ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 146 กอบกู้เกียรติยศสุ่ยมู่

            ในขณะนี้บนลานประลองยุทธ์ จิตใจของไป๋ฉางเซิงยิ่งถลำลึกสู่ความตึงเครียด

            การปะทะกันติดต่อกันกว่าสิบครั้งทำให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า‘ปราการศักดิ์สิทธิ์’ ที่โซเฟียใช้อยู่ในตอนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน

            ด้วยพลังโจมตีของเขาในตอนนี้ไม่มีทางเลยที่จะทำลายแสงสีทองนี้ได้

            แถมภายใต้การสนับสนุนของปราการศักดิ์สิทธิ์ทุกการโจมตีของไป๋ฉางเซิงจะถูกสะท้อนกลับไปเป็นพลังให้โซเฟียทำให้การโจมตีของเธอแต่ละหมัดแต่ละลูกเตะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

            ตอนแรกเกล็ดมังกรและเกราะศิลาคุ้มกายยังพอทนไหวแต่ตอนนี้ทุกหมัดทุกลูกเตะของโซเฟียกลับทิ้งรอยแผลขนาดใหญ่ไว้บนตัวเขา

            เกล็ดมังกรแตกสลายรอยฟกช้ำม่วงคล้ำกระจายไปทั่วตัว

            ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปอย่าว่าแต่จะยื้อให้ครบสองชั่วโมงเลย แค่ห้านาทีเขาก็คงทนไม่ไหว

            เมื่อเห็นโซเฟียเงื้อหมัดขึ้นอีกครั้งไป๋ฉางเซิงก็ขยับความคิดทันใดนั้นลูกไฟก็โผล่ขึ้นมาขวางทิศทางหมัดของเธออย่างพอดิบพอดี

            “ตูม!”

            หมัดหนักๆซัดเข้าใส่ลูกไฟจนระเบิดออกทันที กระแสลมรุนแรงม้วนตลบพัดกระจายไปทั่วทิศทาง

            โซเฟียที่ไม่ทันตั้งตัวถูกแรงลมพัดจนถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะตั้งหลักได้และหันกลับมามองไป๋ฉางเซิงก็ถอยร่นรักษาระยะห่างไว้เรียบร้อยแล้ว

            แม้ระยะห่างนั้นจะไม่มากแค่สิบกว่าเมตรซึ่งพุ่งเข้ามาแป๊บเดียวก็ถึง แต่ช่วงเวลาสั้นๆนี้ก็ช่วยให้ไป๋ฉางเซิงได้พักหายใจ

            เลือดมังกรระดับสี่กำลังเร่งรักษาแผลฟกช้ำบนร่างกายช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้างแต่ความเร็วในการฟื้นฟูนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ทันที่จะปรับสภาพร่างกายให้สมบูรณ์เต็มร้อยก่อนการโจมตีระลอกถัดไป

            ข่าวดีอย่างเดียวคือโซเฟียดูเหมือนจะยังไม่มีเจตนาพุ่งเข้ามาฆ่าในทันทีเธอแค่ยืนนิ่งมองไป๋ฉางเซิงที่อยู่ห่างออกไป

            แววตาของเธอยังคงเปี่ยมไปด้วยความเป็นเทพดูเฉยเมยและเย็นชาเหมือนเดิม

            แต่การกระทำของเธอกลับไม่ได้คิดจะปล่อยให้ไป๋ฉางเซิงได้พักเลยแม้แต่น้อย

            แสงสีทองเจิดจ้าที่เคยล้อมรอบกายเธอถูกแบ่งส่วนหนึ่งออกมารวบรวมลงบนมือขวา

            “เพียะ!”

            โซเฟียสะบัดมือขวาอย่างแรงแส้ยาวที่สร้างจากแสงสีทองฟาดลงบนพื้นจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น

            เมื่อเห็นแส้ที่สร้างจากแสงสีทองนั้นสีหน้าของไป๋ฉางเซิงก็ชะงักค้าง

            ขนาดตอนไม่มีอาวุธเขายังแทบจะหมดทางสู้ยิ่งตอนนี้เธอมีอาวุธ พลังโจมตีของโซเฟียคงจะรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้

            แต่ในขณะที่แส้ทองคำก่อตัวขึ้นไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าปราการศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองตัวเธอนั้นอ่อนกำลังลงไปสามส่วน

            นี่เธอคิดจะยอมลดพลังป้องกันบางส่วนเพื่อเพิ่มพลังโจมตีหวังจะอัดเขาให้ร่วงตกเวทีไปเลยงั้นเหรอ?

            ในใจของไป๋ฉางเซิงเกิดความสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะเห็นโซเฟียที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มพูด

            “ขอโทษด้วยนะ”

            “ฉันมีเหตุผลที่ต้องชนะให้ได้”

            “เพราะงั้น นายอาจจะต้องเจ็บตัวหนักหน่อยล่ะ”

            “หรือนายจะเลือกยอมแพ้แล้วลงจากเวทีไปตอนนี้เลยก็ได้จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้”

            น้ำเสียงของเธอช่างเย็นชาและราบเรียบไม่ต่างจากสีหน้าในตอนนี้เลย

            แต่ไป๋ฉางเซิงที่ได้ยินแบบนั้นกลับส่ายหน้าช้าๆ

            “เธอมีเหตุผลของเธอ ฉันเองก็มีเหตุผลของฉันเหมือนกัน”

            ระหว่างที่พูดไป๋ฉางเซิงก็ขยับพลังจิตมวลธาตุไฟและธาตุสายฟ้าจำนวนมหาศาลเริ่มพุ่งเข้ามารวมตัวกันตรงหน้าเขา

            เขารู้ดีว่าด้วยระดับพลังโจมตีในตอนนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างความเสียหายให้โซเฟียที่มีปราการศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดคุ้มครอง

            ถ้าอยากจะชนะศึกนี้เขาต้องใช้วิธีอื่น!

            “หือ?”

            โซเฟียเอียงคอเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงวิญญาณอย่างไป๋ฉางเซิงจะมีเหตุผลอะไรที่‘ต้องชนะ’ ให้ได้ขนาดนั้น

            “ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา คณบดีเฉียนดูแลฉันดีมาก”

            “เขาอยากได้อันดับหนึ่ง ฉันก็ต้องช่วยเขาคว้ามันมาให้ได้”

            ในขณะที่ไป๋ฉางเซิงพูดเขาก็ยังคงรวบรวมธาตุทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

            “อีกอย่าง ตลอดหลายเดือนที่อยู่ที่นี่ฉันเองก็เริ่มผูกพันกับมหาวิทยาลัยที่เคยรุ่งเรืองแห่งนี้อยู่บ้างเหมือนกัน”

            “และตอนนี้ ฉันอยู่ห่างจากถ้วยแชมป์แค่ก้าวเดียวฉันเลยต้องคิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสแค่ครั้งเดียวในชีวิตของฉันก็ได้”

            “เขามีคำกล่าวว่ายังไงนะ?”

            ไป๋ฉางเซิงพูดไปเรื่อยเพื่อถ่วงเวลาพลางพยายามบังคับให้ธาตุทั้งสองหลอมรวมกันแต่อัสนีบาตกับเพลิงสวรรค์นั้นกลับดูจะไม่เข้ากันอย่างแรงเหมือนน้ำกับไฟที่เข้ากันไม่ได้แค่โดนกันนิดเดียวก็เหมือนจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

            ไป๋ฉางเซิงต้องใช้พลังจิตกดไว้สุดแรงเพื่อไม่ให้ธาตุทั้งสองระเบิดออกมาแต่ถ้าจะให้ธาตุทั้งสองหลอมรวมและเสริมพลังกันตามที่เวินโหรวเคยบอกเห็นได้ชัดว่ายังทำไม่ได้

            “เดี๋ยวนะ... คำนั้นเขาพูดยังไงนะ?”

            ไป๋ฉางเซิงแกล้งทำท่าคิดหนักคนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขานึกไม่ออกจริงๆแต่แน่นอนว่าคนเหล่านั้นย่อมไม่รวมถึงเจียงจืออวี๋

            เมื่อเห็นท่าทางของไป๋ฉางเซิงเธอก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

            “อย่าใช้พลังจิตกดมันไว้ ยิ่งเป็นธาตุที่รุนแรง ยิ่งห้ามกดมัน”

            “ลองใช้พลังจิตเป็นเหมือนตัวช่วยผสม ให้ธาตุมันหลอมรวมกันเองดูสิ”

            เสียงของเจียงจืออวี๋ดังขึ้นไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจขึ้นมาทันที เขาเลิกใช้พลังจิตกดธาตุทั้งสองอย่างสิ้นเชิง

            แต่ภาพการระเบิดวินาศสันตะโรที่เขาคิดไว้กลับไม่เกิดขึ้นกลับกันธาตุทั้งสองเริ่มหมุนวนและหลอมรวมกันอย่างรวดเร็วภายใต้การควบคุมของพลังจิต

            ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เองทางที่เขาลองผิดลองถูกมาตลอดมันผิดตั้งแต่แรกมิน่าล่ะพยายามมาทั้งคืนถึงไม่สำเร็จสักที

            เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้งสองไป๋ฉางเซิงก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ

            ฝ่ายโซเฟียเองหลังจากได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ เธอก็เข้าใจทันทีพร้อมกับสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของธาตุในอากาศ

            เธอสะบัดแส้สีทองทันทีไม่เปิดโอกาสให้ไป๋ฉางเซิงได้รวบรวมพลังโจมตีต่อร่างบางกระทืบเท้าพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

            แต่ไป๋ฉางเซิงเจอวิธีหลอมรวมธาตุแล้วเมื่อมาถูกทาง สิ่งที่เหลือก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

            แค่พริบตาเดียวการหลอมรวมธาตุทั้งสองก็เสร็จสมบูรณ์

            พลังงานที่บ้าคลั่งเข้ามารวมตัวกันที่เกล็ดมังกรตรงหน้าผากและขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

            เขามองโซเฟียที่กำลังพุ่งเข้ามาหาแล้วไป๋ฉางเซิงก็พูดประโยคที่ค้างไว้ให้จบ

            “กอบกู้เกียรติยศสุ่ยมู่... คือหน้าที่ของพวกเรา!”

            ราวกับต้องการจะพิสูจน์คำพูดของตัวเองวินาทีต่อมา พลังงานที่บ้าคลั่งที่รวมอยู่ที่หน้าผากก็ถูกปล่อยออกไปอย่างรุนแรง

            ท่ามกลางสายฟ้าสีน้ำเงินขาวมีเปลวไฟสีแดงปะปนอยู่พลังงานที่รุนแรงที่สุดสองสายในโลกหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบในวินาทีนี้

            พวกมันไม่เพียงไม่ผลักไสกันแต่กลับส่งเสริมอานุภาพซึ่งกันและกัน อัสนีบาตจุดประกายเพลิงสวรรค์และเพลิงสวรรค์ก็กลับมาหล่อเลี้ยงอัสนีบาตให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

            พลังงานมันรุนแรงจนแม้แต่ไป๋ฉางเซิงที่เป็นคนสร้างยังไม่คิดเลยว่าจะออกมาน่ากลัวขนาดนี้

            เดี๋ยวนะ...โซเฟียคงจะรับไหวใช่ไหม?

            ไป๋ฉางเซิงแอบกังวลขึ้นมาวูบหนึ่งแต่ศรถูกปล่อยออกไปแล้ว ต่อให้เขาอยากจะดึงพลังกลับมาตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว

            ในเวลาเดียวกันบรรดาราชันยุทธ์บนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างก็ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกันเมื่อได้เห็นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกมา!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน