อีกไม่กี่วันก็จะต้องเข้ารับการทดสอบแล้ว
ดังนั้นตึกสำหรับทดสอบในครั้งนี้จึงถูกล็อกไว้และไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ แผนที่เซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัวเตรียมไว้เพื่อสำรวจสถานที่จึงล้มเหลว หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็เดินกลับหอด้วยท่าทางห่อเหี่ยว
……
ชั่วพริบตาเดียวก็เป็นวันที่ 7 กรกฎาคมแล้ว
ณ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งของเมืองหลวง
บริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย เหล่านักเรียนน้องใหม่ต่างเดินทางมาลงทะเบียนเรียนพร้อมกับผู้ปกครองกันตั้งแต่เช้า
ครั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนใหม่จำนวน 2,000 กว่าคน รวมเข้ากับกลุ่มผู้ปกครองที่มาส่งลูกหลาน จึงทำให้บริเวณทางเข้าจนถึงทางเดินเข้ามาด้านในเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก
ทว่า......
“ปีนี้เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ไม่ให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านในเนี่ยนะ”
หลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างกำยำขวางไว้ไม่ให้เข้าไปด้านใน เหล่าผู้ปกครองอารมณ์ร้อนก็เริ่มถกเถียงด้วยการใช้เหตุผล
“ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีกฎห้ามไม่ให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านในเลย”
“นั่นสิ ฉันกะว่าจะเข้าไปช่วยลูกของฉันดูสิ่งอำนวยความสะดวกภายในหอพักและดูบรรยากาศโดยรอบของที่นี่สักหน่อย...”
“หรือว่าเอาแบบนี้ไหม?”
มีกลุ่มผู้ปกครองหัวหมอแอบหนึ่งดึงแขนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปที่มุมตึกซึ่งกล้องวงจรปิดไม่สามารถมองเห็นได้ จากนั้นก็หยิบเงินออกมาเพื่อแลกกับการให้พวกเขาเข้าไปด้านใน แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปฏิเสธทันควัน
“……”
“ก็ได้ ไม่ให้พวกเราเข้าไปก็ตามใจ แต่พวกคุณก็ควรจะมีคนมาช่วยจริงไหม? ลูกสาวของฉันร่างบางตัวนิดเดียว เอากระเป๋าลากมาตั้งสามใบแต่กลับไม่มีใครช่วยเลยเนี่ยนะ?”
“……”
เหล่าผู้ปกครองหันไปมองตามเสียงของคนคนนั้น วินาทีต่อมาก็รีบดึงสายตากลับมาในทันทีเพราะลูกสาวของผู้ปกครองคนนั้น ทั้งสวยและสูงโปร่ง ออร่าจากความงามของเธอสว่างจ้าจนแสบตาไปหมด
เพียงไม่นานเหล่าผู้ปกครองก็ยอมทำตามกฎของที่นี่ ส่วนนักเรียนหน้าใหม่ก็ทำการยืนยันตัวตนและเข้าไปด้านในเพื่อลงทะเบียน
เนื่องจากพวกเขาไม่เคยมาที่นี่ ดังนั้นจึงต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุอยู่บนสายรัดข้อมือทีละขั้น
เหล่าผู้ปกครองยังคงรออยู่ด้านนอกและตะโกนเข้ามาผ่านรั้วเหล็ก กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งก็ต้องรออีกสามเดือนหลังจากนี้
ทางเดินบนถนนใหญ่มีเด็กหนุ่มสองคนกำลังเดินอยู่
ชายร่างอ้วนและร่างผอม บนตัวของชายร่างผอมมีกระเป๋าเป้ใบเล็กหนึ่งใบ ส่วนชายร่างอ้วนกำลังลากกระเป๋าสองใบ
“พี่ฮุย ทำไมพี่เอาของมาน้อยจัง?”
เฉียนตัวตัวมองเซี่ยฮุยที่เดินด้วยท่าทางผ่อนคลาย ในที่สุดเขาก็อดใจไม่ไหวที่จะถามอีกฝ่าย
“อื้ม”
เซี่ยฮุยเหลือบมองอีกฝ่ายปราดหนึ่งก่อนจะพูดว่า “พอดีกระเป๋าฉันหายตอนอยู่ข้างนอกน่ะ หลังจากได้หอพักแล้วฉันค่อยออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว”
ได้ยินเซี่ยฮุยพูดแบบนั้นดวงตาของเฉียนตัวตัวก็เป็นประกายขึ้น หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองกระเป๋าลากของตัวเองด้วยสีหน้าขมขื่น
ภายในใจก็แอบรู้สึกเสียดายที่ตัวเอง “มองการณ์ไกล” จึงนำของทั้งหมดเตรียมใส่ไว้ในกระเป๋ามาที่นี่
เมื่อเห็นกลุ่มคนฝูงชนที่กำลังเดินเบียดเสียดกันอยู่ข้างหน้า ถ้าหากเขาเดินเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นคงทำให้เดินลำบากมากแน่ ๆ
ยิ่งมีกระเป๋าลากถึงสองใบขนาดนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะยากลำบากขนาดไหน
“ให้ฉันช่วยถือใบหนึ่งไหม”
ก่อนหน้านี้คนไม่ได้มากมายเท่าไหร่นัก เฉียนตัวตัวจึงปฏิเสธการช่วยเหลือของเซี่ยฮุย และตอนนี้เซี่ยฮุยก็เสนอตัวช่วยเหลือเขาอีกครั้ง
เฉียนตัวตัวมองเขาด้วยความซาบซึ้งใจ “รบกวนหน่อยนะพี่ฮุย”
พูดจบเขาก็ยื่นกระเป๋าลากให้เซี่ยฮุยหนึ่งใบ หลังจากเซี่ยฮุยรับกระเป๋ามาพวกเขาก็เดินเบียดเข้าไปในกลุ่มฝูงชนเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัยทันที
ด้านหน้าประตูเบียดเสียดจนแทบไม่สามารถเบียดเข้าไปด้านในได้
เมื่อเห็นว่าทางเดินที่อยู่ด้านหน้าไม่มีช่องว่างให้เบียดเข้าไป เฉียนตัวตัวและเซี่ยฮุยจึงหันสบตากันด้วยความเอือมระอา
“รู้แบบนี้รีบออกมาตั้งแต่เข้าก็คงจะดี”
เฉียนตัวตัววางกระเป๋าลงข้าง ๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมา
เซี่ยฮุยก็แอบรู้สึกเสียดายเช่นกันที่ไม่รีบออกมาให้เร็วกว่านี้ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วคงจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เขายังคงมองกลุ่มคนที่ค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ
ในที่สุดก็ขยับสักทีสินะ?
เขาวางกระเป๋าลากไว้ข้าง ๆ จากนั้นก็หยิบขวดน้ำออกมาสองขวด ขวดนึงยื่นให้เฉียนตัวตัว ส่วนอีกขวดยกขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย
เขาได้ยินเสียงบ่นของเหล่าผู้ปกครองที่อยู่รอบตัว เซี่ยฮุยก็แอบส่ายหัวด้วยความเอือมระอา
จากนั้นก็พูดกับเฉียนตัวตัวที่กำลังดื่มน้ำว่า “ตัวตัว ทำไมพ่อแม่นายไม่มาส่งนายล่ะ”
ได้ยินคำถามของเขาเฉียนตัวตัวก็กลืนน้ำลงคออึกใหญ่
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาของเขาแอบแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว “พวกเขาไปส่งตัวตัวน่ะ”
เซี่ยฮุยแค่เห็นก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เขาไม่คิดจะเปิดโปงความจริงของอีกฝ่าย จึงตอบกลับไปแค่ “อื้อ” สั้น ๆ
เมื่อเฉียนตัวตัวเห็นว่าการแสดงของเขาเป็นเพียงแค่อากาศ อีกฝ่ายไม่ได้โศกเศร้าหรือโต้ตอบกลับมาอย่างที่คิด เฉียนตัวตัวจึงเลิกแสดงละครและหันไปมองเซี่ยฮุยที่ยังคงยืนนิ่งอยู่
โอเค...สมกับที่เป็นพี่ใหญ่จริง ๆ!
เมื่อเห็นว่าแผนของตัวเองไม่ประสบความสำเร็จ เฉียนตัวตัวจึงเลิกตีหน้าเศร้า
หลังจากเขากวาดตามองไปรอบ ๆ จู่ ๆ ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้น
เขาจึงสะกิดเซี่ยฮุยที่กำลังยืนคิดเรื่องอื่นอยู่ “พี่ฮุย พี่ดูทางนั่นสิ นั่นใช่ทางเข้าไปลงทะเบียนหรือเปล่า?”
ห่างจากตรงนี้ออกไปไม่ไกล มีประตูด้านข้างอีกหนึ่งจุดที่มีนักเรียนกำลังเดินลากกระเป๋าเข้าไปด้านใน
ที่แท้ก็มีประตูด้านข้างด้วยเหรอเนี่ย?
“ไป”
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ลากกระเป๋าไปที่ประตูด้านข้างทันที
ทางฝั่งนี้มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่วางติดกับประตูและมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะ ส่วนที่กำลังยืนอยู่คือเหล่านักเรียน
ดูจากการแต่งตัวแล้ว เซี่ยฮุยเดาว่านักเรียนเหล่านี้คงเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนใหม่เหมือนกับพวกเขา
เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังเดินตรงเข้ามา นักเรียนที่นั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะลงทะเบียนก็มองด้วยความไม่มั่นใจ เพราะไม่รู้ว่าทั้งสองคนเดินมาผิดที่หรือไม่
หนึ่งในนักเรียนชายที่ยืนอยู่หน้าประตูก้าวเท้ามาด้านหน้าเพื่อหยุดพวกเขา
“รุ่นน้องทั้งสองคนมาผิดที่หรือเปล่า?”
“ที่นี่เป็นจุดลงทะเบียนหรือเปล่า?”
“ก็ใช่”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณของทั้งสองคน ความแข็งแกร่งของเด็กอ้วนคนนี้ถือว่าไม่เลวเลยเพราะน่าจะมีความแข็งแกร่งระดับ 8
ส่วนอีกคนล่ะ?
นักเรียนชายที่เดินมาขวางทางพวกเขาพยายามจะตรวจสอบพลังปราณของเซี่ยฮุย แต่กลับไม่พบพลังปราณพิเศษใด ๆ
คนธรรมดาเหรอ? หรือว่า...
ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนนาน แต่จริง ๆ แล้วนักเรียนชายหยุดคิดแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
เขาพูดต่อไปว่า “แต่ทางฝั่งของพวกเราค่อนข้างพิเศษ ต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขเท่านั้นจึงจะลงทะเบียนที่นี่ได้”
“อ๋อ...”
เฉียนตัวตัวพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น “แล้วต้องใช้เงื่อนไขอะไรบ้าง?”
เซี่ยฮุยรู้สึกว่าที่นี่เริ่มมีอะไรบางอย่างผิดปกติ เพราะหลังจากที่เฉียนตัวตัวและเขามาถึงที่นี่ ก็ไม่พบว่ามีเด็กนักเรียนคนไหนมาลงทะเบียนตรงจุดนี้แม้แต่คนเดียว
“ที่นี่เป็นทางเข้าสำหรับนักเรียนพิเศษ” ชายคนนั้นตอบ
“นักเรียนพิเศษ?”
เฉียนตัวตัวชะงักเล็กน้อย หลังจากนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบเปิดสายรัดข้อมือจากนั้นก็เปิดเอกสารใบตอบรับการสมัครเข้าเรียนให้อีกฝ่ายดู
“ใช่อันนี้หรือเปล่า?”
นักเรียนชายมองด้วยสายตาแฝงไปด้วยความสงสัยราวกับว่าสิ่งที่เห็นอยู่เหนือความคาดหมายของเขา
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มกลับสู่โหมดปกติและเผยให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า
“อันนี้แหละ แล้ว...ของนายล่ะ?”
เซี่ยฮุยได้ยินอีกฝ่ายถามจึงเปิดสายรัดข้อมือเพื่อแสดงเอกสารยืนยันเช่นกัน
หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของนักเรียนชายก็กว้างมากยิ่งขึ้น
“พวกเธอสองคนมากันเองแบบนี้ดีแล้วล่ะ แม้ว่าจะมากับครอบครัว ต่อให้เป็นนักเรียนพิเศษก็ไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านใน”
เซี่ยฮุยหันไปมองประตูใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ จากนั้นก็กระซิบขึ้นมาว่า “ถ้างั้นผู้ปกครองเหล่านั้นก็คงไม่มีใครได้เข้าไปด้านในตลอดทั้งวันสินะ”
นักเรียนชายคนนั้นยกนิ้วโป้งขึ้นมา “นายนี่เข้าใจอะไรง่ายดีนะ”
นักเรียนชายมองทางฝั่งนั้นด้วยท่าทางไม่แยแส เขาพูดต่อไปว่า “คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งได้หมายความว่าความสามารถและพรสวรรค์คงไม่เลวเลย แต่ก็มีบางคนที่ยังคิดไม่ได้ ในภายภาคหน้าพวกเขาต้องเจอกับความยากลำบากแน่นอน”
พูดจบชายคนนั้นก็พ่นลมหายใจออกมา “คิดว่ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งเป็นสถานที่สำหรับดูแลลูกหลานให้สุขสบายหรือไงกัน? มีความคิดแบบนี้ตอนตายไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะตายยังไง!”
“หลีหย่ง นายกำลังทำให้รุ่นน้องตกใจนะ”
ในเวลานี้เอง นักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะรับสมัครก็หันไปพูดกับนักเรียนชายที่กำลังตะโกนปาว ๆ
“รีบพาพวกเขาเข้าไปด้านในเถอะ”
นักเรียนชายที่ชื่อหลีหย่งยังคงอารมณ์ค้าง เขาเม้มริมฝีปากล่างจนเน้นเพื่อข่มความเดือดดาลภายในใจ
เขาหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “หวางเยี่ยน ในเมื่อเธอรีบร้อนขนาดนั้น เธอก็พาพวกเขาไปที่หอเองเลยสิ?”
หลีหย่งพูดเช่นนี้ทำให้นักเรียนหญิงที่ชื่อว่า “หวางเยี่ยน” เกิดความอึดอัดใจ
หลีหย่งหันไปหาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามจากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่างของชายอ้วนคนสุดท้าย
ชายอ้วนเห็นสายตาของอีกฝ่ายก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ฉันไม่ไปนะ ไม่เห็นน่าเร้าใจเลยสักนิด”
“ไม่ใช่เด็กนักเรียนหญิงฉันไม่ไปหรอก”
เมื่อเห็นว่าสายตาของหลีหย่งยังคงมองเขาไม่วางตา ชายอ้วนก็รีบพูดด้วยท่าทางร้อนใจ “ยังไงฉันก็ไม่ไป ตอนแรกคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าใครเป็นคนรับเรื่องคนนั้นต้องรับผิดชอบ”
“นั่นสิ พวกเราต้องเคารพกฎกติกานะ”
“เหล่าหลี นายอยากขี้อวดเองก็ต้องอวดให้ตลอดรอดฝั่งสิ นายนั่นแหละพาพวกเขาไป”
“……”
หลังจากนั้นคนอื่น ๆ ก็เริ่มส่งเสียงโห่เพื่อให้หลีหย่งเป็นคนพาเด็กใหม่ทั้งสองไปด้วยตัวเอง
เซี่ยฮุยได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีว่าคงเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่ผู้หญิง จึงไม่มีใครเสนอตัวที่จะพาพวกเขาไปหอพัก
ระหว่างที่กำลังเถียงกัน จู่ ๆ ชายร่างอ้วนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาและวิ่งตรงมาทางฝั่งพวกเขา
จากนั้นเขาก็ตะโกนเสียงดังว่า “คุณผู้ปกครองหยุดก่อนครับ!”
“นักเรียนหญิงมาทางนี้ เดี๋ยวฉันจะพาไปส่งที่หอพัก”
เซี่ยฮุยหันไปมองก็พบว่ามีสองพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา
นักเรียนหญิงคนนั้นหน้าตาดีใช้ได้เลย เธอเดินตามหลังพ่อของเธอมาอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับกระเป๋าลากใบใหญ่ในมือ
ส่วนพ่อของเธอก็ช่วยลากกระเป๋าอีกใบที่ใหญ่พอ ๆ กันอีกหนึ่งใบด้วย
ชายอ้วนคนเมื่อกี้วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาและแย่งกระเป๋าลากในมือของเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นด้วยความกระตือรือร้น
หลังจากนั้นก็หันไปโบกมือและตะโกนกับคนอื่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะลงทะเบียน “พี่สาม...พี่สี่...รีบมาช่วยเร็วเข้า”
หลังจากนั้นก็มีนักเรียนชายอีกสองคนวิ่งมารับกระเป๋าจากสองพ่อลูกคู่นี้ด้วยความกระปรี้กระเปร่า
ชายอ้วนคนนั้นพูดกับนักเรียนหญิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รุ่นน้องไม่ต้องห่วงนะ มีพวกพี่อยู่รับประกันได้เลยว่าจะส่งถึงหอพักอย่างปลอดภัย”
“นี่พวกเธอกำลังจะบอกว่าแม้แต่ภายในโรงเรียนก็มีอันตรายอย่างนั้นเหรอ”
พ่อของนักเรียนหญิงได้ยินเช่นนั้นก็ย้อนถามด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป
“ฮ่า ๆ ...”
ชายอ้วนยิ้มเจื่อน เขารีบอธิบาย “คุณลุงเข้าใจผิดแล้วครับ พวกผมก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ขออภัยด้วยครับ แต่ปีนี้กฎทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าไปด้านใน กระเป๋าสัมภาระมากมายขนาดนี้คงขนย้ายไม่สะดวกเท่าไหร่นัก แต่คุณลุงไม่ต้องกังวลนะครับ พวกผมรับปากว่าจะส่งลูกสาวของคุณลุงให้ถึงที่พักอย่างปลอดภัย”
พ่อของนักเรียนหญิงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา เขาหันไปพูดกับลูกสาวว่า “นั่วนั่ว ยังไม่รีบขอบคุณรุ่นพี่อีก”
นักเรียนหญิงคนนั้นภายนอกดูเงียบสงบ แต่เมื่อได้ยินพ่อของเธอพูดเช่นนั้นก็รีบขอบคุณทันที “ขอบคุณค่ะรุ่นพี่”
“ไม่ต้องเกรงใจ ๆ”
ชายอ้วนโบกมือพัลวัน “มันเป็นงานของพวกพี่อยู่แล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางของชายอ้วนและอีกสองคนที่เสนอหน้ากันแบบสุดตัว หลีหย่งก็โกรธจนแทบระเบิด
เขาเดินเข้าไปตรวจสอบข้อมูลจากสายรัดข้อมือของนักเรียนหญิง หลังจากยืนยันว่าคุณสมบัติครบถ้วน เขาก็หันไปถลึงตามองชายอ้วนด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
“ไหน ๆ พวกนายก็จะไปส่งรุ่นน้องคนนี้แล้ว ถ้างั้นก็ให้สองคนนี้ไปด้วยก็แล้วกัน”
หลีหย่งชี้มาที่เซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัว
เสียงของหลีหย่งดังมากพอที่จะทำให้ทั้งสองคนได้ยินชัดเต็มสองรูหู ถึงแม้ว่าคำพูดของเขาจะทำให้พวกเขาหน้าตาอึมครึม แต่ก็ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรออกมา
อีกฝ่ายให้ตามไปก็ตามไปแล้วกัน รอให้พวกเขาผลักกันไปผลักกันมา ไม่รู้ว่าจะรอไปอีกนานแค่ไหน
ชายอ้วนรู้ดีว่าคงไม่สามารถปฏิเสธได้ เขาจึงหันมาพูดกับเซี่ยฮุยและเฉียนตัวตัว “งั้นพวกนายก็ตามฉันมา”
……
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็เดินตามหลังรุ่นพี่เหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ แม้แต่เฉียนตัวตัวที่ปกติชอบพูดจาเรื่อยเปื่อยตลอดทางก็เอาแต่เดินหน้าตาบึ้งตึงไม่พูดไม่จา
ทว่าเซี่ยฮุยกลับกวาดตามองรอบ ๆ ด้วยความสนใจ เนื่องจากเป็นนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเห็นนักเรียนบางตามากเนื่องจากยังไม่มีใครมาถึงที่นี่ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่กลุ่มนักเรียนเดินขวักไขว่กันเต็มไปหมด
แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือพวกเขามีรุ่นพี่เดินนำเพื่อพาไปยังหอพักของพวกเขา