สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 ไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด

            อันเจิงบอกว่าตัวเองไม่ได้เตรียมตัวออกจากบ้านฉะนั้นจึงพกเงินมาเพียงห้าแสนตำลึงหากคำพูดนี้ออกมาจากปากของบุคคลสำคัญในเมืองหลวงก็คงดูไม่แปลกอะไร แต่อันเจิงเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อายุราวสิบห้าปีชุดที่เขาสวมอยู่ก็ไม่ได้ดูหรูหรามากนัก จึงเหมือนเป็นการโอ้อวดมากเกินไปฉะนั้นเมื่อเงินห้าแสนตำลึงวางอยู่บนโต๊ะ ทุกคนที่อยู่รอบ ๆ จึงเบิกตาโตขึ้นทันที

     

            นอกจากจวงเฟยเฟยฮูหยินของโรงจวี้ฉ่างเลือกก้อนหินหนึ่งก้อนแล้วคนอื่นก็ได้แต่จ้องมองเฉย ๆ

     

            เกาหนูมีสีหน้าเปลี่ยนไปจนดูแย่เพราะเขารู้ว่าหินก้อนที่อันเจิงเลือกมีหยกแห่งวิญญาณอยู่ด้านใน การมาในครั้งนี้แคว้นโยวได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแน่นอนว่าเกาหนูผู้ที่เป็นคนดำเนินการพนันครั้งนี้ ต้องทำสัญลักษณ์บนหินเอาไว้หมดแล้ว

     

            แต่ถึงกระนั้นในใจเขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก หินพวกนี้ได้ปรมาจารย์มาตรวจสอบหมดแล้วฉะนั้นด้านในไม่มีทางจะปรากฏหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองแน่นอนระดับสีแดงก็ถือว่ามีไม่กี่ก้อน หากเป็นหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองจริง ๆ แคว้นโยวไม่มีทางเอามาให้คนแคว้นเยี่ยนง่ายๆ แบบนี้แน่นอน ถึงแม้พวกเขาจะแน่ใจว่าคนของแคว้นเยี่ยนไม่มีทางดูออกแต่หากเกิดเรื่องผิดคาดขึ้นมาจริง ๆ นั่นจะเป็นการเสียหายครั้งใหญ่เลยทีเดียว

     

            “เจ้าแน่ใจรึ?” เกาหนูถามขึ้น

     

            อันเจิงพยักหน้า “แน่ใจ”

     

            ขณะนี้ชายชุดแดงก็เดินเข้ามามองหินที่อันเจิงเลือกพลางนึกย้อนอย่างละเอียดปรมาจารย์ของแคว้นโยวเคยบอกเขาไว้ว่าหินก้อนไหนบ้างที่มีหยกแห่งวิญญาณและอยู่ในระดับอะไร ฉะนั้นเขาจึงแน่ใจว่าหินก้อนที่อันเจิงเลือกมีเพียงหยกแห่งวิญญาณระดับสีขาวเท่านั้น

     

            ชายชุดแดงพูดกับอันเจิง“คิดไม่ถึงว่าชาวเยี่ยนจะใจกว้างเช่นนี้ เด็กหนุ่มอายุน้อย จู่ ๆก็สามารถนำเงินก้อนโตออกมา ถึงแม้ข้าจะเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ปฏิเสธผู้เข้ามาเดิมพันแต่ถึงกระนั้น ข้าก็เป็นกังวลแทนเจ้าจริง ๆ หากเจ้าแพ้พนันขึ้นมากลับบ้านแล้วจะแก้ตัวว่าอย่างไร? เงินก้อนนี้...เป็นไปได้มากว่าเจ้าขโมยมาจากที่บ้านข้าไม่ได้อยากมีเรื่องวุ่นวายหรอกนะ”

     

            ชาวโยวเฮขึ้นทันที “เด็กน้อยเงินก้อนนี้เจ้าขโมยมาหรือไม่ หากเป็นเงินที่ขโมยมา งั้นก็รีบกลับไปเถอะพวกเราจะไม่ถือสา”

     

            “เด็กน้อยนี้อยากมาร่วมสนุกด้วยแต่หากแพ้กลับไปถูกพ่อแม่เจ้าตีขึ้นมาจะทำอย่างไร”

     

            อันเจิงถามชายชุดแดง“เจ้ารู้ความลับที่ยาวนานของแคว้นเยี่ยนหรือไม่?”

     

            ชายชุดแดงส่ายหน้า “ไม่รู้”

     

            อันเจิงพูด “ยุ่งเรื่องคนอื่นให้น้อย ๆหน่อย”

     

            สีหน้าชายชุดแดงเปลี่ยนไปทันที เหอะ...เขาเปล่งเสียงออกมาก่อนจะหันกลับไปบอกเกาหนู “พนันกับเขา”

     

            เมื่อเกาหนูได้คำยืนยันจากชายชุดแดงและรู้ว่าตัวเองไม่ได้จำผิดในใจก็รู้สึกโล่งขึ้นมา ฉะนั้นจึงหันกลับไปโบกมือ แล้วหยิบเงินออกมาจากกล่อง“คุณชายอัน เงินเหล่านี้เป็นเงินจากจักรวรรดิต้าซี ซึ่งถือว่าใช้ได้ทั่วใต้หล้าพวกเราใช้เงินนี้เพื่อเป็นการแสดงถึงความซื่อสัตย์นี่เป็นเงินจำนวนหกแสนห้าหมื่นตำลึง หากเป็นอย่างที่เจ้าพูด ในหินนี้มีหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองไม่เพียงแค่หยกแห่งวิญญาณที่จะเป็นของท่าน แต่เงินหกแสนห้าหมื่นตำลึงนี้ก็จะเป็นของท่านด้วยเช่นกัน”

     

            อันเจิงเดินไปด้านข้างเมื่อนั่งลงแล้วก็หันไปยกมือคารวะช่างผ่าหินของโรงจวี้ฉ่าง “ลำบากท่านแล้ว”

     

            ช่างผ่าหินรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดไปเดิมทีเขาคิดว่าการผ่าหินของเกาหยวนหูเป็นครั้งที่ตื่นเต้นมากที่สุด ความจริงแล้วครั้งนี้ต่างหากที่ตื่นเต้นมากที่สุด อันเจิงเดิมพันด้วยเงินห้าแสนตำลึงว่าด้านในเป็นหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองสำหรับช่างผ่าหินแล้ว เขารู้สึกราวกับมีคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ามา เงินหลายแสนตำลึงหากมีหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองเข้ามาอีกการเดิมพันครั้งนี้มากพอให้ทุกคนตกตะลึงเลยทีเดียว

     

           สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เดิมพันเท่าไหร่หรือเดิมพันอะไรแต่นี่เป็นการแข่งขันกันระหว่างชาวโยวและชาวเยี่ยน ฉะนั้นพวกเขาจึงรู้สึกว่าการพนันก็คือสนามรบสำหรับชาวเยี่ยนแล้วการเดิมพันครั้งนี้ก็ไม่ต่างไปจากสงครามระหว่างทหารเยี่ยนและทหารโยวเลย

     

            ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่ชาวเยี่ยนและชาวโยวเดิมพันกัน การเดิมพันของเกาหยวนหูก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าแพ้แล้ว แต่กลับถูกอันเจิงห้ามไว้ จึงยังถือว่าเกาหยวนหูไม่ได้แพ้หากครั้งนี้อันเจิงแพ้ ไม่เพียงจะเสียเงินห้าแสนตำลึง แต่ทว่าชาวโยวยังสามารถนำเงินนี้ไปใช้ในสนามรบได้ทั้งยังเสียศักดิ์ศรีของชาวเยี่ยนอีกด้วย

     

            ชาวเยี่ยนทุกคนยืนขึ้นไม่ว่าพวกเขาจะมีตำแหน่งอะไร แต่ต่างก็ตื่นเต้นจนถึงที่สุด แม้แต่บุคคลสำคัญของแคว้นเยี่ยนเหล่านั้นก็ยังเบิกตาโตแล้วจ้องตาไม่กะพริบถึงแม้ขุนนางกรมพิธีการจะเป็นคนของไทเฮา แต่เมื่อเรื่องนี้ส่งผลต่อศักดิ์ศรีของแคว้นเยี่ยนพวกเขาจึงละทิ้งปัญหาภายในและภาวนาให้อันเจิงทายถูก

     

            ช่างผ่าหินสูดหายใจเข้าลึก รู้สึกว่าการผ่าหินของตัวเองในวันนี้สำคัญใหญ่หลวง

     

            เขาเดินไปด้านข้างอันเจิง เหงื่อบนใบหน้าหยดลงมาอย่างต่อเนื่อง

     

            ไม่เพียงแต่เขาจางอี้ฟูแห่งโรงจวี้ฉ่างก็รู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะกระเด็นออกมานี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน

     

            ระหว่างการดูแลโรงจวี้ฉ่างเขาเคยเจอการพนันหินมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง แต่การพนันแบบในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกด้วยประสบการณ์รวมถึงพลังวัตรระดับสูงที่เขามี สามารถรับรู้ได้ว่าด้านในมีหยกแห่งวิญญาณอยู่แต่คาดว่าไม่ใช่ระดับสีทอง

     

            ฉะนั้นกลางมือเขาจึงเต็มไปด้วยเหงื่อ

     

            ชาวเยี่ยนตื่นเต้นกันทุกคนแต่ทว่าชาวโยวและเกาหนูดูเหมือนจะผ่อนคลายไม่น้อย เพราะผู้ที่ตรวจสอบระดับสีของหยกแห่งวิญญาณเป็นถึงปรมาจารย์ของแคว้นโยวที่ไม่มีใครเทียบได้ฉะนั้นพวกเขาจึงมั่นใจมาก

     

            ช่างผ่าหินหันมามองอันเจิงทว่าอันเจิงกลับนั่งอย่างผ่อนคลาย

     

            ช่างผ่าหินสูดหายใจเข้าลึก ๆเขารู้สึกว่าหากครั้งนี้ตัวเองผ่าไม่เจออะไรละก็อาจไม่มีโอกาสได้มาผ่าหินอีกเลยก็ได้

     

            เขาสูดลมหายใจลึกติดต่อกันหลายครั้งความตื่นเต้นในใจจึงสงบลงบ้าง มือที่สั่นเทาก็หยุดนิ่งลง

     

            เมื่อมีดในมือฟันลงไป หินนั้นก็มีรอยแตกขึ้นเล็กน้อยมีดเฉือนลงไปบนก้อนหินไม่ต่างไปจากการปอกผลไม้ แผ่นหินที่หลุดออกบางราวกับปีกแมลงปอแต่ทว่ากลับไม่ได้แตกหักเลยแม้แต่น้อย ช่างผ่าหินท่านนี้เข้าสู่ระดับการผ่าหินขั้นสูงสุดโดยไม่รู้ตัวหากเปรียบเทียบแล้ว การผ่าหินก็ไม่ต่างไปจากการฝึกพลังวัตรไม่ใช่หรือ?

     

            มือของช่างผ่าหินนิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆแววตาก็มั่นคงอย่างมาก ราวกับในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่จะส่งผลต่อเขาอีกแล้วต่อให้จะมีคนตะโกนข้างหูก็ไม่ทำให้จิตใจเขาว้าวุ่น และต่อให้จะมีหญิงงามดั่งดอกฟ้าหรือมีทองมากองสูงเท่าภูเขายิ่งไปกว่านั้น ต่อให้จะมีมีดมาจ่อที่คอ เขาก็ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปและต่อให้เขาจะรู้สึก แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาหวั่นไหว ขณะนี้ดวงตาเขาพุ่งเป้าไปที่ก้อนหินก้อนนั้นเพียงอย่างเดียว

     

           แน่นอนว่าสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกพลังวัตรตามหา ท่ามกลางสรรพสิ่งมีเพียงเราสอง

     

            ผิวของก้อนหินลอกออกทีละชั้น เมื่อมีดเฉือนเข้าไปแผ่นหินก็หล่นลง

     

            อันเจิงโบกมือเรียกให้เด็กยกน้ำชาขึ้นมาจากนั้นก็หลับตาแล้วดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของชา

     

            เกาหนูหันไปมองอันเจิง ในใจคิดว่าจะเสแสร้งไปถึงเมื่อไหร่กัน

     

            มีดที่ฟันลงอย่างต่อเนื่องในใจทุกคนต่างร้อนรนไม่น้อย ใต้เท้ากรมพิธีการที่นั่งอยู่ในตอนแรก ขณะนี้ก็เริ่มยืนขึ้นด้วยสัญชาตญาณพวกเขาเดินไปข้างอันเจิงแล้วจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตั้งใจ

     

            ทว่าท่านอ๋องทานซงไม่มีการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อยยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่แม้แต่จะมองมาเลยด้วยซ้ำ

     

            เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ราวกับมีคลื่นลูกยักษ์ถาโถมเข้ามาทำให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

     

            ในที่สุด ช่างผ่าหินก็หยุดมือลงจากนั้นก็มองไปทางอันเจิง “เจอแล้ว”

     

            ชาวเยี่ยนปีติยินดีทันที!

     

            “คุณชายอันเป็นต้นแบบที่ดีจริง ๆ”

     

           “คุณชายอันเป็นหนุ่มมากพรสวรรค์ในรอบร้อยปี”

     

            เสียงชื่นชมดังขึ้นเป็นระลอก ราวกับโรงจวี้ฉ่างนี้จะพังทลาย

     

            เกาหนูเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“เกรงว่าพวกเจ้าจะดีใจเร็วไปสักหน่อย มีน่ะใช่แต่คุณชายอันเดิมพันว่าเป็นระดับสีทอง หากผ่าออกมาแล้วไม่ใช่ระดับสีทองคำชื่นชมของพวกเจ้าคงกลายเป็นคำดูถูกแทนแล้วล่ะ”

     

            ชาวโยวหัวเราะขึ้น “นั่นสิเพียงแค่มีของเท่านั้น หากเป็นของระดับสีเขียวล่ะ?”

     

            “หากเป็นระดับสีขาวล่ะ?”

     

            อันเจิงยังคงหลับตาอยู่ “ผ่าต่อเถอะ”

     

            ช่างผ่าหินพยักหน้า จากนั้นก็เร่งความเร็วมีดขึ้นด้วยทักษะแบบนี้ ไม่ต่างจากการทำอาหารของพ่อครัวที่แกะสลักแผ่นน้ำแข็งออกมาอย่างสวยงามเดิมทีมีดเขานิ่งราวกับสายน้ำ แต่ตอนนี้ไม่ต่างจากพายุลูกใหญ่ เพียงชั่วพริบตาก้อนหินก็ถูกผ่าออกจนหมด และทันทีที่ของในนั้นปรากฏขึ้น ตัวเขาก็แข็งราวกับถูกผนึกไปแล้ว

     

            ลำแสงสีขาวส่องออกมาจากด้านใน อ่อนโยนแต่ไม่สูญเสียความหนักแน่น

     

            “ระดับสีขาว?!”

     

            แม้แต่ใต้เท้ากรมพิธีการที่ไม่รู้จักของเหล่านี้ยังหน้าซีดทันที“ที่แท้เป็นระดับสีขาว?!”

     

            ชาวเยี่ยนต่างเบียดไปด้านหน้า จึงเห็นลำแสงสีขาวที่สอดส่องออกมาจากหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ราวกับลูกแอปเปิลทุกคนแทบจะล้มทั้งยืน

     

            “นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?!”

     

            “ทีนี้ศักดิ์ศรีของเราก็ถูกเขาทำเสียไปหมดแล้ว”

     

            “ใช่ ไม่รู้ก็ไม่รู้สิ โง่แต่อวดฉลาดแคว้นเยี่ยนมีผู้มากพรสวรรค์มากมาย นี่ไม่ใช่เวลาให้เด็กอย่างเขาออกมากู้หน้าเสียหน่อย”

     

            “รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วพวกเจ้าต่างหากที่ประเมินเขาสูงเกินไป ต่อให้จะนับว่าเขามีพรสวรรค์แต่เขาอายุแค่เท่าไหร่กัน?”

     

            สีหน้าจวงเฟยเฟยก็ไม่สู้ดีนัก นางมองไปยังอันเจิงแต่อันเจิงกลับหลับตา ราวกับหลับสนิทไปแล้ว

     

            เกาหยวนหูตะโกนเสียงดัง “ช่างเถอะ ๆ”

     

            เกาหนูหัวเราะจากนั้นก็เดินไปหยิบหยกขาวที่เปล่งประกาย “ดูแล้วก็น่าจะเป็นหยกแห่งวิญญาณระดับสีขาวขั้นกลางถึงขั้นสูงสุดแต่การจะขึ้นไประดับสีแดงก็ยังถือว่าไกลอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับสีทองเจ้าเด็กนี่อยากโด่งดัง แต่ก็ไม่ควรพึ่งโชคชะตาอย่างเดียวสิไม่มีใครสำเร็จได้ด้วยโชคชะตาหรอก ในเมื่อตอนนี้หยกแห่งวิญญาณก็ถูกผ่าออกมาแล้ว ผลของการเดิมพันก็เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วเช่นกัน”

     

            เขาเดินเข้าไปหยิบเงินห้าแสนตำลึงที่อันเจิงวางอยู่บนโต๊ะ“เงินห้าแสนตำลึงนี้ ข้าขอเก็บไว้เองแล้วกัน”

     

            ชาวเยี่ยนโมโหถึงขีดสุดพวกเขานำความโกรธนั้นมาลงที่ตัวอันเจิง ต่างด่าทออย่างหยาบคายไม่น้อยส่วนชาวโยวต่างก็ดูตื่นเต้นราวกับพวกเขาได้กินไก่งามเช่นนั้น ครั้งนี้ได้เงินของชาวเยี่ยนไปตั้งห้าแสนตำลึงเป็นรายรับที่มากพอสมควร

     

            หึ! ชายชุดแดงแค่นเสียงออกมาจากนั้นก็เดินกลับไปนั่ง

     

            ขณะนี้เอง ทุกคนได้ยินเสียงอันเจิงดังขึ้นเบาๆ “ผ่าต่อ”

     

            เกาหนูชะงักไป “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

     

            อันเจิงหลับตาพลางตอบ “ข้าไม่ได้บอกเจ้าท่านอาจารย์ เชิญท่านผ่าต่อ หินก้อนนี้ยังมีอีกชั้นที่หนาพอสมควร ท่านสามารถฟันเข้าไปถึงด้านในได้เลยนี่ไม่ใช่หยกแห่งวิญญาณระดับสีขาว แต่เพราะถูกพลังกดทับมานานจึงกลายเป็นแบบนี้เป็นก้อนหินที่หาได้ยากทีเดียว”

     

            ช่างผ่าหินสั่นเทาขึ้นอีกครั้ง...หินในหินผู้พนันต่างเคยได้ยินเรื่องแปลกแบบนี้ แต่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อน! เขาเดินไปหยิบหยกแห่งวิญญาณสีขาวขึ้นมาเกาหนูพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “ตอนนี้เจ้าแพ้พนันแล้ว การทำลายหยกแห่งวิญญาณสีขาวนั่นก็เท่ากับทำลายของของแคว้นโยว”

     

            อันเจิงพูดเบา ๆ “หากแพ้แล้วจริง ๆข้าจะชดเชยให้เจ้าหนึ่งเท่าตัว”

     

            ช่างผ่าหินเดินไปด้านข้าง วางหยกแห่งวิญญาณสีขาวลงบนโต๊ะจับมีด...สูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็ฟันมีดลงไปราวหนึ่งนิ้ว แววตาเขาเปล่งประกายออกมาทันทีเขาขยับมีดเล็กน้อยหินแผ่นหนาก็หล่นลง เพียงชั่วพริบตาก็มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมาช่างผ่าหินรีบแกะชั้นหินสีขาวออกทันที ด้านในคือหยกแห่งวิญญาณสีทองขนาดเท่ากับไข่เป็ดแสงสีทองเปล่งประกายไปทั่วห้องโถงของโรงจวี้ฉ่าง

     

            แสงนี้พุ่งแยงตาทุกคนในที่นั้น

     

            อันเจิงลืมตาขึ้นมุมปากเขาเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ดูแล้วคนที่ตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงหินให้พวกเจ้าคงเป็นปรมาจารย์ที่เก่งกาจไม่น้อยแต่เขาก็ยังละเลยไปบ้าง”

     

            อันเจิงลุกขึ้นพลางเดินไปบนเวที ชาวเยี่ยนและชาวโยวต่างก็มีแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงเกาหนูกับชายชุดแดง ใต้เท้ากรมพิธีการ จางอี้ฟู ช่างผ่าหินต่างก็นิ่งอึ้ง เขาหยิบหยกแห่งวิญญาณสีทองขึ้นมาดูเห็นลำแสงสีม่วงอ่อน ๆ เปล่งประกายแวววาว “เป็นระดับสีทองขั้นสูง ครั้งนี้ถือว่าข้าชนะแล้ว”

     

            เขาหยิบเงินของตัวเอง เงินของแคว้นโยว และหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองจากนั้นก็เดินกลับไปนั่งท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึง

     

            ราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่นิดเดียว

     

           เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาตั้งแต่แรกแล้ว

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน