์ในร่างกายของแก..ไปเป็นเสาแห่งเปลวเพลิง..ด้วยมานาโซนก็แค่นั้นเอง”

                “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกก….ร่างกายฉันนนนนน…….”

                นักรบเงาฉีกรอยยิ้มสีดำกว้างทันที

                “ซะเมื่อไหร่ล่ะ..”

                “เอ๊ะ?” 

                เรเวลชะงักเล็กน้อย

                ตอนนั้นเอง..เสาแห่งเปลวเพลิงสลายหายไปในพริบตา

                ‘ฟรืดด’

                “อะไรกัน!?”

                ฝ่ายที่ตกใจกลับมาเป็นเรเวลอีกครั้ง

                “ฉันแค่เปลี่ยนการใช้งานพลังเวทย์จากร่างกายตัวเอง..ไปใช้งานจากอากาศเหมือนเดิมก็พอแล้ว”

                “เห้ยๆๆ…ตัวแกมันจะโกงเกินไปมั้ยยย!!”

                “ร่างกายของฉัน..ถูกสร้างขึ้นจากพลังเวทย์..ตราบใดที่มีพลังเวทย์อยู่..ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีทางตายได้หรอก..นอกจากนี้ฉันยังสามารถควบคุมพลังเวทย์ในทุกที่ได้อิสระอีกนะ..จะบอกให้”

                ตอนนั้นเองปรากฎหอกแหลมพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่ถล่มทันที 

                “อ้ะ!..”

                เรเวลกระโดดหลบในพริบตาได้แบบสบายๆ

                “อยู่ข้างบนต่างหากล่ะ”

                นักรบเงาถือหอกสีดำแทงไปที่เรเวลจากด้านบนทันที

                “ไม่ได้ผลหรอก”

                ‘กลาเดียร์คอมโบ’

                ‘ฉึก..ฉึกกกก..ฉัวะ..’

                หอกในมือของนักรบเงาแหลกสลายในพริบตา

                หลังจากนั้นเรเวลใช้ <โรลริ่งสเปียร์> ต่อเนื่อง5ชุด..แยกร่างนักรบเงาอีกครั้ง

                แต่ว่าร่างนักรบเงาก็กลับมารวมกันเหมือนเดิม

                "ไอหย่าา…แบบนี้จะฆ่ามันยังไงวะเนี่ยย”

                การโจมตีของเราที่เหมือนจะได้ผล..แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลงั้นหรอ…จะทำยังไงดีนะ

                ดูท่าคงจะไม่มีทางเลือกจริงๆสินะ..การโจมตีหอกรอบทิศทางก่อนหน้านี้..ถ้าหากไม่มี <กลาดิเอเตอร์ไดรฟ์>ตัวเราคงตายไปแล้วแน่ๆ..และตอนนี้ต้องรออีกเกือบ20วินาทีถึงจะใช้ได้อีกครั้ง…ถ้าหากระหว่างนี้ไอเงาเส็งเคร็งนี่มันปล่อยหอกรอบทิศทางแบบเมื่อกี้นี้อีกตัวเราคงถูกมันฆ่าแน่ๆ

                “ฮึๆๆ...ฮึๆๆๆ..ฮึๆๆๆ..” นักรบเงาหัวเราะด้วยน้ำเสียงสยดสยอง

                “ขำบ้าอะไรของแกวะ…หน้าฉันไม่ใช่ตัวตลกนะเฟ้ยยย” 

                ผมรีบถีบพื้นส่วนที่ยังไม่ถล่มเพื่อทิ้งระยะห่างทันทีพร้อมกับชาร์จสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์>ไปด้วย

                อนุภาคแสงบริสุทธิ์พร้อมกับเสียงระฆังเริ่มรวบรวมที่ตัวหอกอีกครั้ง

                “ฉันได้ข้อมูลและสิ่งที่ฉันต้องการหมดแล้วฉะนั้นไปก่อนนะบ้ายบาย”

                ‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’

                ผมหมุนตัวแล้วตวัดหอกทันที

                ‘วูบบบบ’

                เกิดรอยตัดผ่าเป็นเส้นแสงสีรุ้งผ่าจนพื้นดินแยกออกไปสองซีก

                ‘ฉัวะ..’

                ร่างของนักรบเงาขาดออกเป็น2ท่อนจากระยะไกลทันที

                หลังจากนั้นผมรีบใช้ร่างของนักรบเงา2ชิ้น..เป็นเชื้อพลังเวทย์ในการสร้างมานาโซน

                ‘มานาโซน-ไฟเยอร์ทอร์นาโด’

                ‘ครืนนน…ฟรึบบบบบ'

                ซากของนักรบเงาเปลี่ยนเป็นพายุแห่งเปลวเพลิงแล้วพัดเศษอิฐและเศษไม้จนปลิวกระเด็นไปทั่ว

                “ทีนี้กว่าร่างแกจะกลับมารวมกันอีกครั้งคงต้องใช้เวลาสักพักแหละนะ”

                ‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’

                ผมใช้แอเรียลบินหนีด้วยความเร็วสูงจากบริเวณนั้นอย่างเร่งด่วน

                หลังจากนั้นผมชาร์จสกิล <หอกแห่งปาริย์หาริย์> เป็นเวลา 10 วินาที ขณะบินเลียดหลังคาไปด้วย ซึ่งตัวเลข10วินาทีนี้เป็นระยะเวลาการชาร์จขนานสูงสุดเท่าที่ทำได้ขณะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง

                ‘เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดรฟ์’

                แสงสีน้ำเงินเข้มคลุมรอบตัวและอาวุธพร้อมปล่อยอนุภาคแสงออโรร่าสีน้ำเงินแปลกประหลาดออกมา

                ตัวผมเข้าสู่สถานะ <ไลน์นิ่งโหมด> ที่ถูกเอนชานต์ประสิทธิภาพเพิ่มมากกว่าเดิมถึง 40 เท่า ..ถีบพื้นหลังคาจนคฤหาสน์ทั้งหลังถล่ม..แล้วพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วดุจหัวกระสุนทันที

                เสียงกรีดสายลมอันรุนแรงจนเสียงแทงหู

                ทัศนวิสัยด้านหน้าเริ่มพร่ามัว..เนื่องจากเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอันสุดยอด

                ผมใช้แอเรียลบินไปด้วยพร้อมกับถีบหลังคาคฤหาสน์หลายหลังไปด้วย…เนื่องจากแถวนี้เต็มไปด้วยคฤหาสน์ร้าง..จึงไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าเสียหายเท่าไหร่..

                ด้วยความเร็วระดับนี้ผมจึงหนีออกจากย่านคฤหาสน์ร้างอันกว้างใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน…จนในที่สุดก็เข้าสู่ย่านใจกลางเมืองปกติ

                “ยะ…ฮู้วววว..หนีรอดแล้วแหะ”

                เพิ่งใช้สกิล<หอกแห่งปาฎิหาริย์>เอนชานต์กับสกิลประเภท ‘ไดร์ฟ’ ครั้งแรกเลยนะเนี่ย..ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น..แต่ระยะเวลาอยู่ในสถานะ <ไดร์ฟ> ก็นานขึ้นด้วยสินะ

                ถ้าเพิ่มขึ้น40เท่างั้นเท่ากับว่าระยะเวลาใน <ไลน์นิ่งโหมด> ก็น่าจะประมาณ 40x10 = 400 วินาที = 6.66 นาที ซึ่งถือว่านานอยู่…

                “ไอเงานั่นมันบอกจะไม่ปล่อยให้เรารอด..แต่เราก็รอดมาได้เฉย..ฮุฮุ..ถึงแม้จะเอาชนะมันไม่ได้..แต่ตัวเราก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้วล่ะนะ..”

                ผมมองไปที่กระเป๋าเวทย์มนต์ขนาดเล็กที่เหน็บอยู่ตรงเอวข้างซ้ายทันที..สิ่งนี้คือกระเป๋ามิติที่มีความสามารถใส่ของขนาดใหญ่ได้จนแทบไม่จำกัด..นับเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ชนิดหนึ่งที่ราคาแพงและหายากมากๆ..ซึ่งสิ่งนี้อาจารย์ให้ผมกับรูอันเป็นของขวัญคนละ1ใบ..หลังการฝึกตลอด4เดือนจบลง

                “ในนี้ใส่แผ่นป้ายคฤหาสน์กับกำไลข้อมือไว้ด้วย…เอาสิ่งนี้ไปให้ท่านไอรีนดูดีกว่า”  

                เนื่องจากบินอยู่ด้านบนมันดูเด่นเกินไป..หากไอเงาเส็งเคร็งนั่นมันตามมาทันอาจจะเจอผมได้ง่าย..ผมจึงรีบคลายสถานะ<ไลน์นิ่งโหมด> กับแอเรียล แล้วลงไปเดินบนพื้นตามปกติ

                โดยบริเวณที่ผมลงนั้นเป็นตลาดสดธรรมดาจึงทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทันที