[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    34 ซิงเยียน

    “พี่สาว”


    ตงฟางเรียกด้วยน้ำเสียงบางเบา กลัวว่าเสียงตัวเองจะไปกระตุ้นหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าจนชักกระบี่ออกมาตัดคอของเขาทิ้งไป ตอนนี้เธอกำลังสำรวจร่างกายตัวเองอย่าถี่ถ้วน สำหรับตงฟางที่เรียกแล้วมองจ้องพี่สาวตรงหน้าเขาถึงขั้นพยายามเช็ดเลือดที่กำลังไหลออกจมูก หลังจากเห็นรอยขาดบนเสื้อผ้า มันโชว์ให้เห็นผิวขาวๆใต้รอยขาด


    “นายทำอะไรกับฉันกัน ทำไมฉันรู้สึกได้ว่าเสื้อผ้ามันหลวม” จากความระแวงที่ลดน้อยลงไป ทำให้การเรียกเปลี่ยนจากคำว่าแกมาเป็นนายเท่านั้น 


    “พี่สาว คืองี้นะ มันเป็นวิธีที่ยุ่งยากมากๆ หากจะอธิบาย”


    ตงฟางเงียบเสียงด้วยความรวดเร็ว จากการขยับตัวของหญิงสาว เขากลัวว่าเธอจะฆ่าเขาหลังจากเขาตอบไม่ตรงประเด็น  


    “ความจริงก็คือ ผมใช้ทักษะลับของตระกูลรักษาพี่สาว” ตงฟางยอมโกหก เขาไม่สามารถนำยายี่จงที่หลอมเสร็จมาอ้างได้ สรรพคุณของยายี่จงช่วยรักษาบาดแผลได้ก็จริง เพียงแต่ว่าระดับผสานวิญญาณขั้น 9 ได้รับผลน้อยมากเมื่อใช้มัน ต่อให้เขาจะใช้ไปเป็นจำนวนมาก บาดแผลก็ไม่มีทางสมานตัวหรือหายดีได้เลย


    “ทักษะตระกูล แล้วนายมาจากตระกูลไหน”


    “คือว่า ตระกูลผมเป็นตระกูลบ้านนอกมากๆ หากจะเล่าให้ฟังมันยาว เอาเป็นว่าผมมาจากหมู่บ้านไม้เขียวตั้งอยู่ชายแดนทิศตะวันตกของจักรวรรดิเทียนหยวน”


    “ไม่เคยได้ยินชื่อ”


    “มันบ้านนอกมากๆ ผมต้องใช้เวลาตั้ง 1 เดือนในการเดินทางมาเมืองหลงไห่เลยนะ แล้วตอนนี้พี่สาวเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม”


    “ฉันยังไม่สบาย หากยังไม่รู้ว่าทำไมขนาดร่างกายของฉันจึงเล็กลง”


    “จะพูดยังไงดี เอาแบบนี้แล้วกันพี่สาว เรามาแนะนำตัวก่อนไหม หากให้ผมเรียกพี่สาวบ่อยๆผมไม่ชิน ผมชื่อตงฟาง” ตงฟางยื่นมือไปข้างหน้าหวังจะจับมือทักทาย หญิงสาวกลับไม่สนใจทำให้เขายืนนิ่งกลายเป็นหิน


    “บอกมา นายทำยังไงร่างกายของฉันจึงเล็กลง”


    “ถ้าอย่างนั้นพี่สาวดื่มซุปนี่ก่อนก็แล้วกัน”


    “ฉันไม่หิว” 


    โครก~!


    เสียงคำรามดังมาจากท้องน้อย ทำให้หญิงสาวสวมชุดแดงหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย จู่ๆท้องของเธอกลับตอบสวนทางกันกับคำพูด


    “กินเหอะนะ ผมไม่ได้วางยาหรอกนะ อีกอย่างผมตุ๋นมันเองกับมือเลย ถ้าพี่ไม่เชื่อดูนี่”


    ตงฟางตักซุปขึ้นมากินคำใหญ่เพื่อบอกว่าเขาไม่ได้ใส่พิษลงไปในซุปเลยสักนิดเดียว หญิงสาวจึงยื่นมือรับซุปจากตงฟางมาตักกินช้าๆพลางรอให้เขาตอบคำถามของเธอ


    “ถ้าอย่างนั้นผมจะพูดแล้วนะ เห็นพี่สาวสงสัย เฮ่อ อันที่จริงผมไม่อยากจะพูดเรื่องนี้เลยเพราะพ่อบอกเอาไว้ว่า ทักษะของตระกูลให้ใช้งานได้เฉพาะยามคับขัน แล้วห้ามบอกพลังของมันด้วยว่าทำงานอย่างไร เห็นพี่สาวสงสัยเอาล่ะ ผมจะเล่าแล้วนะ” ตงฟางชำเลืองมองหญิงสาวชุดแดง เธอยังคงเงียบและตักซุปกินต่อไป พลางรอให้เขาพูดวิธีการรักษาออกมา


    “ทักษะของผมไม่มีชื่อเรียก แต่หลักการทำงานของมันซับซ้อนไม่น้อย ด้วยการปลดปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปคลุมบริเวณที่เกิดบาดแผล จากนั้นก็กระตุ้นเซลล์ให้พวกมันทำงานเร็วกว่าเดิม เพียงเท่านั้นบาดแผลก็จะค่อยๆสมานตัวเข้าด้วยกัน แต่มันก็มีข้อแลกเปลี่ยนนั่นก็คือพลังงานในร่างกาย หากท้องว่าง เซลล์ที่ถูกกระตุ้นจะเปลี่ยนพลังงานที่เก็บสะสมเอาไว้มาใช้งานแทน ทำให้ร่างของพี่สาวลดขนาดตัวลง จากเดิมอวบบะละฮึมสุดเซ็กซี่ ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่คำว่าเซ็กซี่เฉยๆแล้ว”


    “นายพูดอะไรออกมา กำลังโกหกอยู่ใช่ไหม”


    “ไม่เลยนะพี่สาว ทุกอย่างเป็นความจริง ที่ผมเล่าให้ฟังเป็นการแปลความหมายให้ออกมาอยู่ในรูปแบบที่ฟังครั้งเดียวแล้วเข้าใจ เดิมทีมันละเอียดกว่านี้มากเล่าไปพี่สาวไม่น่าจะเข้าใจแน่นอน”


    “งั้นอธิบายมา อะไรคือเซลล์ แล้วพลังงานที่ว่าคืออะไร” ตงฟางมองไปยังซุปในถ้วยของพี่สาว ตอนนี้มันไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำ เขาจึงตักถ้วยใหม่ไปให้เพราะคิดว่าหญิงสาวคงยังไม่อิ่ม


    “มันเป็นศัพท์เฉพาะทางของหมอที่ตระกูลผมใช้กัน เซลล์ที่ว่าเป็นสิ่งที่เล็กมากๆ พวกมันอยู่ในร่างกายของเรา หากร่างกายเกิดบาดแผล เพียงแค่กระตุ้นเซลล์บริเวณบาดแผลมันก็จะเกิดกระบวนการรักษา เริ่มต้นด้วยการห้ามเลือด จากนั้นก็สร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นเนื้อและหนัง สุดท้ายก็หายดี”


    “อ๋อ พอจะเข้าใจแล้ว พลังงานล่ะ”


    “พลังงานที่ว่าก็คือ ไขมัน”


    ตงฟางตอบออกไปตรงๆ หากเขาพูดเรื่องโปรตีนและอื่นๆอีกมากมาย คนบนโลกใบนี้ไม่สามารถเข้าใจได้แน่นอน เขาจึงบอกเกี่ยวกับไขมันออกไปเพราะในกลุ่มของหญิงชราในหมู่บ้านของเขา ยังรู้จักไขมัน สิ่งที่ทำให้ร่างกายอ้วน


    “การรักษาต้องแลกมากับไขมันในร่างกายอย่างนั้นเหรอ พึ่งจะเคยได้ยิน”


    “มันมีมากกว่านั้นอีก โดยพลังงานส่วนนั้นสามารถเติมเต็มกลับมาให้เหมือนเดิมได้ผ่านการกินของมีประโยชน์ ตอนนี้พี่สาวก็เพียงกลับบ้านไปกินข้าวให้มาก ไม่นานพี่สาวก็จะได้ร่างกายเดิมกลับคืนมา”


    “อืมเข้าใจแล้ว”  น้ำเสียงดูต่างออกไปจากตอนแรก ทำเอาตงฟางหัวใจเริ่มหวิว มองอีกมุมเธอไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดแต่น่าค้นหามากกว่า


    “พี่สาว ผมตงฟาง พอจะบอกได้ยังว่าพี่สาวชื่ออะไร”


    “พี่สาวชื่อซิงเยียน ต้องขอโทษด้วยกับเรื่องก่อนหน้า พอดีมีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อยทำให้ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ”


    “ไม่ถือๆ ผมไม่ถือเลยสักนิด เห็นไหม คอของผมไม่มีบาดแผลแล้ว เป็นอย่างที่พูดให้พี่สาวฟังเลย”


    “อืม ฉันเชื่อแล้วว่าน้องชายรักษาพี่สาวคนนี้ เอาล่ะ ขอบคุณสำหรับซุปนะ มันอร่อยมาก”


    “ฮิฮิ เรื่องนั้นเล็กน้อยครับ พี่สาวรู้ไหมว่า พี่สาวเป็นคนที่ 3 นะที่ได้กินข้าวฝีมือผม” ตงฟางรีบพูดสิทธิพิเศษออกไปทันที


    “หืม แสดงว่าโชคหล่นทับพี่สิที่มาเจอน้องชายใจดีแบบนี้ ทั้งรักษาแล้วยังทำซุปอร่อยๆให้พี่สาวกินอีก”


    “ฮ่าๆ ไม่เป็นไรครับ แล้วพี่ซิงเยียนมาทำอะไรที่ทุ่งหญ้าสัตว์อสูรคลั่งกันล่ะ ถึงได้บาดเจ็บหนักขนาดนั้น”  ตงฟางถามถึงสาเหตุของการเกิดบาดแผล ทันใดนั้นบรรยากาศปกติที่พึ่งเกิดได้ไม่นานมันก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นกดดันจากไอพลังวิญญาณของระดับผสานวิญญาณลอยตลบอบอวลไปทั่ว


    “พี่ซิงเยียน ผะ ผมหายใจไม่ออก” ตงฟางยกมือกุมคอตัวเอง แกล้งแสดงท่าทางเหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจ


    “ตายจริง พี่สาวขอโทษ เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องนั้นแล้วทำให้พี่สาวโมโหไม่หาย”


    “เรื่องอะไรเหรอครับ”


    “อยากจะฟังจริงๆนะ ถ้าฟังแล้วน้องตงฟางอาจจะซวยก็ได้” ตงฟางรีบเดินเข้าไปกุมมือของพี่สาวซิงเยียนทันทีพร้อมกับทำสีหน้าตั้งมั่นว่าเขาอยากรู้สาเหตุอาการบาดเจ็บของพี่สาว ทันใดนั้นเขากลับเลือดกำเดาไหลออกจากจมูกหลังจากคิดไม่ดีกับการสัมผัสมือ


    “อูย~ นุ่มจริงๆ”


    “น้องตงฟางนี่บ้าผู้หญิงมากๆเลยนะจ๊ะ”


    “เออพี่สาวซิงเยียน ผมเปล่านะ” ตงฟางรีบปฎิเสธ ถึงอย่างนั้นหญิงสาวชุดแดงกลับไม่ได้ดุด่าเขา กลับยิ้มให้เขาแทน


    “ฮิฮิ แต่ก็แปลก ปกติหากมีผู้หญิงสวยๆในป่าบาดเจ็บ เหล่าผู้ชายที่เจอพี่กล้ามั่นใจเลยว่า 100 % จะต้องข่มขืนแน่นอน แต่น้องชายตงฟางกลับไม่ใช่อย่างนั้น”


    “นั่นก็เพราะ” ตงฟางกำลังจะเอ่ยบางอย่าง เขากลับต้องเงียบเสียงแล้วเปลี่ยนคำพูด เดิมทีเขาคิดเอาไว้มากมาย หากพี่ซิงเยียนฟื้นเขาน่าจะได้รับของตอบแทนมากมาย อาจจะเป็นการหอมแก้ม การกอด หรือทำเรื่องอย่างว่าระหว่างชายหญิง ในระหว่างที่คิดคำตอบใหม่อยู่นี้เองเลือดกำเดาของเขาก็เริ่มไหลไม่หยุดจนรีบหาผ้ามาเช็ดเพราะเลือดของเขาอันตราย


    “นั่นก็เพราะว่าผมเป็นคนดีไง”


    “พี่สาวว่าไม่ใช่แล้วล่ะ คงจะหวังอย่างอื่นอยู่สิท่า แต่ก็นะ นับได้ว่าเป็นผู้ชายที่น่าพึ่งพิง”


    “ใช่ไหมล่า”


    “เอาล่ะจะฟังเรื่องของพี่สาวไหม”


    “ฟัง” ตงฟางตักซุปให้พี่ซิงเยียนเพิ่ม


    “พี่สาวเป็นลูกสาวหอประมูลของเมืองหลงไห่ ภายในเมืองของเรามีหอประมูลอยู่ 2 แห่งด้วยกัน แล้วก็เป็นศัตรูของกันและกัน”


    “หูว นึกแล้วเชียวว่าพี่สาวต้องไม่ธรรมดา”


    “จ้ะ อยู่มาวันหนึ่งมีข่าวบอกเอาไว้ว่าในทุ่งหญ้าสัตว์อสูรคลั่งมีของวิเศษชิ้นหนึ่งปรากฎขึ้นมากลางบึงลาวา มันเป็นอาวุธวิญญาณระดับ 6 พี่สาวจึงพาคนมาเก็บมันกลับไป ปรากฎว่า”


    “เป็นยังไงต่อครับ” ซุปตักเข้าปากซิงเยียนแล้วเริ่มพูดต่อ


    “ข้อมูลทุกอย่างมันเป็นของปลอม พี่สาวรู้ก็ตอนเดินทางมาถึง ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าคนที่เดินทางมาด้วยกันยังเป็นสายลับของหอประมูลศัตรู นอกจากจะมีสายลับแล้วคนที่มาด้วยยังถูกซื้อตัวไปจนหมด ”


    “พวกมันต้องการทำอะไรกันแน่ครับ”


    “พวกมันต้องการฆ่าพี่สาว ก่อนจะฆ่าพวกมันคิดจะข่มขืนก่อน พี่ที่อยู่ตัวคนเดียวจึงต่อสู้แล้วก็หนี สุดท้ายก็พลาดถูกพวกมันจัดการจนร่วงมากับน้ำตก”


    “ถูกคู่แข่งวางแผนหลอกมาฆ่า ไม่เป็นไรนะครับ เดี๋ยวผมช่วยปลอบ”


    “แหม เห็นพี่สาวใจดีเข้ากอดเลยนะ จะบอกอะไรให้นะ ทุกคนที่สัมผัสเนื้อต้องตัวพี่สาวได้ ล้วนแล้วต้องจ่ายด้วยราคาที่แพง” ตงฟางยิ้มเจื่อน หลังจากฟังพี่ซิงเยียนเล่าเรื่องเขาก็เข้ามากอดปลอบใจทันที ทว่าการปลอบของเขาอีกฝ่ายกลับรู้ทัน เขาจึงค่อยๆปล่อยมือ


    “ผมก็แค่อยากปลอบเท่านั้น”


    “เหรอ แต่ก็แปลกนะ น้องชายเป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ ที่บ้าผู้หญิงมากๆขนาดนี้ ปกติแค่พี่ปลดปล่อยพลังออกมากดดัน ใครที่เห็นพลังต่างก็ถอยหนี น้องชายตงฟางกลับคิดหาวิธีร้อยแปดเข้ามาใกล้ชิดพี่สาวคนนี้ตลอด”


    “คงเป็นเพราะผมมีความเป็นห่วงผู้หญิงมากเกินไป จึงทำให้ตอบสนองความต้องการอยากจะปลอบไปโดยไม่ต้องคิด ผลออกมาจึงเป็นการเข้าไปกอดพี่สาวซิงเยียนอย่างที่เห็น หวังว่าพี่สาวจะไม่คิดอะไรนะครับ ฮะ ฮะ ฮ่า”


    “จ้ะ พี่สาวจะคิดว่าตอบแทนกับการช่วยชีวิตก็แล้วกัน ตอนนี้น้องชายตงฟางบอกได้ไหมว่าเราอยู่ที่ไหนของทุ่งสัตว์อสูรคลั่ง”


    “ห่างจากทางเข้าราว 10 กิโลเมตรได้ครับ น้ำตกนี่ผมสร้างเอาไว้เป็นแหล่งกบดาน ต่อไปนี้เรารู้แค่สองคนนะครับ ห้ามพาใครมา”


    “จ้า เอาล่ะ พี่สาวมีเรื่องอยากให้ช่วย มีค่าจ้างให้ด้วย”


    “พี่ซิงเยียนมีอะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    “ช่วยพาพี่สาวกลับเมืองหลงไห่หน่อย ถ้าไปถึงหอประมูลสวรค์เก้าชั้นฟ้าน้องตงฟางอยากจะได้อะไรพี่สาวจะมอบให้เลย”


    ตงฟางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ถึงอย่างนั้นเขากลับต้องเปลี่ยนอารมณ์กลับมาเป็นปกติเช่นเดิมเพราะการดูแลระดับผสานวิญญาณขั้น 9 ไม่ใช่เรื่องง่าย มันจะต้องมีคนคอยดักรอเธอหน้าประตูเมืองอย่างแน่นอน การที่ระดับผสานวิญญาณขั้น 9 บาดเจ็บสาหัส เขาคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถช่วยอะไรได้


    “ผมมีพลังไม่มากพอจะช่วยเลยครับ ตอนนี้ผมก็เป็นเพียงระดับสัมผัสวิญญาณขั้น 2 เท่านั้นหวังว่าพี่สาวจะเข้าใจผมนะ”


    “งั้นพี่สาวจะขอเดินทางกับน้องตงฟางไปก่อนแล้วกัน น้องชายตงฟางมีปัญหาไหม” ตงฟางมองหน้าพี่สาวซิงเยียน เขาไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไร ถึงอย่างนั้นเขากลับวางแผนเอาไว้แล้ว หากเธอไม่คิดทำร้ายเขาจริง การใช้ชีวิตในป่ากับหญิงสาวสุดสวยแล้วยังเป็นลูกสาวหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า มันเป็นโอกาสให้เขาได้เดินในเส้นทางธุรกิจ


    “ได้ครับ แล้วทำไมพี่สาวถึงต้องไปกับผม”


    “ตอนนี้ร่างกายพี่สาวฟื้นฟูเป็นปกติแล้ว เพียงแต่ว่าพลังวิญญาณเสียหาย ต้องใช้เวลาสักพักเลยจะขอเดินทางกับน้องตงฟางแทน การอยู่ในป่าคนเดียวด้วยระดับเท่านี้น้องชายตงฟางคงไม่ใช่คนธรรมดาหรอกใช่ไหม”


    “ฮะฮะฮ่า พี่สาวซิงเยียนพูดเกินจริงไปแล้วครับ ผมก็แค่โชคดีเท่านั้น ขอหลอมยาต่อนะครับ”


    “เหรอ งั้นพี่สาวขออยู่ด้วยสักพักนะ การมีสาวๆอยู่ด้วยน้องตงฟางคงพอใจน่าดู ใช่ไหมจ๊ะ”