The Organian

    บทที่7 ตอนที่45 : เปลวไฟอันโชติช่วง

    “จะใช้เจ้านั่นจริง ๆ เหรออลัน!?” โจเซฟท้วงขึ้นอย่างเป็นกังวล          “ไม่ลองก็ไม่รู้.. ใช่ไหมล่ะ?” น้องชายตอบกลับด้วยคำถาม          ซึ่งนั่นก็ทำให้ไทรซ์เกิดความสงสัยขึ้น ว่าอลันมีความลับของความแข็งแกร่งอะไรปิดบังเขาอยู่ “อะไร.. นายจะทำอะไร?” บอดี้การ์ดหนุ่มเอ่ยถามเสียงฉงน          “อ้อ.. ตอนนั้นนายยังไม่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บสินะ เอาเถอะ.. เดี๋ยวนายก็รู้เองนั่นแหละ” หนุ่มลูกครึ่งไทย-บราซิลพูดพลางดึงอินฟินิตี้ฟอร์สจำนวนมหาศาลออกมารวมไว้ที่ขาของเขา          “ฉันก็ยังควบคุมพลังนี้ไม่ค่อยได้หรอกนะ ถะ..ถอย ปะ..ไป ซะ..ซะ..” เสียงของชายหัวเห็ดเริ่มสั่นคลอนตามร่างกายของเขาที่สั่นระริก ดวงตาเริ่มเหลือกขึ้นจนมีเพียงแค่ตาขาว          “เจ้านั่นมันเป็นอะไรน่ะ?..” ไทรซ์เบิกตากว้างขึ้นหลังจากเห็นท่าทีอันสุดจะแปลกหลาดปนสยดสยองของอลัน          “มันคืออาการของโรคออแกนติกส์ดิสออเดอร์น่ะ เขาจะมีอินฟินิตี้ฟอร์สมากมายมหาศาลคลั่งอยู่ในอวัยวะพิเศษเพราะไม่สามารถแผ่ออแกเนียนออร่าออกมาได้ มันจะคลั่งอยู่ในนั้นจนร่างกายรับไม่ไหว จากนั้นขาของเขาก็จะเข้าควบคุมร่างกาย มันจะทำตามสันชาตญาณดิบเพื่อปลดปลดพลังที่อัดแน่นนั้นออกไป ฉันก็ยังไม่มั่นใจหรอกนะว่าหมอนั่นจะควบคุมมันได้ เพราะฉะนั้นพวกเราระวังตัวกันไว้หน่อยก็ดี” โจเซฟผู้เคยโดนลูกหลงจากโรคที่แสนแปลกประหลาดนี้อธิบายเชิงกล่าวเตือน          ร่างกายของอลันสั่นราวกับเจ้าเข้า มัดกล้ามเนื้อบริเวณขาทั้งสองข้างของเขาปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “อ๊ากกกกกกกกกก!!!!” ชายหัวเห็ดตะโกนขึ้นสุดเสียงครั้งสุดท้ายราวกับเป็นการบอกลาจิตใต้สำนึกของเขาก่อนที่จะนิ่งเงียบไป..          บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึมครึม อลันเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง.. ดวงตาของเขาขาวสนิท ลมหายใจหอบฟึดฟัดไม่เป็นจังหวะอย่างหื่นกระหาย เขาไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้อีกต่อไป          “ฟึ่บ..” “เปรี้ยงง!!!” เจ้าของฉายาขาแห่งปาฏิหารย์ผู้น้องใช้ความเร็วในระดับที่เหนือกว่าเมื่อสักครู่หลายขุม พุ่งเข้าไปโจมตีอย่างรวดเร็ว!           แต่ทว่า.. เขาไม่ได้พุ่งไปโจมตีนางพญาแมลงที่เป็นศัตรูแต่อย่างใด กลับกัน.. ท่อนขาของชายหนุ่มกลับฟาดไปที่ร่างของไทรซ์อย่างจังจนลอยเคว้งไปกระแทกกับต้นไม้ที่อยู่ห่างไปเป็นสิบเมตรต่อหน้าต่อหน้าเพื่อน ๆ ที่ช็อกจนอ้าปากค้าง          “อะ..อะไรกันเนี่ย?” แทบจะทุกคนอุทานออกมาป็นเสียงเดียวกัน เพราะพลังระดับสุดยอดของอลันนั้นกลับกลายมาเป็นมีดทิ่มแทงพวกตัวเองไปซะเฉย ๆ           “ซวยแล้วไง.. เจ้านั่น.. มันเอาไทรซ์เป็นเป้าหมายมาโดยตลอด สัญชาตญาณดิบที่กำลังควบคุมร่างกายของเขาอยู่ตอนนี้ มีเพียงแค่เป้าหมายเดียวคือโค่นไทรซ์ลงเท่านั้น.. ไอ้น้องโง่เอ้ย ก็คิดอยู่แล้วว่าแกยังควบคุมมันไม่ได้แน่ ๆ  ฉันผิดเองที่ยังปล่อยให้แกตัดสินใจแบบนั้น” โจเซฟกัดฟันกรอดกำหมัดแน่นด้วยความแค้น แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้วในตอนนี้          “ไอ้พวกปัญญาอ่อน.. รอดูตั้งนานก็นึกว่าจะมีอะไรที่พอจะทำให้ฉันสนุกขึ้นมาบ้าง น่าผิดหวังจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไปตายซะเถอะ พวกแกทุกคนนั่นแหละ..” ไอนนนิเอ่ยอย่างเย็นชาเช่นเคยก่อนจะเดินรุกเข้ามาเพื่อสำเร็จภารกิจของเขา          และในขณะที่หน่วยบุกตะลุยกำลังพยายามต่อสู้กับไอนนนิอยู่นั้นเอง.. ภายในอ้อมแขนของไบซ์ก็ได้มีการวางแผนกันอย่างเคร่งเครียด          “ไบซ์ เธอไหวไหม?”เกษมถามขึ้นหลังจากเห็นสีหน้าของแม่สาวแดนกังหันลมเริ่มแย่ลง          “ไอ้แมลงพวกนี้ต่อยเจ็บชะมัด.. ยังพอไหวอยู่แต่คงได้อีกไม่นาน พวกนายวางแผนกันต่อเถอะ” บอดี้การ์ดสาวพูดด้วยสีหน้าเหยเก          “เน่.. ฉันได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ มาจากด้านล่างพื้นที่เรายืนอยู่ด้วยล่ะ”เจ้าปั๊กกี้แทรกขึ้นด้วยเสียงเอื่อยเฉื่อย          จนทำให้ทุกคนต่างก้มมองลงไปยังเจ้าปั๊กกี้น้อย “หมาปั๊กพูดได้ด้วยหรอเนี่ย!?” เหล่าเพื่อน ๆ ใหม่ที่พึ่งเคยเห็นเจ้าปั๊กกี้ครั้งแรกต่างพากันประหลาดใจ          ก่อนที่เจ้าตูบมองบนไปยังเหล่ามนุษย์ “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเธอจะตกใจอะไรกันกับอีแค่หมาพูดได้ล่ะ.. ตอนนี้สนใจสิ่งที่ฉันบอกก่อนเถอะ กลิ่นมันเริ่มแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว แล้วดูท่าทางมันไม่น่าจะใช่กลิ่นที่ดีด้วย”           ครืด ๆ  ๆ  ๆ  โดยหลังจากเจ้าปั๊กกี้พูดจบได้ไม่นาน ใต้พื้นดินของพวกที่อยู่ในอ้อมแขนไบซ์ก็เริ่มสั่นคลอน และเสียงแปลกประหลาดจากสิ่งที่เจ้าหมาหน้าย่นได้กลิ่นก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ..          “แย่แล้ว! พวกแมลงมันมาทางใต้ดินเต็มไปหมดเลย!” สตีฟพูดอย่างตื่นตัวหลังจากใช้พลังจากอวัยวะพิเศษของเขาสแกนพื้นที่รอบ ๆ ตัว          และทันใดนั้น ทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผืนดินที่พวกเขากำลังยืนอยู่.. มันเริ่มมีดินผุดขึ้นมา และกลายเป็นรูเล็ก ๆ  เริ่มจากหนึ่งรู เพิ่มเป็นสองรู และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ           พึ่บ ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ ! ซึ่งในขณะที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเอง ก็มีฝูงแมลงได้ผุดขึ้นมาจากรูเล็ก ๆ นับร้อยนับพันรู และกรูเข้าจู่โจมคนที่อยู่ภายในอ้อมแขนของไบซ์!          “ไบซ์!! ย้ายที่กำบัง!! เราต้องไปอยู่บนพื้นที่ไม่มีรูพวกนี้!!” เกษมตะโกนขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน          และเมื่อได้ยินเช่นนั้น เดอะบอดี้การ์ดผู้น้องก็คลายแขนที่โอบล้อมเพื่อน ๆ อยู่ จนทำให้เหล่าแมลงที่กำลังพยายามเจาะอวัยวะพิเศษของไบซ์ได้โอกาสกรูเข้ามาโจมตีพวกของเขาทันที!          ทุกคนต่างพากันวิ่งหนีไปพร้อมกับพยายามมองหาผืนดินที่ไม่มีรูให้แมลงขึ้นมา แต่แผ่นดินที่พวกเขากำลังวิ่งอยู่นั้นกลับมีแต่รูของพวกแมลงอันน่าสยดสยองอยู่เต็มไปหมด          จนเมื่อวิ่งไปได้สักระยะหนึ่ง.. แฮปิส ซูแป็งแปร์ สาวน้อยหน้ากลมจู่ ๆ เธอก็หยุดวิ่งหนีไปสะเฉย ๆ           “หนี!! หนีเอาตัวรอด!!!” เกษมที่หันไปเห็นแฮปิสหยุดวิ่ง เขาจึงพยายามตะโกนเตือนสติ           “เราจะไม่วิ่งหนีแล้วจ้ะ.. แฮปิสคิดถึงคำพูดของแม่ที่อยู่ในหัวมาตลอด แม่บอกว่าถ้าเรามาที่มหาวิทยาลัยออแกเนียน  เราจะทำสิ่ง ๆ เดียวกันกับที่แม่ทำได้” หญิงสาวผู้มีชาติตระกูลสูงส่งยืนนิ่งท่ามกลางฝูงแมลงที่กำลังรุมล้อมเข้ามาเพื่อโจมตีเธอ          “แฮปิส!! ตั้งสติ!! เธอต้องมีชีวิตรอดก่อนนะ!!” เกษมหันไปตะโกนเรียกอีกครั้ง..          “ขนาดเราลดเกียรติตัวเองลงมาถึงขั้นยอมตกเป็นทาสของดันทัวร์เพื่อให้มันกระตุ้นพลังให้ แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยให้เราได้พลังมาเลย ตอนนี้เราคงต้องเสี่ยงดูแล้ว ถ้าเหตุการณ์ในครั้งนี้ยังไม่สามารถทำให้เราใช้พลังได้.. เราก็จะยอมแลกด้วยชีวิตจ้ะ!” แฮปิสพูดอย่างมุ่งมั่นพร้อมหลั่งน้ำตาออกมา ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ตัวของเธอเริ่มสั่นคลอน          และตอนนี้ ฝูงแมลงนานาชนิดก็ได้มารุมล้อมรอบตัวของหญิงสาวผู้มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวไว้จนหมดทุกทิศทางแล้ว.. พวกมันพร้อมจะใช้คมเขี้ยวรวมไปถึงเหล็กในอันน่าสยดสยองเพื่อจู่โจมเหยื่ออันโอชะ          ทุกคนต่างก็ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด.. ไม่มีใครสามารถกลับเข้าไปช่วยเธออีกแล้ว..          แต่ในขณะนั้นเอง!!.. พรึ่บ!!! ก็มีเปลวไฟอันโชติช่วงสว่างวาบออกมาจากภายในฝูงแมลงที่ล้อมรอบแฮปิสอยู่!           ซึ่งสิ่งนั้นทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในเหตุการณ์หยุดชะงัก.. และทุกสายตาก็ได้หันมาจับจ้องไปที่เปลวไฟอันลุกโชนออกมาจากตัวของหญิงสาวชาวฝรั่งเศส           แม้แต่ตัวของเกษมเองก็เช่นกัน เปลวไฟที่ชายผู้มีตาพิเศษเห็นนั้นเปล่งประกายแสงระยิบระยับสวยงามในขณะที่มันกำลังเผาไหม้เหล่าแมลง          “เราจะมีชีวิตรอดจ้ะ..” สาวหน้ากลมพูดอย่างภูมิใจ หลังจากเปลวไฟของเธอแผดเผาฝูงแมลงที่พยายามโจมตีอยู่จนมอดไหม้และร่วงหล่นลงไปกลายเป็นขี้เถ้าบนผืนดิน เดอะคลาสซี่ฟาย (The Classy Fire) ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเต็มตัวแล้ว..          และด้วยสัญชาตญาณของแมลง พวกมันย่อมอดใจไม่ไหวเมื่อได้เห็นเปลวไฟอันโชติช่วง พวกมันยอมหยุดทุกสิ่งอย่างที่กำลังทำ แล้วพากันมารุมล้อมตัวของแฮปิส ก่อนจะบินเข้าไปเล่นกับแหล่งกำเนิดไฟจนถูกเผาไหม้ไปในที่สุด           ซึ่งเหล่าแมลงที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ได้รวมถึงตัวนางพญาของพวกมันอย่างไอนนนิด้วย เดอะควีนละมือจากหน่วยต่อสู้แลออกมาจากการปะทะได้อย่างไม่ยากเย็นเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาเดินมาอยู่เบื้องหน้าของสาวน้อยผู้มากับไฟ..          “มันช่างงดงามเหลือเกิน” ไอนนนิพูดพลางเอื้อมมือไปเพื่อจะสัมผัสเปลวไฟบนตัวของแฮปิส          “เจอสิ่งที่เป็นเหมือนกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ความตายมันจะสำคัญอะไรอีกล่ะ?.. ถึงตายไปฉันก็ไม่โทษใครหรอก” ชายผู้ดำรงค์ตำแหน่งแรงค์เอสเอสขององค์กรอักขระแห่งความมืด ที่ยีนแมลงภายในตัวของเขาถูกปลุกโดยพลังขั้นที่สองของดันทัวร์ จึงทำให้ร่างกายของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณของแมลงในตอนนี้ พูดขึ้นลอย ๆ ในขณะที่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เปลวเพลิงของแฮปิส          ก่อนที่ไอนนนิพยายามเอื้อมมือไปสัมผัสไฟที่กำลังลุกอย่างเกรี้ยวกราดบนตัวของสาวหน้ากลมอีกครั้ง..           “อ๊ากกกก!!” เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด           โดยอาการทุกข์ร้อนนั้นไม่ได้เกิดจากความร้อนที่ได้รับจากเปลวไฟแต่อย่างใด.. หากแต่เกิดจากตราบาปบนคอที่ดันทัวร์ได้มอบไว้ให้กับเขา          รอยเขี้ยวพยายามทำหน้าที่ของมัน.. มันพยายามดึงสติของไอนนนิให้กลับมาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อให้จบ          “เป้าหมายหมายของชีวิตมันอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว เปลวไฟที่ลุกโชนโดยพลังของอวัยวะพิเศษ.. จะมีอะไรเทียบเทียมสิ่งนี้ได้อีก!!” ไอนนนิกุมมือไปที่รอยเขี้ยวที่อยู่บนคอของเขาก่อนร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง!          และดูเหมือนว่าความปรารถนาอันแรงกล้าของนางพญาจะสามารถเอาชนะพันธะบาปของดันทัวร์ได้! เขาโผตัวเองเข้าไปกอดร่างของแฮปิสโดยไม่สนภารกิจที่ได้รับมอบหมายอีกต่อไป          ใบหน้าของไอนนนิเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาดูมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ทั้ง ๆ ที่ร่างกายกำลังถูกเปลวไฟเผาไหม้ทีละช้า ๆ  ก่อนที่จะกลายเป็นผงทุลีไปในที่สุด..          “การประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม พูดขึ้นหลังจากที่กายหยาบของนางพญาแมลงถูกไฟของแฮปิสเผาจนมอดไหม้          และเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง.. เปลวเพลิงบนตัวของสาวผู้มีพลังสุดพิเศษก็ได้มอดดับ ก่อนที่ร่างของเธอจะค่อย ๆ ล้มลง          เกษมที่อยู่ใกล้แฮปิสมากที่สุดในขณะนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปประคองตัวของสาวหน้ากลมเอาไว้ ตัวของเธอร้อนฉ่าจนทำให้หนุ่มแว่นต้องค่อย ๆ วางลงกับพื้นอย่างแผ่วเบา          “คำที่แม่ของเราบอกเป็นจริงด้วยล่ะจ้ะ.. บางทีแม่ของเราคงแค่อยากให้เรากล้าหาญที่จะต่อสู้กับอุปสรรค ดีกว่าหนีปัญหาอย่างขี้ขลาดเหมือนที่เรายอมให้ดันทัวร์ฝังเขี้ยวก็ได้” แฮปิสอมยิ้มพร้อมพูดเบา ๆ กับเกษมก่อนที่เธอจะสลบไป          “เก่งมาก..” เกษมพูดพลางเอื้อมมือไปแตะที่หัวของสาวหน้ากลมด้วยความถนุถนอม          “เกิดอะไรขึ้นกับแฮปิสหรอเกษม?” กลุ่มที่นำหน้าไปก่อนวิ่งย้อนกลับมาดูอาการของสาวน้อย          “ฉันก็ไม่แน่ใจ.. ฉันรู้แค่ว่าอวัยวะพิเศษของเธอคือกล้ามเนื้อทุก ๆ มัด มันคือจุดกำเนิดของเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นรอบตัวของเธอเมื่อกี้” ชายผู้มีตาสองสีอธิบายสิ่งที่ดวงตาของเขาเห็นให้เพื่อน ๆ ฟัง          “พลังของเธอสุดยอดไปเลย.. แปลกว่าทำไมตอนที่โดนดันทัวร์กัด พลังของเธอถึงไม่ถูกปลุกขึ้นมา ถ้าเธอสามารถปลุกพลังขึ้นมาได้ในตอนนั้น ตำแหน่งแรงค์เอคงต้องตกเป็นของเธอแน่ ๆ ” เซนต์ปอนด์ที่บุคลิกโดยปกติจะนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดค่อยจา ถึงกับเก็บอาการไว้ไม่ไหวหลังจากเห็นพลังอันสุดตื่นตาของแฮปิส          “น่าจะเป็นเพราะว่า อวัยวะพิเศษของเธอยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ดันทัวร์จะสามารถกระตุ้นขึ้นมาได้ล่ะมั้ง.. การปลุกพลังของเธอจึงควรจะต้องเกิดมาจากตัวเธอเองมากกว่า.. ตระกูลซูแป็งแปร์ ก็ถือเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งตระกูล ของเหล่าออแกเนียนเลยด้วยล่ะ” แอมมี่หญิงสาวชาวอินเดียวร่างท้วมให้ข้อมูล          “ก็จริงนะ.. การกระตุ้นของดันทัวร์คงไม่สามารถไปกระตุ้นกล้ามเนื้อได้ทั้งร่างกายหรอก” สตีฟคิดตาม          “แล้วเธอจะเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับคุณเวิร์ด?” ฟาคาราดีนถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง          โดยที่เดอะคอนโทรลเลอร์นั่นก็ได้ตอบเสียงนิ่ง “เธอแค่สลบไปเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก..”                ซึ่งหลังจากนางพญาของเหล่าแมลงอันน่าสยดสยองได้สลายสิ้นไป เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสงบลง แต่.. มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น           โคร่ม! โคร่ม! โคร่ม!.. เกิดเสียงเอะอะดังสนั่นมาจากอีกฟากฝั่ง บริเวณที่หน่วยประจัญบานรวมตัวกันอยู่           และด้วยความดังในระดับที่ไม่ธรรมดาจึงทำให้ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังจุดนั้น จนได้พบเข้ากับต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายกันค่อย ๆ โค่นลงทีละต้น ๆ            ก่อนที่จะมีเสียงโหวกเหวกของอานาพาสที่กำลังวิ่งตรงมายังเอ็ดเวิร์ด “ช่วยด้วย!! ลูกพี่เวิร์ดช่วยด้วยยยยย!!! ” เขาวิ่งมาหยุดตรงหน้าของผู้คุมกฎด้วยสภาพเหนื่อยหอบ          “ตั้งสตินะ แล้วค่อย ๆ อธิบายมาว่าเกิดอะไรขึ้น” ชายมาดผู้ดีเอ่ยถามอย่างใจเย็น          “ไอ้หัวเห็ด.. ไอ้หัวเห็ดมันอาละวาดไม่หยุดเลย แฮ่ก ๆ  ๆ ” หนุ่มนักผจญภัยพยายามพูดในขณะที่กำลังหอบ          ซึ่งเมื่อได้ยินคนเอ่ยถึงเพื่อนของเขาที่กำลังตกอยู่ในสภาพไม่ปกติ หนุ่มแว่นตาสองสีก็ได้ตื่นตัวขึ้นทันที “อลันเหรอ? เกิดอะไรขึ้น?”           “สตีฟ ฝากอุ้มแฮปิสทีนะ ฉันจะไปดูเจ้านั่นก่อน!” เกษมมอบร่างที่ไร้สติของสาวหน้ากลมไปให้ทหารหนุ่มร่างกำยาซึ่งดูจะเหมาะสมกว่าในการดูแล ก่อนที่ตัวเองจะวิ่งมุ่ตรงไปยังเหตุการณ์ในทันที          หลังจากที่เห็นดังนั้น ทุกคนต่างก็วิ่งตามเกษมไปติด ๆ จนถึงที่เกิดเหตุ..           ทุกคนก็ได้พบเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ราว ๆ ห้าคนโอบหักโค่นลงนับสิบต้นได้ แล้วก็มีไทรซ์ที่คอยหลบการโจมตีของอลันอยู่           “ฟึ่บ..” “โคร่ม!!” เป็นอีกครั้งที่ไทรซ์โยกหลบแข้งของอลัน ก่อนที่มันจะฟาดเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่จนหักลงอย่างง่ายได้ราวกับเป็นไม้ขีดก้านเล็ก ๆ ..          “อลัน!!” เสียงตะโกนของซีรินญ่าดังขึ้นอีกครั้งโดยเล็งเป้าไปที่ชายผู้กำลังบ้าคลั่ง หวังเพื่อจะทำให้เขาหลับลงดั่งเช่นครั้งที่แล้ว          แต่ทว่าเสียงนั้น กลับไม่สามารถหยุดการอาละวาดในครั้งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ซีเชโญ่ผู้น้องยังคงไล่เตะไทรซ์ต่อไปอย่างไร้สติ          “พลังของคุณหยุดเขาในตอนนี้ไม่ได้หรอก อลันถูกอวัยวะพิเศษของตัวเองควบคุมอย่างสมบูรณ์แล้ว หูของเขาไม่สามารถได้ยินอะไรอีกต่อไป รวมไปถึงตาก็ไม่สามารถมองเห็น จมูกไม่ได้กลิ่น ประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกตัด ทุกการกระทำดำเนินไปตามสัญชาตญาณดิบเพียงเท่านั้น.. และเรื่องนี้มันก็อยู่ในหน้าที่ของผม ถ้าเขาต้องการจะอาละวาดและทำให้นักศึกษาในการดูแลของผมได้รับบาดเจ็บ ผมก็คงจะต้องร่ายวาจาสิทธิ์เพื่อหยุดเขา เว้นเสียแต่ว่า..” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช อธิบายก่อนจะหยุดชะงักไป          “เว้นแต่ว่าอะไรครับ?” เกษมถามขึ้นอย่างร้อนรน          และในวินาทีนั้นเอง หางตาของไทรซ์ก็ได้เหลือบมาเห็นว่าเพื่อน ๆ ทุกคนได้มารวมกันอยู่ตรงนี้แล้ว รวมถึงผู้คุมกฎของเหล่าออแกเนียนด้วย เขาจึงเอ่ยทักขึ้น “มาแล้วเหรอครับคุณเอ็ดเวิร์ด.. กำลังรออยู่พอดีเลย” ชายชาวดัตช์พูดในขณะที่ร่างกายของเขายังคงหลบการโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อเนื่องของอลันอยู่          “หยุดก่อนไอ้หนูท่อ!!!” เขาแผ่เสียงคำรามไปยังชายที่กำลังบ้าคลั่ง.. แล้วก็เป็นเรื่องแปลกที่เสียงของไทรซ์นั้นกลับสามารถเข้าถึงอลันได้ เดอะเลกออฟมิราเคิลที่กำลังไร้สติสัมปชัญญะสงบนิ่งลงไปในทันทีหลังจากไทรซ์ตะโกน          “คุณเวิร์ด.. ผมของท้าอลันประลอง!” ไทรซ์ ฟาน เดอร์ อาร์ม ประกาศก้องต่อหน้าทุกคนที่กำลังเป็นสักขีพยาน และนั่นก็คือขอยกเว้นที่เดอะคอนโทรลเลอร์พูดถึง ต้องหาใครสักคนเพื่อสยบเขาด้วยการประลองนั่นเอง และในนาทีนี้ก็ไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่า ไทรซ์ วาน เดอร์ อาร์ม เดอะบอดี้การ์ด อีกแล้ว..