ท่ามกลางเสียงระฆังเงินที่ดังกังวานแว่วหวานไปทั่วชั้นฟ้าจู่ ๆ บรรยากาศรอบมณฑลพิธีสระโบกขรณีแก้วก็พลันเยือกเย็นลงอย่างกะทันหันหมอกสีนิลจาง ๆ เริ่มจับกลุ่มกันที่มุมหนึ่งของเวหาก่อนจะม้วนตัวกลายเป็นประตูมิติสีเหล็กไหลที่ดูเคร่งขรึมและทรงพลังจนจ้อยขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"เฮ้ยพี่... นั่นประตูทางเข้าเมืองผีหรือไง? ทำไมมันดูหลอนๆ มืดมนชอบกล"จ้อยกระซิบถามราชสีห์ขนคำพลางขยับเข้าไปซุกตัวข้างแผงคอสีทองระยับ
"หุบปากนิ่ง ๆ ซะเจ้าจ้อย นั่นคือคณะของ พระยายมราชและเหล่าตุลาการนรกกำลังเสด็จมา" ราชสีห์ขนคำบอกเสียงเครียดพลางจัดผ้าปิดหน้าให้เข้าที่
ทันใดนั้นเองกลุ่มเงาร่างในชุดฉลองพระองค์สีดำทมิฬขลิบทองปักลวดลายกนกอย่างประณีตก็ก้าวเดินออกมาอย่างพร้อมเพรียงท่วงท่าของพวกเขาดูหนักแน่นจนมวลอากาศรอบข้างดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันตาและที่โดดเด่นที่สุดคือบุรุษผู้ประทับมาบน พาลีทิพย์ หรือวัววิเศษห้าสีรัศมีกายของท่านช่างน่าเกรงขามจนมองเห็นพระพักตร์ไม่ชัดเจนทว่าทุกย่างก้าวที่ผ่านไปเหล่าเทวดาที่นั่งอยู่ตามวิมานน้อยใหญ่ต่างพากันลุกขึ้นยืนแล้วน้อมตัวลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
มีเพียงเทพผู้มีตบะบารมีสูงส่งไม่กี่องค์เท่านั้นที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนอาสนะของตนเพียงแค่ชูจอกน้ำอมฤตขึ้นเป็นการทักทายจากระยะไกลซึ่งผู้ที่ประทับบนวัววิเศษก็เพียงแค่พยักหน้าตอบกลับอย่างถือตัว
จนกระทั่งท่านเคลื่อนขบวนมาถึงหน้าพลับพลาของนายท่านพระพาย ท่านจึงหยุดวัววิเศษลงครู่หนึ่ง สายตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังจ้องมองมายังนายท่านของผม
นายท่านพระพายเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี ท่วงท่าของนายท่านช่างดูเท่และ 'ขรึม' จนจ้อยอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความเลื่อมใสในความมาดนิ่ง
"ท่านพระพาย... บารมีของท่านยังคงเฉียบคมดั่งวายุพัดผ่านไม่ได้พบเจอกันเสียนาน" บุรุษบนวัววิเศษเอ่ยขึ้นน้ำเสียงทุ้มลึกนั้นดังกังวานราวกับเสียงฟ้าพรรษา
"ท่าน พญายมราช ก็เช่นกัน... เชิญท่านตามสบายเถิด"นายท่านตอบกลับเพียงสั้น ๆ ก่อนจะผึ่งผายมาดเข้มต่อไป
"นั่นคือองค์พญายมราช ผู้ปกครองพิภพยมโลก"ราชสีห์ขนคำแอบกระซิบบอกผมหลังจากขบวนสีดำเคลื่อนไปนั่งยังวิมานชั้นที่สิบ"ถึงท่านจะนั่งชั้นที่สิบตามลำดับการคุมกฎสวรรค์ แต่ในความเป็นจริงบารมีของท่านเทียบเท่ามหาเทพชั้นผู้ใหญ่ใครก็กล้าข้ามหน้าข้ามตาท่านไม่ได้หรอก"
.....
หลังจากนั้นท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเวทีประชันความรวยและบุญบารมีประตูทิพย์หลากสีสันเปิดออกไม่ขาดสายเหล่าเทพผู้รักษาดวงดาวเสด็จมาบนราชรถทองคำระยิบระยับบ้างก็นั่งมาบนหลังพญานาคสีรุ้งที่พ่นละอองมณีออกมาตลอดทางบรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อย ๆเหล่าเทวดานางฟ้าเริ่มเปิดขวดน้ำอมฤตชนแก้วกันเสียงดังเคร้งคร้างบ้างก็คุยโวโอ้อวดเรื่องพระขรรค์หรือของวิเศษชิ้นใหม่ราวกับอยู่ในงานโชว์ของขลังสวรรค์
"พี่... แล้วฝั่งนั้นล่ะ?" จ้อยชี้ไปยังทิศตะวันออกที่จู่ๆ ก็มีแสงสีทองบริสุทธิ์สาดส่องออกมา พร้อมกับมีกลิ่นดอกบัวหอมอบอวลไปทั่วมณฑลพิธี
"เฮ้ย! มากันแล้ว... เหล่าพระอริยสงฆ์แห่งป่าหิมพานต์!"ราชสีห์ขนคำรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สีหน้าท่าทางดูสำรวมขึ้นมาทันตาจนผิดหูผิดตา
จ้อยเห็นขบวนแถวของเหล่านักบวชผู้ทรงศีลในชุดจีวรสีทองสว่างเดินออกมาจากม่านแสงนำโดยพระเถระผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมไปด้วยความเมตตาดวงตาของท่านดูสงบและใสซื่อราวกับน้ำในสระโบกขรณี
"พี่... นั่นใช่ท่าน พระอริยมุนี หรือเปล่า? ที่เขาวาดไว้ตามฝาผนังโบสถ์น่ะแต่ทำไมตัวจริงดู 'อิ่มบุญ' กว่าในรูปเยอะเลยแถมบนหัวยังมีมวยผมแปลก ๆ เหมือนใส่หมวกนวดศีรษะเลยเนอะ"จ้อยพูดออกไปตามที่คิดโดยลืมตัว
วินาทีนั้น...บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที!
ราชสีห์ขนคำกระโดดหนีห่างจากผมไปสามวาภายในชั่วพริบตามันก้มหน้าลงนับรอยแตกบนพื้นทิพย์ ทำท่าทางเหมือน 'ผมไม่รู้จักกระรอกตัวนี้ครับ'ส่วนเหล่าเทพบุตรนางฟ้าที่นั่งอยู่ใกล้ ๆต่างพากันหันมามองผมเป็นตาเดียวด้วยสายตาที่บอกว่า 'แกเตรียมตัวโดนสาปแน่!'
ขบวนของเหล่าผู้ทรงศีลหยุดกะทันหันสายตาหลายสิบคู่จ้องมองมาที่กระรอกน้อยที่ยังถือลูกท้อค้างไว้ในมือจ้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แล้วชูอุ้งเท้าขึ้นไหว้ปลก ๆ : "แหะ ๆ ...สวัสดีครับหลวงพ่อ... ผมแค่สงสัยน่ะครับ..."
ทว่าสิ่งที่ผมคาดหวังคือการโดนสายฟ้าฟาดกลับไม่เกิดขึ้นพระเถระผู้นำขบวนกลับแย้มรอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเสียงหัวเราะของท่านช่างฟังสบายหูจนความกังวลในใจของผมมลายหายไปสิ้น
"เจ้านี่ช่างมีคำเปรียบเปรยที่แปลกประหลาดนัก แต่มันก็ตรงไปตรงมาดี"ท่าน พระอริยมุนี เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
"ท่านขอรับ... ท่านคิดว่าคำของเจ้ากระรอกนี่ลบหลู่หรือไม่?" เทพบริพารท่านหนึ่งถามพลางยิ้ม
"มันคือความจริงที่มองผ่านดวงตาที่ไร้เดียงสาใจที่กว้างขวางคือวิถีแห่งธรรม ใจที่อิสระคือวิถีแห่งเทพ...เจ้ากระรอกตัวนี้มีครบทั้งสองอย่าง"
เหล่าผู้ติดตามและนางฟ้าต่างพากันยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะเคลื่อนขบวนไปนั่งยังวิมานชั้นที่ห้าอย่างสง่างาม ผม ลอบถอนหายใจยาวเหยียด"เฮ้อ... รอดตายไปที นึกว่าจะโดนแกงอ่อมหน้าวิมานซะแล้ว"
.....
"พี่... แล้วทำไมท่านพระอริยมุนีถึงไปนั่งชั้นที่ห้าล่ะ? ท่านดูใหญ่โตขนาดนั้น" เขาถามด้วยความสงสัย
ราชสีห์ขนคำทำท่ากูรูผู้รอบรู้:"นี่แหละคือความอ่อนน้อมแบบสวรรค์ไทย แม้ท่านจะทรงตบะบารมีมหาศาลเทียบเท่ามหาเทพผู้ครองทิศแต่การที่ท่านนั่งชั้นที่ห้าคือการให้เกียรติเจ้าภาพเป็นการรักษาสมดุลไม่ให้ดูเป็นการข่มอำนาจกันยังไงล่ะ"
ในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่นั้นแสงเจิดจ้าเสียจนเกาะลอยฟ้าที่เคยสว่างอยู่แล้ว กลายเป็นสีทองสุกปลั่งไปทุกตารางนิ้วราชสีห์ขนคำตัวสั่นเทาน้อย ๆ "คราวนี้ของจริงระดับสะเทือนจักรวาล... นั่นคือสามมหาเทพ ผู้ปกครองสูงสุดแห่งตรีโลก หรือที่เรียกว่า องค์ตรีมูรติ"
ราชรถคันแรกเคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆ ประดับด้วยอัญมณีสีขาวผ่องราวกับยอดเขาไกรลาศ บุรุษผู้ประทับอยู่นั้นทรงฉลองพระองค์สีขาวบริสุทธิ์มีดวงตาที่สามปิดสนิทอยู่ที่หน้าผาก... ท่านคือ พระอิศวรเจ้าแห่งการทำลายล้างสิ่งชั่วร้าย
คันที่สองเคลื่อนตามมาด้วยความสง่างามประดุจกระแสน้ำประทับมาโดยบุรุษผู้มีวรกายสีดอกตะแบกละเอียดเนียนตาในพระหัตถ์ทรงถือจักรแก้วและสังข์ทิพย์... ท่านคือ พระนารายณ์มหาเทพผู้ปกปักรักษาโลก
และคันสุดท้ายที่ลอยมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกมณฑารพคือราชรถที่สว่างไสวที่สุดประทับมาโดยมหาเทพผู้มีใบหน้าสงบเยือกเย็นถึงสี่พระพักตร์... ท่านคือ พระพรหมผู้ลิขิตชะตาชีวิตของสรรพสิ่ง
ทั้งสามมหาเทพเคลื่อนขบวนเข้าสู่แท่นประทับชั้นสูงสุดบรรยากาศในงานตอนนี้เรียกได้ว่า 'ขรึมขลัง' จน จ้อยไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเทพทุกองค์ต่างนิ่งสงบสำรวมกายวาจาใจเพื่อเป็นการถวายเกียรติแก่ผู้เป็นใหญ่แห่งสามโลก
"พี่... ผมว่าผมไม่กล้าล้อเล่นกับท่านกลุ่มนี้แน่ ๆบารมีท่านกดดันจนขนหางผมลู่ไปหมดแล้ว" เขากระซิบเสียงสั่นเครือ
"เออ... ให้มันจริงเถอะเจ้ากระรอกถ้าเจ้าดันไปเปรียบหน้าพระพรหมว่าเหมือนขนมครกสี่หลุมล่ะก็ข้าจะจับเจ้าโยนลงไปในกระทะแกงอ่อมด้วยมือข้าเองนี่แหละ!" ราชสีห์ขนคำขู่ฟ่อ
จ้อยพยักหน้าหงึกๆ พลางจ้องมองไปที่สระโบกขรณีแก้วอย่างไม่วางตา... เมื่อเหล่ามหาเทพประทับครบองค์เสียงระฆังชุดสุดท้ายก็รัวสนั่นหวั่นไหวไปทั้งชั้นฟ้า!
เหง่ง...เหง่ง... เหง่ง...
ผิวน้ำในสระเริ่มสั่นสะเทือนเป็นวงคลื่นแสงสีนวลตาจากใต้พิภพน้ำแก้วเริ่มสาดส่องขึ้นมา...ม่านการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์ และนาทีที่ แม่นางจันทร์ จะปรากฏกายได้มาถึงแล้ว!