
....หลินเซียนตกใจกับการคำนับฝากตัวเป็นศิษย์ขององค์ชาย ในขณะที่ทำตัวไม่ถูก ท่านแม่กลับเดินเข้ามาหา ในมือสั่น ๆ ของนางมีถ้วยน้ำชาวางบนถาดไม้เล็กๆ ยื่นให้องค์ชาย
"ยกชาคาราวะอาจารย์เสียสิ"
องค์ชายยิ้มและรับถ้วยชานั้น รินชาใส่ถ้วย แล้วยกให้หลินเซียน ๆ หันหน้าไปทางท่านแม่ ๆ พยักหน้า หลินเซียนจึงรับแก้วน้ำชานั้น และยกดื่ม
“ศิษย์คำนับแรก!! แด่พระคุณอาจารย์ หนักหนาดุจขุนเขา"
"คำนับที่สอง!! แด่คุณธรรมอาจารย์ ลึกล้ำดุจห้วงสมุทร อาจารย์หาได้เพียงถ่ายทอดวิชาและสอนสั่งทางธรรม แต่ยังใช้ชีวิตจริงเป็นแบบอย่าง ชี้นำให้ศิษย์ก้าวพ้นความมืด ศิษย์แม้เดินทางไกลหมื่นลี้ ก็ไม่อาจลืมเลือนพระคุณแห่งคำนับในวันนี้”
"คำนับที่สาม!! ศิษย์ขอให้หนทางแห่งอาจารย์สว่างไสวดุจดวงอาทิตย์และจันทรา ขอให้จิตใจแห่งอาจารย์คงอยู่ดุจฟ้าและดินไม่ดับสูญ แม้กายศิษย์จะร่วงโรย แต่จิตวิญญาณของอาจารย์จักสืบอยู่ในสายเลือดข้าไปชั่วนิรันดร์”
ใบหน้าองค์ชายดูจริงจังมาก
องค์ชายน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงรีบหยิบสิ่งของออกมาจากถุงสมบัติหรูหราข้างเอว
"ปิ่นหยก!!" หลินเซียนอุทาน มันคือปิ่นหยกที่เขาเคยจ่ายแลกเปลี่ยนกับแหวนธาราสวรรค์ให้แก่ชายผู้สูงสง่า
"ใช่แล้ว! มันคือปิ่นหยกที่เสด็จปู่ได้สั่งเสียไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ว่าให้นำมามอบคืนแก่แม่ของท่านอาจารย์"
"พระองค์ดำรัสว่า ปิ่นนี้คือหัวใจของข้าที่มอบให้ต่อหญิงเพียงผู้เดียวในดวงใจ ให้แล้วมิอาจรับคืนได้"
ท่านแม่ค่อยๆเดินมารับจากมือองค์ชายน้อย
"เขาล่วงหน้าไปแล้วหรือ...." หญิงชรายิ้มบางๆ แววตาลึกซึ้ง และมีน้ำตาไหลออกจากตาด้านขวา
องค์ชายหันมามองหลินเซียนและยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"เสด็จปู่ยังฝากบอกท่านด้วยว่า หนี้ที่ค้างไว้ ให้ท่านอาจารย์จ่ายหนี้คืนครึ่งหนึ่งท่านต้องสอนจนกว่าข้าจะบรรลุขั้นที่ 3 แกนปราณ"
"อีกครึ่งหนึ่งคือท่านจะต้องบรรลุหยวนอิงให้จงได้"
"หยวนอิง!!" หลินเซียนอุทานในใจ นี่มันเกินจินตนาการของเขาไปมากเกินไปแล้ว ทั้งแคว้นนี้มีเซียนขั้นหยวนอิงแค่ไม่กี่คน น้อยเท่าเม็ดทรายบนชายหาด
ยังไม่พอ องค์ชายก็หยิบแผ่นป่ายอาญาสิทธิ์มอบให้หลินเซียน
"นี่คือป้ายอาญาสิทธิ์แห่งปฐมกษัตริย์ ท่านสามารถไปหยิบฉวยสมบัติวิเศษจากที่ใดก็ได้ในแคว้นจ้าว ห้ามมิให้มีผู้ใดขัดขวางท่าน!"
หลินเซียนฟังมาถึงจุดนี้ก็ได้แต่อึ้ง ยิ่งกว่าโชคใหญ่หล่นทับ นี่เรื่องจริง หรือข้ากำลังฝันไป?
"องค์...องค์ชาย ไม่สิ! จ....เจ้า..." หลินเซียนพูดเงิ่กงั่กๆ
ท่านแม่ขัดขึ้นมา "เซียนเออร์...เจ้าเรียกเขาเป็นหลานก็พอ"
องค์ชายลุกขึ้น กลับมาท่าทางสง่าเหมือนเดิม คลี่พัดออกมาปิดปาก
"พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่ เดี๋ยวพอทหารสร้างบ้านหลังใหม่ข้างๆบ้านท่านเสร็จแล้ว เราจะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน ข้าจะได้อยู่ปรนนิบัติอาจารย์อย่างใกล้ชิด"
ยิ้มแบบเท่ห์ ๆ แล้วเดินหนีจากไปเลย....
หลินเซียนยังตั้งตัวไม่ทัน เขาเลยเปลี่ยนเรื่องหันมาถามท่านแม่
"เอ่อ....ท่านแม่ แล้วคุณหนูร้านน้ำชาล่ะ นางไปอยู่ไหน?"
ท่านแม่มองหน้าลูกชาย ทำใบหน้าเศร้าเล็กน้อย อ้ำอึ้งอยู่สักพัก แล้วตอบไปว่า
"เซียนเออร์ นางออกเรือนไปแล้วลูก อยู่หมู่บ้านข้างๆเรานี่เอง พ่อของนางให้แต่งงานกับลูกเจ้าของโรงเตี๊ยมที่นั่น"
หลินเซียนฟังแล้ว ส่วนหนึ่งลึกๆในใจมีความเสียใจ แต่ไม่ได้โทษนาง เขาโทษตัวเองที่ไม่รับรักนาง และร่วมใช้ชีวิตกับนางฉันสามีภรรยา
"ข้าขอไปเยี่ยมนางนะครับท่านแม่"
"เซียนเออร์ เจ้าทำใจได้แน่หรือลูก?"
"ข้าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่ำๆข้ากลับมา"
ว่าแล้วหลินเซียนขึ้นกระบี่และเหาะออกไปหมู่บ้านข้างๆอย่างรวดเร็ว
.....ณ ตลาดในหมู่บ้านเล็กๆ ร้านค้าข้างทางเป็นตลาดทางเดินดูพลุกพล่านด้วยคนเดินเลือกซื้อสินค้าพอประมาณ
กลิ่นเกี๊ยวร้อน,และชาอบหอมลอยคลุ้งในอากาศ ท่ามกลางความพลุกพล่านนั้น ปรากฏร่างหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งผู้คนยังคงจดจำได้
คุณหนูร้านน้ำชาผู้อ่อนโยนในอดีต บัดนี้นางกลายเป็นสะใภ้ของเจ้าของโรงเตี้ยมใหญ่ผู้มั่งคั่ง แม้จะอายุล่วงเลย 35 - 40 ปีแล้ว
แต่ร่างในอาภรณ์ผ้าไหมเรียบหรูแต่ไม่โอ้อวด แววตายังคงเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนเช่นเดิม เพียงแต่มีรัศมีของความสุขสงบแผ่ซ่านออกมาจากกายา
ข้างกายนางมีเด็กชายตัวน้อยผู้หนึ่งวิ่งปราดไปมา เขาสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดใส ตัดเย็บประณีต ดวงตากลมโตเปล่งประกายความซุกซน ทว่าใบหน้ายามเงยขึ้นมองมารดากลับเต็มไปด้วยความนอบน้อมและอบอุ่น
คุณหนูร้านน้ำชาจับมือเล็กนั้นไว้มั่น รอยยิ้มของนางช่างงามดุจดอกเหมยผลิบานในปลายเหมันต์ ผู้คนในตลาดที่หันมองต่างอดมิได้ที่จะเอ่ยชม ทั้งความงามของมารดาและความน่าเอ็นดูของบุตรชาย
เด็กน้อยวิ่งหลุดจากมือแม่ไม่ดูทางไปชนชายคนหนึ่ง
"ข้าขอโทษ"
แล้วเธอก็สังเกตุเห็นใบหน้าชายผู้นั้นชัดๆ
ใบหน้า....ที่เธอระลึกถึงตลอด
คิ้ว ดวงตาที่สวยเรียวยาวราวภาพเขียน แก้มขาวอมชมพู ริมฝีปากนั้น ผมสีดำยาวสลวย มือที่ขาวเนียนละเอียด ชุดขาว ช่างราวกับเทพเซียนจากสวรรค์
....ไม่แก่ชราลงเลย ยังคงสภาพอายุ 17-18 ปีอยู่เช่นนั้น
"ท่าน....ท่านพี่" นางร้องไห้
หลินเซียนยืนนิ่งมองหน้าเธอมือสั่นเทา ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลผ่านแววตา
"ท่านแม่ ท่านร้องไห้ทำไม?" เด็กน้อยรีบวิ่งกลับไปกอดแม่
นางเอามือข้างหนึ่งลูบหัวลูกชาย มืออีกข้างโอบกอดเขา พลางร้องไห้หนักกว่าเดิม
หลินเซียนหันหน้าไปซื้อขนมเคลือบน้ำตาล แล้วเดินไปหานางคุกเข่าและมอบมันให้เด็กน้อย
"เจ้าชื่ออะไรเด็กน้อย?"
"ข้า...ข้าชื่อเฉิน....เฉินเซียน"
แค่ชื่อ "เซียน" หลินเซียนก็รู้แล้วว่านางตั้งชื่อลูกตามชื่อของเขา มันสื่อถึงสายใยรักที่ไม่เคยขาดหายไปแม้กาลเวลาและหลายๆสิ่งจะเปลี่ยนไป
หลินเซียนยิ้มและยื่นขนมเคลือบน้ำตาลให้เด็กน้อย ๆ ยิ้มดีใจได้รับขนมเป็นรางวัล
หลินเซียนลูบหัวเด็กน้อย
"เจ้าชื่อเซียน ที่แปลว่าผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ภายภาคหน้าเจ้าจะต้องสอบเป็นบัณฑิต กลายเป็นขุนนางตงฉินรับใช้บ้านเมืองให้ได้นะ"
เด็กน้อยฟังด้วยสายตาแป๋วๆเพราะสนใจกินขนมเคลือบน้ำตาลอยู่ ส่วนคุณหนูยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตากับภาพสุดซึ้งที่อยู่ตรงหน้านาง
"พี่เซียน....ท่านพี่....สำเร็จบรรลุตามที่ท่านปราถนาแล้วใช่ไหม?"
หลินเซียนพยักหน้าและยิ้มบางๆ
"ช่าง...ช่างดียิ่งนัก"
"ท่านพี่ยังดูหล่อเหลา ไม่แก่ชราลงเลย แต่...ตัวข้าตอนนี้เป็นเพียงหญิงวัยกลางคน ไม่สดสวยดังแต่ก่อนแล้ว"
หลินเซียนมองตาเธอแล้วกล่าวว่า
"ไม่เลย สำหรับข้าแล้วเจ้ายังคงสวยงามเช่นเดิม ยังคงเป็นคุณหนูที่ข้าเป็นห่วงที่สุดในชีวิตรองจากแม่ของข้าเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน"
ทีนี้คุณหนูน้ำตาแตกเลย ในหลากหลายอารมณ์ของนางตอนนี้มีอารมณ์ปีติยินดีอยู่ข้างในใจส่วนลึกของนาง
แต่ยังไม่ทันได้สนทนาอะไรต่อ เด็กในโรงเตี้ยมก็วิ่งมาหา
"นายหญิง! แย่แล้ว! มีพวกจอมยุทธอาละวาดในร้านเรา นายท่านบาดเจ็บหนัก!"
เด็กน้อยได้ฟังก็ร้องไห้ เพราะเขารักพ่อของเขามาก
หลินเซียนจับหนูน้อยขึ้นมาขี่คอ เขาปล่อยเสี่ยวหมิงแพนด้าน้อยขึ้นมาเกาะที่หัวไหล่ แค่มันยิ้ม ทำเอาเด็กน้อยเปลี่ยนจากน้ำตาเป็นดีอกดีใจ และทำเอาเด็กทั้งตลาดชี้อ้อนพ่ออ้อนแม่ อยากได้ ๆ ระงมทั้งทางเดินตลาด
"ไปเถอะ! พวกเราไปช่วยพ่อเจ้ากัน!"