ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 พี่หลาน

            การที่มู่หยงไป๋ได้นั่งอยู่ตำแหน่งที่เหนือกว่าวายุทมิฬแบบนี้ย่อมต้องไม่ใช่เพราะแค่มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงอย่างเดียวเป็นแน่

            ส่วนอีกคนที่หลินหยางรู้สึกสนใจนั้นคือหญิงสาวรูปงามผู้หนึ่ง

            อย่าเข้าใจผิดว่าสาเหตุที่หลินหยางรู้สึกสนใจนางจะเป็นเพราะถูกรูปโฉมของนางดึงดูดเข้าให้แล้วถึงแม้ระดับความงามของนางจะอยู่ในระดับที่ไม่สามารถพบเจอได้ง่ายๆ ในเวลาปกติก็ตามแต่สิ่งที่หลินหยางสนใจจริงๆ คือร่างกายของนาง...

            ไม่ ไม่ใช่เรื่องอย่างว่า

            พูดให้ถูกคือเขาสนใจลักษณะทางกายภาพของนางต่างหาก

             นอกจากร่างสถิตภูตอัคคีของหลินหยางที่ได้รับมาจากจักรพรรดิฟ้าแล้วนางเป็นคนแรกที่หลินหยางพบว่ามีลักษณะทางกายภาพแบบพิเศษ

            ซึ่งของนางนั้นเป็นร่างสถิตแบบธาตุไม้ถึงแม้ว่าเรื่องความบริสุทธิ์ของพลังจะเทียบกับร่างสถิตภูตอัคคีของเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อยก็ตามแต่สำหรับภพภูมิระดับต่ำแบบทวีปชี่อู่นี่แล้วมันเป็นลักษณะพิเศษทางกายภาพที่หาได้ยากยิ่งกว่าพญาวิหคเสียอีก

            ไม่แปลกใจเลยที่สาวน้อยผู้นี้จะได้นั่งในตำแหน่งหัวแถวของฝั่งขวาทั้งที่มีระดับพลังแค่ระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นเท่านั้น

            ตอนที่จีหยูยี่กำลังแนะนำสาวน้อยผู้นี้อยู่นั้นรอยยิ้มของนางก็ดูมีลับลมคมในด้วย “คุณชายหลิน ท่านนี้คือองค์หญิงจากราชสำนักแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อองค์หญิงเซียวเซียง”

            เอ๋?

            หลินหยางตอบสนองขึ้นมาทันที

            องค์หญิงเซียวเซียง?

            นั่นมันคนที่เคยส่งเซี่ยฉี่หลงมาช่วยเหลือเขาตอนก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ?

            หลินหยางรู้สึกตัวตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาในห้องนี้เป็นครั้งแรกแล้วว่าสาวงามที่บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความสง่างามและอ่อนโยนผู้นี้จะจ้องมองมาที่เขาเป็นพักๆซึ่งก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเป็นเพราะบุคลิกที่ดูใจเย็นไม่สนโลกของเขา แต่เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาคงจะหลงตัวเอง มากไปหน่อย

            และในตอนที่จีหยูยี่เพิ่งจะแนะนำตัวองค์หญิงเสร็จนั่นเององค์หญิงเซียวเซียงก็ลุกขึ้นมาทันทีพร้อมกับหันไปยิ้มให้กับหลินหยาง

            “เซียวเซียงยินดีที่ได้พบค่ะคุณชายหลิน ในที่สุดก็มีโอกาสได้พบตัวจริงเสียทีนะคะ...”

            รอยยิ้มขององค์หญิงเซียวเซียงนี้งดงามเสียจนดวงจันทร์ยังต้องคล้อยหลบอยู่หลังก้อนเมฆเพราะความเขินอายงดงามจนแม้แต่เหล่าบุปผายังต้องเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจประชันเรื่องความงามได้ต่อให้เอาทุกคำศัพท์ที่เกี่ยวกับความงามมาบรรยายถึงตัวนางก็ไม่ทำให้รู้สึกว่ามันเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

            แต่ในตอนนั้นเองที่บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที

            หลินหยางรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าด้านหลังของเขานั้นมันสายตาคู่หนึ่งกำลังเพ่งเล็งมาที่ตัวเขามู่หยงไป๋ที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าเย็นชาผู้นั้น แววตาที่ดูสงบนิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาก่อนเล็กน้อยจากนั้นก็จ้องมองไปที่หลินหยางด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง

            แต่คนอื่นๆ นั้นกลับแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

            เพราะองค์หญิงเซียวเซียงผู้นี้ถึงเป็นคนที่มีมารยาทงดงามก็ตามแต่นางก็เหมือนจะสร้างระยะห่างเรื่องความห่างชั้นทางฐานะกับทุกๆ คนเอาไว้ ขนาดกับหวงซางและหลานไห่นางยังไม่เคยแย้มยิ้มที่ดูเป็นมิตรขนาดนี้ให้เห็นเลยสักครั้ง

            แล้วทำไมนางถึงได้ดูสนิทสนมกับเด็กน้อยแบบไอ้หลินหยางนี่ได้ล่ะ?

            ในขณะที่ผู้คนกำลังคิดหาสาเหตุอยู่นั้นหลินหยางกลับทำแค่พยักหน้าให้กับองค์หญิงเซียวเซียงตามมารยาทด้วยสีหน้าปกติเท่านั้น

            หลินหยางเดินตามจีหยูยี่ไปยังที่นั่งสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในห้องนี้

            “เอาละ คุณชายหลินในที่สุดท่านก็มาถึงเสียที ตอนนี้สมาชิกหลักของฝ่ายพันธมิตรการค้าใต้หล้าเราก็มาถึงกันครบหมดทุกคนแล้วการสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีในอีกสามวันให้หลังจะต้องสามารถทำลายม่านกำบังนั่นได้แน่รีบนั่งลงก่อนเถอะ...”

            เดี๋ยวก่อน!

            ในขณะที่หลินหหยางกำลังจะนั่งลงไปนั่นเองวายุทมิฬเซวี่ยเทียนก็ตะเบ็งเสียงขัดขึ้นมาทันที

            บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดขึ้นมาทันที

            เซวี่ยเทียนลุกขึ้นมาจ้องหน้าหลินหยางแล้วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าหงุดหงิดว่า

            “จีหยูยี่ ข้าเซวี่ยเทียนเป็นคนเถรตรงคิดอย่างไรข้าก็จะพูดอย่างนั้น ข้าคุ้นเคยกับทะเลสาบยักษ์แดนใต้นี้ราวกับบ้านแท้ๆ ของข้าแต่บอกตามตรงว่าข้ายังไม่เคยเห็นสถานที่ที่มันอันตรายเท่าทะเลสาบเมฆาอัสนีนี่มาก่อนเลยขนาดเหล่าพี่น้องของข้าเองก็ยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก...แล้วผู้ช่วยที่เจ้าบอกว่าจะเชิญมาช่วยนี่ ข้าว่าคุณชายหลินท่านนี้มันก็ออกจะอย่างไรอยู่นะ...”

            พอพูดถึงตรงนี้แล้วก็เข้าใจความหมายของเซวี่ยเทียนได้ทันที

            มันจะสื่อว่าหลินหยางไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปเล่นกับพวกเขาเหล่านั้น

            ไม่ใช่แค่เซวี่ยเทียนคนเดียวเท่านั้นที่คิดแบบนี้หกคนจากทั้งหมดเจ็ดคนในนี้ล้วนลอบผงกหัวเห็นด้วย เพราะเรื่องนี้มันยังเกี่ยวพันไปถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่การสำรวจประสบความสำเร็จแล้วด้วยเมื่อมีหลินหยางเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ก็เท่ากับว่าต้องแบ่งเพิ่มอีกหนึ่งส่วน

            ถ้าคนที่มาเสริมเป็นยอดฝีมืออันทรงพลังละก็พวกเขาก็คงต้องยอมรับแบบช่วยไม่ได้แต่คนที่มาเพิ่มกลับเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่ระดับฝีมือยังไปไม่ถึงขั้นอวิ้นหลิงเลยนี่นะ?

            ถ้าอย่างนั้นจะเอามันมาทำไมกันเล่า?

            เหล่าพี่น้องทั้งหลายอุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมาตั้งนานแล้วคนอย่างมันมีสิทธิ์อะไรที่จะมาแบ่งผลประโยชน์ในตอนสุดท้ายแบบนี้ด้วย?

            ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่จะคิดแบบนี้เซวี่ยเทียนก็แค่พูดแทนใจคนอื่นๆ เท่านั้นเอง

            พอถูกพูดใส่ด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างนี้แล้วหลินหยางก็หน้าด้านนั่งลงบนเก้าอี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

            เพียงแต่หลินหยางยังไม่ทันได้เปิดปากตอบโต้กลับไปจีหยูยี่ที่อยู่ข้างๆ ก็หัวเราะฮ่าฮ่าๆ แล้วหันไปกล่าวกับเซวี่ยเทียนว่า

            “หรือว่าท่านผู้การเรือใหญ่ไม่เชื่อมั่นในสายตาของพวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า?”

            ถึงแม้จะพูดด้วยน้ำเสียงตลกก็ตามแต่แรงกดดันที่แฝงมากับคำพูดนั้นกลับทำให้เซวี่ยเทียนหน้านิ่วคิ้วขมวดทันที

            “หึข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น... เอาเป็นว่าข้าขอพูดแบบหมาๆ ไว้ตรงนี้ก่อนเลยที่ยอมให้เจ้าหมอนี่ไปต่อเพราะเห็นแก่หน้าเจ้านะจีหยูยี่แต่ถ้าหลังจากที่ขึ้นเรือในอีกสามวันให้หลังไปแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยละก็ข้าจะจับมันโยนทิ้งทะเลทันที เจ้าอย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ!”

            พอพูดจบเจ้าคนอารมณ์ร้อนนี่ก็ลุกจากที่นั่งแล้วก็เดินออกจากห้องไปทันทีทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัด

            “อย่างนั้นมู่หยงก็ขอลาเช่นกัน”

            จากนั้นมู่หยงไป๋ที่ดูจะมีอิทธิพลมากที่สุดก็ลุกจากที่นั่งแล้วก็เดินลากผ้าคลุมสีขาวอันยาวเหยียดของเขาออกไปด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนอะไร

            พอมีคนนำออกไปก่อนแล้วสองคนอีกสี่คนที่เหลือเองก็เดินตามออกไปทันทีโดยไม่พูดอะไร ในชั่วพริบตาเดียวภายในห้องนี้ก็เหลือแค่เถ้าแก่ใหญ่สามคนของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าองค์หญิงเซียวเซียง หลินหยาง แล้วก็หั่วเอ๋อร์เท่านั้น

            บรรยากาศค่อนข้างจะย่ำแย่เอาการ

            “อะฮ่าโดนดูถูกเข้าซะแล้ว...” หั่วเอ๋อร์มันยังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นอยู่อีก

            แต่กลับเป็นองค์หญิงเซียวเซียงผู้นั้นที่เป็นคนเอ่ยปากปลอบโยนหลินหยาง

            “หะหะ คุณชายหลินคนเหล่านั้นน่ะล้วนเป็นพวกที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทั้งนั้นเวลาทำอะไรก็เลยดูจะไม่ค่อยเกรงใจกันเสียเท่าไร ท่านอย่าไปถือสาเลยข้าว่าเราไปนั่งเล่นตรงนั้นกันแทนดีไหม ? ข้ามีชาชั้นดีของอาณาจักรโล่ยื่อติดมาด้วย...”

            “ขอบคุณสำหรับความห่วงใยขององค์หญิง”หลินหยางพยักหน้าปฏิเสธเซียวเซียงด้วยสีหน้าเรียบเฉยจากนั้นก็หันไปหาจีหยูยี่และพวกเถ้าแก่ที่เหลือทั้งสามคน

            “ดูท่าว่าการมาถึงของหลินหยางจะสร้างความเดือดร้อนให้กับท่านเถ้าแก่ใหญ่ทั้งสามแล้ว...”

            “ฮ่าฮ่าฮ่ามันก็เป็นอย่างที่คาดเดาไว้ล่ะนะหยูยี่ล่ะอยากจะเห็นตอนที่คุณชายหลินทำให้พวกมันหุบปากลงจริงๆ” จีหยูยี่กลับแสดงออกว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยสักนิดเดียว

            หวงซางและหลานไห่ที่อยู่ข้างๆ เองก็มีสีหน้าเรียบเฉยเช่นกันเห็นได้ชัดว่าทั้งสามคนต่างก็เห็นด้วยในเรื่องที่จะให้หลินหยางมาเป็นผู้ช่วยอยู่แล้ว

            “ถ้าอย่างนั้นวันนี้หลินหยางขอลากลับก่อน”หลินหยางเองก็ขอลากลับโดยไม่พูดอะไรให้มากความอีก

            ในเมื่อการประชุมมันกลายเป็นแบบนี้ไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่ออีก

            แต่หลังจากที่หลินหยางเพิ่งหันหลังกำลังเดินกลับออกไปได้ไม่กี่ก้าวนั้นเขาก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ได้มองไปที่จีหยูยี่เขาหันไปทางปรมาจารย์ด้านการช่างที่นั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไรออกมาเลยอย่างหลานไห่ แล้วพูดกับอีกฝ่ายว่า

            “จะว่าไปท่านอาจารย์หลาน การที่ท่านใช้วัตถุดิบอย่าง ‘ผลึกเหมันต์ภูตมรกต’ และ ‘แก่นศิลาทมิฬ’ซึ่งเป็นวัตถุดิบธาตุหยินและธาตุหยางที่เป็นขั้วตรงข้ามกันมาผสมกันจนเกิดปฏิกิริยา แล้วค่อยสกัดเอา ‘แก่นผลึกแห่งมิติเวลา’ ออกมาใช้สร้างไข่มุกทลายโลกานี่ ข้าว่ามันเป็นวิธีที่ล้าสมัยไปแล้วถ้าไม่รังเกียจ ท่านลองเอากลีบดอกของ ‘ต้นไผ่มรกตพันปี’ และ ‘บุปผาสองชีวิต’ มาคั้นเป็นน้ำก่อนจากนั้นก็หมักทิ้งไว้หนึ่งชั่วยาม แล้วค่อยเอาไปสกัดด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่วัตถุดิบที่ได้สามารถเอาไปสร้างไข่มุกได้มากกว่าเดิมประมาณหนึ่งเท่า”

            พอพูดจบ หลินหยางก็เดินเอื่อยๆ ออกไปทันที

            คนที่ยังเหลืออยู่ในห้องนั้นไม่มีใครเข้าใจคำพูดของหลินหยางเลยสักคน

            ยกเว้นหลานไห่ปรมาจารย์ด้านการช่างผู้ที่มีความสามารถสูงส่งเชี่ยวชาญยิ่งกว่าซ่างกวันหงคนนั้นหลังจากพึมพำอะไรสักอย่างออกมาแล้ว ก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้จนเสียงดังตึงแล้วจึงหันหลังเดินจากไปทางประตูหลังทันที

            ความเร็วนั้นยิ่งกว่ากระต่ายป่าที่หนีหลุดออกจากกรงขังเสียอีก...

            สามคนที่ยังเหลืออยู่ในห้องหันมาสบตากันเอง

            เจ้าหลินหยางนี่จะเริ่มก่อเรื่องแล้ว

            ..................................

            คืนวันนั้นเองภายในที่พักส่วนตัวของวายุทมิฬเซวี่ยเทียนนั้นมีเงาร่างของคนห้าคนกำลังยืนล้อมวงกันเจรจาความลับอะไรบางอย่าง

            ทั้งห้าคนนี้ ก็คือเหล่ายอดฝีมือที่เป็นสมาชิกหลักของกลุ่มที่ร่วมเดินทางสำรวจที่อยู่ในห้องโถงของพระตำหนักเมื่อเช้านี้นั่นเองซึ่งเซวี่ยเทียนนั้นกำลังพูดกล่อมยอดฝีมืออีกสี่คนด้วยคำพูดชวนเชื่อของเขาว่า

            “เหล่าสหายทั้งหลายข้าว่าไอ้หนูที่ชื่อหลินหยางนั่นจะต้องเป็นคนที่อีป้าจีหยูยี่นั่นเรียกมาเพื่อลดส่วนแบ่งของพวกเราให้น้อยลงเป็นแน่...พวกเจ้าลองคิดดูสิทำไมมันถึงต้องพาคนมาเพิ่มในตอนที่พวกลัทธิหมื่นวิญญาณปล่อยข่าวออกมาว่าพวกมันมีวิธีปลดผนึกม่านกำบังนั่นแล้วด้วยเห็นได้ชัดเลยว่ามันถูกเรียกมาเพื่อเพิ่มตัวหารให้พวกมันเอง”

            “จริงด้วย...พี่น้องเซวี่ยพูดมีเหตุผล!”

            คนที่เหลือต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย

            เซวี่ยเทียนเริ่มได้ใจมากกว่าเดิม “ดังนั้นพวกเราจะต้องร่วมมือกันก่อนหน้านี้พวกเราอุตส่าห์เสี่ยงตายด้วยกันในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นมาตั้งนานแล้วจะยอมให้เด็กน้อยที่ไหนก็ไม่รู้มาเอาเปรียบเราได้อย่างไร”

            “ใช่แล้วๆ” สี่คนที่เหลือต่างก็รู้สึกเห็นด้วยกับเซวี่ยเทียนยิ่งกว่าเดิม

            “แต่ว่านะพี่น้องเซวี่ย พวกเราจะกำจัดไอ้หนูนั่นออกไปด้วยวิธีไหนดีเล่า?” มีคนหนึ่งถามขึ้น

            ซึ่งไอ้เวรนี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มแสนเย็นชาว่า“หึการประชุมเมื่อเช้านี้มันชัดเจนมากว่าจีหยูยี่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่หนุนหลังเจ้าเด็กนั่นอยู่ ข้ามองออกว่าหลานไห่กับหวงซางนั้นแค่เห็นแก่หน้าของนางก็เลยไม่ได้คัดค้านอะไรก็เท่านั้นดังนั้นแล้ว พวกเจ้าก็แค่ร่วมลงชื่อด้วยกันกับข้าเพื่อขอประท้วงว่า ถ้าไอ้เด็กนั่นยังอยู่พวกเราก็จะไม่ขอทำงานนี้ต่อไป...แน่นอนว่าไม่ได้จะทิ้งงานไปจริงๆ แค่จะกดดันให้พวกนั้นไล่ไอ้หนูนั่นออกไปก็พอ”

            อืม...

            คนที่เหลือพอได้ยินก็หยุดคิดไปครู่หนึ่งพวกเขาคิดว่าวิธีของเซวี่ยเทียนนั้นน่าจะใช้ได้

            เพราะอย่างน้อยๆ ก็สามารถใช้ตรวจสอบปฏิกิริยาของเถ้าแก่ใหญ่ที่เหลืออีกสองคนได้

            “ถ้าอย่างนั้นเราจะไปประท้วงใครดีเล่า?”

            เซวี่ยเทียนแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายพร้อมกับกล่าวว่า“แน่นอนว่าต้องหลานไห่อยู่แล้วหวงซางนั้นยังเป็นคนที่ไว้หน้าผู้อื่นอยู่บ้าง แต่หลานห่ายนั้นเป็นคนประเภทที่เข้มงวดและหัวแข็งสุดๆขอแค่ข้าสามารถอธิบายเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน แล้วก็อธิบายว่าไอ้หลินหยางนั่นมันพึ่งไม่ได้แค่ไหนเท่านี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว!”

            “ดีอย่างนั้นก็ต้องขอรบกวนเจ้าแล้วล่ะพี่น้องเซวี่ย!!”

            คนทั้งหมดต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยแล้วจึงเขียนชื่อของตัวเองลงในใบรายชื่อที่เซวี่ยเทียนเตรียมเอาไว้

            “ได้ได้ได้...” เซวี่ยเทียนกล่าวขึ้นด้วยความร่าเริงว่า “สหายทั้งหลายวางใจเถอะเดี๋ยวข้าจะไปคุยกับหลานห่ายให้รู้เรื่องมันตอนนี้เลย จะได้รีบไล่ไอ้หลินหยางนั่นให้ไสหัวออกไปเร็วๆ!”

            พอพูดจบ เขาก็กล่าวอำลาคนที่เหลือแล้วจึงเดินออกไป

            แต่ในตอนที่เขาเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูโดยที่คนที่เหลืออยู่ยังไม่ทันได้แยกจากกันไปนั้นก็มองเห็นเงาร่างสองสายกำลังเดินเข้ามาจากที่ไกลๆ ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน

            แถมยังได้ยินเสียงพูดคุยกันระหว่างคนสองคนจากที่ไกลๆด้วย

            หืม?

            เสียงพูดนี่มันทำไมคุ้นหูจังเลยนะ

            แต่ผ่านไปไม่นานผู้คนก็ฟังออกทันทีว่าหนึ่งในสองคนที่กำลังคุยกันอยู่นั้นก็คือคนที่เถรตรงหัวแข็งสุดกู่อย่างเถ้าแก่ดาวฟ้าหลานไห่ นั่นเอง

            “ฮ่าฮ่าฮ่า... ข้าต้องยอม...จริงๆ... ฮ่าฮ่า... มีโอกาสได้พบ... นับว่าเป็นบุญกับชีวิตข้าจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า...”

            หืม?

            พวกเซวี่ยเทียนพากันสับสนเล็กน้อย

            เพราะการที่หลายเดือนที่ผ่านมานี้ไม่สามารถทำลายผนึกม่านกำบังของทะเลสาบเมฆาอัสนีได้เลยทำให้เถ้าแก่หลานไห่ท่านนี้ดูท่าทางจะหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา

            ตอนอยู่ในห้องโถงเมื่อเช้านี้ก็เช่นกันเขานั่งโชว์หน้าแก่ๆ นั่นเฉยๆ โดยที่ไม่มีใครคิดอยากจะเข้าไปยุ่งด้วยเลยสักคน

            แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะนี่?

            คนทั้งหมดต่างก็จ้องมองไปที่เงาร่างสีดำที่อยู่ข้างๆหลานไห่เพราะว่าเป็นช่วงเวลากลางคืนก็เลยไม่สามารถมองเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่รู้สึกคุ้นกับเงาร่างนั่นเลยแม้แต่น้อย

            เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆเสียงพูดของหลานไห่ก็ชัดเจนขึ้นตามระยะห่างที่ถูกลดหลั่นลงไป

            “ฮ่าฮ่าฮ่า คุณชายหลินถ้าหากท่านว่างเมื่อไหร่ ท่านต้องพาข้าไปเยี่ยมสุดยอดอาจารย์ของท่านด้วยนะเขาน่ะเป็นอัจฉริยะของโลกการช่างโดยแท้เลย ไม่สิแค่คำว่าอัจฉริยะมันไม่พอใช้เปรียบเทียบด้วยซ้ำ... ส่วนคุณชายหลินเองก็ไม่เบาการที่ท่านสามารถเรียนรู้เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ของท่านคนนั้นสอนได้นี่ก็นับว่าเป็นผู้มีความสามารถยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลย... ข้าว่าดวงจันทร์ในค่ำคืนนี้ค่อนข้างจะสุกสว่างไม่น้อยบรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้ก็ค่อนข้างดีถ้าอย่างนั้นเรามานั่งสนทนากันฉันมิตรสหายโดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องอายุอานามกันดีกว่าท่านเรียกข้าว่าพี่หลานก็พอ...”

            ...พี่หลาน !!

            เซวี่ยเทียนอึ้งจนตัวแข็งเป็นหินทันที

            อีกสี่คนข้างหลังเองเช่นกัน

            พี่หลานอะไรกัน!!

            เถ้าแก่หลานไห่ ท่านเป็นถึงเถ้าแก่ระดับห้าดาวของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเลยเชียวนะเป็นตัวตนที่แทบจะมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินนี้แล้ว คนระดับท่านจะมาทำตัวแบบนี้ไม่ได้!

            ทั้งห้าคนที่พอได้ยินว่า คุณชายหลินสามคำนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลทันที

            พอได้ยินคำว่า พี่หลาน เข้าไป ก็ทำให้ล้มเลิกความคิดที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ไปอย่างสิ้นเชิง

            ทั้งห้าคนตอนนี้ต่างก็ยืนแข็งอย่างกับรูปสลักหินโง่ๆอยู่ตรงหน้าประตูที่พักของเซวี่ยเทียน ดูหลานไห่ที่อยู่ข้างๆ หลินหยางเดินผ่านหน้าพวกเขาไป

            ทั้งสองคนนั้นไม่แม้แต่จะเหลือบหางตามามองพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

            ฟิ้ววว...

            สายลมพัดผ่านพวกเขาไปพร้อมกับที่มีใบไม้ใบหนึ่งค่อยๆร่วงหล่นลงมาบนหัวของเซวี่ยเทียน

            “คือว่า...พี่น้องเซวี่ย” หนึ่งในสี่คนข้างหลังทักขึ้น

            “หืม?” เซวี่ยเทียนยังไม่สามารถทำใจให้เชื่อในสิ่งที่พึงพบเห็นได้

            “ใบรายชื่อเมื่อครู่ยังอยู่หรือเปล่า?”

            “ยังอยู่... ทำไมรึ?”

            “ฉีกทิ้งเถอะ...”

            “โอ้ ได้เลย”

            ได้มารดาเจ้าสิ!!

            พอทั้งสี่คนกลับกันไปหมดแล้ว เหล่ายามที่กำลังลาดตระเวนอยู่รอบที่พักของเซวี่ยเทียนต่างก็ได้ยินเสียงทำลายข้าวของดังขึ้นจากข้างใน