ก่อนที่เทียนฟางจะแยกตัวออกมา ซุนหลิวหยาง ได้เดินเข้ามาหาเทียนฟางก่อนจะพูดว่า "บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม ได้โปรดรับของสิ่งนี้ไว้ เมื่อใดที่ท่านได้ไปที่หุบเขาวังโอสถ โปรดอย่าลืมแวะไปพบข้าได้ที่ ตำหนักสกุลซุน"
ซุนหลิวหยางมอบของชิ้นหนึ่งให้กับเทียนฟาง ก่อนที่จะรีบวิ่งไปหลบข้างหลังของซุนกวน ก่อนหน้านี้เทียนฟางไม่ได้สังเกตมากนัก ว่าซุนหลิวหยาง มีลักษณะอย่างไร จนกระทั่งเมื่อครู่เขาจึงพบว่าผิวของซุนหลิวหยางนั้นขาวละเอียดดังไข่มุกทั้งหน้าตายังสะอาดสะอ้าน ในความคิดของเทียนฟาง เขาคิดว่าบ้านของซุนหลิวหยางต้องร่ำรวยสุดๆ อย่างแน่นอน
เทียนฟางหันกลับไปมองของที่ได้รับมา จากซุนหลิวหยาง มันเป็นป้ายหยกสีเขียวอ่อนสลักคำว่าซุน อยู่ตรงกลางป้ายเทียนฟางมองก่อนจะเก็บเข้าไปในอกเสื้อ พร้อมกับเม็ดยาที่ได้รับมา
"ขอขอบคุณพวกท่านมาก หากมีโอกาสข้าจะไปเยือนตระกูลซุนอย่างแน่นอน"
เทียนฟางพูดพร้อมกับยิ้มเขาค่อนข้างดีใจที่วันนี้ได้พบคนอื่นนอกจากตนเองในสองเดือนที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่เขาเฝ้าฝึกกระบี่นั้นออกจะทำให้เขาเบื่อเล็กน้อย การได้ออกมาพบคนอื่นบ้างนับว่าทำให้เทียนฟางรู้สึกดีขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ทุกคนย่อมมีเส้นทางเป็นของตนเอง หากมีวาสนาวันหนึ่งย่อมได้พบพาน หลังจากนั้นเทียนฟางก็กล่าวกับบุคคลทั้งสองว่า
"หากมีวาสนาคงได้พบพาน ขอพวกท่านถนอมตัว"
เทียนฟางกล่าวก่อนจะแยกตัวออกไป เมื่อจับไปตรงอกเสื้อและสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของเม็ดยาทำให้เทียนฟางนั้นอดตื่นเต้นไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าทำไมพวกซุนกวนถึงได้ให้เม็ดยาเขามามากมายขนาดนี้ ในหุบเขาอสูรทมิฬโดยเฉพาะเมืองชายแดนแถบที่เทียนฟางอาศัยอยู่ แม้แต่ยาลมปราณพื้นฐานระดับต่ำ ยังนับว่าหาได้ยากยิ่งไม่ต้องพูดถึงเม็ดยาทั้งแปดเม็ดแม้แต่เม็ดยาลมปราณพื้นฐานขั้นกลางที่เขามีอยู่ เพียงเม็ดเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดศึกนองเลือดแล้ว
เทียนฟางอดใจไม่ไหวที่จะใช้เม็ดยาแล้ว เขาต้องการกลับไปยังถ้ำก่อน เขาคิดว่าพวกโจรเหล่านี้น่าจะมีเป็นจำนวนมาก คนที่เขาเพิ่งสังหารไปน่าจะเป็นเพียงพวกลิ้วล้อเท่านั้น เพราะตัวหัวหน้าโจรมีระดับพลังเพียงแค่ระดับที่ 2 ของขอบเขตก่อกายาเท่านั้นส่วนพวกลูกน้องที่เหลือล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับที่หนึ่งเช่นเดียวกับเทียนฟาง
สิ่งที่เทียนฟางขาดหายไปแสนนานเขากำลังจะได้มันกลับมาแล้ว เทียนฟางคิด แต่ตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไปหากเขาคิดจะไปยังรังของโจรเขาคงต้องแข็งแกร่งกว่านี้ ในที่แห่งนั้นจะต้องมีคนที่ทรงพลังอยู่มากแน่ๆ
ในขณะที่เทียนฟางกำลังคิดอะไรเพลินเพลินอยู่นั้นความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็เกิดขึ้น เทียนฟางพลันพุ่งตัวหลบไปด้านข้างทันที
ฉึก!!
ลูกธนูพุ่งข้ามหัวของเทียนฟางไปอย่างฉิวเฉียด หากเมื่อครู่เขาไม่หลบแล้วล่ะก็ คงไม่พ้นจบชีวิตลง
"เจอตัวมันแล้วตามมันไปเร็ว"
เทียนฟางหันไปมองก่อนจะพบว่า มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังไล่ตามเขามา คาดเดาดูคร่าวๆ คงมีประมาณยี่สิบคน เทียนฟางตัดสินใจรีบออกวิ่งสุดชีวิต
"อย่าหนีนะ เจ้าเด็กเลว"
ชายคนหนึ่งในชุดเทาลายแมงมุมพูดขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดที่ตามมาเป็นโจรกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เขาเพิ่งสังหารไป มิคาดว่ามันจะตามมาเร็วขนาดนี้
"อย่าหนีนะ หนีไปก็ไม่พ้นหรอก"
โจรคนเดิมตะโกนออกมาอีกครั้งคราวนี้เสียงที่เทียนฟางได้ยินดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"หยุดกับผีน่ะสิ หากข้าหยุดเจ้าจะอาบน้ำถูสบู่ให้ข้าหรือไง หยุดให้โง่" เทียนฟางตะโกนกลับไป
"หยุดพล่ามแล้วยอมจำนนซะ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมาน" ตอนนี้โจรอีกคนตะโกนขึ้นบ้าง
"ข้าไม่หยุด! หยุดก็ตายจะหยุดทำไม เจ้านั่นแหละเลิกตามได้แล้ว" เทียนฟางตะโกนกลับไปก่อนจะลบฉากเข้าไปในพุ่มไม้ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนทิศทาง วิ่งอ้อมไปทางด้านซ้าย เทียนฟางวิ่งลัดเลาะไปตามป่าทึบ เขารู้ดีว่าหากหยุดวิ่งแม้แต่วินาทีเดียว สิ่งที่รอเขาอยู่มีเพียงความตายเท่านั้น
พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้วกลางคืนในป่าอสูรทมิฬนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก ในตอนนี้เขาก็วิ่งออกมาไกลเกินกว่าอาณาเขตที่เขารู้จักคุ้นเคยแล้ว พูดง่ายๆ คือตอนนี้เทียนฟางไม่ต่างจากคนหลงทาง เขาได้แต่วิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่หันไปมองข้างหลังแม้แต่เพียงครั้งเดียว
จนในที่สุดเขาก็มาถึงซอกเขาแห่งหนึ่งคืนนี้เขาตั้งใจจะใช้ที่นี่เป็นที่พักแรม มันเป็นซอกเขาที่ลึกเข้าไปในหน้าผา ขนาดไม่กว้างนักแต่ก็เพียงพอสำหรับเด็กอย่างเทียนฟาง นอกจากนี้ยังมีส่วนของหินที่ยื่นออกมาบังน้ำค้างให้เขาได้อีกด้วย
เทียนฟางตัดสินใจไม่จุดไฟและนำก้อนหินและกิ่งไม้มาปิดตรงทางเข้าเอาไว้ อย่างน้อยก็เพียงพอใจตบตาได้บ้างหากไม่สังเกตดีๆ ไฟนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แต่ในป่าอสูรทมิฬในบางเวลานั้นก็น่ากลัว เพราะสำหรับสัตว์อสูรบางตัวแล้ว แสงไฟจะเป็นตัวล่อให้มันเข้ามามากกว่าจะไล่ออกไป
เทียนฟางล้วงเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบเม็ดยาลมปราณพื้นฐานขั้นกลางออกมา 1 เม็ด ตอนนี้คงถึงเวลาที่เขาต้องใช้มันแล้ว เทียนฟางโยนเม็ดยาเข้าไปในปาก ก่อนจะเริ่มบ่มเพาะ