ความเปลี่ยนแปลงของฟลาวเวอร์
กัสครุ่นคิดด้วยความสับสนจนเหม่อลอยไปโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ฟลาวเวอร์ที่พยายามหาโอกาสหลบหนีมาตลอดตื่นเต้นขึ้นมาทันทีและตัดสินใจใช้โอกาสที่เขาเสียสมาธิระเบิดพลังออกมา
แต่มันก็ต้องผิดหวังเพราะต่อให้กัสเหม่อลอยยังไงผนึกล้านชั้นของเขาก็ไม่ได้อ่อนแอลงเลย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะคนที่ควบคุมผนึกทั้งล้านชั้นนี้ไม่ใช่เขาแต่เป็นร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้แม้กัสจะเสียสมาธิไปบ้าง ผนึกก็ไม่มีทางอ่อนแอลง ยิ่งไปกว่านั้นการดิ้นรนของฟลาวเวอร์ยังทำให้เขาได้สติกลับมาอีกครั้งด้วยเช่นกัน
“คิดจะหนีงั้นหรือ..ก็สมกับที่เป็นเจ้าดีนะ ไม่ยอมแพ้แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม ใจเย็นและอดทนรอคอยจังหวะที่เหมาะสมอยู่เสมอ”
กัสพูดออกมายิ้มๆ และหัวเราะจนทำให้ฟลาวเวอร์รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันรู้สึกไม่ชอบใจเขามาตั้งแต่แรกแล้ว กับการพูดคุยราวกับรู้จักกันดีแบบนี้
“พอสักทีได้ไหม!! เจ้าเลิกพูดเหมือนรู้จักข้าดีจะได้ไหม!! เด็กน้อยเช่นเจ้าอย่ามาทำตัวเหมือนรู้ดีไปหน่อยเลย!!!”
เพราะหงุดหงิดและสับสน ทั้งยังหวาดกลัวและสิ้นหวัง อารมณ์ด้านลบของฟลาวเวอร์จึงระเบิดออกมาอย่างที่ยากจะเกิดขึ้นได้ มันจึงสบถออกมาอย่างรุนแรงและพยายามกระตุ้นให้กัสเกิดโทสะ
แต่แทนที่กัสจะโกรธ เขากลับยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เจ้านี้ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ทั้งที่โกรธไม่พอใจ แต่ก็ยังไม่พลาดที่จะหาโอกาสตอบโต้ศัตรู..แต่น่าเสียดายนะที่วิธีของเจ้ามันใช้กับข้าไม่ได้”
พูดจบกัสก็หัวเราะออกมา ขณะที่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาอยากจะทำตอนนี้ ก่อนจะหยุดลงที่ฟลาวเวอร์ที่มีสีหน้าโกรธแค้นและสับสน
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันทีว่าการแก้แค้นของเขาในครั้งนี้มันออกจะไร้ความหมายไปสักหน่อยเพราะอีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องบุญคุณความแค้นอะไรด้วย
เมื่อตระหนักถึงเหตุผลข้อนี้กัสก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้สับสนแบบนี้ ทั้งนี้ก็เพราะบุญคุณความแค้นที่เขามีต่อฟลาวเวอร์นั้น มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตก่อนของเขาและมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในชีวิตนี้เพราะเขาได้เปลี่ยนแปลงอนาคตไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้เรื่องราวทั้งหมดจึงไม่ได้เกิดขึ้น มันจึงกลายเป็นความแค้นเพียงฝ่ายเดียวและทำให้เขากลายเป็นผู้ร้ายที่รังแกฟลาวเวอร์โดยที่มันไม่มีทางตอบโต้
ความรู้สึกนี้ทำให้กัสรู้สึกไม่สมใจ มันต่างกับโกลเด้นเทลที่แม้จะเปลี่ยนอนาคตไปแล้ว แต่มันก็ยังสร้างความโกรธแค้นให้กับเขาอีกครั้งทำให้ความแค้นใหม่และความแค้นเก่าผสมกัน
เมื่อตอนที่เขาได้แก้แค้น เขาจึงมีความรู้สึกสมใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าท้ายที่สุดมันจะนำพาความรู้สึกว่างเปล่ามาให้เขาก็ตาม
ในขณะที่ฟลาวเวอร์นั้นเป็นอะไรที่แตกต่างเพราะอีกฝ่ายยังไม่ได้สร้างความแค้นให้กับเขาในชีวิตนี้ แม้มันจะพยายามวางแผนเพื่อทำอะไรหลายอย่าง
แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่นับเป็นความแค้นที่ชัดเจนนักทำให้ฟลาวเวอร์มีสีหน้าท่าทางเหมือนคนถูกรังแกจนทำให้กัสรู้สึกไม่พอใจเพราะมันไม่สมกับความแค้นที่เขาเก็บซ่อนไว้ในใจตลอดมา
“นั่นสินะ..ก่อนอื่นหากเจ้าไม่รู้ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ข้าก็คงล้างแค้นไม่สนุก..ถ้าอย่างนั้นก็ต้อง..”
ในขณะที่พูดกัสก็ยกมือขึ้นมาช้าๆ แล้วชี้นิ้วออกมานิ้วหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมพลังจากจิตสำนึกมาไว้ที่ปลายนิ้ว อาศัยการช่วยเหลือของร่างแยกญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะโบกมือส่งขนนกออกไปเส้นหนึ่ง
เพียงชั่วอึดใจขนนกก็กลายเป็นแสงสีฟ้าที่ไหลไปยังนิ้วมือของกัส ก่อนที่เขาจะกดนิ้วลงยังหว่างคิ้วของฟลาวเวอร์
พริบตานั้นความทรงจำทั้งหมดของเขาในชีวิตก่อน นับจากวันที่เขามาถึงเมืองแห่งดันเจี้ยน ความทรงจำที่เลวร้ายทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาประสบ เหตุการณ์ทั้งหลาย ไปจนถึงช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปเพราะหายนะและถูกฟลาวเวอร์จับตัวไปเพื่อเปลี่ยนให้เขากลายเป็นองครักษ์
ทุกภาพความทรงจำ ทุกความรู้สึกของเขาในตอนนั้น ทั้งหมดถูกส่งไปให้ฟลาวเวอร์จนหมดจนทำให้ดวงตาของมันเบิกกว้างขึ้นด้วยความสับสน
ภาพที่มันมองเห็น แตกต่างจากภาพความทรงจำที่มันจดจำได้มากเหลือเกิน เหตุการณ์มากมายที่เกิด ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตนี้ ทำให้ฟลาวเวอร์ตกอยู่ในความสับสน
มันมองดูภาพที่ราวกับภาพมายา ราวกับความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทุกภาพเหตุการณ์ ทุกการกระทำ ทุกสิ่งที่กัสพบเจอในชีวิตก่อน มันให้ความรู้สึกสมจริงจนไม่อาจปฏิเสธได้
วินาทีนั้นฟลาวเวอร์ก็เข้าใจอะไรบางอย่าง แม้ว่ามันจะยังไม่ได้เห็นภาพทั้งหมด แต่ภาพของกัสในตอนที่อยู่ข้างกายมันนานหลายร้อยปีก็ได้ฉายชัดอยู่ในความทรงจำของมันจนทำให้มันไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ได้เห็นได้สัมผัสผ่านความทรงจำนี้เป็นเพียงของปลอมที่ถูกกัสสร้างขึ้น
และเมื่อความทรงจำทั้งหมดย้อนกลับมาจนถึงวินาทีที่กัสได้กลับมาเกิดใหม่ ดวงตาของฟลาวเวอร์ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงจนถึงขีดสุด จนกระทั่งความทรงจำทั้งหมดย้อนกลับมาถึงวินาทีที่มันได้เห็นกาฝากของเขาในกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้าน
พริบตาที่เหมือนกับนิรันดร์ทำให้ฟลาวเวอร์อ่อนแอลงอย่างน่าประหลาด มันรู้สึกเหมือนผ่านกาลเวลาที่ยาวนานหลายร้อยปีในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที ความรู้สึกนี้ทำให้ฟลาวเวอร์รู้สึกสับสนอยู่บ้าง
แต่ความรู้สึกที่ทำให้มันยากจะยอมรับมากที่สุดก็คือ ความแค้นที่ไร้เหตุผลของกัสในสายตาของมันได้กลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลไปแล้วเพราะความทรงจำที่มันได้รับ
ความทรงจำที่กัสยัดเยียดให้มันนั้นทำให้มันเข้าใจที่มาของความแค้นที่เขามีต่อมันและเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำให้เขารู้จักมันดีถึงเพียงนี้
ความรู้สึกนี้ยากจะยอมรับได้เพราะมันไร้เหตุผลเกินไป มันไม่ควรจะเป็นเรื่องจริง มันไม่สมเหตุสมผล มันเกินกว่าความเข้าใจที่มันมีจึงทำให้มันยากจะยอมรับได้ว่ากัสได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ
แต่ความทรงจำที่สมจริงนี้ทำให้มันต้องยอมรับว่าทั้งหมดคือความจริงแม้ว่ามันจะไม่อยากยอมรับมากแค่ไหนก็ตาม
หากเป็นคนที่โง่สักหน่อย คนเหล่านั้นอาจจะตัดสินใจที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่พวกมันได้เห็นผ่านความทรงจำได้เพราะคนเหล่านั้นมักจะใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล
แต่ฟลาวเวอร์ไม่ใช่ มันเป็นคนละเอียดอ่อน คิดมากกว่าทำและคิดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าการใช้ความรู้สึกด้วยเหตุนี้มันจึงเชื่อว่าสิ่งที่เห็นคือความจริงเพราะทุกสิ่งสมเหตุสมผลไปหมด
ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องที่กัสย้อนเวลากลับมาเท่านั้นที่มันไม่อาจยอมรับได้
แต่ถึงจะยอมรับไม่ได้มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงทำให้ฟลาวเวอร์รู้สึกว่ายากที่จะยอมรับจนสีหน้าบิดเบี้ยวไปโดยไม่รู้ตัว
กัสที่เฝ้ามองอยู่นั้นเหยียดยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความพึงพอใจ ความรู้สึกสมใจประดังขึ้นมาในใจของเขา ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ทีนี้เจ้าก็เข้าใจเหตุผลแล้วสินะ..งั้นข้าก็สามารถล้างแค้นได้แล้วสินะ”
กัสยิ้มกว้างออกมาด้วยความพึงพอใจที่ผสมกับความบ้าคลั่ง มันทำให้ฟลาวเวอร์รู้สึกเย็นยะเยือกไปหมดทั้งตัวและรู้สึกว่ามันยากที่จะยอมรับได้โดยแท้จริง
“เป็นไปไม่ได้!! ข้าไม่ยอมรับ!! ข้าไม่เชื่อ!!!”
ความรู้สึกสิ้นหวังที่รวมเข้ากับความรู้สึกต่อต้านทำให้ฟลาวเวอร์พยายามทำทุกอย่างที่จะต่อต้านความเชื่อของตัวมันเอง มันพยายามปฏิเสธความทรงจำที่กัสยัดเยียดให้ พยายามปฏิเสธเหตุผลที่เขาใช้เพื่อล้างแค้น
ฟลาวเวอร์พยายามปฏิเสธทุกอย่างและเชื่อว่ามันไร้เหตุผล มันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นกับเขาในชีวิตนี้ ชีวิตก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง มันจึงมองว่ามันไม่ควรถูกกระทำเช่นนี้
กัสที่มองดูอยู่นั้นหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่เย็นชา
“เจ้าจะปฏิเสธก็ได้..เพราะยังไงข้าก็ไม่ได้ขอให้เจ้ายอมรับอยู่แล้ว ที่ข้าต้องการก็แค่..ทำให้เจ้ารู้สึกแบบนี้เท่านั้น!!”
พูดจบกัสก็ปลดปล่อยพลังออกมาจนเกิดเป็นสิงโตสีดำแดงตัวใหญ่ มันเป็นสิงโตเต็มตัวที่มีรูปร่างเหมือนกับซากสังขารของเขาไม่มีผิด
ทั้งดวงตาที่ดุร้าย คมเขี้ยวที่แหลมคม ร่างกายที่สูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ทรงพลัง หรือแม้แต่หางที่ยาวและอวบหนาราวกับแส้ที่น่ากลัวและเขามังกรขนาดใหญ่ที่ทิ่มแทงออกมาจากหน้าผาก
ภาพลักษณ์ที่ดุร้ายน่ากลัวนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพมายาเพราะกัสได้ใส่พลังวิญญาณลงไปจำนวนมหาศาลและยังใส่สัญชาตญาณกับกลิ่นอายของซากสังขารลงไปด้วยส่งผลให้สิงโตตัวนี้ทรงพลังกว่าหัวสิงโตที่เขาเรียกออกมาตามปกติมาก
เมื่อฟลาวเวอร์ได้เห็นสิงโตสีดำแดงที่ปรากฏขึ้น ดวงตาของมันก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกเพราะมันจำสิงโตตัวนี้ได้ไม่มีลืมแม้ว่ามันจะได้เห็นเพียงชั่วพริบตาก็ตาม
ปฏิกิริยาตอบสนองของฟลาวเวอร์นั้นถูกกัสสังเกตเห็นได้ในทันทีและยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
“สมแล้วที่เป็นเจ้า..ทั้งที่มีครึ่งเทพและเทพอสูรมากมาย เจ้าก็ยังแอบสอดส่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้..”
ฟลาวเวอร์แทบจะกรีดร้อง มันอยากจะปฏิเสธแต่ก็รู้ว่ากัสไม่มีทางเชื่อเพราะคนที่เข้าใจมันได้ดีที่สุดก็คือเขา ทำให้มันไม่อาจปฏิเสธที่จะยอมรับได้
กัสเองก็หัวเราะออกมา ก่อนจะออกคำสั่งผ่านจิตสำนึกเพื่อให้สิงโตสีดำแดงปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังออกมาแบบเดียวกับตอนที่มันใช้เพื่อทำลายร่างพลังชีวิตของเทพอสูรวัยกลางคน
ส่วนหางของสิงโตสะบัดไปมาอย่างช้าๆ พลังทั้งหมดของมันไหลไปรวมกันที่หาง รวมกับวิถีแห่งการกลืนกินที่แหลมคมและวิถีแห่งการฉีกกระชากแล้วสะบัดออกด้วยความเร็วเหนือเสียง
พริบตานั้นลำแสงสีดำแดงก็ตัดผ่านร่างกายของฟลาวเวอร์จนขาดครึ่งในพริบตา มันตัดขาดทั้งแต่หัวไปจนถึงเท้า ตัดร่างกายขาดออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กันอย่างแม่นยำ
วินาทีต่อจากนั้นสิงโตสีดำแดงก็อ้าปากกว้าง มันขยายปากของมันจนใหญ่โตอย่างน่ากลัว ราวกับอสรพิษที่ขยายตัวเพื่อกลืนกินเหยื่อแล้วออกแรงสูบ ดูดกลืนร่างกายครึ่งหนึ่งของฟลาวเวอร์เข้าไปอย่างเลือดเย็น
ฟลาวเวอร์ที่ถูกกลืนกินนั้นหัวใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด มันพยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามอย่างสุดชีวิต แต่ก็เหมือนว่ากัสจะรู้จักมันดีทุกอย่าง จึงหยุดยั้งวิธีการทุกวิธีที่มันคิดจะใช้จนไม่อาจใช้งานออกมาได้แม้แต่น้อย
การดิ้นรนของมันจึงกลายเป็นไร้ความหมาย แม้กระทั่งการตายก็ยังไม่สามารถ มันทำได้เพียงมองร่างกายครึ่งหนึ่งของมันถูกกลืนกินเข้าไปอย่างอำมหิต
“จ..เจ้า!! เจ้ามันอำมหิตเกินไปแล้ว!!!”
“อำมหิต..ก็ใช่! ข้ามันอำมหิต แต่ข้าก็ไม่เคยเอาชีวิตของใครมาเล่นเหมือนกับของเล่นแบบเจ้า! อีกอย่าง..ไม่ใช่ว่าข้าเมตตาเจ้ามากแล้วหรอกหรือที่เหลือไว้ให้ตั้งครึ่งหนึ่งแบบนี้!!”
พูดจบกัสก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกของเขาในเวลานี้ไม่ปกติอยู่บ้าง ซึ่งถ้าบลูอายได้มาเห็นเธอก็คงจะปวดใจมากเพราะสีสันของความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นมันเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายและดำมืดอยู่ไม่น้อย
แต่กัสก็สงบลงอย่างช้าๆ หลังจากทำทุกสิ่งทุกอย่างที่วางแผนมาจนหมด จนกระทั่งล้างแค้นได้สมใจอยาก ความแค้นที่สะสมมานานในที่สุดก็ได้รับการชำระจนทำให้จิตใจของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง
ชั่วขณะนั้นจิตสำนึกของกัสก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเชิงคุณภาพ มันเพิ่มความหนาแน่นขึ้น ความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่นและความมั่นคง
ทุกความรู้สึกที่เปลี่ยนไปทำให้กัสสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ ความเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งทำให้ฟลาวเวอร์เชื่อในสิ่งที่มันเห็นผ่านความทรงจำมากขึ้นไปอีกเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถแสร้งทำได้
หลังจากสงบใจได้กัสก็มีสีหน้าเยือกเย็น เขามีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับอยู่บนใบหน้าขณะที่มองดูฟลาวเวอร์ที่มีร่างกายเพียงครึ่ง ซึ่งถ้าเป็นคนปกติทั่วไปคงตายไปแล้ว
แต่มันเป็นครึ่งเทพทั้งยังมีพลังถึงระดับ 5 ดาว แถมยังมีร่างวิญญาณหมื่นบุปผาที่แสนวิเศษที่ทำให้ฟลาวเวอร์สามารถแบ่งแยกชีวิตของมันออกจากกันด้วยบุปผานานาพันธุ์ได้
ในสภาพเช่นนี้แม้จะถูกตัดขาดครึ่งและสูญเสียครึ่งหนึ่งไปให้กับกัส อาการบาดเจ็บที่มันได้รับก็ยังเบากว่าครึ่งเทพคนอื่นๆ มาก
ด้วยเหตุนี้กัสถึงได้กล้าลงมือตัดครึ่งฟลาวเวอร์อย่างอำมหิตโดยไม่ลังเลใจเพราะเขารู้ดีว่าแค่นี้ไม่ทำให้ฟลาวเวอร์เจ็บช้ำอะไร
แต่ที่กัสคิดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่เขาปลดปล่อยพลังชำระล้างออกมาทำลายร่างกายครึ่งหนึ่งของฟลาวเวอร์ไป ใบหน้าของฟลาวเวอร์ก็ซีดขาวลง ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาอย่างรุนแรง
“หืม..เจ้ากำลังเสแสร้งให้ใครดูกัน บาดเจ็บแค่นี้ไม่น่าจะทำให้เขารู้สึกคันด้วยซ้ำ”
กัสมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยและมองดูด้วยความสงสัยปนดูถูก แตกต่างจากฟลาวเวอร์ที่ใช้ร่างกายที่เหลือเพียงครึ่งมองดูเขาด้วยความโกรธแค้นชิงชังเป็นที่สุด
มันมีความคับแค้นใจ ความสิ้นหวังและความรู้สึกบ้าคลั่งแฝงอยู่ในดวงตาของฟลาวเวอร์
ความรู้สึกที่น่ากลัวนี้ทำให้กัสประหลาดใจเพราะเขามั่นใจว่านี้ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะความรู้สึกบ้าคลั่งที่ยากจะได้เห็นจากฟลาวเวอร์
ในขณะที่กัสกำลังสับสนและไม่เข้าใจอยู่นั้น ร่างกายที่เหลือเพียงครึ่งก็แตกสลายกลายเป็นละอองวิญญาณสีเขียวมรกต ก่อนจะเปลี่ยนสีไป กลายเป็นสีชมพูที่สดใส
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้กัสอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะหรี่ตาลงเมื่อเห็นละอองพลังวิญญาณที่ไหลมารวมกันอีกครั้งในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
ละอองพลังวิญญาณสีชมพูไหลมารวมกันอย่างรวดเร็วภายในผนึกล้านชั้นที่กัสสร้างขึ้น ก่อนจะก่อตัวขึ้นกลายเป็นรูปร่างของเด็กสาวตัวน้อยที่มีเส้นผมสีชมพูสดใส
กัสมองดูภาพนี้ด้วยความอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาดูถูกไปยังฟลาวเวอร์ที่กลายเป็นเด็กสาวตัวน้อยที่น่ารักน่าสงสาร
สภาพของมันตอนนี้ต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง จนกัสแทบจะจำไม่ได้ จากสีเขียวมรกตที่สดใส กลายเป็นสีชมพูอ่อนหวานที่งดงามและน่ารักไปแทน โดยเฉพาะดวงตาที่ฉายประกายคั่งแค้นและหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย
ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็เป็นภาพของเด็กสาวที่น่ารัก แถมยังมีรูปร่างของเด็กสาววัยแรกแย้มอีกด้วย
“นี่เจ้ายอมทิ้งศักดิ์ศรีของเจ้าแล้วหรือฟลาวเวอร์..เจ้ายอมเปลี่ยนรูปร่างตัวเองเป็นเด็กสาวเพื่อขอความเมตตาจากข้าเชียวหรือ”
น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความดูถูกของกัสนั้นทำให้ดวงตาของฟลาวเวอร์เบิกกว้าง ความโกรธแค้นยิ่งฉายชัดในดวงตา ก่อนที่หยาดน้ำตาจะไหลรินออกมาเป็นสาย ราวกับไข่มุกเม็ดงามที่ทำให้เขารู้สึกสงสารเห็นใจจนต้องรีบสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป
“เจ้าคิดว่าข้าอยากงั้นเรอะ!! เจ้าชั่ว!! สารเลว!! เพราะเจ้า!! เพราะเจ้าคนเดียว!!”
ยิ่งกรีดร้องฟลาวเวอร์ก็ยิ่งร้องไห้ออกมา ภาพลักษณ์ที่สง่างามและสูงส่งของมันสลายหายไปจนหมดสิ้น จนเหลือเพียงความงามที่น่าสงสารและน่าเอ็นดูเพียงเท่านั้น
ภาพลักษณ์นี้แตกต่างจากฟลาวเวอร์ที่กัสรู้จักมากจนเกินไป จนทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่ายากที่จะรับมือได้และเริ่มเครียดขึ้นมาเพราะคิดว่าฟลาวเวอร์กำลังวางแผนร้าย
แต่ไม่ว่าจะมองยังไง ตรวจสอบละเอียดแค่ไหน สิ่งที่กัสมองเห็นก็มีเพียงเด็กสาวที่ร้องไห้ออกมาไม่หยุดและกรีดร้องจนน่าสงสารเพียงเท่านั้น
ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อฟลาวเวอร์ เขามั่นใจว่ามันไม่ใช่คนที่จะยอมทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อเรียกความสงสารเห็นใจแน่ โดยเฉพาะการทำเช่นนี้โดยที่รู้ว่าเขาไม่มีทางสงสารเห็นใจมันแน่
กัสเริ่มที่จะสับสนและสงสัย เขามองดูฟลาวเวอร์ที่ร้องไห้ราวกับจะขาดใจด้วยความรู้สึกมึนงงอยู่ลึกๆ พลางปรึกษาร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่มีสีหน้าลำบากใจไม่แพ้กัน
ไม่ว่าจะเป็นกัสหรือร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือบุรุษคนใดในตระกูลอันดูวเดธ ก็ไม่มีทางเลยที่จะทำใจมองดูเด็กสาวที่น่าสงสารร้องไห้ปานจะขาดใจแบบนี้ได้
แม้จะรู้ว่าเด็กสาวที่น่าสงสารคือฟลาวเวอร์ แต่กัสก็ยังแอบรู้สึกลำบากใจและสงสารขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะพยายามสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งยังไง เขาก็ไม่อาจหักห้ามความรู้สึกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นมาได้
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว!! เจ้าจะร้องไห้มันได้อะไรขึ้นมา!!”
เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไง กัสก็เลยใช้ความโกรธมาเป็นตัวระบาย แต่ยิ่งเขาตะคอกออกมา ฟลาวเวอร์ก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีกจนเขาเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาบ้างแล้ว
“เจ้า! เพราะเจ้า..ฮือๆ..เพราะเจ้าคนเดียว! เจ้า ฮึก! เจ้าเอาของข้าไป!..ฮึก!! ฮือ..เจ้าเอาของสำคัญของข้าไป!!”
เสียงร้องไห้และคำพูดที่ขาดๆ หายๆ มันทำให้กัสปวดหัวจนพูดอะไรไม่ออก รวมกับภาพลักษณ์ของเด็กสาวที่น่าสงสาร มันกลายเป็นภาพที่น่าเห็นใจจนทำให้เขาทำใจแข็งต่อไปได้ลำบากจนแทบอดทนต่อไปไม่ไหว
ยิ่งฟังเสียงร้องไห้ จิตใจที่แข็งแกร่งดันหินผาก็ยิ่งอ่อนแอ จนเริ่มอ่อนยวบลงในแบบที่กัสเองก็ไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะเกิดขึ้นได้
ไม่ว่าเขาจะพยายามเตือนตัวเองแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถทำให้ตัวเขาเชื่อได้จริงๆ ว่านี่คือการเสแสร้ง เพราะมันดูสมจริงจนเกินกว่าจะรับได้
หากบอกว่าฟลาวเวอร์รู้สึกเช่นไรตอนที่ได้เห็นภาพความทรงจำที่กัสส่งมาให้ ตัวเขาก็คงรู้สึกเช่นเดียวกันตอนที่ได้เห็นภาพฟลาวเวอร์ในสภาพเด็กสาวนั่งร้องไห้ปานจะขาดใจแบบนี้
ถ้าเหตุผลที่ทำให้ฟลาวเวอร์เชื่อว่าความทรงจำของกัสไม่ใช่ของปลอมเพราะความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลของมัน เช่นนั้นสิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าฟลาวเวอร์ที่ร้องไห้ปานจะขาดใจนี้คือของจริงก็มาจากสัญชาตญาณของตัวเขาเอง
สัญชาตญาณของบุรุษที่ไม่เคยรังแกสตรีคนใด มันเป็นสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของบุรุษตระกูลอันดูวเดธทุกคนก็คงไม่ผิด
โดยเฉพาะเด็กสาวที่น่ารักน่าสงสารยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนี้ได้อย่างรุนแรง
‘นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมาฟระ!!!’