การหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง

    บทที่ 44  ทะลุขอบเขต 

    บทที่ 44 

    ทะลุขอบเขต 

    เจียงเฟิงพึงพอใจกับการพัฒนาของไผ่เขียวเป็นอย่างยิ่ง

    ในตอนนี้มันพัฒนาแล้วก็เหลือเพียงแค่เขาที่จะทะลวงขึ้นไปสู่ขอบเขตที่สอง

    เจียงเฟิงยังคงสะสมปราณวิญญาณในขอบเขตของผู้ฝึกปราณอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าขอบเขตของเขาจะทรงพลังอยู่แล้ว แต่มันเองก็ยังคงดูดซับปราณธาตุไม้ที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากในทุกๆวัน

    และรวมไปถึงขอบเขตของผู้ฝึกยุทธของเขาเองก็เช่นเดียวกัน  ในตอนนี้ร่างกายของเขาหายดีแล้วการฝึกฝนร่างกายในทุกๆวัน ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ 

    ขณะที่พลังปราณทั่วทั้งร่างกายของเขาเองก็หล่อเลี้ยงร่างกายและขัดเกลาร่างกายอยู่สม่ำเสมอ 

    อีกไม่นานขีดจำกัดของเขาเองก็จะมาถึง 

    เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถทะลวงขอบเขตของตนเองได้ กลายเป็นขอบเขต 1 ของทั้งผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งที่สุด 

    แต่ไม่รู้ว่าจำเป็นจะต้องรอคอยอีกกี่วัน 

    เจียงเฟิงไม่ได้รีบเร่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

    เพราะว่าตัวของเขาไม่สามารถใช้วิธีการของตนเองในการดึงดูดลานและเร่งการฝึกฝนได้ 

    เขาเลยจำเป็นจะต้องรออย่างใจเย็นรอให้ขอบเขตของตนเองมาถึงขีดจำกัดเสียก่อน 

    …

    และแล้วก็ผ่านไปอีกเจ็ดวัน

    ในตอนนี้เจียงเฟิงอยู่ภายในห้องนอนของตนเอง

    วันนี้แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งเพราะว่า ตัวของเขาไม่ได้ไปที่ศาลาคลื่นสวรรค์เพื่อชมทัศนียภาพ 

    เป็นเพราะว่าในวันนี้เจียงเฟิงสามารถสัมผัสได้ถึงบางอย่าง 

    มันเป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของเขา ที่ในตอนนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด 

    มันเป็นอาการที่บ่งบอกว่าคอขวดของขอบเขตของเขาจะแตกแล้ว 

    ด้วยการฝึกฝนร่างกายที่ผิดมนุษย์มนา ไปถึงการดูดปราณวิญญาณของธาตุไม้ที่บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง เลยทำให้ประตูขอบเขตของเขานั้นแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่า

    แต่ว่าในตอนนี้ประตูนั้นมันกำลังจะพังทลาย

    เป็นการทะลวงระดับเลยเป็นการบรรลุขอบเขตไปสู่ขอบเขตถัดไป

    เจียงเฟิงนั่งอยู่ภายในห้องของตนเองอย่างสงบ 

    กำลังนั่งอยู่ในท่าทางนั่งสมาธิรวบรวมปราณของตนเองทั้งหมดทะลวงประตูนั้นให้ได้ 

    ในขณะที่พยายามมาสักพักนึงประตูนั้นเองก็เริ่มค่อยๆปริแตก 

    และแล้วในไม่กี่ลมหายใจถัดมา เสียงระเบิดดังขึ้นข้างหูของเขา 

    เจียงเฟิงสัมผัสได้ถึงบางอย่างภายในร่างกายที่ก่อตัวขึ้น 

    มันทำให้ในตอนนี้ภายในร่างกายมี เมล็ดพันธุ์แห่งการฝึกตนถูกสร้างขึ้นภายในร่างกาย 

    การสำเร็จของผู้ฝึกตนในหนึ่งขอบเขต เมื่อทะลวงประตูคอขวดได้แล้ว มันจะมีการก่อตัวของสิ่งที่เรียกว่าเมล็ดบ่มเพาะได้

    เมล็ดบ่มเพาะผู้ก่อขึ้นเมื่อสร้างขึ้นมา เป็นเมล็ดบ่มเพาะของผู้ฝึกปราณหนึ่งเมล็ด และก็เมล็ดบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธ์อีกหนึ่งเมล็ด 

    เป็นเมล็ดบ่มเพาะของผู้ฝึกตน ล่องลอยอยู่ภายในตันเถียน เป็นเหมือนกับดวงดาวที่ล่องลอยอยู่ภายในจักรวาลสองดวง 

    มันทำให้เขาสามารถบรรลุไปถึงขอบเขตสองได้แล้ว

    ตอนนี้ร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง

    พลังทั่วทั้งร่างกายที่เป็นปราณวิญญาณไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เมื่อผู้คนจ้องมองจากไกลๆจะพบเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารอบร่างกายเจียงเฟิง มีทั้งปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์ และก็มีปราณต่อสู้ที่เข้มข้นล้อมรอบวนเวียนอยู่รอบร่างกายของเขา

    ปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์ย่อมมาจากการทะลวงระดับของขอบเขตของผู้ฝึกปราณ 

    ส่วนในด้านของลานต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาจากการทะลวงขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ

    โชคดีที่ภายในห้องนี้ไม่ได้มีใครอยู่ ว่าเจียงเฟิงต้องการปิดด่านเพื่อทะลวงระดับ เลยให้สาวใช้ทั้งสองของตนเองเฝ้าอยู่ด้านหน้าห้อง

    ถ้าเกิดว่ามีคนอยู่ภายในห้องนี้คงต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน

    เพราะว่าปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์และปราณต่อสู้ ที่ระเบิดออกมาจากการทะลวงระดับมันทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

    ไม่เพียงแค่ทรงพลังเท่านั้นขนาดของมันที่แสดงออกมา มันกลับมีขนาดที่ใหญ่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่า

    เรียกได้ว่าแม้แต่ผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธที่ทะลวงจากขอบเขตสอง ไปขอบเขตสามยังไม่มีปรากฏการณ์ที่ทรงพลังมากขนาดนี้เลย

    เจียงเฟิงเองก็รู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้

    เขามองปราณต่อสู้และปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์รอบกายของตนเองด้วยความพึงพอใจ

    นี่คือผลลัพธ์จากการที่เขานั้นทำให้ขอบเขตของตนเองนั้นแข็งแกร่งที่สุด

    ด้วยความหนาแน่นของพลังขนาดนี้ คงมีไม่กี่คนที่เวลาเมื่อทะลวงระดับแล้วจะมีภาพปรากฏการณ์แบบเขา

    คงจะมีผู้ฝึกยุทธบางคนที่เป็นอัจฉริยะ อาจจะสามารถสร้างปรากฏการณ์ของปราณต่อสู้ในตอนทะลวงระดับที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับเขา

    แต่ว่าคนผู้นั้นก็เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวเท่านั้น 

    อีกฝ่ายแตกต่างจากเจียงเฟิง เจียงเฟิงเป็นผู้ฝึกตนทั้งสองอย่าง การทะลวงระดับของเขาจึงยากกว่าผู้ฝึกรดแบบนั้นหลายเท่า

    เพราะว่าเขาต้องทะลวงระดับพร้อมกันแถมยังสร้างขอบเขตที่ทรงพลังได้ถึงสองทาง

    ในครั้งนี้ถือได้ว่าตัวของเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

    เจียงเฟิงยังคงไม่ได้แสดงความดีใจออกมาอย่างชัดเจน

    ตัวของเขาในตอนนี้มีสิ่งที่จำเป็นจะต้องลงมือทำก่อน

    นั่นคือการที่เขาจำเป็นจะต้องกำหนดลมหายใจแล้วก็ควบคุมพลังปราณในตอนนี้

    ปราณวิญญาณรอบร่างกายของเขาค่อยๆถูกดูดกลับเข้าไปภายในร่างกาย

    เช่นเดียวกับปราณต่อสู้ที่มันเองก็หมุนวนรอบร่างกายและซึมเข้าไปผ่านทางผิวหนัง

    ผ่านไปสักพักนึงเมื่อโคจรแล้วก็ทำให้พลังปราณวิญญาณของตนเองเสถียรได้แล้ว

    ในตอนนี้เจียงเฟิงก็ลืมตาขึ้นแล้วก็แสดงท่าทางที่พึงพอใจออกมา 

    เขาลุกขึ้นอย่างช้าๆแล้วก็เริ่มสำรวจร่างกายของตนเอง 

    เจียงเฟิงก้าวเท้าของตนเองไปด้านหน้าหนึ่งก้าว แน่นอนว่ามันเป็นก้าวที่ทรงพลัง เขาตั้งใจที่จะตั้งท่าออก 

    ในขณะที่ก้าวเท้าออกไปแล้วตั้งท่าที่จะออกหมัดปราณต่อสู้รอบร่างกาย มันผนึกขึ้นรวมตัวล้อมรอบร่างของเขาราวกับว่ามีม่านหมอกบางๆห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้ 

    เจียงเฟิงยิ้ม เห็นภาพปรากฏการณ์ตอนตัวของเขาออกหมัดเห็นได้ชัดว่าปราณต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขนาดไหน 

    แม้ว่าจะตั้งท่าเตรียมออกหมัดแต่ว่าเจียงเฟิงไม่ได้ออกหมัดจริงๆ เขาเก็บหมัดของตนเองจากนั้นก็ยื่นมือของตนเองออก

    แน่นอนว่าเขาลองใช้ปราณวิญญาณของตนเอง ปราณวิญญาณที่ผนึกรวมตัวกัน มันเป็นปราณวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญคือมันบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก

    เมื่อทดสอบพลังของสองขอบเขตที่เขาพึงพอใจแล้ว

    เจียงเฟิงก็กลับมานั่งที่เตียงของตนเอง

    ในตอนนี้เขาทะลวงสู่ขอบเขตที่สองของทั้งผู้ฝึกยุทธแล้วก็ผู้ฝึกปราณแล้ว

    สำหรับผู้ฝึกปราณขอบเขตที่สองอย่างที่รู้กันดีว่ามันชื่อว่าเพลิงสวรรค์ เป็นขอบเขตของพลังธาตุในฟ้าดินนั่นคือธาตุไฟ

    ส่วนสำหรับผู้ฝึกยุทธขอบเขตที่สอง ผู้คนจะเรียกผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตที่สองเรียกว่าขอบเขต ขัดเกลาเส้นเอ็น

    จากขอบเขตแรกของผู้ฝึกยุทธที่เป็นขอบเขตจุติกาย เป็นเหมือนกับทำให้ร่างกายของคนธรรมดาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนเป็นการจุติใหม่

    ส่วนขอบเขตที่สองที่เป็นขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็น ตัวเองก็คงจะสามารถบอกได้ว่าเป็นขอบเขตที่ขัดเกลาพื้นฐานของร่างกาย

    ขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็นไม่ใช่เพียงแค่ขอบเขตที่ต้องใช้การขัดเกลาเพียงแค่เส้นเอ็นของร่างกายเท่านั้น

    แต่มันรวมไปถึงหลายอย่างภายในร่างกาย 

    แน่นอนว่าเขาไม่รู้เหตุผลว่าทำไมผู้ฝึกยุทธจึงเรียกชื่อขอบเขตนี้ว่าขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็น 

    เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้วแต่ละขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ เขาเองก็ใช้ปราณต่อสู้เพื่อขัดเกลาร่างกายของตนเองทั้งสิ้น 

    เมื่อลองเทียบกันแล้วทางด้านของเจียงเฟิงจะเข้าใจพื้นฐานของผู้ฝึกปราณมากกว่า

    คล้ายกับเรื่องการหวนกลับมาที่แดนเซียนอีกครั้ง ที่คุณอ่าน