ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 68 น้องใหม่รายงานตัว

     

    อีกไม่กี่วันก็จะต้องเข้ารับการทดสอบแล้ว

     

    ดังนั้นตึกสำหรับทดสอบในครั้งนี้จึงถูกล็อกไว้และไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ แผนที่เซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัวเตรียมไว้เพื่อสำรวจสถานที่จึงล้มเหลว หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็เดินกลับหอด้วยท่าทางห่อเหี่ยว

     

    ……

     

    ชั่วพริบตาเดียวก็เป็นวันที่ 7 กรกฎาคมแล้ว

     

    ณ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของเมืองหลวง

     

    บริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย เหล่านักเรียนน้องใหม่ต่างเดินทางมาลงทะเบียนเรียนพร้อมกับผู้ปกครองกันตั้งแต่เช้า

     

    ครั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนใหม่จำนวน 2,000 กว่าคน รวมเข้ากับกลุ่มผู้ปกครองที่มาส่งลูกหลาน จึงทำให้บริเวณทางเข้าจนถึงทางเดินเข้ามาด้านในเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

     

    ทว่า......

     

    “ปีนี้เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ไม่ให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านในเนี่ยนะ”

     

    หลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างกำยำขวางไว้ไม่ให้เข้าไปด้านใน เหล่าผู้ปกครองอารมณ์ร้อนก็เริ่มถกเถียงด้วยการใช้เหตุผล

     

    “ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีกฎห้ามไม่ให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านในเลย”

     

    “นั่นสิ ฉันกะว่าจะเข้าไปช่วยลูกของฉันดูสิ่งอำนวยความสะดวกภายในหอพักและดูบรรยากาศโดยรอบของที่นี่สักหน่อย...”

     

    “หรือว่าเอาแบบนี้ไหม?”

     

    มีกลุ่มผู้ปกครองหัวหมอแอบหนึ่งดึงแขนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปที่มุมตึกซึ่งกล้องวงจรปิดไม่สามารถมองเห็นได้ จากนั้นก็หยิบเงินออกมาเพื่อแลกกับการให้พวกเขาเข้าไปด้านใน แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิเสธทันควัน

     

    “……”

     

    “ก็ได้ ไม่ให้พวกเราเข้าไปก็ตามใจ แต่พวกคุณก็ควรจะมีคนมาช่วยจริงไหม? ลูกสาวของฉันร่างบางตัวนิดเดียว เอากระเป๋าลากมาตั้งสามใบแต่กลับไม่มีใครช่วยเลยเนี่ยนะ?”

     

    “……”

     

    เหล่าผู้ปกครองหันไปมองตามเสียงของคนคนนั้น วินาทีต่อมาก็รีบดึงสายตากลับมาในทันทีเพราะลูกสาวของผู้ปกครองคนนั้น ทั้งสวยและสูงโปร่ง ออร่าจากความงามของเธอสว่างจ้าจนแสบตาไปหมด

     

    เพียงไม่นานเหล่าผู้ปกครองก็ยอมทำตามกฎของที่นี่ ส่วนนักเรียนหน้าใหม่ก็ทำการยืนยันตัวตนและเข้าไปด้านในเพื่อลงทะเบียน

     

    เนื่องจากพวกเขาไม่เคยมาที่นี่ ดังนั้นจึงต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุอยู่บนสายรัดข้อมือทีละขั้น

     

    เหล่าผู้ปกครองยังคงรออยู่ด้านนอกและตะโกนเข้ามาผ่านรั้วเหล็ก กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งก็ต้องรออีกสามเดือนหลังจากนี้

     

    ทางเดินบนถนนใหญ่มีเด็กหนุ่มสองคนกำลังเดินอยู่

     

    ชายร่างอ้วนและร่างผอม บนตัวของชายร่างผอมมีกระเป๋าเป้ใบเล็กหนึ่งใบ ส่วนชายร่างอ้วนกำลังลากกระเป๋าสองใบ

     

    “พี่ฮุย ทำไมพี่เอาของมาน้อยจัง?”

     

    เฉียนตัวตัวมองเซี่ยฮุยที่เดินด้วยท่าทางผ่อนคลาย ในที่สุดเขาก็อดใจไม่ไหวที่จะถามอีกฝ่าย

     

    “อื้ม”

     

    เซี่ยฮุยเหลือบมองอีกฝ่ายปราดหนึ่งก่อนจะพูดว่า “พอดีกระเป๋าฉันหายตอนอยู่ข้างนอกน่ะ หลังจากได้หอพักแล้วฉันค่อยออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว”

     

    ได้ยินเซี่ยฮุยพูดแบบนั้นดวงตาของเฉียนตัวตัวก็เป็นประกายขึ้น หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองกระเป๋าลากของตัวเองด้วยสีหน้าขมขื่น

     

    ภายในใจก็แอบรู้สึกเสียดายที่ตัวเอง “มองการณ์ไกล” จึงนำของทั้งหมดเตรียมใส่ไว้ในกระเป๋ามาที่นี่

     

    เมื่อเห็นกลุ่มคนฝูงชนที่กำลังเดินเบียดเสียดกันอยู่ข้างหน้า ถ้าหากเขาเดินเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นคงทำให้เดินลำบากมากแน่ ๆ

     

    ยิ่งมีกระเป๋าลากถึงสองใบขนาดนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะยากลำบากขนาดไหน

     

    “ให้ฉันช่วยถือใบหนึ่งไหม”

     

    ก่อนหน้านี้คนไม่ได้มากมายเท่าไหร่นัก เฉียนตัวตัวจึงปฏิเสธการช่วยเหลือของเซี่ยฮุย และตอนนี้เซี่ยฮุยก็เสนอตัวช่วยเหลือเขาอีกครั้ง

     

    เฉียนตัวตัวมองเขาด้วยความซาบซึ้งใจ “รบกวนหน่อยนะพี่ฮุย”

     

    พูดจบเขาก็ยื่นกระเป๋าลากให้เซี่ยฮุยหนึ่งใบ หลังจากเซี่ยฮุยรับกระเป๋ามาพวกเขาก็เดินเบียดเข้าไปในกลุ่มฝูงชนเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัยทันที

     

    ด้านหน้าประตูเบียดเสียดจนแทบไม่สามารถเบียดเข้าไปด้านในได้

     

    เมื่อเห็นว่าทางเดินที่อยู่ด้านหน้าไม่มีช่องว่างให้เบียดเข้าไป เฉียนตัวตัวและเซี่ยฮุยจึงหันสบตากันด้วยความเอือมระอา

     

    “รู้แบบนี้รีบออกมาตั้งแต่เข้าก็คงจะดี”

     

    เฉียนตัวตัววางกระเป๋าลงข้าง ๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมา

     

    เซี่ยฮุยก็แอบรู้สึกเสียดายเช่นกันที่ไม่รีบออกมาให้เร็วกว่านี้ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วคงจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เขายังคงมองกลุ่มคนที่ค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ

     

    ในที่สุดก็ขยับสักทีสินะ?

     

    เขาวางกระเป๋าลากไว้ข้าง ๆ จากนั้นก็หยิบขวดน้ำออกมาสองขวด ขวดนึงยื่นให้เฉียนตัวตัว ส่วนอีกขวดยกขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย

     

    เขาได้ยินเสียงบ่นของเหล่าผู้ปกครองที่อยู่รอบตัว เซี่ยฮุยก็แอบส่ายหัวด้วยความเอือมระอา

     

    จากนั้นก็พูดกับเฉียนตัวตัวที่กำลังดื่มน้ำว่า “ตัวตัว ทำไมพ่อแม่นายไม่มาส่งนายล่ะ”

     

    ได้ยินคำถามของเขาเฉียนตัวตัวก็กลืนน้ำลงคออึกใหญ่

     

    เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาของเขาแอบแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว “พวกเขาไปส่งตัวตัวน่ะ”

     

    เซี่ยฮุยแค่เห็นก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เขาไม่คิดจะเปิดโปงความจริงของอีกฝ่าย จึงตอบกลับไปแค่ “อื้อ” สั้น ๆ

     

    เมื่อเฉียนตัวตัวเห็นว่าการแสดงของเขาเป็นเพียงแค่อากาศ อีกฝ่ายไม่ได้โศกเศร้าหรือโต้ตอบกลับมาอย่างที่คิด เฉียนตัวตัวจึงเลิกแสดงละครและหันไปมองเซี่ยฮุยที่ยังคงยืนนิ่งอยู่

     

    โอเค...สมกับที่เป็นพี่ใหญ่จริง ๆ!

     

    เมื่อเห็นว่าแผนของตัวเองไม่ประสบความสำเร็จ เฉียนตัวตัวจึงเลิกตีหน้าเศร้า

     

    หลังจากเขากวาดตามองไปรอบ ๆ จู่ ๆ ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้น

     

    เขาจึงสะกิดเซี่ยฮุยที่กำลังยืนคิดเรื่องอื่นอยู่ “พี่ฮุย พี่ดูทางนั่นสิ นั่นใช่ทางเข้าไปลงทะเบียนหรือเปล่า?”

     

    ห่างจากตรงนี้ออกไปไม่ไกล มีประตูด้านข้างอีกหนึ่งจุดที่มีนักเรียนกำลังเดินลากกระเป๋าเข้าไปด้านใน

     

    ที่แท้ก็มีประตูด้านข้างด้วยเหรอเนี่ย?

     

    “ไป”

     

    หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ลากกระเป๋าไปที่ประตูด้านข้างทันที

     

    ทางฝั่งนี้มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่วางติดกับประตูและมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะ ส่วนที่กำลังยืนอยู่คือเหล่านักเรียน

     

    ดูจากการแต่งตัวแล้ว เซี่ยฮุยเดาว่านักเรียนเหล่านี้คงเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนใหม่เหมือนกับพวกเขา

     

    เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังเดินตรงเข้ามา นักเรียนที่นั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะลงทะเบียนก็มองด้วยความไม่มั่นใจ เพราะไม่รู้ว่าทั้งสองคนเดินมาผิดที่หรือไม่

     

    หนึ่งในนักเรียนชายที่ยืนอยู่หน้าประตูก้าวเท้ามาด้านหน้าเพื่อหยุดพวกเขา

     

    “รุ่นน้องทั้งสองคนมาผิดที่หรือเปล่า?”

     

    “ที่นี่เป็นจุดลงทะเบียนหรือเปล่า?”

     

    “ก็ใช่”

     

    เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณของทั้งสองคน ความแข็งแกร่งของเด็กอ้วนคนนี้ถือว่าไม่เลวเลยเพราะน่าจะมีความแข็งแกร่งระดับ 8

     

    ส่วนอีกคนล่ะ?

     

    นักเรียนชายที่เดินมาขวางทางพวกเขาพยายามจะตรวจสอบพลังปราณของเซี่ยฮุย แต่กลับไม่พบพลังปราณพิเศษใด ๆ

     

    คนธรรมดาเหรอ? หรือว่า...

     

    ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนนาน แต่จริง ๆ แล้วนักเรียนชายหยุดคิดแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น

     

    เขาพูดต่อไปว่า “แต่ทางฝั่งของพวกเราค่อนข้างพิเศษ ต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขเท่านั้นจึงจะลงทะเบียนที่นี่ได้”

     

    “อ๋อ...”

     

    เฉียนตัวตัวพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น “แล้วต้องใช้เงื่อนไขอะไรบ้าง?”

     

    เซี่ยฮุยรู้สึกว่าที่นี่เริ่มมีอะไรบางอย่างผิดปกติ เพราะหลังจากที่เฉียนตัวตัวและเขามาถึงที่นี่ ก็ไม่พบว่ามีเด็กนักเรียนคนไหนมาลงทะเบียนตรงจุดนี้แม้แต่คนเดียว

     

    “ที่นี่เป็นทางเข้าสำหรับนักเรียนพิเศษ” ชายคนนั้นตอบ

     

    “นักเรียนพิเศษ?”

     

    เฉียนตัวตัวชะงักเล็กน้อย หลังจากนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบเปิดสายรัดข้อมือจากนั้นก็เปิดเอกสารใบตอบรับการสมัครเข้าเรียนให้อีกฝ่ายดู

     

    “ใช่อันนี้หรือเปล่า?”

     

    นักเรียนชายมองด้วยสายตาแฝงไปด้วยความสงสัยราวกับว่าสิ่งที่เห็นอยู่เหนือความคาดหมายของเขา

     

    หลังจากนั้นเขาก็เริ่มกลับสู่โหมดปกติและเผยให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า

     

    “อันนี้แหละ แล้ว...ของนายล่ะ?”

     

    เซี่ยฮุยได้ยินอีกฝ่ายถามจึงเปิดสายรัดข้อมือเพื่อแสดงเอกสารยืนยันเช่นกัน

     

    หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของนักเรียนชายก็กว้างมากยิ่งขึ้น

     

    “พวกเธอสองคนมากันเองแบบนี้ดีแล้วล่ะ แม้ว่าจะมากับครอบครัว ต่อให้เป็นนักเรียนพิเศษก็ไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านใน”

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองประตูใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ จากนั้นก็กระซิบขึ้นมาว่า “ถ้างั้นผู้ปกครองเหล่านั้นก็คงไม่มีใครได้เข้าไปด้านในตลอดทั้งวันสินะ”

     

    นักเรียนชายคนนั้นยกนิ้วโป้งขึ้นมา “นายนี่เข้าใจอะไรง่ายดีนะ”

     

    นักเรียนชายมองทางฝั่งนั้นด้วยท่าทางไม่แยแส เขาพูดต่อไปว่า “คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งได้หมายความว่าความสามารถและพรสวรรค์คงไม่เลวเลย แต่ก็มีบางคนที่ยังคิดไม่ได้ ในภายภาคหน้าพวกเขาต้องเจอกับความยากลำบากแน่นอน”

     

    พูดจบชายคนนั้นก็พ่นลมหายใจออกมา “คิดว่ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งเป็นสถานที่สำหรับดูแลลูกหลานให้สุขสบายหรือไงกัน? มีความคิดแบบนี้ตอนตายไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะตายยังไง!”

     

    “หลีหย่ง นายกำลังทำให้รุ่นน้องตกใจนะ”

     

    ในเวลานี้เอง นักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะรับสมัครก็หันไปพูดกับนักเรียนชายที่กำลังตะโกนปาว ๆ

     

    “รีบพาพวกเขาเข้าไปด้านในเถอะ”

     

    นักเรียนชายที่ชื่อหลีหย่งยังคงอารมณ์ค้าง เขาเม้มริมฝีปากล่างจนเน้นเพื่อข่มความเดือดดาลภายในใจ

     

    เขาหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “หวางเยี่ยน ในเมื่อเธอรีบร้อนขนาดนั้น เธอก็พาพวกเขาไปที่หอเองเลยสิ?”

     

    หลีหย่งพูดเช่นนี้ทำให้นักเรียนหญิงที่ชื่อว่า “หวางเยี่ยน” เกิดความอึดอัดใจ

     

    หลีหย่งหันไปหาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามจากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่างของชายอ้วนคนสุดท้าย

     

    ชายอ้วนเห็นสายตาของอีกฝ่ายก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ฉันไม่ไปนะ ไม่เห็นน่าเร้าใจเลยสักนิด”

     

    “ไม่ใช่เด็กนักเรียนหญิงฉันไม่ไปหรอก”

     

    เมื่อเห็นว่าสายตาของหลีหย่งยังคงมองเขาไม่วางตา ชายอ้วนก็รีบพูดด้วยท่าทางร้อนใจ “ยังไงฉันก็ไม่ไป ตอนแรกคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าใครเป็นคนรับเรื่องคนนั้นต้องรับผิดชอบ”

     

    “นั่นสิ พวกเราต้องเคารพกฎกติกานะ”

     

    “เหล่าหลี นายอยากขี้อวดเองก็ต้องอวดให้ตลอดรอดฝั่งสิ นายนั่นแหละพาพวกเขาไป”

     

    “……”

     

    หลังจากนั้นคนอื่น ๆ ก็เริ่มส่งเสียงโห่เพื่อให้หลีหย่งเป็นคนพาเด็กใหม่ทั้งสองไปด้วยตัวเอง

     

    เซี่ยฮุยได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีว่าคงเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่ผู้หญิง จึงไม่มีใครเสนอตัวที่จะพาพวกเขาไปหอพัก

     

    ระหว่างที่กำลังเถียงกัน จู่ ๆ ชายร่างอ้วนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาและวิ่งตรงมาทางฝั่งพวกเขา

     

    จากนั้นเขาก็ตะโกนเสียงดังว่า “คุณผู้ปกครองหยุดก่อนครับ!”

     

    “นักเรียนหญิงมาทางนี้ เดี๋ยวฉันจะพาไปส่งที่หอพัก”

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองก็พบว่ามีสองพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา

     

    นักเรียนหญิงคนนั้นหน้าตาดีใช้ได้เลย เธอเดินตามหลังพ่อของเธอมาอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับกระเป๋าลากใบใหญ่ในมือ

     

    ส่วนพ่อของเธอก็ช่วยลากกระเป๋าอีกใบที่ใหญ่พอ ๆ กันอีกหนึ่งใบด้วย

     

    ชายอ้วนคนเมื่อกี้วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาและแย่งกระเป๋าลากในมือของเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นด้วยความกระตือรือร้น

     

    หลังจากนั้นก็หันไปโบกมือและตะโกนกับคนอื่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะลงทะเบียน “พี่สาม...พี่สี่...รีบมาช่วยเร็วเข้า”

     

    หลังจากนั้นก็มีนักเรียนชายอีกสองคนวิ่งมารับกระเป๋าจากสองพ่อลูกคู่นี้ด้วยความกระปรี้กระเปร่า

     

    ชายอ้วนคนนั้นพูดกับนักเรียนหญิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รุ่นน้องไม่ต้องห่วงนะ มีพวกพี่อยู่รับประกันได้เลยว่าจะส่งถึงหอพักอย่างปลอดภัย”

     

    “นี่พวกเธอกำลังจะบอกว่าแม้แต่ภายในโรงเรียนก็มีอันตรายอย่างนั้นเหรอ”

     

    พ่อของนักเรียนหญิงได้ยินเช่นนั้นก็ย้อนถามด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

     

    “ฮ่า ๆ ...”

     

    ชายอ้วนยิ้มเจื่อน เขารีบอธิบาย “คุณลุงเข้าใจผิดแล้วครับ พวกผมก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ขออภัยด้วยครับ แต่ปีนี้กฎทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านใน กระเป๋าสัมภาระมากมายขนาดนี้คงขนย้ายไม่สะดวกเท่าไหร่นัก แต่คุณลุงไม่ต้องกังวลนะครับ พวกผมรับปากว่าจะส่งลูกสาวของคุณลุงให้ถึงที่พักอย่างปลอดภัย”

     

    พ่อของนักเรียนหญิงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา เขาหันไปพูดกับลูกสาวว่า “นั่วนั่ว ยังไม่รีบขอบคุณรุ่นพี่อีก”

     

    นักเรียนหญิงคนนั้นภายนอกดูเงียบสงบ แต่เมื่อได้ยินพ่อของเธอพูดเช่นนั้นก็รีบขอบคุณทันที “ขอบคุณค่ะรุ่นพี่”

     

    “ไม่ต้องเกรงใจ ๆ”

     

    ชายอ้วนโบกมือพัลวัน “มันเป็นงานของพวกพี่อยู่แล้ว”

     

    เมื่อเห็นท่าทางของชายอ้วนและอีกสองคนที่เสนอหน้ากันแบบสุดตัว หลีหย่งก็โกรธจนแทบระเบิด

     

    เขาเดินเข้าไปตรวจสอบข้อมูลจากสายรัดข้อมือของนักเรียนหญิง หลังจากยืนยันว่าคุณสมบัติครบถ้วน เขาก็หันไปถลึงตามองชายอ้วนด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

     

    “ไหน ๆ พวกนายก็จะไปส่งรุ่นน้องคนนี้แล้ว ถ้างั้นก็ให้สองคนนี้ไปด้วยก็แล้วกัน”

     

    หลีหย่งชี้มาที่เซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัว

     

    เสียงของหลีหย่งดังมากพอที่จะทำให้ทั้งสองคนได้ยินชัดเต็มสองรูหู ถึงแม้ว่าคำพูดของเขาจะทำให้พวกเขาหน้าตาอึมครึม แต่ก็ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรออกมา

     

    อีกฝ่ายให้ตามไปก็ตามไปแล้วกัน รอให้พวกเขาผลักกันไปผลักกันมา ไม่รู้ว่าจะรอไปอีกนานแค่ไหน

     

    ชายอ้วนรู้ดีว่าคงไม่สามารถปฏิเสธได้ เขาจึงหันมาพูดกับเซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัว “งั้นพวกนายก็ตามฉันมา”

     

    ……

     

    หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็เดินตามหลังรุ่นพี่เหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ แม้แต่เฉียนตัวตัวที่ปกติชอบพูดจาเรื่อยเปื่อยตลอดทางก็เอาแต่เดินหน้าตาบึ้งตึงไม่พูดไม่จา

     

    ทว่าเซี่ยฮุยกลับกวาดตามองรอบ ๆ ด้วยความสนใจ เนื่องจากเป็นนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเห็นนักเรียนบางตามากเนื่องจากยังไม่มีใครมาถึงที่นี่ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่กลุ่มนักเรียนเดินขวักไขว่กันเต็มไปหมด

     

    แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือพวกเขามีรุ่นพี่เดินนำเพื่อพาไปยังหอพักของพวกเขา

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน