บทสนทนาถูกตัดจบลงแค่นั้นแม้ฉันจะพยายามคาดคั้นเอาคำตอบจากเขาให้ได้ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความนิ่งเงียบและเมินเฉยทำเหมือนฉันไร้ตัวตนและเป็เพียงอากาศภายในห้อง เลยต้องมานั่งอยู่ปลายเตียงใช้สายตาจิกกัดอีกฝ่ายจนกระทั่งเขาแต่งตัวจนเสร็จ
มือหนาล้วงหยิบบางสิ่งในกระเป๋าสตางค์วางไว้ทิ้งบนโต๊ะริมกำแพงทำท่าเหมือนจะก้าวเท้าเดินออกจากห้อง นั่นจึงทำให้ฉันตาลีตาเหลือกขยุ้มผ้าห่มวิ่งตามไปดักเขาไว้หน้าประตู
“คุณจะไปแบบนี้ไม่ได้นะ!!”
ฉันแผดเสียงสั่ง ทำหน้าตาจริงจังขึงขังยกแขนข้างที่ว่างกางออกเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายผ่านออกไปได้ ดวงตาคมหรี่มองพร้อมเลิกคิ้วขึ้นท่าทางแบบนั้นมันยั่วโทสะฉันได้เป็อย่างดีไหนจะคำพูดที่หลุดออกจากปากของเขานั่นอีก
“ทำไม ต้องจัดให้อีกสักรอบก่อนเหรอ ถึงจะออกไปได้?”
“นี่คุณ!!”
ถ้อยคำปรามาสที่ตั้งใจจะสาดใส่คนตรงหน้าถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อร่างหนาสาวเท้าเข้าประชิดกายฉันอย่างรวดเร็ว ด้วยความใฉันจึงถอยกรูดจนแผ่นหลังชิดไปกับบานประตูแขนที่กางไว้ถูกหุบเข้ามาโอบกอดตัวเอง ตั้งการ์ดป้องกันภัยที่ไม่รู้จะโจมตีมาในรูปแบบไหน
ท่อนแขนกำยำข้างหนึ่งถูกยกค้ำยันขณะที่ใบหน้าคมคายก้มต่ำลงมาจดจ้องประสานสายตา มันใกล้เสียจนได้กลิ่นน้ำยาป้วนปากลอยออกมาตามลมหายใจ
แต่ความเย่อหยิ่งจองหองที่มีทำให้ฉันเชิดหน้าขึ้นไม่ยอมหลบหรือแสดงความตื่นกลัวซึ่งกำลังเกิดขึ้นภายในใจให้คนตรงหน้าได้เห็นถ้าเขาเป็คนช่างสังเกต คงรับรู้ได้ว่าตอนนี้ร่างกายฉันกำลังสั่นเทิ้มเบาๆ
ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นหมายจะััใบหน้าแต่ครั้งนี้ฉันจะไม่ยอมให้เขาหาเศษหาเลยง่ายๆ อีกจึงเบี่ยงหน้าหลบแต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็ดั่งที่หมายมั่นตั้งใจเมื่อเรียวนิ้วแกร่งตวัดจับปลายคางฉันเอาไว้ แม้ไม่ได้รู้สึกถึงความแน่นหรือเจ็บแต่กลับสะบัดออกจากพันธนาการนั้นไม่ได้ กลายเป็ว่าฉันจำต้องยืนนิ่งเป็ลูกไก่ในกรงเล็บเหยี่ยว
พยายามจะไม่แสดงความอ่อนแอออกมาเท่าที่จะทำได้แต่คล้ายว่าความรู้สึกพวกนั้นมันมีมากเกินกว่าจะปิดบัง ราวกับดวงตาคู่นั้นสูบกลืนความกล้าหาญและเรี่ยวแรงออกไปจากฉันเรื่อยๆ แข้งขาเริ่มอ่อนเปลี้ยเกินกว่าจะประคองร่างกาย
แต่ก่อนจะล้มพับลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น ร่างสูงตระหง่านได้ใช้หน้าขาแทรกเข้ามาบริเวณกึ่งกลางกายฉันดีที่ยังมีผ้าห่มเป็ตัวกั้น ไม่อย่างนั้นคงััโดนของสงวนของฉันโดยตรง
“ว่าไง ผมต้องจ่ายค่าผ่านทางให้คุณหรือเปล่า?”
เสียงกระซิบถามแ่เบาแหบพร่าแต่กลับดังก้องชัดเจนไปทั้งหัวใจ จังหวะลมหายใจฉันเริ่มติดขัดชีพจรที่ไม่ปกติมาั้แ่แรกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จนได้ยินเสียงก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายดังลอดออกมาให้ได้ยิน
“ไสหัวไปซะ!”
ฉันตั้งใจจะตวาดใส่หน้าเขา ทว่าเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากกลับฟังดูกระเส่าและสั่นเครือ
ด้วยความอับอายที่ตัวเองไร้ทางโต้ตอบ ฉันจึงเบนสายตามองไปทางด้านข้างและกัดริมฝีปากอย่างพยายามสะกดกั้นความรู้สึก แต่แทนที่ยอมปล่อยแล้วเขาจะผละจากไปกลายเป็ว่าคนตรงหน้ากลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
แขนข้างที่ค้ำยันประตูละลงมาตวัดเอวฉันเข้าแนบชิดนิ้วเรียวปล่อยปลายคางให้เป็อิสระ และเคลื่อนไปจับท้ายทอยฉันพร้อมล็อกเอาไว้อย่างแ่า
ไม่นานริมฝีปากที่มักแสยะยิ้มยียวนก็ทาบทับลงมาอย่างรวดเร็วขยับบดคลึงหนักๆ สลับกับความนุ่มนวลเป็ระยะสอดแทรกเรียวลิ้นเข้ามาฟอนเฟ้นคล้ายกำลังควานหาบางสิ่งที่ทำหาย
ฉันไม่ทันได้ตั้งตัวไม่มีโอกาสให้ได้ประท้วงหรือต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น ภาพในหัวมันขาวโพลนไปหมดอย่างกับว่าจูบนี้กำลังล้างสมองของฉันอยู่
จากที่เข้าใจว่าเคยเจอคนจูบเก่งมาแล้วกลายเป็ว่าผู้ชายคนนี้เปิดโลกใหม่ให้ได้เห็น เปลี่ยนอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านให้กลายเป็ความรู้สึก้าอย่างท่วมท้นฉันเคลิบเคลิ้มและโอนอ่อนตามอย่างว่าง่าย มือที่ขยุ้มจับผ้าห่มคลายออกและวางราบไปกับกล้ามหน้าอกแข็งแน่นอย่างไม่รู้ตัว
พรึ่บ!
แต่แล้วทางเดินไป์ของฉันก็ถูกตัดขาดเมื่อคนที่ริเริ่มจูบเร่าร้อน จู่ๆ กลับหยุดชะงักการกระทำทั้งหมดอย่างกะทันหันและผละถอยหลังห่างออกไป ร่างฉันจึงทรุดฮวบนั่งกองลงกับพื้นเพราะไม่มีเรี่ยวแรงจะทรงตัวให้ยืนเองได้
“ถ้าอยากต่อ พรุ่งนี้อย่าลืมกลับมาที่นี่”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ขายาวๆ ก็ก้าวผ่านฉันแล้วเปิดประตูเดินออกจากห้องไปฉันนั่งหอบหายใจจนตัวโยนอยู่ที่เดิม สภาพเหมือนคนผ่านการวิ่งมาราธอนมาไม่มีผิดเมื่อเหลือบสายตาลงพบว่าผ้าห่มกองอยู่บนตักจึงรีบคว้ามันขึ้นมาปิดบังหน้าอกไว้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่น่าจะทันการแล้ว
“บ้าเอ้ย!!”
รู้สึกหงุดหงิดจนต้องสบถออกมามือทั้งสองข้างกำแน่นด้วยความโกรธแต่ไม่ได้เป็ความโกรธที่เกิดขึ้นจากผู้ชายคนนั้น ฉันโกรธตัวเองต่างหาก ด้านอ่อนแอที่พยายามซ่อนเร้นมันถูกเปิดเผยออกมาอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็ตอนไหนเวลาไหนฉันรู้สึกตกเป็รองเขาเสมอ ทั้งๆ ที่เคยอยู่เหนือคนอื่นมาโดยตลอด
แม้กระทั่งตอนนี้ที่เขาเดินจากไปแล้วเชื่อไหมว่าฉันยังรู้สึกวูบวาบในท้อง ความใคร่ที่ถูกจุดเอาไว้ยังคงอยู่ ฉันอยากััริมฝีปากหยักนั่นอีกครั้งและปรารถนาจะทำมากกว่านั้นขึ้นไปอีก
ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ชายปริศนาคนนี้ถึงได้มีอิทธิพลทางความรู้สึกกับฉันมากทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ไม่เคยมีอะไรติดค้างกันมาก่อน หรือเขาเป็เ้ากรรมนายเวรอย่างที่ฉันคิดเล่นๆเอาไว้นะ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้รู้สึกตัวอีกทีขาฉันเริ่มมีอาการเหน็บชา จึงพยุงกายลุกขึ้นค่อยๆเดินกลับไปนั่งปลายเตียง พลันหางตาเหลือบไปเห็นสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกำแพง
ฉันดีดตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เดินดิ่งตรงไปยังโต๊ะตัวนั้นโดยลืมไปว่าขาตัวเองมีอาการชาอยู่ส่งผลให้สะดุดล้มหน้าคะมำ แต่นั่นไม่อาจขัดขวางความตั้งใจฉันได้
เมื่อเดินไม่ไหวจึงตัดสินใจคลานไปด้วยความทุลักทุเลขาเป็เหน็บส่วนมืออีกข้างต้องขยุ้มผ้าห่มเอาไว้พอนึกขึ้นได้ว่าไม่จำเป็ต้องอายใคร จึงละมือออกและตั้งหน้าตั้งตาคลานไปจนถึงจุดหมาย
ฉันเอื้อมมือหยิบสิ่งของบนโต๊ะลงมาดู มันคือแผ่นอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมผืนผ้าดูเรียบหรูมีอักษรภาษาอังกฤษตัวยูและเลขสี่ตัวสลักไว้ตรงกลางฉันเดาว่ามันน่าจะเป็คีย์การ์ดที่ใช้สำหรับเปิดห้องนี้
ส่วนของอีกอย่างทำเอาอุณหภูมิศีรษะฉันร้อนกรุ่นๆมันคือธนบัตรสีเทาจำนวนห้าใบ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ผู้ชายคนนั้น้าจะสื่อคือเมื่อคืนเขาซื้อบริการฉัน
‘มันจะหยามกันเกินไปไหมสภาพฉันเหมือนผู้หญิงขายบริการหรือไง แล้วทำไมให้แค่ห้าพันฉันดูราคาถูกขนาดนั้นเลยหรือไงนะ?’
เพราะเ้าของเงินจากไปแล้วประโยคพวกนี้จึงเอ่ยถามเขาไม่ได้ ฉันเลยตัดพ้อกับตัวเองอยู่ในใจเขวี้ยงเงินในมือทิ้งจนมันปลิวกระจายเต็มพื้น ระบายความโกรธด้วยการกำหมัดและทุบลงบนหน้าตักตัวเอง แต่ใบหน้ากลับต้องเหยเกเพราะความรู้สึกเจ็บ
ผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันเหมือนคนบ้าและโง่ในเวลาเดียวกันเขาดูอันตรายและไม่น่าข้องเกี่ยว ไม่ควรคบค้าสมาคมด้วยเป็ไปได้ควรหนีให้ห่างมากที่สุด เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เราสองคนอย่าได้เจอกันอีกกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลส่งเลยก็แล้วกัน เดี๋ยวไปถวายสังฆทานให้ทุกวันพระเลยด้วย
สาธุ!!