นักรบเงาอัญเชิญหอกสีดำแล้วโจมตีพุ่งใส่เรเวลไปเรื่อยๆ
“ยะ..แย่แล้ววว”
สถานะ<ไลน์นิ่งโหมด> สิ้นสุดลงแล้ว…กว่าจะใช้ <ไลน์นิ่งไดร์ฟ> ได้อีกครั้งต้องรออีก30วินาที
ตัวผมหลบหอกสีดำความเร็วสูงด้วยความร้อนรน
“อึก..เร็วมากก”
แค่หลบหอกพวกนี้อย่างเดียวก็ไม่เป็นอันทำอย่างอื่นแล้ว
ผมกระโดดข้ามไปมาระหว่างกำแพง
กลิ้งลอดใต้โต๊ะ
กระโดดข้ามราวบันไดจำนวนมากในคฤหาสน์
เพื่อหลีกหนีหอกสีดำทมิฬที่ถูกยิงออกมารัวๆหมายปลิดชีวิตตัวเอง
โถ้เว้ย…ถ้าไม่ใช้ <ไลน์นิ่งไดร์ฟ> ยังไงก็ไม่มีทางหลบหอกพวกนี้ได้หมดแน่…และก็ตามคาด
หอกสีดำเล่มหนึ่งพุ่งเสียบทะลุขาต้นขาแล้วทะลุออกไปด้านหลังทันที
‘ฉู้ดดดดด’ เลือดสดๆพุ่งกระเด็นออกมาจากต้นขาที่เป็นรูโหว่
“อ้ากกกกกก..”
ตัวผมล้มเสียหลักแล้วตกบันไดลงไปกลิ้งที่พื้น...จากนั้นรีบเอามือกดที่ขาตัวเองเพราะอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง
'ไฟเยอร์โบลต์'
ผมยิงกระสุนสายฟ้าเพลิงใส่รูแผล1นัดเพื่อห้ามเลือด
"อั๊ก..โคตรเจ็บเลยวู้ยยย"
“ตายซะเถอะ”
นักรบเงาอัญเชิญหอกจำนวนมากแล้วปล่อยพุ่งมาที่เรเวลหมายจะปลิดชีวิตของเขาอีกครั้ง
“!”
เรเวลมองฝนแห่งหอกที่พุ่งมาหาตัวเองด้วยความเร็วมหาศาล
“ใครมันจะมายอมตายตรงนี้กันเล่าาาาาาา!!!!!”
เด็กหนุ่มรีดเค้นกำลังถึงขีดสุด..ใช้ขาอีกข้างถีบขาโต๊ะจนแหลกกระจุยเพื่อเป็นแรงส่งตัวเองในการหนีจากฝนแห่งหอกนั้นทันที
‘ครืน..ปัก..ปัก..ปัก…ปักๆๆๆๆ’
คฤหาสน์ร้างเต็มไปด้วยหอกหลาวจำนวนมากนับไม่ถ้วนปักเต็มไปหมด…และมีหอกหลายส่วนทะลุกำแพงออกไปนอกคฤหาสน์ด้วย..จนตอนนี้อดีตคฤหาสน์ของเอลิเซ่ทรุดโทรมเสียหายหนักจนแทบจะถล่มลงมาแล้ว
‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’
ผมใช้เทคนิคมานาโซนผสานกับแอเรียลเพื่อเพิ่มความเร็วในการบินหลบทันที
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’
นักรบเงายืนเฉยๆปล่อยให้คลื่นดาบ2อันลากผ่านไปแบบสบายๆพร้อมกับยิงหอกโจมตีใส่เรเวลเหมือนเดิมโดยไม่ได้สนใจสกิลที่เรเวลโจมตีมาแม้แต่น้อย
ถ้าหากการโจมตีด้วยสกิลธรรมดายังทำลายสถานะอมตะไม่ได้..ฉะนั้นต่อให้เอนชานต์เพิ่มความรุนแรงด้วยสกิล<หอกแห่งปาฎิหารย์>ก็เปล่าประโยชน์
“เอ๊ะ!..เดี๋ยว..อมตะงั้นหรอ” เรเวลฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา
ที่จริงผมเก็บสกิล <กลาดิเอเตอร์ไดร์ฟ> ไว้ใช้ในเวลาฉุกเฉิน เพราะไม่รู้ว่าไอเงานี่มันจะมีการโจมตีอะไรซ่อนไว้อีกนอกจากปล่อยหอกสีดำอย่างเดียว…แต่ว่านะ..ถ้าพูดถึงเรื่องสถานะ <อมตะ> ถ้าหากไอเงานี่มันเป็นอมตะจริง..ทำไมตอนเราปล่อย<คัตเตอร์สเปียร์>ใส่มันครั้งแรก..มันถึงได้ระแวงแล้วปล่อยหอกออกมาทำลายคลื่นดาบนั้นล่ะ
แต่พอหลังจากรู้ว่า <คัตเตอร์สเปียร์> ของเราทำอันตรายมันไม่ได้..มันก็เลิกระแวงไปอีกเลย
“อ๋อ..อย่างนั้นเองสินะ”
เรเวลยิ้มขึ้นมาทันที..พร้อมกับบินหลบหอกไปเรื่อยๆ
“จริงๆแล้วน่ะ..ตัวแกไม่ได้อมตะหรอก..ดูจากการที่แกระแวงในครั้งแรกๆก็แสดงว่าต้องมีการโจมตีบางอย่างที่ใช้ได้ผลกับแกอยู่สินะ”
“!”
นักรบเงาสะดุ้งเล็กน้อย
อา..เรายังเก็บการโจมตีไว้อีกอันนึง…การโจมตีที่สามารถตัดผ่ามิติได้ไงล่ะ
ตัวผมถีบพื้นด้วยความเร็วสูงเพื่อเข้าประชิดตัวศัตรูทันที
นักรบเงาปล่อยหอกอัดหน้าผมในระยะเผาขนแบบไม่ลังเล
‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’
ผมหมุนตัวหลบหอกนั่นอย่างฉับพลันจากผลของสกิล..แล้วไปโผล่ด้านหลังนักรบเงาจากกลางอากาศ
“ลาก่อนนะ”
ผมฟาดคมหอกที่สามารถตัดผ่ามิติได้..ผ่าแยกนักรบเงาออกเป็นสองซีกทันที
‘ฉัวะ..’
“แต่ว่านะ..ยังไม่หมดแค่นี้หรอก..”
‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’
หมุนตัวลงไปตัดขาสองข้าง
‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’
หมุนตัวขึ้นไปตัดแขน..คอ..และเอว
‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’
‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’
นักรบเงาถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆด้วยท่าร่างอันสง่างามจากการใช้คอมโบสกิล<โรลลิ่งสเปียร์> ต่อเนื่องถึง5ชุด
“สำนึกผิดกับสิ่งที่แกทำซะเถอะ..เพราะว่าฉันนี่แหละจะเป็นคนล้มพวกแกทั้งหมดเอง”
……………………………………
10:00น. ณ ห้องS
“สำหรับวันนี้ก็แค่นี้แล้วกัน..ขอบคุณพวกเธอที่ตั้งใจเรียนวิชาการอ่านอักขระรูนนะ”
“ครับ/ค่ะ”
นักเรียนทั้งหมดยืนทำความเคารพอาจารย์..หลังจากนั้นอาจารย์จึงค่อยๆเดินออกไป
ห้องSกลับมาคึกคักเหมือนเดิม
นักเรียนหลายคนเก็บของและพากันเดินออกไปเที่ยวเล่นตามใจชอบ
“เซซิเลีย..พวกเราไปเดินเล่นที่เมืองหลวงกันเถอะ..ไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน”
เซเลน่าหยิบชุดคลุมสีดำอันหนึ่งแล้วโยนให้เซซิเลีย
“อืม”
เซซิเลียยังคงทำหน้าไม่ร่าเริงเท่าไหร่เหมือนเดิม..เนื่องจากเธอคิดมากเรื่องเรเวล
“ไม่ต้องห่วงหรอก..ยังไงหมอนั่นก็อยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว..ฉะนั้นระหว่างที่พวกเราไปเดินเล่นกัน..จะได้ถือโอกาสตามหาหมอนั่นไปด้วย..พอเจอหมอนั่นแล้วก็อย่าลืมคุยให้เรียบร้อยด้วยล่ะ..จะขอโทษขอโพยอะไรก็ว่ากันไป..ถ้ามันทำให้เธอสบายใจล่ะนะ”
“อืม..ขอบคุณนะเซเลน่า”
หลังทั้งสองคนใส่เสื้อคลุมที่มีฮู้ดเพื่อปกปิดตัวตนแล้ว
เซเลน่าเอามือวางพาดบนบ่าเซซิเลียแล้วเดินไปกับเธอ
“รีบไปกันเถอะน่า..ฮะฮ่า”
“อะ..อืม”
“ไม่ต้องห่วงนะ…ถ้าไอหมอนั่นมันยังโกรธเธออยู่ฉันจะฆ่า…เอ้ยยย..จะสั่งสอนมันเอง”
“ยะ..ยะ..อย่ารุนแรงเลยนะคะ”
……………………………………..
ตัวผมยืนมองซากนักรบเงาที่ถูกแยกเป็นชิ้นๆ
“อะไรกัน..โดนหั่นเป็นชิ้นๆทำไมไม่มีเลือดออกมาเลยล่ะ?”
ไอหมอนี่จริงๆแล้ว..หรือว่ามันไม่ใช่มนุษย์..แต่เป็นแค่กลุ่มก้อนพลังเวทย์ที่ถูกสร้างขึ้นเฉยๆงั้นหรอ
ตอนนั้นเองมีเสียงหัวเราะชวนสยดสยองดังกังวาลลั่น
“ฮึฮึ..ฮึฮึฮึ…ฮะฮะ..ฮะะะะะ….”
ชิ้นส่วนของนักรบเงาเริ่มหลอมรวมกันอีกครั้ง..แล้วกลับมาเป็นนักรบเงาเหมือนเดิม
“อะไรกัน!!!!”
เรเวลตกใจแล้วกระโดดถอยหลัง
“ล้มพวกฉันงั้นหรอ…ล้มพวกฉันงั้นหรออ…ฮึฮึ...ฮ่ะ..ฮ่ะๆๆๆ….สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกแห่งนี้ล้วนตกเป็นเครื่องมือของท่านผู้นั้น…ตราบใดที่แสงสว่างยังอยู่..ย่อมมีความมืดเสมอ..และตราบใดที่ยังมีความหวัง..ก็ย่อมมีความสิ้นหวังเช่นกัน..และฉันจะสร้างความสิ้นหวังที่แท้จริงให้แกเห็นเองงง”
นักรบแห่งเงาอันเชิญหอกสีดำทมิฬทุกทิศทางนับหมื่นเล่มรอบตัวเรเวลทันที
“ถ้าจำนวนมากขนาดนี้..ยังไงแกก็ไม่มีทางหลบได้แน่”
“งั้นหรอ..ถ้างั้นจะลองดูหน่อยมั้ยล่ะ”
เรเวลกล่าวพร้อมกับยิ้มให้นักรบเงาเบื้องหน้า
หอกสีดำนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าใส่เรเวลในพริบตา
จำนวนมหาศาลของหอกได้พุ่งทะลุผ่านตัวเขา
บดขยี้พื้นคฤหาสน์ทั้งหมดจนแหลกละเอียด
‘โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม’
คฤหาสน์มหึมาทั้งหลังถล่มอย่างรุนแรงในพริบตา
เกิดควันจำนวนมหาศาลลอยคละคลุ้ง
“สถานะ<อมตะ>น่ะฉันก็มีนะ..”
ปรากฎเด็กหนุ่มผมขาวลอยอยู่เหนือพื้นที่ถล่ม..ท่ามกลางฝุ่นควัน
“หืม?”
นักรบเงามองเด็กหนุ่มผมขาวที่มีแสงสีเขียวคลุมรอบตัว
“ร่างกายของแก..ถูกสร้างขึ้นจากพลังเวทย์ใช่มั้ยล่ะ..ถ้างั้นเจอนี่หน่อยเป็นยังไง”
‘มานาโซน..คาลิดอสไฟเยอร์ทาวเวอร์'
“นี่แก..ทำอะไรกับร่างกายของฉัน!?”
นักรบเงามองร่างกายตัวเองที่ค่อยๆสลายหายไปกลายเป็นเสาแห่งเปลวเพลิง
“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกก"
เงาสีดำทมิฬกรีดร้องด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
“ฉันแค่เปลี่ยนพลังเวทย์ในร่างกายของแก..ไปเป็นเสาแห่งเปลวเพลิง..ด้วยมานาโซนก็แค่นั้นเอง”
“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกก….ร่างกายฉันนนนนน…….”
นักรบเงาฉีกรอยยิ้มสีดำกว้างทันที
“ซะเมื่อไหร่ล่ะ..”
“เอ๊ะ?”
เรเวลชะงักเล็กน้อย
ตอนนั้นเอง..เสาแห่งเปลวเพลิงสลายหายไปในพริบตา
‘ฟรืดด’
“อะไรกัน!?”
ฝ่ายที่ตกใจกลับมาเป็นเรเวลอีกครั้ง
“ฉันแค่เปลี่ยนการใช้งานพลังเวทย์จากร่างกายตัวเอง..ไปใช้งานจากอากาศเหมือนเดิมก็พอแล้ว”
“เห้ยๆๆ…ตัวแกมันจะโกงเกินไปมั้ยยย!!”
“ร่างกายของฉัน..ถูกสร้างขึ้นจากพลังเวทย์..ตราบใดที่มีพลังเวทย์อยู่..ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีทางตายได้หรอก..นอกจากนี้ฉันยังสามารถควบคุมพลังเวทย์ในทุกที่ได้อิสระอีกนะ..จะบอกให้”
ตอนนั้นเองปรากฎหอกแหลมพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่ถล่มทันที
“อ้ะ!..”
เรเวลกระโดดหลบในพริบตาได้แบบสบายๆ
“อยู่ข้างบนต่างหากล่ะ”
นักรบเงาถือหอกสีดำแทงไปที่เรเวลจากด้านบนทันที
“ไม่ได้ผลหรอก”
‘กลาเดียร์คอมโบ’
‘ฉึก..ฉึกกกก..ฉัวะ..’
หอกในมือของนักรบเงาแหลกสลายในพริบตา
หลังจากนั้นเรเวลใช้ <โรลริ่งสเปียร์> ต่อเนื่อง5ชุด..แยกร่างนักรบเงาอีกครั้ง
แต่ว่าร่างนักรบเงาก็กลับมารวมกันเหมือนเดิม
"ไอหย่าา…แบบนี้จะฆ่ามันยังไงวะเนี่ยย”
การโจมตีของเราที่เหมือนจะได้ผล..แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลงั้นหรอ…จะทำยังไงดีนะ
ดูท่าคงจะไม่มีทางเลือกจริงๆสินะ..การโจมตีหอกรอบทิศทางก่อนหน้านี้..ถ้าหากไม่มี <กลาดิเอเตอร์ไดรฟ์>ตัวเราคงตายไปแล้วแน่ๆ..และตอนนี้ต้องรออีกเกือบ20วินาทีถึงจะใช้ได้อีกครั้ง…ถ้าหากระหว่างนี้ไอเงาเส็งเคร็งนี่มันปล่อยหอกรอบทิศทางแบบเมื่อกี้นี้อีกตัวเราคงถูกมันฆ่าแน่ๆ
“ฮึๆๆ...ฮึๆๆๆ..ฮึๆๆๆ..” นักรบเงาหัวเราะด้วยน้ำเสียงสยดสยอง
“ขำบ้าอะไรของแกวะ…หน้าฉันไม่ใช่ตัวตลกนะเฟ้ยยย”
ผมรีบถีบพื้นส่วนที่ยังไม่ถล่มเพื่อทิ้งระยะห่างทันทีพร้อมกับชาร์จสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์>ไปด้วย
อนุภาคแสงบริสุทธิ์พร้อมกับเสียงระฆังเริ่มรวบรวมที่ตัวหอกอีกครั้ง
“ฉันได้ข้อมูลและสิ่งที่ฉันต้องการหมดแล้วฉะนั้นไปก่อนนะบ้ายบาย”
‘เวทย์ไฟ-โรลริ่งสเปียร์’
ผมหมุนตัวแล้วตวัดหอกทันที
‘วูบบบบ’
เกิดรอยตัดผ่าเป็นเส้นแสงสีรุ้งผ่าจนพื้นดินแยกออกไปสองซีก
‘ฉัวะ..’
ร่างของนักรบเงาขาดออกเป็น2ท่อนจากระยะไกลทันที
หลังจากนั้นผมรีบใช้ร่างของนักรบเงา2ชิ้น..เป็นเชื้อพลังเวทย์ในการสร้างมานาโซน
‘มานาโซน-ไฟเยอร์ทอร์นาโด’
‘ครืนนน…ฟรึบบบบบ'
ซากของนักรบเงาเปลี่ยนเป็นพายุแห่งเปลวเพลิงแล้วพัดเศษอิฐและเศษไม้จนปลิวกระเด็นไปทั่ว
“ทีนี้กว่าร่างแกจะกลับมารวมกันอีกครั้งคงต้องใช้เวลาสักพักแหละนะ”
‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’
ผมใช้แอเรียลบินหนีด้วยความเร็วสูงจากบริเวณนั้นอย่างเร่งด่วน
หลังจากนั้นผมชาร์จสกิล <หอกแห่งปาริย์หาริย์> เป็นเวลา 10 วินาที ขณะบินเลียดหลังคาไปด้วย ซึ่งตัวเลข10วินาทีนี้เป็นระยะเวลาการชาร์จขนานสูงสุดเท่าที่ทำได้ขณะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง
‘เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดรฟ์’
แสงสีน้ำเงินเข้มคลุมรอบตัวและอาวุธพร้อมปล่อยอนุภาคแสงออโรร่าสีน้ำเงินแปลกประหลาดออกมา
ตัวผมเข้าสู่สถานะ <ไลน์นิ่งโหมด> ที่ถูกเอนชานต์ประสิทธิภาพเพิ่มมากกว่าเดิมถึง 40 เท่า ..ถีบพื้นหลังคาจนคฤหาสน์ทั้งหลังถล่ม..แล้วพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วดุจหัวกระสุนทันที
เสียงกรีดสายลมอันรุนแรงจนเสียงแทงหู
ทัศนวิสัยด้านหน้าเริ่มพร่ามัว..เนื่องจากเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอันสุดยอด
ผมใช้แอเรียลบินไปด้วยพร้อมกับถีบหลังคาคฤหาสน์หลายหลังไปด้วย…เนื่องจากแถวนี้เต็มไปด้วยคฤหาสน์ร้าง..จึงไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าเสียหายเท่าไหร่..
ด้วยความเร็วระดับนี้ผมจึงหนีออกจากย่านคฤหาสน์ร้างอันกว้างใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน…จนในที่สุดก็เข้าสู่ย่านใจกลางเมืองปกติ
“ยะ…ฮู้วววว..หนีรอดแล้วแหะ”
เพิ่งใช้สกิล<หอกแห่งปาฎิหาริย์>เอนชานต์กับสกิลประเภท ‘ไดร์ฟ’ ครั้งแรกเลยนะเนี่ย..ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น..แต่ระยะเวลาอยู่ในสถานะ <ไดร์ฟ> ก็นานขึ้นด้วยสินะ
ถ้าเพิ่มขึ้น40เท่างั้นเท่ากับว่าระยะเวลาใน <ไลน์นิ่งโหมด> ก็น่าจะประมาณ 40x10 = 400 วินาที = 6.66 นาที ซึ่งถือว่านานอยู่…
“ไอเงานั่นมันบอกจะไม่ปล่อยให้เรารอด..แต่เราก็รอดมาได้เฉย..ฮุฮุ..ถึงแม้จะเอาชนะมันไม่ได้..แต่ตัวเราก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้วล่ะนะ..”
ผมมองไปที่กระเป๋าเวทย์มนต์ขนาดเล็กที่เหน็บอยู่ตรงเอวข้างซ้ายทันที..สิ่งนี้คือกระเป๋ามิติที่มีความสามารถใส่ของขนาดใหญ่ได้จนแทบไม่จำกัด..นับเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ชนิดหนึ่งที่ราคาแพงและหายากมากๆ..ซึ่งสิ่งนี้อาจารย์ให้ผมกับรูอันเป็นของขวัญคนละ1ใบ..หลังการฝึกตลอด4เดือนจบลง
“ในนี้ใส่แผ่นป้ายคฤหาสน์กับกำไลข้อมือไว้ด้วย…เอาสิ่งนี้ไปให้ท่านไอรีนดูดีกว่า”
เนื่องจากบินอยู่ด้านบนมันดูเด่นเกินไป..หากไอเงาเส็งเคร็งนั่นมันตามมาทันอาจจะเจอผมได้ง่าย..ผมจึงรีบคลายสถานะ<ไลน์นิ่งโหมด> กับแอเรียล แล้วลงไปเดินบนพื้นตามปกติ
โดยบริเวณที่ผมลงนั้นเป็นตลาดสดธรรมดาจึงทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทันที