คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 36 ในอ้อมแขนแม่ คือความลับแห่งฟ้าดิน

    มันตราเอนกายลงบนโซฟาหนานุ่มภายในห้องพักผู้บังคับการ พลางทอดสายตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าองค์หญิงไป๋เหยียนจื่อพลันผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิดอย่างชัดเจนจนเขาต้องหลับตาแน่น

    “เหมือน...น้องมายไม่มีผิด ทำไมผู้หญิงทั้งสามคนนี้ถึงได้มีหน้าตาเหมือนกันยิ่งนัก” เขาพึมพำในลำคอ

    หญิงสาวผู้เป็นรักแรกในอดีตชาติ อาจารย์และองค์หญิงต่างก็มีใบหน้าและรอยยิ้มอันตราตรึงใจไม่แตกต่างกันเลย ยิ่งมองก็ยิ่งเกิดความสับสนขึ้นภายในใจ

    “ทำไมใบหน้าคล้ายกันเหลือเกิน...” เขาหลับตาแน่นกว่าเดิม ความสับสนราวกับกระแสน้ำวนปั่นป่วนอยู่ภายในอก

    ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

    เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาได้สติตื่นขึ้นจากความคิดฟุ้งซ่านในทันที “เชิญ” มันตรากล่าวเพียงสั้นๆ

    ประตูเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของนายพลเรือหญิง ที่ค่อยๆก้าวเดินเข้ามาหาด้วยท่วงท่าอันสง่างามดุจดังพญาหงษ์

    เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านหน้าชุดโซฟารับแขก เธอก็หยุดยืนในท่าตรงยกมือทำวันทยาหัตถ์ สะบัดหน้า ยกอก อย่างองอาจ และแข็งแกร่ง “สวัสดีค่ะ ท่านผู้บัญชาการ”

    “สวัสดีครับท่านนายพล ไม่ต้องเป็นทางการมากนักก็ได้ ที่นี่มีแค่เราสองคน” มันตราเอ่ยพร้อมผายมือแสดงท่าทางเชื้อเชิญให้นายพลสาวนั่ง

    ไป๋เหยียนจื่อค่อยๆนั่งลงบนโซฟา ทว่าความกังวลในใจยังฉายชัดอยู่บนใบหน้าอันงดงามนั้น “ดิฉันมีเรื่องเล็กน้อย อยากจะปรึกษา...องค์ชายสักหน่อยค่ะ”

    “ถ้าเป็นเรื่องปานแดงที่ข้อมือของน้องล่ะก็ ไม่ต้องห่วง” มันตราอมยิ้ม “ที่พี่นำเรือเหาะมาซ้อมรบในทวีปเหนือนี้ ก็เพราะตั้งใจจะแวะไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินี เพื่อทูลขอน้องเป็นคู่หมั้น พรุ่งนี้เราจะเดินทางเข้าเมืองด้วยกัน”

    เมื่อได้ยินคำพูดนั้นเส้นเลือดก็พลันฉีดขึ้นบนใบหน้าของไป๋เหยียนจื่อจนเป็นสีแดงปลั่งในทันที เธอก้มหน้าหลบสายตาเขาแทบไม่ทัน เสียงหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้

    “ถ้าเช่นนั้น...น้องก็วางใจ” ไป๋เหยียนจื่อกล่าวเสียงแผ่ว “น้องคงไม่รบกวนมากไปกว่านี้ ขอตัวกลับเข้าไปเฝ้าเสด็จแม่ก่อน พรุ่งนี้เราค่อยพบกันนะเพคะ”

    สิ้นคำ เธอลุกขึ้นทำความเคารพอีกครั้ง แล้วหมุนตัวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพียงกลิ่นหอมบางเบาของเครื่องหอมที่ยังอบอวลอยู่ภายในห้องนั้น

    มันตราแอบยิ้ม พลางทอดสายตามองตามแผ่นหลังของเธอไป 

    "ช่างน่ารักเสียจริง" เขาพึมพำในลำคอ

    “วันนี้เธอช่างดูเหมือนน้องมาย เสียจนแทบแยกไม่ออก หรือว่าเราเพียงแค่คิดไปเอง” เขารำพึงในใจ แต่อีกใจก็ยังเฝ้าคิดถึงอาจารย์ชิงอี้ผู้มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันนี้อยู่ทุกลมหายใจเช่นกัน

    ณ ตำหนักหลวง บริเวณด้านหลังพระราชวังมณีเหมันต์

    “องค์รัชทายาทขอเข้าเฝ้า…”

    เสียงทหารยามหน้าประตูดังขึ้นด้วยความเคารพ

    “เชิญเข้ามาได้”

    เสียงรับสั่งของจักรพรรดินีไป๋หานเย่ว์เอ่ยขึ้น ก่อนที่นางจะรีบลุกจากพระแท่นที่ประทับ ไม่นานนักร่างอันงดงามในชุดเครื่องแบบนายพลเรือหญิงก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ไป๋เหยียนจื่อก้าวเดินอย่างสง่างาม ไปหยุดลงเบื้องหน้าจักรพรรดินีแล้วทรุดกายลงคุกเข่าถวายคำนับด้วยท่าทางนอบน้อม

    “ลูกขอถวายพระพรเพคะ” ไป๋เหยียนจื่อกล่าวพลางก้มหน้าด้วยมิกล้าสบสายตาองค์จักรพรรดินี

    “ลุกขึ้นเถิด ลูกแม่...”

    เสียงที่เต็มไปด้วยความคิดถึงเปล่งออกมาพร้อมกับอ้อมแขนอบอุ่นของจักรพรรดินีที่โอบประคองบุตรสาวแน่น ทั้งสองสวมกอดกันอย่างเนิ่นนาน

    “เจ้าหายไปไหนมาเสียตั้งหลายเดือน แม่รอฟังข่าวจากเจ้าแทบไม่เป็นอันกินอันนอน”

    “ลูก...ไปสมัครเป็นทหารที่ทวีปใต้เพคะ” ไป๋เหยียนจื่อเอ่ยเสียงเบา คล้ายเด็กน้อยกำลังสารภาพผิด

    “ทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...คนที่ทำให้ปานแดงของเจ้าหายไป ใช่หรือไม่?” แววตาของผู้เป็นแม่แม้จะอ่อนโยน และเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

    ไป๋เหยียนจื่อเบิกตากว้าง “ท่านแม่...ทรงทราบด้วยหรือเพคะ?”

    “สีของชาดกับสีของปานแดง ถึงจะคล้ายกัน แต่ก็หลอกสายตาแม่ไม่ได้หรอกนะ” องค์จักรพรรดินีทรงยิ้มจางๆ แล้วเอื้อมมือแตะไหล่ลูกสาวเบาๆ “แม่เฝ้ามองเจ้ามาตั้งแต่แรกเริ่ม… ตั้งแต่ก่อนเจ้าจะเกิดเสียอีก”

    “ก่อนลูกจะเกิด…?” ไป๋เหยียนจื่อขมวดคิ้ว

    จักรพรรดินีพยักหน้าช้าๆ แล้วถอนหายใจราวกับย้อนรำลึกถึงอดีตกาล “ตอนที่แม่เริ่มตั้งครรภ์เจ้า เทพผู้ปกป้องเขตแดนมนุษย์ก็มาเยือน… ใช่แล้วนางก็คือเทพีชิงอี้”

    ดวงตาของไป๋เหยียนจื่อเบิกโพลงขึ้น

    “นางเสนอข้อตกลงบางอย่างกับแม่…” จักรพรรดินีเว้นจังหวะชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ “นางจะมอบแก่นวิญญาณครึ่งหนึ่ง เพื่อมาเกิดเป็นลูกของแม่ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”

    “ข้อแลกเปลี่ยนอะไรหรือเพคะ?”

    “เมื่อลูกโตเป็นสาว หากมีชายใดมาสู่ขอ…แม่จะต้องยกลูกสาวพร้อมกับราชอาณาจักรให้เขา”

    “หา…?” ไป๋เหยียนจื่ออึ้งไปทันที

    “ฟังให้จบนะลูก” จักรพรรดินียิ้มบางๆ “นางบอกว่า ชายผู้นั้น…ต่อไปจะกลายเป็นเทพบรรพกาล และเจ้าจะเป็นราชินีเคียงข้างเขา อาณาจักรนี้จะได้รับการปกปักรักษาอย่างมั่นคงในวันข้างหน้า”

    ความเงียบแผ่ปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ

    “ด้วยเหตุนี้ ลูกถึงเกิดมาพร้อมพลังระดับเทพบรรพกาลครึ่งก้าว แม้เจ้าจะพยายามปิดบังมันก็ตาม” พระนางมองใบหน้าของบุตรีด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา “แต่แม่ย่อมรู้ดี”

    ไป๋เหยียนจื่อเม้มริมฝีปากแน่น “แม่จึงยังไม่ได้อนุมัติจดหมายลาออกจากตำแหน่งรัชทายาทของเจ้าหรอกนะ” พระนางหยิบแผ่นกระดาษหนึ่งจากแขนเสื้อ ยื่นให้ดู “เพราะแม่อยากรู้ให้แน่ชัดว่า ชายผู้นั้น… ผู้ที่เจ้ามอบใจให้ เขาจะรักเจ้าจริงหรือไม่”

    ไป๋เหยียนจื่อหน้าแดงจัด

    “ตอนที่เจ้ายอมแพ้มันตรา เมื่อเขามาปราบกองเรือโจรสลัดของเจ้า ทั้งที่พลังของเขายังอยู่แค่ระดับฝ่าด่านสายฟ้า… แม่ก็รู้ได้ทันทีว่าการยอมพ่ายแพ้ในครั้งนั้น แท้จริงแล้ว เจ้ามีใจหวั่นไหวกับเขาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว”

    “ท่านแม่…” ไป๋เหยียนจื่ออ้ำอึ้ง เขินจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

    “คนอย่างเจ้า จะยอมใครง่ายๆ ได้หรือ ถ้าไม่ใช่เพราะใจเจ้าเลือกเขาไปแล้ว” พระนางหัวเราะเบาๆ อย่างรู้ทัน แล้วลูบผมลูกสาวเบาๆ

    “พรุ่งนี้เขาจะมาขอหมั้นเพคะ…เสด็จแม่จะตัดสินพระทัยอย่างไรหรือเพคะ?” ไป๋เหยียนจื่อแสร้งเปลี่ยนเรื่องทั้งที่หูแดงจัด

    จักรพรรดินียิ้มหวาน “ไม่ต้องหมั้นแล้ว… แต่งเลย… เจ้าล่ะจะว่าอย่างไร”

    “ท่านแม่…ลูกพูดไม่ออกแล้ว…สุดแล้วแต่ท่านแม่ก็แล้วกัน… เพคะ” ไป๋เหยียนจื่อซุกตัวเข้าหาอ้อมแขนเสด็จแม่ด้วยความเขินอาย

    เสียงหัวเราะอ่อนหวานแผ่วเบาดังคลอเคล้ากับความหอมของกำยาน ในยามนี้ตำหนักหลวงจึงมีแต่กลิ่นอายแห่งความรัก… ชะตากรรมอันยิ่งใหญ่กำลังเดินทางเข้าสู่บทถัดไปอย่างเงียบงัน

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน