ในขณะนี้บนลานประลองยุทธ์ จิตใจของไป๋ฉางเซิงยิ่งถลำลึกสู่ความตึงเครียด
การปะทะกันติดต่อกันกว่าสิบครั้งทำให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า‘ปราการศักดิ์สิทธิ์’ ที่โซเฟียใช้อยู่ในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน
ด้วยพลังโจมตีของเขาในตอนนี้ไม่มีทางเลยที่จะทำลายแสงสีทองนี้ได้
แถมภายใต้การสนับสนุนของปราการศักดิ์สิทธิ์ทุกการโจมตีของไป๋ฉางเซิงจะถูกสะท้อนกลับไปเป็นพลังให้โซเฟียทำให้การโจมตีของเธอแต่ละหมัดแต่ละลูกเตะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรกเกล็ดมังกรและเกราะศิลาคุ้มกายยังพอทนไหวแต่ตอนนี้ทุกหมัดทุกลูกเตะของโซเฟียกลับทิ้งรอยแผลขนาดใหญ่ไว้บนตัวเขา
เกล็ดมังกรแตกสลายรอยฟกช้ำม่วงคล้ำกระจายไปทั่วตัว
ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปอย่าว่าแต่จะยื้อให้ครบสองชั่วโมงเลย แค่ห้านาทีเขาก็คงทนไม่ไหว
เมื่อเห็นโซเฟียเงื้อหมัดขึ้นอีกครั้งไป๋ฉางเซิงก็ขยับความคิดทันใดนั้นลูกไฟก็โผล่ขึ้นมาขวางทิศทางหมัดของเธออย่างพอดิบพอดี
“ตูม!”
หมัดหนักๆซัดเข้าใส่ลูกไฟจนระเบิดออกทันที กระแสลมรุนแรงม้วนตลบพัดกระจายไปทั่วทิศทาง
โซเฟียที่ไม่ทันตั้งตัวถูกแรงลมพัดจนถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะตั้งหลักได้และหันกลับมามองไป๋ฉางเซิงก็ถอยร่นรักษาระยะห่างไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้ระยะห่างนั้นจะไม่มากแค่สิบกว่าเมตรซึ่งพุ่งเข้ามาแป๊บเดียวก็ถึง แต่ช่วงเวลาสั้นๆนี้ก็ช่วยให้ไป๋ฉางเซิงได้พักหายใจ
เลือดมังกรระดับสี่กำลังเร่งรักษาแผลฟกช้ำบนร่างกายช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้างแต่ความเร็วในการฟื้นฟูนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ทันที่จะปรับสภาพร่างกายให้สมบูรณ์เต็มร้อยก่อนการโจมตีระลอกถัดไป
ข่าวดีอย่างเดียวคือโซเฟียดูเหมือนจะยังไม่มีเจตนาพุ่งเข้ามาฆ่าในทันทีเธอแค่ยืนนิ่งมองไป๋ฉางเซิงที่อยู่ห่างออกไป
แววตาของเธอยังคงเปี่ยมไปด้วยความเป็นเทพดูเฉยเมยและเย็นชาเหมือนเดิม
แต่การกระทำของเธอกลับไม่ได้คิดจะปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงได้พักเลยแม้แต่น้อย
แสงสีทองเจิดจ้าที่เคยล้อมรอบกายเธอถูกแบ่งส่วนหนึ่งออกมารวบรวมลงบนมือขวา
“เพียะ!”
โซเฟียสะบัดมือขวาอย่างแรงแส้ยาวที่สร้างจากแสงสีทองฟาดลงบนพื้นจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น
เมื่อเห็นแส้ที่สร้างจากแสงสีทองนั้นสีหน้าของไป๋ฉางเซิงก็ชะงักค้าง
ขนาดตอนไม่มีอาวุธเขายังแทบจะหมดทางสู้ยิ่งตอนนี้เธอมีอาวุธ พลังโจมตีของโซเฟียคงจะรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
แต่ในขณะที่แส้ทองคำก่อตัวขึ้นไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าปราการศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองตัวเธอนั้นอ่อนกำลังลงไปสามส่วน
นี่เธอคิดจะยอมลดพลังป้องกันบางส่วนเพื่อเพิ่มพลังโจมตีหวังจะอัดเขาให้ร่วงตกเวทีไปเลยงั้นเหรอ?
ในใจของไป๋ฉางเซิงเกิดความสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะเห็นโซเฟียที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มพูด
“ขอโทษด้วยนะ”
“ฉันมีเหตุผลที่ต้องชนะให้ได้”
“เพราะงั้น นายอาจจะต้องเจ็บตัวหนักหน่อยล่ะ”
“หรือนายจะเลือกยอมแพ้แล้วลงจากเวทีไปตอนนี้เลยก็ได้จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้”
น้ำเสียงของเธอช่างเย็นชาและราบเรียบไม่ต่างจากสีหน้าในตอนนี้เลย
แต่ไป๋ฉางเซิงที่ได้ยินแบบนั้นกลับส่ายหน้าช้าๆ
“เธอมีเหตุผลของเธอ ฉันเองก็มีเหตุผลของฉันเหมือนกัน”
ระหว่างที่พูดไป๋ฉางเซิงก็ขยับพลังจิตมวลธาตุไฟและธาตุสายฟ้าจำนวนมหาศาลเริ่มพุ่งเข้ามารวมตัวกันตรงหน้าเขา
เขารู้ดีว่าด้วยระดับพลังโจมตีในตอนนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างความเสียหายให้โซเฟียที่มีปราการศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดคุ้มครอง
ถ้าอยากจะชนะศึกนี้เขาต้องใช้วิธีอื่น!
“หือ?”
โซเฟียเอียงคอเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงวิญญาณอย่างไป๋ฉางเซิงจะมีเหตุผลอะไรที่‘ต้องชนะ’ ให้ได้ขนาดนั้น
“ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา คณบดีเฉียนดูแลฉันดีมาก”
“เขาอยากได้อันดับหนึ่ง ฉันก็ต้องช่วยเขาคว้ามันมาให้ได้”
ในขณะที่ไป๋ฉางเซิงพูดเขาก็ยังคงรวบรวมธาตุทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง
“อีกอย่าง ตลอดหลายเดือนที่อยู่ที่นี่ฉันเองก็เริ่มผูกพันกับมหาวิทยาลัยที่เคยรุ่งเรืองแห่งนี้อยู่บ้างเหมือนกัน”
“และตอนนี้ ฉันอยู่ห่างจากถ้วยแชมป์แค่ก้าวเดียวฉันเลยต้องคิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสแค่ครั้งเดียวในชีวิตของฉันก็ได้”
“เขามีคำกล่าวว่ายังไงนะ?”
ไป๋ฉางเซิงพูดไปเรื่อยเพื่อถ่วงเวลาพลางพยายามบังคับให้ธาตุทั้งสองหลอมรวมกันแต่อัสนีบาตกับเพลิงสวรรค์นั้นกลับดูจะไม่เข้ากันอย่างแรงเหมือนน้ำกับไฟที่เข้ากันไม่ได้แค่โดนกันนิดเดียวก็เหมือนจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
ไป๋ฉางเซิงต้องใช้พลังจิตกดไว้สุดแรงเพื่อไม่ให้ธาตุทั้งสองระเบิดออกมาแต่ถ้าจะให้ธาตุทั้งสองหลอมรวมและเสริมพลังกันตามที่เวินโหรวเคยบอกเห็นได้ชัดว่ายังทำไม่ได้
“เดี๋ยวนะ... คำนั้นเขาพูดยังไงนะ?”
ไป๋ฉางเซิงแกล้งทำท่าคิดหนักคนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขานึกไม่ออกจริงๆแต่แน่นอนว่าคนเหล่านั้นย่อมไม่รวมถึงเจียงจืออวี๋
เมื่อเห็นท่าทางของไป๋ฉางเซิงเธอก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร
“อย่าใช้พลังจิตกดมันไว้ ยิ่งเป็นธาตุที่รุนแรง ยิ่งห้ามกดมัน”
“ลองใช้พลังจิตเป็นเหมือนตัวช่วยผสม ให้ธาตุมันหลอมรวมกันเองดูสิ”
เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจขึ้นมาทันที เขาเลิกใช้พลังจิตกดธาตุทั้งสองอย่างสิ้นเชิง
แต่ภาพการระเบิดวินาศสันตะโรที่เขาคิดไว้กลับไม่เกิดขึ้นกลับกันธาตุทั้งสองเริ่มหมุนวนและหลอมรวมกันอย่างรวดเร็วภายใต้การควบคุมของพลังจิต
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เองทางที่เขาลองผิดลองถูกมาตลอดมันผิดตั้งแต่แรกมิน่าล่ะพยายามมาทั้งคืนถึงไม่สำเร็จสักที
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้งสองไป๋ฉางเซิงก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ
ฝ่ายโซเฟียเองหลังจากได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ เธอก็เข้าใจทันทีพร้อมกับสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของธาตุในอากาศ
เธอสะบัดแส้สีทองทันทีไม่เปิดโอกาสให้ไป๋ฉางเซิงได้รวบรวมพลังโจมตีต่อร่างบางกระทืบเท้าพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
แต่ไป๋ฉางเซิงเจอวิธีหลอมรวมธาตุแล้วเมื่อมาถูกทาง สิ่งที่เหลือก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
แค่พริบตาเดียวการหลอมรวมธาตุทั้งสองก็เสร็จสมบูรณ์
พลังงานที่บ้าคลั่งเข้ามารวมตัวกันที่เกล็ดมังกรตรงหน้าผากและขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เขามองโซเฟียที่กำลังพุ่งเข้ามาหาแล้วไป๋ฉางเซิงก็พูดประโยคที่ค้างไว้ให้จบ
“กอบกู้เกียรติยศสุ่ยมู่... คือหน้าที่ของพวกเรา!”
ราวกับต้องการจะพิสูจน์คำพูดของตัวเองวินาทีต่อมา พลังงานที่บ้าคลั่งที่รวมอยู่ที่หน้าผากก็ถูกปล่อยออกไปอย่างรุนแรง
ท่ามกลางสายฟ้าสีน้ำเงินขาวมีเปลวไฟสีแดงปะปนอยู่พลังงานที่รุนแรงที่สุดสองสายในโลกหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบในวินาทีนี้
พวกมันไม่เพียงไม่ผลักไสกันแต่กลับส่งเสริมอานุภาพซึ่งกันและกัน อัสนีบาตจุดประกายเพลิงสวรรค์และเพลิงสวรรค์ก็กลับมาหล่อเลี้ยงอัสนีบาตให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
พลังงานมันรุนแรงจนแม้แต่ไป๋ฉางเซิงที่เป็นคนสร้างยังไม่คิดเลยว่าจะออกมาน่ากลัวขนาดนี้
เดี๋ยวนะ...โซเฟียคงจะรับไหวใช่ไหม?
ไป๋ฉางเซิงแอบกังวลขึ้นมาวูบหนึ่งแต่ศรถูกปล่อยออกไปแล้ว ต่อให้เขาอยากจะดึงพลังกลับมาตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว
ในเวลาเดียวกันบรรดาราชันยุทธ์บนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างก็ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกันเมื่อได้เห็นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกมา!