แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 63: ผู้มาเยือนจากทิศอุดร และดวงจิตที่กว้างขวาง

    ท่ามกลางเสียงระฆังเงินที่ดังกังวานแว่วหวานไปทั่วชั้นฟ้าจู่ ๆ บรรยากาศรอบมณฑลพิธีสระโบกขรณีแก้วก็พลันเยือกเย็นลงอย่างกะทันหันหมอกสีนิลจาง ๆ เริ่มจับกลุ่มกันที่มุมหนึ่งของเวหาก่อนจะม้วนตัวกลายเป็นประตูมิติสีเหล็กไหลที่ดูเคร่งขรึมและทรงพลังจนจ้อยขนลุกซู่ไปทั้งตัว

    "เฮ้ยพี่... นั่นประตูทางเข้าเมืองผีหรือไง? ทำไมมันดูหลอนๆ มืดมนชอบกล"จ้อยกระซิบถามราชสีห์ขนคำพลางขยับเข้าไปซุกตัวข้างแผงคอสีทองระยับ

    "หุบปากนิ่ง ๆ ซะเจ้าจ้อย นั่นคือคณะของ พระยายมราชและเหล่าตุลาการนรกกำลังเสด็จมา" ราชสีห์ขนคำบอกเสียงเครียดพลางจัดผ้าปิดหน้าให้เข้าที่

    ทันใดนั้นเองกลุ่มเงาร่างในชุดฉลองพระองค์สีดำทมิฬขลิบทองปักลวดลายกนกอย่างประณีตก็ก้าวเดินออกมาอย่างพร้อมเพรียงท่วงท่าของพวกเขาดูหนักแน่นจนมวลอากาศรอบข้างดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันตาและที่โดดเด่นที่สุดคือบุรุษผู้ประทับมาบน พาลีทิพย์ หรือวัววิเศษห้าสีรัศมีกายของท่านช่างน่าเกรงขามจนมองเห็นพระพักตร์ไม่ชัดเจนทว่าทุกย่างก้าวที่ผ่านไปเหล่าเทวดาที่นั่งอยู่ตามวิมานน้อยใหญ่ต่างพากันลุกขึ้นยืนแล้วน้อมตัวลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

    มีเพียงเทพผู้มีตบะบารมีสูงส่งไม่กี่องค์เท่านั้นที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนอาสนะของตนเพียงแค่ชูจอกน้ำอมฤตขึ้นเป็นการทักทายจากระยะไกลซึ่งผู้ที่ประทับบนวัววิเศษก็เพียงแค่พยักหน้าตอบกลับอย่างถือตัว

    จนกระทั่งท่านเคลื่อนขบวนมาถึงหน้าพลับพลาของนายท่านพระพาย ท่านจึงหยุดวัววิเศษลงครู่หนึ่ง สายตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังจ้องมองมายังนายท่านของผม

    นายท่านพระพายเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี ท่วงท่าของนายท่านช่างดูเท่และ 'ขรึม' จนจ้อยอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความเลื่อมใสในความมาดนิ่ง

    "ท่านพระพาย... บารมีของท่านยังคงเฉียบคมดั่งวายุพัดผ่านไม่ได้พบเจอกันเสียนาน" บุรุษบนวัววิเศษเอ่ยขึ้นน้ำเสียงทุ้มลึกนั้นดังกังวานราวกับเสียงฟ้าพรรษา

    "ท่าน พญายมราช ก็เช่นกัน... เชิญท่านตามสบายเถิด"นายท่านตอบกลับเพียงสั้น ๆ ก่อนจะผึ่งผายมาดเข้มต่อไป

    "นั่นคือองค์พญายมราช ผู้ปกครองพิภพยมโลก"ราชสีห์ขนคำแอบกระซิบบอกผมหลังจากขบวนสีดำเคลื่อนไปนั่งยังวิมานชั้นที่สิบ"ถึงท่านจะนั่งชั้นที่สิบตามลำดับการคุมกฎสวรรค์ แต่ในความเป็นจริงบารมีของท่านเทียบเท่ามหาเทพชั้นผู้ใหญ่ใครก็กล้าข้ามหน้าข้ามตาท่านไม่ได้หรอก"

    .....

    หลังจากนั้นท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเวทีประชันความรวยและบุญบารมีประตูทิพย์หลากสีสันเปิดออกไม่ขาดสายเหล่าเทพผู้รักษาดวงดาวเสด็จมาบนราชรถทองคำระยิบระยับบ้างก็นั่งมาบนหลังพญานาคสีรุ้งที่พ่นละอองมณีออกมาตลอดทางบรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อย ๆเหล่าเทวดานางฟ้าเริ่มเปิดขวดน้ำอมฤตชนแก้วกันเสียงดังเคร้งคร้างบ้างก็คุยโวโอ้อวดเรื่องพระขรรค์หรือของวิเศษชิ้นใหม่ราวกับอยู่ในงานโชว์ของขลังสวรรค์

    "พี่... แล้วฝั่งนั้นล่ะ?" จ้อยชี้ไปยังทิศตะวันออกที่จู่ๆ ก็มีแสงสีทองบริสุทธิ์สาดส่องออกมา พร้อมกับมีกลิ่นดอกบัวหอมอบอวลไปทั่วมณฑลพิธี

    "เฮ้ย! มากันแล้ว... เหล่าพระอริยสงฆ์แห่งป่าหิมพานต์!"ราชสีห์ขนคำรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สีหน้าท่าทางดูสำรวมขึ้นมาทันตาจนผิดหูผิดตา

    จ้อยเห็นขบวนแถวของเหล่านักบวชผู้ทรงศีลในชุดจีวรสีทองสว่างเดินออกมาจากม่านแสงนำโดยพระเถระผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมไปด้วยความเมตตาดวงตาของท่านดูสงบและใสซื่อราวกับน้ำในสระโบกขรณี

    "พี่... นั่นใช่ท่าน พระอริยมุนี หรือเปล่า? ที่เขาวาดไว้ตามฝาผนังโบสถ์น่ะแต่ทำไมตัวจริงดู 'อิ่มบุญ' กว่าในรูปเยอะเลยแถมบนหัวยังมีมวยผมแปลก ๆ เหมือนใส่หมวกนวดศีรษะเลยเนอะ"จ้อยพูดออกไปตามที่คิดโดยลืมตัว

    วินาทีนั้น...บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที!

    ราชสีห์ขนคำกระโดดหนีห่างจากผมไปสามวาภายในชั่วพริบตามันก้มหน้าลงนับรอยแตกบนพื้นทิพย์ ทำท่าทางเหมือน 'ผมไม่รู้จักกระรอกตัวนี้ครับ'ส่วนเหล่าเทพบุตรนางฟ้าที่นั่งอยู่ใกล้ ๆต่างพากันหันมามองผมเป็นตาเดียวด้วยสายตาที่บอกว่า 'แกเตรียมตัวโดนสาปแน่!'

    ขบวนของเหล่าผู้ทรงศีลหยุดกะทันหันสายตาหลายสิบคู่จ้องมองมาที่กระรอกน้อยที่ยังถือลูกท้อค้างไว้ในมือจ้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แล้วชูอุ้งเท้าขึ้นไหว้ปลก ๆ : "แหะ ๆ ...สวัสดีครับหลวงพ่อ... ผมแค่สงสัยน่ะครับ..."

    ทว่าสิ่งที่ผมคาดหวังคือการโดนสายฟ้าฟาดกลับไม่เกิดขึ้นพระเถระผู้นำขบวนกลับแย้มรอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเสียงหัวเราะของท่านช่างฟังสบายหูจนความกังวลในใจของผมมลายหายไปสิ้น

    "เจ้านี่ช่างมีคำเปรียบเปรยที่แปลกประหลาดนัก แต่มันก็ตรงไปตรงมาดี"ท่าน พระอริยมุนี เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี

    "ท่านขอรับ... ท่านคิดว่าคำของเจ้ากระรอกนี่ลบหลู่หรือไม่?" เทพบริพารท่านหนึ่งถามพลางยิ้ม

    "มันคือความจริงที่มองผ่านดวงตาที่ไร้เดียงสาใจที่กว้างขวางคือวิถีแห่งธรรม ใจที่อิสระคือวิถีแห่งเทพ...เจ้ากระรอกตัวนี้มีครบทั้งสองอย่าง"

    เหล่าผู้ติดตามและนางฟ้าต่างพากันยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะเคลื่อนขบวนไปนั่งยังวิมานชั้นที่ห้าอย่างสง่างาม ผม ลอบถอนหายใจยาวเหยียด"เฮ้อ... รอดตายไปที นึกว่าจะโดนแกงอ่อมหน้าวิมานซะแล้ว"

    .....

    "พี่... แล้วทำไมท่านพระอริยมุนีถึงไปนั่งชั้นที่ห้าล่ะ? ท่านดูใหญ่โตขนาดนั้น" เขาถามด้วยความสงสัย

    ราชสีห์ขนคำทำท่ากูรูผู้รอบรู้:"นี่แหละคือความอ่อนน้อมแบบสวรรค์ไทย แม้ท่านจะทรงตบะบารมีมหาศาลเทียบเท่ามหาเทพผู้ครองทิศแต่การที่ท่านนั่งชั้นที่ห้าคือการให้เกียรติเจ้าภาพเป็นการรักษาสมดุลไม่ให้ดูเป็นการข่มอำนาจกันยังไงล่ะ"

    ในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่นั้นแสงเจิดจ้าเสียจนเกาะลอยฟ้าที่เคยสว่างอยู่แล้ว กลายเป็นสีทองสุกปลั่งไปทุกตารางนิ้วราชสีห์ขนคำตัวสั่นเทาน้อย ๆ "คราวนี้ของจริงระดับสะเทือนจักรวาล... นั่นคือสามมหาเทพ ผู้ปกครองสูงสุดแห่งตรีโลก หรือที่เรียกว่า องค์ตรีมูรติ"

    ราชรถคันแรกเคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆ ประดับด้วยอัญมณีสีขาวผ่องราวกับยอดเขาไกรลาศ บุรุษผู้ประทับอยู่นั้นทรงฉลองพระองค์สีขาวบริสุทธิ์มีดวงตาที่สามปิดสนิทอยู่ที่หน้าผาก... ท่านคือ พระอิศวรเจ้าแห่งการทำลายล้างสิ่งชั่วร้าย

    คันที่สองเคลื่อนตามมาด้วยความสง่างามประดุจกระแสน้ำประทับมาโดยบุรุษผู้มีวรกายสีดอกตะแบกละเอียดเนียนตาในพระหัตถ์ทรงถือจักรแก้วและสังข์ทิพย์... ท่านคือ พระนารายณ์มหาเทพผู้ปกปักรักษาโลก

    และคันสุดท้ายที่ลอยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกมณฑารพคือราชรถที่สว่างไสวที่สุดประทับมาโดยมหาเทพผู้มีใบหน้าสงบเยือกเย็นถึงสี่พระพักตร์... ท่านคือ พระพรหมผู้ลิขิตชะตาชีวิตของสรรพสิ่ง

    ทั้งสามมหาเทพเคลื่อนขบวนเข้าสู่แท่นประทับชั้นสูงสุดบรรยากาศในงานตอนนี้เรียกได้ว่า 'ขรึมขลัง' จน จ้อยไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเทพทุกองค์ต่างนิ่งสงบสำรวมกายวาจาใจเพื่อเป็นการถวายเกียรติแก่ผู้เป็นใหญ่แห่งสามโลก

    "พี่... ผมว่าผมไม่กล้าล้อเล่นกับท่านกลุ่มนี้แน่ ๆบารมีท่านกดดันจนขนหางผมลู่ไปหมดแล้ว" เขากระซิบเสียงสั่นเครือ

    "เออ... ให้มันจริงเถอะเจ้ากระรอกถ้าเจ้าดันไปเปรียบหน้าพระพรหมว่าเหมือนขนมครกสี่หลุมล่ะก็ข้าจะจับเจ้าโยนลงไปในกระทะแกงอ่อมด้วยมือข้าเองนี่แหละ!" ราชสีห์ขนคำขู่ฟ่อ

    จ้อยพยักหน้าหงึกๆ พลางจ้องมองไปที่สระโบกขรณีแก้วอย่างไม่วางตา... เมื่อเหล่ามหาเทพประทับครบองค์เสียงระฆังชุดสุดท้ายก็รัวสนั่นหวั่นไหวไปทั้งชั้นฟ้า!

    เหง่ง...เหง่ง... เหง่ง...

    ผิวน้ำในสระเริ่มสั่นสะเทือนเป็นวงคลื่นแสงสีนวลตาจากใต้พิภพน้ำแก้วเริ่มสาดส่องขึ้นมา...ม่านการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์ และนาทีที่ แม่นางจันทร์ จะปรากฏกายได้มาถึงแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869