แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องผ่านรอยแตกของผนังไม้ผุพังเข้ามาภายในห้องเก็บปุ๋ยหมักท้ายคฤหาสน์ กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเศษพืชเน่าเปื่อยและมูลสัตว์ที่หมักหมมตลบอบอวลอยู่ในอากาศจนแทบสำลัก แต่ทว่าชายหนุ่มผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกเก่าขึ้นรากลับมีลมหายใจที่สม่ำเสมอและใบหน้าที่สงบนิ่งราวกับกำลังนั่งอยู่กลางทุ่งดอกไม้์
กวินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำสนิททอประกายวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็ปกติ ตลอดทั้งคืนเขาไม่ได้นอนหลับ แต่ใช้เวลาทุกวินาทีในการโคจรลมปราณเพื่อรักษาอาการาเ็ภายใน แม้พลังปราณในโลกนี้จะเบาบางจนน่าใจหาย แต่ด้วยเคล็ดวิชา "ดูดกลืนดารา" ขั้นสูงสุด เขาก็สามารถดึงละอองพลังงานจากธรรมชาติรอบตัวมาฟื้นฟูเส้นชีพจรที่เสียหายได้เล็กน้อย
"เฮ้ย! ตื่นได้แล้วไอ้ขี้เซา! พระอาทิตย์ส่องก้นแล้วยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอีกเรอะ!"
เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับเสียง ปัง! ที่ประตูไม้ถูกถีบจนเปิดอ้าออก
ป้าเพ็ญ หัวหน้าแม่บ้านร่างท้วมยืนเท้าเอวอยู่หน้าประตู ในมือถือถังน้ำและไม้ถูพื้นเก่าๆ ที่ขนหลุดลุ่ย นางมองกวินทร์ด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองขยะเปียก
"ตื่นแล้วครับ"
กวินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาอยู่ในชุดคนงานสีเทาหมองๆ ที่ได้รับมาเมื่อวาน แม้เสื้อจะตัวเล็กไปหน่อยจนรัดรูปเห็นมัดกล้ามเนื้อ และกางเกงจะสั้นเต่อจนเห็นข้อเท้า แต่เมื่ออยู่บนร่างของอดีตจักรพรรดิเซียน มันกลับดูไม่ซอมซ่ออย่างที่ป้าเพ็ญหวังไว้
"ตื่นแล้วก็รีบไสหัวออกมาทำงาน!"
ป้าเพ็ญโยนถังน้ำและไม้ถูพื้นใส่แทบเท้าเขา น้ำสกปรกในถังกระฉอกออกมาเปื้อนรองเท้าแตะของกวินทร์
"วันนี้คุณหนูจะกลับจากโรงพยาบาล หน้าที่ของแกไม่ใช่แค่นั่งๆ นอนๆ รอรับเงินเดือน แต่แกต้องไปขัดพื้นโถงทางเดินหลักให้เงาวับจนส่องหน้าเห็นสิวได้! ห้ามใช้เครื่องขัดนะ ให้ใช้มือนี่แหละขัด! จะได้รู้สำนึกซะบ้างว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร"
กวินทร์ก้มมองอุปกรณ์ทำความสะอาด แล้วเงยหน้าถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
"แต่หน้าที่ของผมคือผู้ดูแลคุณหนู"
"หุบปาก!"
ป้าเพ็ญแว้ดใส่ทันที หน้าแดงก่ำด้วยความโมโหที่โดนเถียง
"ที่นี่ฉันเป็คนสั่ง! คุณหนูยังมาไม่ถึง แกก็เป็แค่คนงานก้นครัว อย่าสำคัญตัวผิดคิดว่าเป็แขกวีวีไอพี รีบไปทำซะ ไม่งั้นฉันจะตัดเงินเดือนแกั้แ่วันแรก!"
กวินทร์ถอนหายใจเบาๆ เขาไม่ได้โกรธหญิงมนุษย์ป้าคนนี้ การฆ่ามดปลวกที่น่ารำคาญไม่ใช่เื่ยาก แต่การอดทนเพื่อลูกต่างหากคือบททดสอบที่แท้จริง
"ทราบแล้วครับ"
เขาหยิบถังน้ำและผ้าขี้ริ้ว เดินตามป้าเพ็ญไปยังตัวตึกใหญ่
โถงทางเดินหลักของคฤหาสน์อัคคีพ่ายปูด้วยหินอ่อนอิตาลีสีขาวนวลทอดยาวสุดลูกหูลูกตา กวินทร์ต้องคุกเข่าลงกับพื้น ใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดราคาถูก แล้วออกแรงขัดถูทีละตารางนิ้วตามคำสั่ง
เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นดัง ตึก ตึก ตึก ใกล้เข้ามา
กลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำสามสี่คนเดินผ่านมาทางนั้น พวกเขาเห็นกวินทร์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาถูพื้น ก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักและซุบซิบกันเสียงดังจงใจให้ได้ยิน
"เฮ้ยๆ ดูสิ นั่นใช่ 'ผู้ดูแลพิเศษ' ที่นายหญิงรับมาใหม่รึเปล่าวะ?"
"สภาพดูไม่จืดเลยว่ะ นึกว่าขอทานหลงเข้ามา ฮ่าๆๆ"
"ได้ข่าวว่าเป็แฟนเก่าคุณศิรินทร์ที่หายหัวไปห้าปีนี่หว่า กลับมาก็ตกอับถึงขนาดต้องมาเช็ดพื้นกิน น่าสมเพชฉิบหาย"
บอดี้การ์ดร่างั์คนหนึ่งแกล้งเดินเฉียดเข้ามาใกล้ แล้วจงใจเหยียบลงบนพื้นที่กวินทร์เพิ่งขัดเสร็จ รอยรองเท้าเปื้อนโคลนประทับลงบนหินอ่อนสีขาวอย่างเด่นชัด
"อุ๊ย! โทษทีว่ะ มองไม่เห็นว่ามีคนอยู่ นึกว่าก้อนหิน"
มันแสยะยิ้มยียวน พลางเขี่ยเท้าไปมาบนพื้นเพื่อขยี้รอยเปื้อนให้ฝังแน่นขึ้น
กวินทร์หยุดมือที่กำลังขัดพื้น เขาเงยหน้าขึ้นมองบอดี้การ์ดคนนั้นช้าๆ ดวงตาสีดำลึกล้ำจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ไม่มีรังสีอำมหิต ไม่มีการแผ่จิตสังหาร มีเพียงความว่างเปล่าที่น่าขนลุก
'ถ้าเป็เมื่อก่อน ขาข้างนั้นของแกคงขาดกระเด็นไปแล้ว'
กวินทร์คิดในใจ แต่ภายนอกเขากลับก้มหน้าลง แล้วใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดรอยเปื้อนนั้นออกอย่างเงียบๆ
"ขอบคุณที่ช่วยตรวจสอบความสะอาดครับ" เขาพูดเสียงเรียบ
บอดี้การ์ดกลุ่มนั้นชะงักไป พวกมันคาดหวังจะเห็นเขาโกรธหรือโวยวาย แต่ปฏิกิริยาที่สงบนิ่งจนผิดปกตินี้ทำให้พวกมันรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก
"ชิ! ไอ้ขี้ขลาด ไปเถอะพวกเรา เหม็นกลิ่นคนจนแถวนี้"
พวกมันรีบเดินหนีไป ทิ้งให้กวินทร์ทำงานต่อเพียงลำพัง
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่สาย เสียงไซเรนเบาๆ และเสียงเครื่องยนต์ของขบวนรถหรูก็ดังแว่วมาถึงหน้าคฤหาสน์
"ขบวนรถนายหญิงมาถึงแล้ว! ทุกคนตั้งแถว!"
เสียงหัวหน้าบอดี้การ์ดะโสั่งการ เหล่าคนรับใช้ แม่บ้าน และการ์ดนับสิบชีวิตรีบวิ่งไปเข้าแถวรอรับที่หน้ามุขบันไดใหญ่ กวินทร์เองก็วางมือจากงาน แล้วลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่เข่า เตรียมจะเดินออกไปรับลูกสาว
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
ป้าเพ็ญเดินมาขวางหน้าเขาไว้ แขนล่ำๆ กางกั้นทางเดิน
"แกจะไปไหน! สภาพมอมแมมสกปรกแบบนี้ อย่าสะเออะออกไปให้คุณหนูเห็นนะ! ไปหลบอยู่หลังเสาโน่น ไป!"
กวินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย "แต่ผมต้องไปดูแลคุณหนูตามสัญญา"
"สัญญาบ้าบออะไรฉันไม่สน! วันนี้คุณหนูเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ แกอย่าเพิ่งไปเสนอหน้าให้ท่านระคายเคืองสายตา ไปหลบเดี๋ยวนี้!"
ขณะที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกันอยู่ ประตูรถตู้กันะุคันกลางก็ถูกเปิดออก
ศิรินทร์ก้าวลงมาจากรถในชุดสูททำงานสีขาวสะอาดตา ใบหน้าของเธอแม้จะดูอิดโรยแต่ยังคงความสง่างาม เธอหันไปสั่งการพยาบาลพิเศษที่ติดตามมาด้วยให้ช่วยกันประคองรถเข็นวีลแชร์ลงจากลิฟต์ท้ายรถ
บนรถเข็นนั้น ร่างเล็กๆ ของน้องอันดานั่งอยู่ เด็กน้อยสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน มีผ้าห่มผืนหนาคลุมทับ่ขา ใบหน้าเริ่มมีสีเืฝาดขึ้นบ้างแล้ว แต่แววตายังคงดูอ่อนเพลียและกวาดมองไปรอบๆ อย่างมีความหวัง
"คุณพ่อ"
เสียงเล็กๆ ใสๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของเหล่าข้ารับใช้
อันดาชะเง้อค้อมองหาใครบางคน ดวงตากลมโตฉายแววผิดหวังเมื่อไม่เห็นคนที่เธอรอคอย
"แม่จ๋า คุณพ่ออยู่ไหนคะ? คุณพ่อบอกจะมารอหนูที่บ้าน"
ศิรินทร์เม้มปากแน่น เธอไม่อยากยอมรับแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกสาวติดพ่อคนใหม่นี้แจั้แ่ตื่นนอน สายตาของเธอกวาดมองไปทั่วแถวคนรับใช้ จนกระทั่งไปสะดุดตาที่มุมเสาด้านในสุด เห็นป้าเพ็ญกำลังยืนบังใครบางคนอยู่
"ป้าเพ็ญ หลบไป"
ศิรินทร์สั่งเสียงเข้ม
ป้าเพ็ญสะดุ้งโหยง รีบะโหลบฉาก เผยให้เห็นกวินทร์ในชุดคนงานเก่าๆ ที่เปื้อนคราบน้ำยาถูพื้น ยืนสงบนิ่งอยู่
ทันทีที่เห็นหน้าเขา ดวงตาของอันดาก็เป็ประกายวิบวับเหมือนมีดาวนับล้านดวงส่องแสง รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม
"คุณพ่อ!"
เด็กน้อยพยายามจะลุกขึ้นจากรถเข็น แต่พยาบาลรีบห้ามไว้
กวินทร์ไม่รอช้า เขาเดินฝ่าวงล้อมของคนรับใช้ที่ยืนอึ้ง เข้าไปหาลูกสาวทันที ไม่สนสายตาตำหนิของป้าเพ็ญหรือรอยยิ้มเยาะเย้ยของพวกบอดี้การ์ด
เขาคุกเข่าลงข้างรถเข็น เพื่อให้ระดับสายตาเท่ากับลูกสาว มือใหญ่ที่หยาบกร้านเอื้อมไปจับมือน้อยๆ ของอันดาอย่างทะนุถนอม
"พ่ออยู่นี่ครับคนเก่ง พ่อรอลูกอยู่ตั้งนานแน่ะ"
อันดาจับมือพ่อแน่น เอาแก้มแนบกับฝ่ามือสากๆ ของเขาอย่างออดอ้อน
"หนูคิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ หนูไม่อยากนั่งรถเข็นแล้ว หนูอยากให้คุณพ่ออุ้ม"
ศิรินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอหันไปพยักหน้าให้พยาบาลถอยออกมา แล้วส่งสายตาเ็าไปที่กวินทร์
"หน้าที่นายเริ่มแล้ว พาอันดาขึ้นไปพักบนห้อง แล้วอย่าลืมเช็ดมือให้สะอาดก่อนจับตัวลูกด้วย สกปรกซะไม่มี"
ประโยคท้ายเธอพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่กวินทร์ไม่ได้ถือสา เขาช้อนตัวลูกสาวขึ้นมาจากรถเข็นอย่างแ่เบาราวกับอุ้มปุยนุ่น อันดาซบหน้าลงกับบ่ากว้างของพ่อ สูดดมกลิ่นกายของเขาแม้จะมีกลิ่นเหงื่อและกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดจางๆ แต่สำหรับเธอ มันคือกลิ่นของความปลอดภัย
"ไปกันเถอะลูก พ่อจะพาไปดูห้องนอนของหนู"
กวินทร์พาอันดาเดินขึ้นบันไดไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าคนรับใช้ที่ไม่เคยเห็นคุณหนูจอมเอาแต่ใจยอมให้ใครอุ้มง่ายๆ แบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะป้าเพ็ญที่ยืนอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อว่า "ไอ้คนงานก้นครัว" นั่นจะมีอิทธิพลต่อคุณหนูขนาดนี้
ห้องนอนของอันดาตกแต่งด้วยโทนสีชมพูพาสเทลและสีขาว เต็มไปด้วยตุ๊กตาและของเล่นราคาแพงระยับ เตียงนอนเป็ทรงเ้าหญิงที่มีมุ้งกระโจมสวยงาม แต่กวินทร์ััได้ทันทีที่ก้าวเข้ามาว่า อุณหภูมิในห้องนี้ "เย็นเกินไป" สำหรับเด็กที่มีคำสาปเหมันต์แฝงร่าง
'เครื่องปรับอากาศเปิดแรงไป ทิศทางลมปะทะเตียงนอนโดยตรง ฮวงจุ้ยห้องนี้เสริมธาตุเย็น ไม่ดีต่อลูก'
กวินทร์วางอันดาลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล เขาทำท่าเดินไปสำรวจรอบห้อง แต่จริงๆ แล้วแอบดีดนิ้วเบาๆ ส่งกระแสลมปราณไปกระแทกเซ็นเซอร์แอร์ ให้ปรับอุณหภูมิสูงขึ้นเป็ 27 องศา และเปลี่ยนทิศทางลมให้หมุนเวียนรอบห้องแทนที่จะเป่าลงมาตรงๆ
"คุณพ่อทำอะไรคะ?"อันดาถามตาแป๋ว
"พ่อกำลังร่ายเวทมนตร์ให้ห้องนี้อุ่นขึ้นไงครับ" กวินทร์หันมาขยิบตาให้ลูก
อันดาหัวเราะคิกคัก "คุณพ่อเป็พ่อมดเหรอคะ?"
"พ่อเป็ยิ่งกว่าพ่อมดอีก พ่อเป็จักรพรรดิเชียวนะ"
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเป็ผ่อนคลาย กวินทร์ใช้เวลาใน่บ่ายดูแลอันดาอย่างใกล้ชิด เขาเช็ดตัวให้เธอ ป้อนยา และคอยนวดแขนขาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเื ทุกััของเขาแฝงไปด้วยลมปราณอุ่นๆ ที่ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่ยังตกค้างอยู่ในกระดูกของเด็กน้อย
มื้อเย็นมาถึง แม่บ้านยกถาดอาหารเข้ามาวางไว้ให้ เป็ข้าวต้มกุ้งที่ดูจืดชืดและน่าเบื่อ อันดามองถ้วยข้าวต้มแล้วเบะปาก
"หนูไม่อยากกินข้าวต้ม หนูเบื่อ"
"ไม่ได้นะลูก หนูต้องกินจะได้แข็งแรง" กวินทร์พูดเสียงนุ่ม
"แต่มันไม่อร่อยนี่นา"
กวินทร์ยิ้มเ้าเล่ห์ เขาหยิบช้อนขึ้นมา ตักข้าวต้มขึ้นมาเป่า แอบแฝงปราณธาตุไฟอ่อนๆ เข้าไปในข้าวต้ม กลิ่นหอมของข้าวที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณโชยออกมาทันที มันหอมกรุ่นและยั่วน้ำลายยิ่งกว่าอาหารภัตตาคารหรู
"ลองชิมคำนี้ดูสิ พ่อเสกคาถาความอร่อยลงไปแล้วนะ"
อันดาลังเลเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากรับ พอข้าวต้มเข้าปาก ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง
"หูววว! อร่อยจังเลยค่ะ! หวานๆ อุ่นๆ เหมือนกินขนมเลย!"
เด็กน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข ยอมกินข้าวต้มจนหมดชามโดยไม่ต้องบังคับ ศิรินทร์ที่แอบยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าประตู (ตามกฎข้อที่ 5.1 ที่ต้องจับตาดู) ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ปกติอันดากินข้าวยากมาก ต้องหลอกล่อเป็ชั่วโมง แต่ผู้ชายคนนี้กลับทำสำเร็จในไม่กี่นาที
หลังจากกินอิ่ม อันดาก็เริ่มง่วงนอน แต่ตายังแข็งไม่ยอมหลับ
"คุณพ่อขา เล่านิทานให้หนูฟังหน่อยได้ไหมคะ? คุณแม่ไม่ค่อยว่างเล่าให้หนูฟังเลย"
เด็กน้อยดึงชายเสื้อกวินทร์ ยิ้มอ้อน
กวินทร์นั่งลงข้างเตียง จัดแจงห่มผ้าให้ลูกสาว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ได้สิครับ วันนี้พ่อจะเล่าเื่ของ 'จักรพรรดิพเนจร' ให้ฟัง เอาไหม?"
"เอาค่ะ! จักรพรรดิเท่ไหมคะ?"
"เท่มาก แต่เขาก็ขี้เหงามากเช่นกัน"
กวินทร์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ชวนฝัน แววตาของเขาเหม่อลอยออกไปไกลแสนไกล ราวกับกำลังมองเห็นภาพอดีตที่ซ้อนทับอยู่
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่หลงทางเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ ดินแดนที่มีเกาะลอยอยู่บนท้องฟ้า มีับินว่อน และมีผู้คนที่เหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนนก"
เขาเล่าถึงการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค การฝึกฝนวิชาเซียนที่ยากลำบาก เล่าถึงการต่อสู้กับจอมมารเก้าเศียรที่พ่นไฟเผาผลาญโลก เล่าถึงวันที่เขาได้ขึ้นครองบัลลังก์สูงสุด เป็จักรพรรดิที่คนทั้งสามภพกราบไหว้
แต่เขาก็เล่าถึงความโดดเดี่ยวบนบัลลังก์ทองคำนั้นด้วย
"ถึงเขาจะมีอำนาจล้นฟ้า มีสมบัติมากมาย แต่หัวใจของเขากลับว่างเปล่า เพราะเขารู้ดีว่า ของสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่อยู่ที่บ้านเกิดที่เขาจากมา"
กวินทร์เล่ามาถึงตอนที่จักรพรรดิยอมสละพลังทั้งหมด ยอมทิ้งบัลลังก์เพื่อฝ่ามิติกลับมาหา "เ้าหญิงตัวน้อย" ของเขา
"จักรพรรดิยอมถูกสายฟ้าฟาดจนตัวแทบแตก ยอมสูญเสียพลังเวทมนตร์ไปเกือบหมด เพียงเพื่อจะได้กลับมาเห็นหน้าเ้าหญิงน้อยอีกครั้ง และบอกรักเธอด้วยตัวเอง"
เื่เล่าจบลงพร้อมกับเสียงลมหายใจแ่เบาของกวินทร์ เขาก้มมองลูกสาวที่นอนฟังตาแป๋ว ไม่ยอมกระพริบตา
บรรยากาศในห้องเงียบสงบ อบอวลไปด้วยความรักและความคิดถึงที่ส่งผ่านเื่เล่า
อันดาขยับตัวเล็กน้อย เอื้อมมือน้อยๆ มาจับนิ้วก้อยของกวินทร์ไว้แน่น ดวงตาใสซื่อจ้องมองหน้าพ่ออย่างลึกซึ้ง
"หนูชอบนิทานพ่อจัง เหมือนเื่จริงเลย"
คำพูดไร้เดียงสานั้นกระแทกใจกวินทร์อย่างจัง เขารู้สึกจุกที่คอหอย น้ำตาแห่งลูกผู้ชายรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอีกครั้ง เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยแก้มยุ้ยๆ ของลูกสาวอย่างแ่เบา ยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อยแต่เต็มไปด้วยความรัก
"ก็เื่จริงนี่ลูก"
กวินทร์กระซิบตอบเสียงแ่ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของอันดา
"เพราะเ้าหญิงน้อยในเื่ ก็คือหนูไงครับ อันดา"