ตอนที่ 99 โลกในรูปแบบเริ่มต้น การแย่งชิงโอกาสจากภรรยา จะเรียกว่าการแย่งชิงได้อย่างไรเล่า
ภายในตำหนัก กู้ฉางเกอนั่งนิ่งพลางจ้องมองหน้าจอแสดงคุณสมบัติที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ดวงตาเขาฉายแววครุ่นคิด
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นกลาง
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 60 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…
ค่าชะตาสวรรค์: 10,000
ค่าวาสนา: 2,000 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาได้สะสมแต้มชะตาสวรรค์มาราวหนึ่งหมื่นแต้ม ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมิน้อยเลยทีเดียว ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิได้รีบร้อนใช้แต้มเหล่านั้นเพื่อทะลวงขอบเขตพลัง
เขาเริ่มค้นหาสิ่งที่ต้องการภายในร้านค้าของระบบอย่างใจเย็น และในที่สุดก็พบกับสิ่งของชิ้นหนึ่งในหมวดสินค้า นั่นคือยันต์เร้นอำพราง
ราคาจำหน่ายที่ 8,000 แต้มชะตาสวรรค์
คำอธิบายคุณสมบัติ: สามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายและการสั่นไหวของพลังทั้งหมดได้เป็นเวลาครึ่งชั่วยาม
แม้ฟังดูเผินๆ คุณสมบัติของสิ่งนี้จะดูไร้ประโยชน์นัก ทว่ากู้ฉางเกอกลับเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
สิ่งที่ออกมาจากระบบย่อมเชื่อถือได้เสมอ หากสามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายและพลังทั้งหมดได้อย่างแท้จริง แล้วนำมาผสานกับพรสวรรค์แห่งมิติของเขา เช่นนั้นแล้ว ยังจะมีที่ใดในโลกหล้าที่เขามิสามารถย่างกรายเข้าไปได้อีกเล่า
มินานนักกู้ฉางเกอก็แลกซื้อ ยันต์เร้นอำพรางมาโดยมิลังเลแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังมิได้รู้สึกเสียดายแม้แต่นิดเดียว เพราะสิ่งที่เขาหมายตาไว้นั้นคือโอกาสอันยิ่งใหญ่อย่างมรรคาเซียน ซึ่งแม้แต่ผู้มีระดับพลังขั้นมหายุทธ์สูงสุดก็ยังต้องสะท้านสะเทือนเมื่อมันปรากฏขึ้น
นอกจากนั้น เขายังแลกเปลี่ยนแต้มวาสนา 1,000 แต้ม กลับมาเป็นแต้มชะตาสวรรค์ 10,000 แต้มอีกครั้ง ก่อนจะใช้มันเพื่อแลกยันต์ทำลายพันธนาการ และยันต์ทำลายมิติมาเพิ่มเติม
ยันต์ทำลายพันธนาการนั้นมีคุณสมบัติตามนามของมัน สิ่งนี้สามารถทำลายค่ายกลหรือพันธนาการทุกชนิดที่ขวางกั้นไว้อยู่ได้
ส่วนยันต์ทำลายมิตินั้นมีไว้เพื่อใช้ในยามคับขัน หากสถานการณ์แปรเปลี่ยนจนมิอาจควบคุมได้ ก็สามารถฉีกทึ้งมิติและหลบหนีออกไปในทันที
กล่าวได้ว่าการเตรียมการครั้งนี้นับเป็นการเพิ่มหลักประกันความปลอดภัยให้ตนเองไว้หลายชั้น
หลังจากนั้น กู้ฉางเกอก็เริ่มหลอมรวมเมล็ดพันธุ์แห่งโลก ภาพที่พร่ามัวรางเลือนพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
ทันใดนั้น สามเมล็ดพันธุ์อันมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันก็ปรากฏขึ้น
แต่ละเมล็ดพันธุ์ล้วนพันเกี่ยวด้วยลวดลายที่ซับซ้อนเกินหยั่งถึง บ้างดูราวกับสัญลักษณ์แห่งฟ้าดิน บ้างส่องประกายดั่งสุริยันจันทราและดารานับหมื่นพัน บ้างเป็นเงาร่างของขุนเขามหาสมุทร อีกทั้งยังมีกระแสแห่งการแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่งในยุคบรรพกาลม้วนวนอยู่
วาบ!
กลุ่มแสงสลัวเจิดจ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
สามเมล็ดพันธุ์ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน ประกายแสงอันงดงามพวยพุ่งออกมาดุจสายรุ้งสาดส่องทุกทิศทาง
กู้ฉางเกอรับรู้ได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ราวกับโลกทั้งใบกำลังสะท้อนก้องออกมา กลิ่นอายอันมหาศาลและไร้ขอบเขตหลั่งไหลตรงมายังหน้าอกของเขา
ชั่วขณะนั้นเอง เขาราวกับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเวิ้งว้างแห่งห้วงความโกลาหลอันไร้ที่สิ้นสุด
มินานนัก ความโกลาหลก็เริ่มแยกออกจากกัน สายธารพลังอันใสบริสุทธิ์ลอยขึ้นสู่เบื้องบน ส่วนพลังขุ่นมัวถดถอยลงสู่เบื้องล่าง
ฟ้าและดินเริ่มก่อกำเนิดขึ้นในร่างกายของเขา เวิ้งฟ้าปฐมกาลกำลังก่อรูปก่อร่าง โลกอันลึกลับและกว้างใหญ่กำลังถูกหล่อหลอมขึ้นอย่างเงียบงัน!
โลกภายใน!
ภายในโลกนี้ สุริยันและจันทราผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ดารานับหมื่นเคลื่อนคล้อย กาลเวลาหมุนวนเป็นวัฏจักร ผืนแผ่นดินและลมฟ้า อัคคีและวารีโคจรสลับเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์
แม้โลกแห่งนี้ยังคงเล็กกระจ้อยร่อย ทว่าโครงสร้างกลับครบถ้วนสมบูรณ์ราวกับโลกอันแท้จริงที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมา
“การหลอมรวมเมล็ดพันธุ์แห่งโลกสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อีกทั้งยังสามารถหลอมกลืนมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งได้สำเร็จ”
“รู้สึกมิเลวเลยทีเดียว โลกภายในแห่งนี้ ข้าสามารถโยนอันใดก็ได้เข้าไปตามใจชอบ”
“หากพบเจอศัตรูที่แข็งแกร่งจนรับมือมิไหว หากหลบเข้าไปในนั้นก็ย่อมมิเป็นปัญหา เว้นเสียแต่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่เข้าใจถึงแก่นแท้แห่งการสร้างสรรค์โลกอย่างลึกซึ้ง”
กู้ฉางเกอกวาดสายตามองจำนวนแต้มชะตาสวรรค์ที่สูญเสียไปร่วมหลายพันจากกระบวนการครั้งนี้ ทว่าเขาก็มิได้ใส่ใจนัก
จากนั้น เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ครืน!
ทันใดนั้นเอง ความว่างเปล่าพลันบังเกิดการสั่นไหวคล้ายคลื่นพลังแผ่กระจายออกไป ก่อนที่ร่างของเขาจะจางหายไปจากจุดเดิมในพริบตา ทิ้งไว้เพียงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยของมิติที่บ่งบอกถึงการจากไป
หากมีผู้ใดอยู่ในที่แห่งนี้ คงต้องตกตะลึงจนแทบมิเชื่อสายตา เพราะภาพที่เห็นนั้นช่างเหลือเชื่อจนเกินจินตนาการ
กู้ฉางเกอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมิเคยอยู่ตรงนี้มาก่อน
เคล็ดวิชานี้เรียกได้ว่าน่าหวาดหวั่นเกินบรรยาย
ทว่าหากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิถีแห่งการสร้างสรรค์โลก พวกเขาย่อมจับสังเกตถึงคลื่นพลังแปลกประหลาดบางอย่างได้
กู้ฉางเกอมิได้หายตัวไป ทว่าเป็นการเปิดเส้นทางแห่งมิติในเสี้ยววินาที เพื่อนำตนเองไปยังอีกโลกหนึ่ง
ณ ภายในโลกภายใน
บนยอดเขาสูงตระหง่าน ร่างของกู้ฉางเกอพลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เขากวาดสายตามองภาพเบื้องหน้าในโลกภายในนี้ พื้นที่โดยรอบกว้างใหญ่เพียงพันลี้ ทว่ากลับมีครบทั้งขุนเขา พฤกษาในยุคบรรพกาล และสรรพชีวิตเล็กน้อยประปราย ทว่าไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งพลังวิญญาณ
ส่วนที่อยู่ไกลออกไปนั้นกลับเป็นเพียงความโกลาหลไร้รูปแบบ ราวกับยังมิได้ผ่านการวิวัฒน์หรือหล่อหลอมเป็นรูปร่าง
กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมล็ดพันธุ์แห่งโลกที่ได้รับมาจากระบบนี้ย่อมเป็นสิ่งสูงสุดที่หาได้ยากยิ่ง
เพราะหากพิจารณาจากทัศนียภาพของความโกลาหลอันไร้ที่สิ้นสุดตรงหน้านี้แล้ว มันแทบมิต่างจากภาพของมหาพิภพยุคบรรพกาลที่เขาเคยรับรู้ในชาติก่อนเลยแม้แต่น้อย
กล่าวได้ว่าโลกภายในของเขาในตอนนี้นั้นเพียงอยู่ในขั้นแรกเริ่มเท่านั้น เป็นเพียงโลกในรูปแบบเริ่มต้น หากต้องการให้ก้าวหน้าไปถึงขั้นสูงสุด ย่อมต้องขยายและพัฒนามันอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเขาในเวลานี้ โลกภายในนี้เปรียบเสมือนฐานที่มั่นหรือที่พักพิงของเขา
ในแผนการของเขา โลกภายในนี้ย่อมสามารถวิวัฒน์ไปสู่จุดสูงสุดได้ในอนาคต
จนกระทั่งสามารถก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งจักรวาล หลอมรวมทุกสรรพสิ่ง กลายเป็นดินแดนเหนือฟ้าดินอันแท้จริงที่รวบรวมสรรพภพนับหมื่นเอาไว้ภายใน
แน่นอนว่าในยามนี้ โลกภายในของเขาก็มีศักยภาพมากเพียงพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้แล้ว มิว่าจะเป็นการทาบทับกดข่มศัตรู การเปิดเผยปรากฏขึ้นในโลกจริง หรือแม้กระทั่งกลืนกินโลกเดิมที่เขาอาศัยอยู่
ในชั่วขณะนั้น ภาพแห่งตำนานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก การกำเนิดสรรพสิ่ง และการพัฒนามวลมนุษยชาติจากอดีตชาติที่เขาคุ้นเคยก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดของกู้ฉางเกอ
จากความโกลาหลอันไร้ที่สิ้นสุด สู่วินาทีแห่งการกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง
จากการปรากฏตัวของสามพันมหาเทพมารซึ่งถือเป็นพลังดั้งเดิมที่ปกครองห้วงแห่งความโกลาหล จนถึงการมาเยือนของผานกู่ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้ซึ่งแหวกฟ้าแยกแผ่นดิน ใช้ขวานยักษ์ฟาดแยกความโกลาหลออกเป็นสองส่วน พลังบริสุทธิ์ลอยขึ้นกลายเป็นผืนฟ้า ส่วนพลังขุ่นมัวจมลงกลายเป็นแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของโลกแห่งยุคบรรพกาล
จากการที่หงจวินผู้เป็นปรมาจารย์แห่งสวรรค์ผู้ซึ่งวางรากฐานของกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และวิถีแห่งมรรคา สู่การปรากฏตัวของสามมหาเทพแห่งความบริสุทธิ์สูงสุดผู้เป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง จนถึงการสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเทพธิดาหนี่วา และตำนานจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์ในการใช้ไฟเพื่อดำรงชีวิต…
ทั้งหมดนี้ หากเขาต้องการจำลองหรือบรรลุสิ่งเหล่านี้ในโลกภายใน ย่อมมิใช่เรื่องที่เป็นไปมิได้
จากนั้น กู้ฉางเกอพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้ จึงเอ่ยถามว่า “ระบบ หากข้าต้องการพัฒนาโลกภายในนี้ จำเป็นต้องใช้แต้มชะตาสวรรค์หรือไม่”
เสียงของระบบตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ว่า “แต้มชะตาสวรรค์นั้นมีคุณสมบัติอเนกอนันต์ ตราบเท่าที่มีมากพอ ย่อมสามารถวิวัฒน์ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง”
กู้ฉางเกอพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะขยับจิตสำนึกและเปิดใช้งาน โหมดผู้สร้างโลกทันที
โครม!
เสียงกึกก้องดังสะท้อนไปทั่ว ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนไหว ในเวลาเพียงพริบตา กลุ่มพระราชวังอันยิ่งใหญ่อลังการพลันผุดขึ้นจากพื้นดิน สูงตระหง่านเสียดฟ้าทรงอำนาจและน่าเกรงขาม ราวกับหอคอยแห่งสวรรค์ที่หลอมรวมกลิ่นอายแห่งกาลเวลา
วิหารเหล่านี้ทั้งเก่าแก่และสง่างาม เสาแต่ละต้นนั้นสูงใหญ่ราวกับคอยค้ำยันสวรรค์และปฐพี ประหนึ่งสร้างขึ้นในยุคสมัยแรกเริ่มอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์ในยุคบรรพกาล
ร่างของกู้ฉางเกอปรากฏขึ้นท่ามกลางวิหารเหล่านั้น ในชั่วขณะนั้นเขาคล้ายดั่งเจ้าแห่งสวรรค์ ผู้ครองอำนาจเหนือหมื่นภพพันโลก
เขากวาดสายตามองความตระการตาเบื้องหน้า ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ความยิ่งใหญ่เช่นนี้… หากถึงวันที่โลกภายในนี้ปรากฏสู่โลกแห่งความเป็นจริง ก็คงจะงดงามยิ่งนัก”
การสถาปนาสวรรค์ชั้นฟ้าในโลกภายในนั้น แทบมิได้สูญเสียแต้มชะตาสวรรค์มากนัก
เพราะโลกภายในนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเขา การสร้างสิ่งใดขึ้นในนั้นย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
จากนั้นร่างของกู้ฉางเกอพลันเคลื่อนไหวอีกครั้ง ก่อนจะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ภายในตำหนักอันเงียบสงบ เขานั่งนิ่งพร้อมตกอยู่ในห้วงความคิดอันลึกล้ำ
เรื่องของโลกภายในถูกพับเก็บไว้ก่อน ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องหันมาพิจารณาเรื่องมรรคาเซียน
ดังคำกล่าวที่ว่า ทุกสิ่งพร้อมสรรพ ขาดเพียงลมส่งท้ายเท่านั้น
เพราะด้วยเวลาที่มรรคาเซียนนี้จะเปิดขึ้นเมื่อใดนั้น เขาเองก็ยังมิทราบแน่ชัด
มินานนัก กู้ฉางเกอก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา นั่นคือภรรยาของเขา… มิใช่สิ ว่าที่ภรรยาในอนาคตของเขาต่างหาก
เยวี่ยหมิงคง
ในฐานะผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ นางย่อมรู้เรื่องราวนี้เป็นอย่างดี ทว่าการจะให้นางยอมเปิดปากบอกข้อมูลเองนั้น ก็คงจะต้องใช้ความพยายามมิน้อย
อีกทั้งหากเขาคาดเดามิผิด เวลานี้เยวี่ยหมิงคงเองก็คงมุ่งหน้ามายังดินแดนอนันต์สวรรค์แห่งนี้แล้วเป็นแน่แท้ เพราะตามเส้นเวลาในชาติภพก่อน สำหรับนางแล้ว ตัวเขานับเป็นศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
หากนางหมายมั่นจะแก้แค้น มิว่าสิ่งใดที่เกี่ยวพันกับโอกาสนี้ ย่อมมิมีทางที่นางจะปล่อยผ่านไปได้
ส่วนเรื่องที่เขาจะแย่งชิงโอกาสของว่าที่ภรรยาในอนาคต นั้น กู้ฉางเกอหาได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด
นางเป็นคนของเขาแล้ว เช่นนั้นโอกาสทั้งหลายก็สมควรจะเป็นของเขาด้วย
การแย่งชิงโอกาสจากภรรยาในอนาคต เช่นนั้นจะเรียกว่าแย่งชิงได้อย่างไรเล่า
แน่นอน กู้ฉางเกอก็เข้าใจดีว่า การจะลบล้างความแค้นที่เยวี่ยหมิงคงมีต่อตัวเขานั้น มิใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในเวลาเพียงวันสองวัน
บางที หากเขายั่วยุให้นางโมโหจนเหนื่อยล้า นางคงเลิกสนใจและยอมแพ้ไปเสียเอง
ถึงอย่างไร การที่เขามิคิดจะลงมือสังหารนาง ก็ถือได้ว่าเป็น ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้มอบให้นางแล้ว หากพูดให้ชัดเจนก็คือ แม้ว่าเขาจะเป็นคนชั่วช้า ทว่าก็หาได้เลวทรามจนไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจไม่
มิว่าจะเป็นกู้เซียนเอ๋อร์หรือเยวี่ยหมิงคง กู้ฉางเกอก็มิเคยเลือกเส้นทางที่จะจบลงด้วยการสังหารพวกนาง
มิใช่เพราะว่าเขาทำมิได้ ทว่าเพราะวิธีการเช่นนั้นช่างไร้ซึ่งรสชาติ และความสนุกสนาน
หากทำเช่นนั้น ก็นับว่ามีอันใดต่างไปจากการปล่อยให้ความมืดและดวงจิตมารครอบงำตัวเขาอย่างสมบูรณ์เล่า
“เยี่ยนจี…”
กู้ฉางเกอกลับคืนสู่ความสงบนิ่งดังเดิม ก่อนจะหยิบยันต์สื่อสารขึ้นมาเอ่ยเรียกเสียงเบา
เยี่ยนจีติดตามเขามายังดินแดนอนันต์สวรรค์ตั้งแต่ต้น เพียงแต่โดยปกติแล้วนางจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืด มิปรากฏกายโดยง่ายดาย
ดังนั้น ยามนี้แทบมิมีผู้ใดในดินแดนอนันต์สวรรค์ล่วงรู้ว่า กู้ฉางเกอมีผู้ติดตามระดับมหาศักดิ์สิทธิ์อยู่เคียงข้างกาย
แม้กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เอง ก็ยังมีน้อยคนนักที่จะบรรลุถึงขอบเขตนี้
มินานนัก ความว่างเปล่าพลันบังเกิดการสั่นไหว แสงสีแดงดุจเปลวเพลิงสาดส่อง ก่อนที่ร่างหนึ่งจะก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
เยี่ยนจีในอาภรณ์กระโปรงสีแดงเพลิงสง่างามทรงพลัง ร่างอรชรอ้อนแอ้นราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนมิดับมอด ใบหน้างดงามเหนือสตรีทั้งปวง ทว่าแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม นางย่อตัวเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงนุ่มนวลด้วยความเคารพ
“คุณชาย”
ตั้งแต่กลับออกมาจากเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์นั้น นางก็ใช้เวลาพักฟื้นรักษาบาดแผลมาโดยตลอด เพราะครั้งนั้น นางได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกลีบดอกท้อปริศนาที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นท้อลึกลับต้นนั้น
หากมิใช่เพราะมีปฏิกิริยารวดเร็ว หยิบใช้ยันต์ทำลายมิติเปิดเส้นทางหลบหนีออกมาได้อย่างทันท่วงที เกรงว่านางคงต้องทิ้งชีวิตไว้ในที่แห่งนั้นแล้ว
กู้ฉางเกอกวาดตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แล้วเอ่ยถามขึ้น
“อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“ขอบคุณคุณชายที่เมตตา ด้วยโอสถศักดิ์สิทธิ์ของคุณชาย ขณะนี้บาดแผลของข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
เยี่ยนจีกล่าวตอบกลับอย่างเคารพ
กู้ฉางเกอปฏิบัติต่อนางอย่างดีเสมอมา นับตั้งแต่นางได้รับบาดเจ็บ เขาก็จัดหาโอสถรักษาบาดแผลชั้นยอดให้อย่างมิขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังมิได้มอบหมายภารกิจใดๆ ให้นางทำ เพื่อให้นางได้พักฟื้นอย่างสงบ
เมื่อเรียกนางออกมาในครั้งนี้ สิ่งแรกที่เขาถามถึงก็คืออาการบาดเจ็บของนาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่อย่างยิ่ง
แม้ใบหน้าของกู้ฉางเกอจะสงบนิ่งไร้ความรู้สึก ทว่านางกลับสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่ลึกซึ้งอยู่ในนั้น ในใจของเยี่ยนจีพลันเกิดความซาบซึ้งอย่างเงียบงัน ผู้ใดบ้างเล่าจะมีความละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องหนึ่งจะมอบหมายให้ท่านช่วยเหลือสักหน่อย” กู้ฉางเกอพยักหน้า ก่อนเอ่ยขึ้น
“ขอคุณชายโปรดสั่งการ” เยี่ยนจีเอ่ยตอบด้วยความเคารพ
“จงช่วยข้าตามหาที่อยู่ขององค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานในดินแดนอนันต์สวรรค์โดยเร็วที่สุด ทว่าจงทำอย่างเงียบเชียบ อย่าให้นางล่วงรู้ได้จะดีที่สุด” กู้ฉางเกอกล่าว
เยวี่ยหมิงคงจะต้องเดินทางมายังดินแดนอนันต์สวรรค์อย่างแน่นอน เพียงแต่นางคงเลือกที่จะหลบซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ เพื่อมิให้เขาพบเจอ
หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นในตระกูลกู้เมื่อคราวก่อน เยวี่ยหมิงคงก็หายตัวไปและหลบเลี่ยงเขามาโดยตลอด
สำหรับเรื่องนี้ กู้ฉางเกอย่อมทราบอย่างแจ่มแจ้ง นางจะมาเยือนดินแดนแห่งนี้ทั้งที ไหนเลยจะมิมาพบว่าที่สวามีอย่างเขาได้
เขาย่อมรู้ดีว่านางกำลังคิดการสิ่งใดอยู่
“หากนางจับสังเกตได้ ท่านจงปรากฏตัวและกล่าวบอกนางไปว่า หากนางมิมาพบข้าด้วยตนเอง ข้าจะเป็นฝ่ายไปลากตัวนางมาด้วยมือของข้าเอง” กู้ฉางเกอกล่าวเสริม น้ำเสียงแฝงแววขบขันและเจือความเย้าหยอก
“รับทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย”
เมื่อรับคำสั่งเสร็จสิ้น เยี่ยนจีก็หมุนกายหายลับไปในความว่างเปล่า
นางย่อมรู้ดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงสี่แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานกับกู้ฉางเกอ
องค์หญิงสี่ผู้นี้คือเทพธิดาเหนือฟ้า ผู้เลื่องลือไปทั่วแดนสวรรค์ในฐานะอัจฉริยะผู้โดดเด่นในยุคสมัย ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทแห่งบัลลังก์มรรคา ด้วยท่วงท่าสง่างามแห่งจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ ความงามของนางนั้นเลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ ชนิดที่หาผู้ใดเทียบเคียงได้ยาก
แม้จะมีพันธะหมั้นหมาย ทว่าผู้คนที่หมายปองนางกลับมากมายราวกับฝูงปลาในมหาสมุทร มิอาจนับจำนวนได้
ที่สำคัญกว่านั้น นางเคยได้ยินคนในตระกูลกู้เอ่ยถึงเรื่องที่ว่า องค์หญิงสี่นั้นมีใจรักใคร่ชื่นชมกู้ฉางเกอเป็นอย่างยิ่ง ทว่ากู้ฉางเกอกลับปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชา มิได้แยแสหรือให้ความสนใจแม้แต่น้อย
ทว่าจากสถานการณ์ในยามนี้ เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงสี่กลับเป็นฝ่ายที่หลบซ่อนตัว มิยอมมาพบหน้ากู้ฉางเกอเสียเอง
เยี่ยนจีอดรู้สึกประหลาดใจมิได้ ตามนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
หรือว่าเขาจะมิพอใจนาง และถึงขั้นเกลียดชังองค์หญิงสี่จริงๆ
ทว่าความคิดเหล่านี้ถึงนึกใคร่ครวญเท่าไรก็มิพบคำตอบ เรื่องราวเช่นนี้หาใช่สิ่งที่นางจะสามารถคาดเดาได้โดยง่ายไม่