รอยฉีกบนท้องฟ้ายังไม่ปิด
มันทอดยาวราวบาดแผลบนร่างของสวรรค์ และยิ่งกว่าความน่ากลัวของภาพนั้น คือความจริงที่ว่า—มันไม่เลือนหายไปหลังปรากฏเพียงชั่วพริบตา หากยังคงสั่นไหวอยู่เหนือโลกมนุษย์ราวกับเป็น “แผลสด” ที่เพิ่งถูกกรีด
ในหกภพ ไม่มีสถานที่ใดไม่รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนนี้
เฉินหยวนยืนอยู่บนยอดผาเดิม แขนซ้ายที่ปรากฏสัญลักษณ์โบราณยังคงร้อนผ่าว สายตาของเขายังมองเห็นรอยซ้อนทับของ “สวรรค์เก่า” กับโลกปัจจุบันอย่างเลือนราง ราวกับดวงตาของเขากลายเป็นช่องเชื่อมของสองยุคสมัย
เขารู้สึกได้ทันที—
ไม่ใช่แค่โลกมนุษย์ที่มองเห็นรอยฉีกนี้
แต่ “พวกที่อยู่เหนือโลกมนุษย์”… ก็มองเห็นเช่นกัน
และพวกมัน
เริ่มขยับแล้ว
ในแดนอสูร ท่ามกลางขุนเขาที่เลือดสีดำไหลเป็นธาร จ้าวอสูรหกเขาเงยหน้าขึ้นจากบัลลังก์กระดูก สายตาคู่นั้นสะท้อนรอยฉีกบนฟ้าเช่นเดียวกัน
“กลิ่นนี้… ไม่ใช่พลังเทพ ไม่ใช่พลังเซียน”
มันพึมพำด้วยเสียงต่ำ “นี่คือกลิ่นของผู้ที่เคยทำให้ ‘ฟ้า’ ต้องตาย”
อสูรรับใช้คุกเข่าลงทันที
“ฝ่าบาท จะส่งกองทัพลงไปหรือไม่?”
จ้าวอสูรยกมือขึ้นช้า ๆ
“ยังไม่ ตอนนี้… ข้าสนใจจะรู้ว่า ‘คนผู้นั้น’ เป็นใครมากกว่า”
ในภพวิญญาณ แม่น้ำหมอกไหลย้อน วิญญาณนับล้านหยุดการคร่ำครวญพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
กลางแม่น้ำ สตรีนางหนึ่งนั่งอยู่บนดอกบัวสีเทา นางลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยอักขระแห่งความตาย
“สวรรค์เก่า… ถูกเปิดอีกครั้ง?”
นางยิ้มบาง “หรือควรเรียกว่า… เศษความทรงจำของมันถูกปลุก?”
เสียงกระซิบจากมิติด้านหลังดังขึ้น
“องค์ราชินี เราควรเก็บวิญญาณของเขาไว้ตั้งแต่ตอนนี้หรือไม่?”
สตรีผู้นั้นส่ายหัว
“ไม่จำเป็น ผู้ที่ฟ้ายังไม่กล้าฆ่า… ภพวิญญาณก็ไม่จำเป็นต้องรีบ”
ในภพเทพ แท่นประชุมสวรรค์สั่นสะเทือน เทพชั้นสูงหลายตนลุกขึ้นพร้อมกัน
“รอยฉีกแบบนี้ไม่เคยปรากฏตั้งแต่ยุคสวรรค์เก่าล่มสลาย!”
“ผู้ใดเป็นต้นตอ?”
เทพชราที่นั่งอยู่สูงสุดหลับตาลงช้า ๆ
“ไม่ต้องเสียเวลาตามหาแล้ว ต้นตออยู่ที่โลกมนุษย์… และชื่อของเขาคือ ‘เฉินหยวน’”
ห้องทั้งห้องเงียบงัน
“จะจัดการอย่างไร?” มีผู้ถาม
เทพชราลืมตา แววตานั้นนิ่งและเย็นเฉียบ
“ส่ง ‘ผู้สังเกตการณ์’ ลงไปก่อน โลกยังไม่พร้อมรับการลงมือของพวกเราโดยตรง”
ในภพปรภพ คลื่นพลังแห่งความว่างเปล่าไหลย้อน
เงาสูงตนหนึ่งยืนอยู่กลางความมืดไร้กาลเวลา มันไม่พูด ไม่ขยับ แต่เมื่อรอยฉีกบนฟ้าปรากฏ เงานั้นก็เงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายหมื่นปี
“ในที่สุด… เขาก็กลับมาใกล้เส้นเดิมอีกครั้ง”
ส่วนในภพเวหา บนเรือเมฆสีดำลำหนึ่ง สตรีในชุดคลุมยาวยืนอยู่ริมขอบเรือ ผมยาวสีหมึกปลิวไหว ดวงตาคมเฉียบมองลงสู่โลกเบื้องล่าง
นางคือ
“อวิ๋นหลัน”
ผู้ถูกส่งลงมาในนามของภพเวหา
ในฐานะ—ผู้สังเกตการณ์คนแรก
“เฉินหยวน…” นางพึมพำ “เจ้ากำลังทำในสิ่งที่แม้แต่บรรพชนของข้าก็ไม่กล้าทำ”
นางก้าวหนึ่งก้าว
เรือเมฆแตกสลาย
และร่างของนางก็หายไปจากภพเวหา
กลับมาที่โลกมนุษย์
เฉินหยวนยังไม่รู้ว่าในเพียงชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจหลังรอยฉีกบนฟ้าปรากฏ
จ้าวแห่งหกภพ… ได้ขยับพร้อมกันแล้ว
เขาเพียงรู้สึกว่า
แรงกดดันจากฟากฟ้ากำลังกดลงมาอย่างช้า ๆ
ไม่ใช่ในฐานะการโจมตี
แต่เป็น “การจับตามอง”
เหมือนสัตว์ล่าเหยื่อ
ที่ยังไม่กัด
แต่เริ่มคำนวณระยะกระโดด
“เริ่มแล้วสินะ…” เฉินหยวนเอ่ยเบา ๆ
เขาหลับตาลง สัมผัสสัญลักษณ์บนแขนซ้ายอีกครั้ง
คราวนี้… มันไม่ร้อนผ่าว
แต่กลับเต้นช้า ๆ สอดคล้องกับชีพจรของเขา
ราวกับสิ่งที่หลับใหลอยู่ภายใน
กำลังเริ่ม “ยอมรับ” การตื่นของเขาทีละน้อย
และในขณะเดียวกันนั้น—
ลมหนึ่งสายที่ไม่ใช่ลมของโลกมนุษย์
ก็พัดเข้าสู่ขุนเขาที่เขายืนอยู่
เงาร่างของสตรีชุดดำปรากฏขึ้นห่างจากเขาไปไม่กี่สิบก้าว
ไม่มีกลิ่นพลัง
ไม่มีรัศมี
แต่แรงกดดันนั้นกลับทำให้พื้นหินใต้เท้าเฉินหยวนร้าวเป็นใยแมงมุม
นางมองเขานิ่ง ๆ
แล้วเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียว
“เฉินหยวน… ข้ามาจากภพเวหา เพื่อมองดูว่าเจ้าคู่ควรจะ ‘มีชีวิตอยู่ต่อ’ หรือไม่”
ลมรอบตัวหยุดลง
สองสายตาประสานกันเป็นครั้งแรก
ระหว่าง “ผู้ที่ฟ้าเริ่มหวาดกลัว”
กับ “ผู้ที่ฟ้ายังใช้เฝ้ามอง”
และนี่คือ
จุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าจริง
ไม่ใช่กับศัตรู
แต่กับ “เจตจำนงของทั้งหกภพ”