ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 คลื่นใต้น้ำอันเกรี้ยวกราด

            หลังจากหลินหยางกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเวินแบบเงียบๆ ได้ไม่นานทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง

            เพียงแต่ภายใต้สถานการณ์ของเมืองอวิ๋นเฉิงที่เรียบสงบนี้ก็ได้มีคลื่นใต้น้ำอันเกรี้ยวกราดที่สั่งสมมาเป็นเวลานานกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้เมืองแห่งนี้อย่างเงียบงัน

            ..................................

            ณ เขตตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอวิ๋นเฉิง มีคฤหาสน์ขนาดกว้างใหญ่หลังหนึ่งตั้งอยู่

            บริเวณนี้ไม่ได้มีบรรยากาศคึกคักเหมือนส่วนอื่นๆ ของเมืองพื้นที่รอบๆ คฤหาสน์สีแดงอันกว้างขวางแห่งนี้นั้นมีบรรยากาศเงียบงันมีเพียงเสียงลมพัดโดนใบไม้จนสั่นไหวเป็นเสียงดังซาซา

            สาเหตุเป็นเพราะผู้ที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้นั้นเป็นบุคคลที่ดูน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำให้ผู้อื่นอกสั่นขวัญแขวนได้ด้วยการจ้องมองเพียงเท่านั้นที่แห่งนี้คือ คฤหาสน์ของเทพยุทธ์หลินไป๋ชวน นั่นเอง

            คฤหาสน์ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเทพยุทธ์นั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรมากนักเวรยามที่ทำหน้าที่ในคฤหาสน์ก็มีจำนวนเพียงหยิบมือแต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะเข้าใกล้ที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อยนั่นเป็นเพราะตัวหลินไป๋ชวนเองก็มีชื่อเสียงด้านความแข็งแกร่งไร้เทียมทานติดตัวอยู่แล้ว

            หนึ่งในสามยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้ยินมาว่าเขานั้นสามารถใช้พลงฝีมือกดดันท่านแม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรอย่างท่านหลี่จิ้งและหัวหน้าองครักษ์อันดับหนึ่งแห่งราชสำนักท่านต้วนเทียนหยาที่คฤหาสน์ตระกูลเวินได้ด้วยตัวคนเดียว กลายเป็นชายผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นไปแล้ว

            คฤหาสน์ของเทพยุทธ์สุดแข็งแกร่งผู้นี้มันจะมีใครกล้าเข้าไปแหยมด้วยหรือ?

            ภายในส่วนลึกของคฤหาสน์นั้น มีพระตำหนักขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่มีพื้นที่ประมาณหนึ่งพันตารางเมตรตั้งอยู่ที่นี่คือสถานที่เพียงแห่งเดียวภายในคฤหาสน์ที่มีเวรยามเฝ้าระวังอยู่

            แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือเหล่าทหารที่เฝ้ารักษาการณ์สถานที่แห่งนี้ทั้งแปดนายนั้นล้วนสวมใส่เสื้อฉางเผาสีดำที่ถูกปักเป็นลายเมฆาอยู่บนเสื้อกันทุกคน

            เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักกันดีเป็นตัวแทนของขุมอำนาจเพียงหนึ่งเดียว สัญลักษณ์ของตระกูลซ่างกวัน!

            คนของตระกูลซ่างกวันมาอยู่ในคฤหาสน์ของเทพยุทธ์ได้อย่างไร?

            คำตอบนั้นอยู่ในพระตำหนักแล้ว

            ภายในพระตำหนักแห่งนี้นั้น มีห้องที่พื้นโล่งๆ อยู่ซึ่งบนพื้นนี้มีแผ่นทรงกลมที่มีสัญลักษณ์แปลกประหลาดทรงแปดเหลี่ยมสลักไว้บนนั้นขนาดประมาณหนึ่งเมตร กำลังสะท้อนแสงสีน้ำเงินอ่อนๆ ออกมา

            และที่น่าตกใจก็คือ มีเงาร่างของคนๆ หนึ่ง ค่อยๆ โผล่ออกมาจากแสงสีน้ำเงินนั่น มีคนเป็นๆ คนหนึ่งเดินออกมาจากในแสงนั่น

            นี่คือหนึ่งในอุปกรณ์ที่สามารถใช้เคลื่อนย้ายระหว่างสถานที่ต่างๆที่มีระยะห่างกันมากๆ ได้อย่างง่ายดาย!

            อุปกรณ์ที่สามารถทำให้เราเคลื่อนย้ายไปที่อื่นได้อย่างง่ายดายแบบนี้ในทวีปชี่อู่นั้นมันนับเป็นยอดสมบัติในหมู่สมบัติล้ำค่าทั้งหลายเลยทีเดียวแม้แต่ในราชอาณาจักรโล่ยื่อยังไม่แน่ว่าจะมีสุดยอดอุปกรณ์เคลื่อนย้ายที่สามารถย่นระยะห่างอันมหาศาลให้สั้นลงได้แบบนี้แต่ภายในคฤหาสน์แห่งนี้กลับมีอยู่หนึ่งชิ้น

            แค่นี้ก็น่าตกใจมากพออยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกใจมากยิ่งกว่าก็คือเจ้าของเงาร่างที่เพิ่งก้าวออกมาจากอุปกรณ์เคลื่อนย้ายนั่นกลับเป็นคนคุ้นเคยที่หายตัวไปจากเมืองแห่งนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว

            นั่นก็คือ อดีตหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน หวังหมิงชง

            ไม่ได้เห็นแค่เดือนเดียว ดูหวังหมิงชงจะผอมลงกว่าเดิมไปไม่น้อยแต่แววตาของมันตอนนี้กลับดูเคร่งขรึมและดูอำมหิตยิ่งกว่าเดิม

            ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ความเป็นอยู่กับพวกตระกูลซ่างกวันนั้นไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร ยิ่งเขานึกถึงวันคืนอันแสนสุขสบายมากเท่าไรความโกรธแค้นชิงชังที่มีต่อหลินอี้ของเขาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

            เขากลับมาอีกครั้งแล้ว

            นั่นหมายความว่ามันถึงเวลาแห่งการแก้แค้นแล้ว

            หวังหมิงชงก้าวออกมาจากอุปกรณ์เคลื่อนย้ายจากนั้นก็เดินเข้าหาเงาร่างอีกสองสายที่อยู่ในห้องแห่งนี้ พลันคุกเข่าสองข้างลงกับพื้นจากนั้นกล่าวทักทายขึ้นว่า

            “หวังหมิงชงยินดีที่ได้พบท่านเทพยุทธ์ท่านองค์ชายเก้า”

            ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาก็คือหลินไป๋ชวนและเฉินเฉาเกอนั่นเอง

            ไม่รู้ว่าคู่ อาหลานนี่มาอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ดูท่าทางพวกเขากำลังรอการกลับมาของหวังหมิงชงอยู่ก่อนแล้ว

            หลินไป๋ชวนมองต่ำใส่หวังหมิงชงแต่ก็ยังตอบรับหวังหมิงชงอยู่ว่า “การไปอาณาจักรโล่ยื่อครั้งนี้คงลำบากท่านไม่น้อยเลย ท่านหวัง”

            “มิได้ มิได้” หวังหมิงชงก้มหัวลงต่ำ“แค่ข้าน้อยจินตนาการถึงภาพที่ข้าน้อยได้มีโอกาสช่วยเหลือท่านทั้งสองในแผนการใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วในใจก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอันเหลือล้น”

            “ดี!” หลินไป๋ชวนพยักหน้าด้วยสีหน้าเฉยชา“เมื่อแผนการนี้สำเร็จลงเมื่อไหร่เมื่อนั้นเจ้าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้!”

            “ขอบพระคุณท่านเทพยุทธ์!!”

            บรรยากาศภาพในพระตำหนักแห่งนี้ดูมืดมนและเย็นยะเยือกเป็นอย่างมาก

            ส่วนเฉินเฉาเกอที่อยู่ข้างๆ กันนั้น ก็ยืนฟังอยู่เฉยๆไม่รู้ว่าตัวเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

            หลินไป๋ชวนเอ่ยถามต่อว่า “แล้วทางฝั่งตระกูลซ่างกวันเล่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

            “เตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้แล้วตอนนี้ก็รอแค่ท่าน อสูรอัคคีผู้เป็นประมุขของตระกูลซ่างกวันนั้นออกมาจากการเก็บตัวก่อน หลังจากนั้นเขาก็จะพายอดฝีมือตระกูลซ่างกวันมาสมทบในเมืองอวิ๋นเฉิงเพื่อช่วยทานเทพยุทธ์ปฏิบัติตามแผนการให้สำเร็จ”

            “อีกนานแค่ไหน”

            “ก่อนที่ข้าน้อยจะมาถึง คุณชายซ่างกวันบอกข้าว่าอย่างช้าสุดไม่เกินครึ่งเดือน”

            “สวรรค์ช่างเป็นใจจริงๆ” หลินไป๋ชวนพยักหน้า“ไม่คิดเลยว่าพวกตระกูลเวินมันจะกล้าลงมือสังหารซ่างกวันเฟยเข้าจริงๆไม่เช่นนั้นไอ้อสูรอัคคีซ่างกวันหงนั่นคงไม่มาที่อาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้ด้วยตัวเองแน่ๆหึ จะว่าไป ก็ต้องขอบคุณไอ้พวกตระกูลเวินแล้วก็ไอ้หลินอี้นั่นด้วยล่ะนะ”

            หลินไป๋ชวนแสยะยิ้มเย็นชาออกมา จากนั้นก็หันไปมองทางเฉินเฉาเกอ“หลังจากเรื่องทั้งหมดจบลงแล้วหลินหยาง เจ้าก็จะได้เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งอาณาจักรชูอวิ๋น!”

            วิธีการอันอำมหิต แผนการอันชั่วช้า

            แผนการทั้งหมดได้ถูกเตรียมการเอาไว้ก่อนมาเป็นเวลานานแล้วและเป้าหมายสุดท้ายของแผนร้ายในครั้งนี้นั่นก็คือการแย่งชิงตำแหน่งองค์จักรพรรดิของอาณาจักรชูอวิ๋นนั่นเอง

            และตัวการใหญ่ที่คอยบงการเรื่องทั้งหมดอยู่เบื้องหลังก็คือเทพยุทธ์ผู้มีพลังรบสูงส่งจนน่าหวาดหวั่นอย่างหลินไป๋ชวนนั่นเอง

            เฉินเฉาเกอหันไปคำนับให้หลินไป๋ชวน ค้อมหัวลงต่ำ “การที่หลินหยางสามารถช่วยท่านอาล้างแค้นเมื่อกาลก่อนได้แถมยังมีบุญได้รับการถ่ายทอดสุดยอดวิชาจากท่านลุงด้วยอีก จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยินดี”

            “ฮ่าฮ่า ดีมาก!” หลินไป๋ชวนพยักหน้าอย่างพอใจ“ข้ามองคนไม่ผิดไปจริงๆ”

            เขาตบเข้าที่ไหลของเฉินเฉาเกอ “เจ้าวางใจเถอะ เรื่องที่อาของเจ้ารับปากไว้แล้ว ข้าจะต้องทำได้แน่นอนหลังจากจบเรื่องทั้งหมดลงแล้ว ข้าจะพาเจ้าเข้าร่วมลัทธิที่ข้าอยู่ให้เอง!!”

            “หลินหยางขอบพระคุณท่านอา!!” ในสายตาของหเฉินเฉาเกอมีประกายแห่งความยินดีปรากฏขึ้น

            เขารู้ว่า ลัทธิ ที่หลินไป๋ชวนพูดถึงนั้นคือชนชั้นผู้ปกครองที่แท้จริงของทวีปนี้

            เจ้าชายอย่างเขามันก็แค่หุ่นเชิดที่บังเอิญถูกหลินไป๋ชวนเลือกไปใช้เพื่อทำให้แผนการสำเร็จลุล่วงก็เท่านั้น

            แต่สำหรับเฉินเฉาเกอแล้ว เขาต้องการแค่สองเรื่องเท่านั้น

            หนึ่ง ถ้าหากเขาสามารถสังหารหลินเฮ่ายวนได้สำเร็จเขาก็จะได้เป็นราชาแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นและหลังจากนั้นก็ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมลัทธินั่นได้รับถ่ายทอดสุดยอดวิชาอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานจนอาจจะได้เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดจนไร้คู่ต่อกรของทวีปชี่อู่แห่งนี้ก็เป็นได้

            สอง ครึ่งเดือนหลังจากนี้เขาจะสามารถล้างแค้นให้ตระกูลเฉินของเขาได้

            ความแค้นครั้งนี้ได้ฝังลึกเข้าไปในหัวใจของเขาจนแต่ละวันนั้นรู้สึกราวกับถูกคมมีดกรีดลงบนหัวใจของเฉินเฉาเกอซ้ำไปซ้ำมาจนนับไม่ถ้วนทำเอาเขาแทบจะคลุ้มคลั่งอยู่ตลอดเวลา

            เขาคอยสาปแช่งหลินอี้อยู่ทุกวันและเวลา เขาอยากจะบดขยี้หลินอี้ให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนแทบทนไม่ไหวแล้ว!

            แต่ตอนนี้ ความแค้นทั้งหมดกำลังจะได้รับการชำระล้างแล้ว

            ครึ่งเดือนเท่านั้น

            รออีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น

            เขาก็จะสามารถขยี้ไอ้หลินอี้นั่นให้ตายคามือ สังเวยวิญญาณมันเพื่อเซ่นไหว้ให้ผู้เป็นพ่อที่อยู่บนสวรรค์

            เขาก็จะสามารถทำลายตระกูลเวินให้ล่มสลายหายไป ล้างแค้นให้ตระกูลเฉินของเขาที่ถูกพวกมันทำลายไป

            พลังที่พวกเขามีอยู่ในมือตอนนี้มีหลินไป๋ชวนที่เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นไปแล้วและประมุขตระกูลซ่างกวันนั่นเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดที่มีความสามารถระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางแล้ว แข็งแกร่งยิ่งกว่าหลินไป๋ชวนเสียอีก

            มีสองคนนี้อยู่ ก็แข็งแกร่งมากพอที่จะสยบพวกราชสำนักได้แล้วอีกทั้งหลินไป๋ชวนยังได้จัดตั้งกองกำลังลับไว้แล้วอีกหนึ่งหน่วยโดยวางแผนว่าจะให้หวังหมิงชงเป็นผู้ควบคุมหน่วยลับนี้ จากนั้นก็โถมไปฆ่าพวกองครักษ์ของราชวงศ์ทิ้งทั้งหมดในทีเดียวพร้อมกันยึดอำนาจทั้งหมดของราชสำนักมา

            ความต่างของพลังแบบนี้ การเตรียมใจระดับนี้พวกเขาไม่มีทางล้มเหลวอย่างแน่นอน

            ตอนนี้พวกเขาแค่ต้องรอรอให้อสูรอัคคีซ่างกวันหงผู้นั้นเสร็จจากการเก็บตัวและรอโอกาสอันดีที่จะเปิดฉากฆ่าล้างบางก็เท่านั้น....

            ..................................

            เวลาในเมืองอวิ๋นเฉิงอันเงียบสงบนี้ผ่านไปครึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว

            อาจจะเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีอยู่วันหนึ่งที่ภายในเลี่ยนเทียนเฮ่าในเมืองอวิ๋นเฉิงและภายในหุบเขาหลอมฟ้านอกเมืองฮุยยื่อที่ห่างออกไปนับหมื่นลี้นั้นจะมีเสียงตะโกนก้องดังลั่นออกมาพร้อมกัน

            ภายในเลี่ยนเทียนเฮ่า

            วันนี้เป็นวันหยุดของโรงงานช่างแห่งนี้ภายในห้องโถงอันกว้างขวางและเงียบสงบห้องหนึ่งมีเพียงเหล่านักรบหน่วยเกราะเหล็กดำยี่สิบคนกำลังรอคอยอยู่เงียบๆ

            เสียงตีเหล็กภายในห้องการช่างนั้นเงียบหายไปหนึ่งวันเต็มๆ แล้วตามหลักการทั่วไปนั้น วันนี้น่าจะเป็นวันที่หลินหยางออกจากห้องแล้ว

            พวกเขาเลยออกมารอหน้าห้องการช่างตั้งแต่เช้าตรู่มาจนถึงตอนนี้สีหน้าพวกเขาเริ่มจะดูหงุดหงิดแล้ว

            ใช้เวลาครึ่งเดือนเต็มๆ เพื่อสร้างอุปกรณ์ชิ้นเดียวเลี่ยนเทียนเฮ่าไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าของที่ผู้อาวุโสหลินจะสร้างออกมานั้นจะทรงพลังมากขนาดไหน

            ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องปานสายฟ้าฟาด

            ตูมม

            การระเบิดครั้งนี้ทำให้เกิดแรงระเบิดที่อัดแน่นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่กระจายออกมา

            “ไอ้บ้าเอ๊ย!”

            หลังจากเสียงระเบิดดับลง พวกเขาก็ได้ยินเสียงสบถของหั่วเอ๋อร์ดังขึ้นมาก่อนเลย

            จากนั้นพวกเขาก็เห็นหั่วเอ๋อร์ถูกแรงระเบิดนั่นซัดกระเด็นออกมา

            ขนาดหั่วเอ๋อร์ยังไม่อาจต้านทานแรงอัดกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้เลย

            “ศิษย์พี่ ยาของท่าน!!” อี้สิงอวิ๋นก็บินลอยตามออกมา

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ยาอะไร ต่อให้ตายตอนนี้ข้านอนตายตาหลับแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า!” ยี่ชางไห่ก็บินตามมาด้วย

            ส่วนคนที่เหลือยิ่งไม่ต้องพูดถึง

            ไม่มีใครในที่แห่งนี้ที่สามารถทนรับแรงระเบิดนั่นได้เลยแต่ละคนล้วนถูกพัดปลิวไปกันหมด

            ทั้งห้องโถงของเลี่ยนเทียนเฮ่า และอาณาเขตราวพันเมตรรอบๆ นี้ก็ล้วนถูกทำลายจนพังพินาศเป็นแถบๆ

            ทรงพลังเกินไปแล้ว

            พวกของเวินติ่งเทียนตอนนี้ล้วนถูกพัดจนปลิวขึ้นฟ้าไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ

            พวกเขานึกไม่ออกเลยว่าต้องเป็นยอดฝีมือระดับไหนถึงจะสามารถปล่อยพลังอันแข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวแบบนั้นออกมาได้

            พวกเขารู้แค่ว่า ระดับเซียนเทียนอย่างพวกเขานั้นยังไม่สามารถต้านรับแรงอัดกระแทกนั่นได้เลยแม้แต่น้อยไม่ต้องพูดถึงเลยว่าถ้าถูกพลังนั่นซัดเข้าใส่เต็มๆ ไปแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง

            ต้องไม่เหลือแม้แต่ซากศพอย่างแน่นอน

            แม่เจ้า

            ผู้อาวุโสหลลินตอนนี้แข็งแกร่งถึงระดับไหนแล้วนี่??

            พวกเขาร่วงกลับลงมาบนพื้นของห้องการช่างที่ตอนนี้แทบจะเหลือแต่พื้นโล่งๆอย่างเดียวไปแล้ว

            ท่ามกลางฝุ่นควันจำนวนมหาศาลที่ลอยคละคลุ้งอยู่นั้นพวกเขาเหมือนจะมองเห็นแสงสีขาวสายหนึ่งส่องสว่างขึ้นมาจากนั้นก็มลายหายไปจนไม่เหลือร่องรอย

            จากนั้นก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินออกมาหาพวกเขาด้วยรอยยิ้มเคอะเขินเกรงใจ“ขออภัยด้วยดูท่าจะใส่แรงมากไปหน่อย...”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า!”

            คนของตระกูลเวินทั้งหมดพลันระเบิดเสียงหวเราะออกมาพร้อมกันจนดังลั่นไปทั่วเลี่ยนเทียนเฮ่า

            พวกเขาต่างก็รู้สึกภาคภูมิใจกับความแข็งแกร่งของหลินหยางในตอนนี้

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน