Love You No Change รักไม่เปลี่ยนแปร

    บทที่ 1

            ผมมองป้ายประกาศบนหน้าจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่บริเวณกลางโถงของสถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อดูว่ารถไฟขบวนไหนเข้าเทียบชานชาลาแล้วบ้าง

            เดิมทีผมเคยมา ณ สถานที่แห่งนี้บ่อยครั้ง

            แต่นี่จะเป็๲ครั้งแรกที่ผมมาแบบเช้าไปเย็นกลับเพราะผมมีจุดมุ่งหมายคือมาท่องเที่ยวในโปรแกรมของการรถไฟ ฯ นั่นเอง

            รู้สึกว่าผมจะมาเร็วไปมากเหมือนกันนะ...

            ผมคิด ขณะที่เดินอยู่ในร้านสะดวกซื้อภายในสถานีเพื่อซื้อ ‘เสบียง’ ไว้เพื่อการเดินทางสำหรับวันนี้

            ผู้คนยังคงคลาคลั่งเหมือนเคย แม้จะยังเป็๞เวลายังไม่เช้าดีนักแต่นี่ก็เป็๞ความปกติของหัวลำโพงนี่แหละครับ

            ผมได้เปิดเจอจากในอินเทอร์เน็ต ก็เห็นว่าโปรแกรมการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับของรถไฟน่าสนใจมากทีเดียววันหยุดเสาร์-อาทิตย์แบบนี้ คงจะดีกว่าเป็๲ไหน ๆหากผมทำตัวให้ห่างจากการงานอันแสนวุ่นวายแล้วมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกับเขาบ้าง

            ผมซื้อเสบียงอาหารเรียบร้อยแล้วก็ไปทำธุระส่วนตัวก่อนจะกลับมานั่งรอที่โถงของสถานีอีกครั้ง

            อันที่จริงผมค่อนข้างชอบบรรยากาศแบบนี้มากเลยนะเพราะมันทำให้เราได้เห็น ‘ความเป็๲ไปของชีวิต’ ในแง่มุมใหม่ๆจนกระทั่งผมได้ยินเสียงประกาศของทางสถานีว่าขบวนรถไฟนำเที่ยวซึ่งผมจะโดยสารไปในครั้งนี้ได้เข้าเทียบชานชาลาแล้ว...

            ผมลุกขึ้นยืน จัดการสำรวจข้าวของของตนเองอีกครั้งซึ่งแน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้และสำคัญที่สุด

            ...ตั๋วรถไฟสำหรับหนึ่งคน ยังอยู่ดี

            เมื่อเป็๞เช่นนี้ผมจึงตัดสินใจลุกออกจากที่นั่งเพื่อเดินมุ่งตรงไปยังส่วนของชานชาลา

            ตาของผมกวาดมองตัวเลขที่ระบุไว้บนบอร์ดประกาศ ปรากฏว่าเป็๲ชานชาลาที่11 ผมจึงมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งนั้นทันที

            มีคนอื่น ๆ ทยอยมากันแล้ว

            ตู้ที่ผมจะโดยสารไปนั้นเป็๲ตู้แอร์ครับ ผมมองหาตู้ที่ 6แล้วเดินขึ้นไปบนนั้น

            จากนั้นจึงลงนั่งที่ที่นั่งของตัวผมซึ่งได้จองเอาไว้ก่อนหน้านี้

             

            ไม่นานนักขบวนรถไฟก็แล่นออกจากสถานีต้นทางหัวลำโพงไปหยุดรับผู้โดยสารตามสถานีสำคัญๆ ต่าง ๆ

            ท้องฟ้าในยามนี้สว่างเต็มที่แล้ว

            แสงตะวันสาดส่องเข้ามาที่หน้าต่าง อ้าผมล่ะชอบแสงแดดอุ่นอ่อนในยามเช้าเสียจริง ๆ~

            จำนวนผู้โดยสารตอนนี้เต็มตู้แล้วครับ ผมนั่งมองออกไปเรื่อย ๆโดยที่ไม่ได้โฟกัส ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็๲พิเศษ จนกระทั่งเสียงเล็ก ๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่งปลุกผมจากภวังค์

            “สวัสดีค่ะ ขอรบกวนหน่อยนะคะ”

            เธอทัก

            ผมรู้ได้ทันทีว่าคงจะเป็๞การทักทายตามมารยาทและเธอก็จะมาเป็๞เพื่อนร่วมทางที่นั่งเก้าอี้โดยสารตัวติดกับผมซึ่งยังคงว่างอยู่

            “เชิญครั...”

            ผมพูดยังไม่ทันจบประโยคเมื่อมองใบหน้าของเธอ

            ...และแล้วความทรงจำสมัยเรียนก็แล่นกลับเข้ามาในศีรษะของผมอีกครั้ง

            ‘เอิร์ธ’ ชื่อของเธอยังคงดังก้องในจิตใจ...เพื่อนร่วมชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ไม่ได้พบกันนานมากแล้ว

            ผมนิ่งค้าง ในขณะที่เธอเองก็คงรู้สึกได้ผมมองเห็นริมฝีปากของเธอเผยอขึ้นน้อย ๆ

            “...อะตอมเหรอคะ ?”

            ชื่อของผมถูกพูดออกมา เธอคงจะจำผมได้

            “ไฮ เราเอง~”

            ผมทักยิ้ม ๆ พยายามทำน้ำเสียงให้ร่าเริงสุด ๆ

            ที่จริงในใจรู้สึกดีใจมากเลยนะที่เอิร์ธจำผมได้เอิร์ธในวันนี้ช่างดูแตกต่างจากเมื่อสมัยก่อนเหลือเกิน

            เธอในตอนนั้นเป็๲เด็กสาวผิวขาว ดวงตากลมโต ผมของเธอมีสีอ่อนซึ่งออกน้ำตาล ๆ รวมทั้งดวงตาคู่นั้นด้วย... ส่วนเธอในตอนนี้ดูโฉบเฉี่ยวมาก ผมสีอ่อนของเธอถูกตัดสั้นเป็๲ทรงผมซอยที่เปรี้ยวสุดๆ และมีการทำสีเป็๲สีที่เข้มขึ้นกว่าผมจริง ๆ

            ...และที่โดดเด่นกว่านั้นคือริมฝีปากอมชมพูเมื่อตอนเด็กตอนนี้มันถูกเคลือบไปด้วยสีแดงสดของลิปสติก ดูอย่างไรเอิร์ธสาวน้อยตากลม หน้าตาบ้องแบ๊วคนนั้นก็เติบโตกลายเป็๞สาวเปรี้ยวมั่น เต็มขั้น

            “ดีใจจังเลยค่ะที่ได้พบกัน”

            เอิร์ธยิ้ม ก่อนจะทรุดกายลงนั่งข้าง ๆ ผม

            “ดีใจมาก ๆ เช่นกันครับ”

            ผมยิ้มตอบ

            หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทั้งที่เราเคยเป็๲เพื่อนร่วมชั้นที่มีอายุเท่ากันแต่การพูดจาดูจะสุภาพไป (มาก) สักหน่อย

            ผมอยากบอกว่าเมื่อก่อนเอิร์ธเองก็พูดจาแบบนี้กับเพื่อน ๆ ครับบางคนหาว่าเธอประดิษฐ์คำพูด แต่ผมคิดว่าเธอไม่ได้ทำอย่างนั้นแต่เพราะที่บ้านอบรมมาดีต่างหาก และอีกอย่างนะ...นี่ก็เป็๞การพบกันในวันนี้เราทั้งคู่เติบโตเป็๞ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว

            มันผ่านมาเกือบสิบปี... ย่อมต้องมีความเปลี่ยนแปลงเป็๲ธรรมดา

             

            ระหว่างทางผมและเธอสนทนากันถึงเ๱ื่๵๹สัพเพเหระและอัปเดตถึงชีวิตที่ผ่านมา

            ผมเรียนต่อในสายสามัญ ส่วนเธอไปเรียนต่อในสายอาชีพทำให้เราไม่ได้เจอกันเลย

            “อะตอมก็เป็๲พนักงานออฟฟิศเหรอคะ ?”

            เอิร์ธถามขึ้น

            “ใช่ครับ แล้วเอิร์ธล่ะ ตอนนี้ทำอะไร ?”

            ผมถามบ้าง

            “เหมือนกันค่ะ มนุษย์เงินเดือน”

            เธอตอบยิ้ม ๆ

            “ฮ่ะ ๆ บังเอิญจังเลยนะครับ”

            “อย่างวันนี้...กว่าจะมีเวลาได้พักผ่อนฉันเลยคิดว่าจะมองหาทริปที่ไป-กลับในวันเดียวได้แล้วก็เลยมาเจอเข้ากับทริปนี้...”

            เธอทำสีหน้าครุ่นคิด ผมจึงตอบออกไปว่า ตัวผมเองก็เช่นกัน

            “ผมก็เหมือนกันครับ เสิร์ชหาในเน็ตแล้วก็มาเจอเข้ากับนี่แหละน่าสนใจก็เลยลองมาดู”

            “ใช่ ๆ เหมือนกันเลยค่ะ”

            เราสองคนหัวเราะพร้อมกัน

            หลังจากนั้นเ๽้าหน้าที่ก็ขึ้นมาตรวจตั๋วขบวนรถไฟมุ่งหน้าสู่สถานที่ซึ่งพวกเรากำลังจะไป...

            สวนสนประดิพัทธ์...