ตอนที่ 15 ทดสอบพลังใหม่
ซินได้แต่มองวิชาที่เ้าคนแปลกหน้าส่งมาให้อย่างสงสัยแต่เมื่อเขาอ่านก็พบว่ามันเป็แค่วิชาพื้นฐานจริง ๆ แถมน่าจะมีความสมบูรณ์ในระดับที่ถูกใช้กับพวกขุนนางหรือราชวงศ์หรือเหนือกว่าด้วยซ้ำ
“เขาเป็คนที่เกี่ยวข้องกับเ้าหญิงแน่แต่ว่า เกี่ยวข้องยังไงกัน”
ซินไม่คิดว่านั้นจะเป็องครักษ์หรืออะไรพวกนั้น เขาดูสูงส่งและไม่ยึดติดราวกับเขาไม่แยแสโลก เขาพอรู้มาบ้างว่าโลกใบนี้เมื่อผู้ฝึกวิชามีพลังถึงระดับหนึ่งพวกเขาจะมีความอ่อนเยาว์มากขึ้น แต่เมื่อได้เห็นชายหนุ่มที่กล่าวอะไรเหมือนคนแก่เขาก็เริ่มแน่ใจเกี่ยวกับเื่นี้มากขึ้น
ซินคิดว่าชายหนุ่มคงเป็คล้าย ๆ องครักษ์ลับหรือคนที่คอยปกป้องอาณาจักรอย่างลับ ๆ เพราะเขาไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเื่บุคคลใด บุคคลหนึ่งเป็พิเศษถึงมีแต่ก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์แบบชายหนุ่มคนนั้นสักคน
ซินหยุดคิดก่อนที่จะเดินทางไปยังดันเจี้ยนต่อ เขา้าจะลองวิชาที่ได้รับมาจากชายหนุ่มด้วย ถึงเข้าเชื่อว่ามันเป็วิชาพื้นฐานจริง ๆ แต่เขาไม่รู้ว่ามันเข้ากันได้กับเขาแค่ไหน แล้วตัวเขาสามารถที่จะฝึกฝนมันได้หรือเปล่า เพราะเขานั้นไม่ใช่คนจากโลกใบนี้
ซินวิ่งมาสักพักก็ถึงดันเจี้ยนคราวนี้ดันเจี้ยนที่เขาสำรวจเป็ดันเจี้ยนพืชเพราะเขา้าแบบแปลนที่เกี่ยวกับการเกษตรและสิ่งที่อยู่อาศัยของเหล่าภูตไม้ ถึงแม้พวกมันจะ้าแค่ต้นไม้โลกแต่นั้นเป็สิ่งที่หายากเกินไปสำหรับตอนนี้ ถ้าได้อะไรที่สามารถทำให้พวกเขาอยู่ดีขึ้นสักเล็กน้อยก็ดีกว่าไม่มีเลย
ซินมองไปยังปีศาจต้นไม้พวกมันไม่ต่างจากต้นไม้นรกเท่าไหร่นัก แค่ที่แตกต่างคือพวกมันนั้นไม่มีสติปัญญา ไม่สิสติของพวกมันถูกดันเจี้ยนดูดกลืนไปหมดแล้ว
นักวิชาการด้านมอนสเตอร์เคยสำรวจดันเจี้ยนกับสัตว์อสูรของเขา ก็พบว่ามันเริ่มมีนิสัยเปลี่ยนไปและดุร้ายขึ้น เมื่ออยู่นานขึ้นนิสัยเริ่มเปลี่ยนไปเป็ตัวละตัว ยังดีที่ปาร์ตี้ของเขามีหมอทำให้เขาสามารถที่จะรักษาความผิดปกตินั้นได้
จากข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาโดยนักวิชาการคนนั้นสรุปได้ว่าดันเจี้ยนจะล่อลวงอสูรหรือมอนสเตอร์เข้าไปก่อนที่จะดูดกลืนสติปัญญา มานา เป็อาหาร และควบคุมมอนสเตอร์พวกนั้นและที่มอนสเตอร์ส่วนมากในดันเจี้ยนดรอปของก็เพราะเหตุนี้ เพราะร่างกายของพวกมันนั้นถูกใช้เป็พลังงานไปแล้วเหลือแค่ชิ้นส่วนบางส่วนที่ดรอปออกมา
แต่นั้นก็เป็แค่ข้อสันนิษฐานเพราะมันไม่สามารถร่วงรู้สิ่งที่เรียกว่าดันเจี้ยนได้แน่นอนเพราะพวกมันเป็สิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
ซินมองไปที่ปีศาจต้นไม้อย่างขมวดคิ้วเขา้าฆ่ามันแต่ด้วยระดับความต่างของพลังและต้นไม้พวกนี้มันมีทักษะกันของมีคม การจะเอาดาบไปฟันมันก็เป็เื่ที่ลำบากเกินไป
“ถ้าจำไม่ผิดวิชาพื้นฐานนั้นมีวิชาที่ไร้ซึ่งธาตุอยู่เราน่ะเหมาะกับวิชาแบบนี้มากกว่า”
วิชาพื้นฐานนั้นมีธาตุที่ใช้ของมันเองโดยที่เราจะดึงมานาในอากาศมาเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง โดยที่วิชาแต่ละวิชานั้นจะเปลี่ยนมานาเป็ธาตุชนิดหนึ่ง เช่น ผู้ใช้เอ มีร่างกายธาตุน้ำ เขาจึงฝึกวิชาพื้นฐานธาตุน้ำ ส่วนการจะรู้ได้ไงว่าตนเหมาะกับธาตุอะไรก็แค่ไปที่โบสถ์ หรือที่กิลด์นักผจญภัยเขาจะมีลูกแก้วสำหรับการตรวจสอบอยู่
แต่มีอีกเื่หนึ่งที่ทุกคนต้องเตรียมใจไว้คือร่างกายของตนเองนั้นจะผลิตพลังออกมาแตกต่างกัน แม้จะเป็ธาตุเหมือนกัน พลังที่แตกต่างกันทั้งสองนั้นคือ เวท กับ ออร่า ร่างกายของคนเราจะรับพลังมานาในอากาศก่อนที่จะกลั่นเป็พลังของตนเอง และพลังที่ออกมาที่ว่านั้นก็จะมีแค่สองแบบเท่านั้น เวทกับมานา
มีตำนานที่มีคนร่างกายสามารถแบกรับและใช้ได้ทั้งเวทและมานาอยู่แต่เขาไม่รู้เกี่ยวกับเื่นี้มากนักและเขาไม่ได้คิดว่าตนเองพิเศษอะไรถึงขนาดที่จะได้รับพรแบบนั้นด้วย
ส่วนที่ซินเลือกวิชาไร้ธาตุนั้นเพราะว่าเขาไม่้าธาตุ การใช้ธาตุนั้นมีข้อดีและข้อเสียมากเกินไป ถ้าเจอกับธาตุฝ่ายตรงข้ามซึ่งมันเสียเปรียบมากเกินไปเขาไม่ชอบมัน
เขาจึงเลือกวิชาไร้ธาตุ เมื่อรวบรวมพลังตามที่เขียนในหนังสือวิชาในมือของเขาก็ปรากฏแสงสีขาวขุ่น ซินสะบัดมือไปมาคล้าย ๆ กับการวาดดาบก็พบว่ามันออกมาเป็คลื่นดาบจริง ๆ ซินมองผลงานตัวเองด้วยความพึงพอใจก่อนที่จะอ่านวิชาไร้ธาตุต่อ
ซึ่งจากที่เขาอ่านนั้นวิชาแต่ละวิชาจะมีขั้นแตกต่างกันไป ขั้นที่ว่านี่ไม่ใช้ขั้นพลัง แต่เป็ขั้นความชำนาญ โดยที่วิชาของเขาแบ่งออกเป็สี่ระดับ เมื่อไปดูวิชาอื่นก็ขั้นความชำนาญนี้จะเป็สี่ระดับเหมือนกันหมด โดยมี ขั้นรวบรวม ผนึกพลัง ควบคุม หนึ่งเดียว
ซึ่งตอนนี้ตัวเขาอยู่ในขั้นรวบรวมพลัง แต่อันที่จริงเขารู้สึกว่าจะทะลวงผ่านไประดับต่อไปก็ได้เลยไม่มีปัญหา แต่ว่าเขานั้น้าฝึกให้ชำนาญ และทำแบบในหนังจีนกำลังภายใน ดูไอ้ที่พวกเขาชอบอัดอั้นเอาไว้ก่อนที่จะปลดปล่อยออกมาจนทุกคนตะลึง
แค่คิดว่าทุกคนกล่าวว่า “นี่มันระดับพลังแบบนี้ไม่ใช่แค่ระดับรวบรวมธรรมดาแล้ว” แค่ได้คิดว่ามีคนกล่าวแบบนี้สักคนเขาก็มีความสุขแล้ว
ซินใช้พลังใหม่ของเขาในการพิชิตดันเจี้ยนอย่างง่ายดายก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากดันเจี้ยนด้วยรอยยิ้มมีความสุข
ทว่าเขากับเจอเ้าหนุ่มคออ่อนขี้เมาซะก่อน
“เ้าหนุ่มคออ่อนนิ”
“แก เ้าหนุ่มใครคออ่อนกัน” ชายหนุ่มคนนั้นะโด้วยความอับอายเพราะในปาร์ตี้ของเขานั้นมีหญิงสาวอยู่ด้วยสองคน
“ก็นายนั่นแหละ ถ้าไม่ได้เพื่อนนายช่วยไว้ตอนนี้คงยังนอนข้างถนนอยู่” ซินแซวเ้าหนุ่มนี้อย่างขำ ๆ ก่อนที่จะเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
“คามิลนี่คือเ้าหนูที่นายบอกว่าจะล้มให้ได้อย่างนั้นเหรอ คิคิ” หญิงสาวนักเวทกล่าวกับคามิลด้วยรอยยิ้มขำขันสำหรับเธอนั้นเธอสนใจแค่ความน่ารักของซินเท่านั้นส่วนความแข็งแกร่งเธอได้ยินแค่จากปากคนอื่นเขาเล่าต่อกันมา สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นเธอยังไม่เชื่อเื่ของซินทั้งหมด
“แต่เ้าหนูนั้นดูเป็เด็กน่ารักมากเลยนะ” นักบวชสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มเขินอาย เธอเป็คนขี้อายพูดน้อยการกล่าวชมใครสักคนนั้นทำให้เธอเขินมาก
“เหอะเมลเธอก็เป็ไปกับเขาด้วย ถ้าเธอไม่เห็นตอนที่เ้านั้นต่อสู้กับกิลด์มาสเตอร์แล้วเธอจะไม่พูดแบบนั้นอีกเลย” คามิลกล่าวออกมาแล้วย้อนคิด ภาพเมื่อวานที่ยังอยู่ในหัวของเขา มันไม่ใช่การต่อสู้ของมนุษย์แต่เป็การต่อสู้ของสัตว์ประหลาดสองตัวต่อสู้กัน
“ทำไมนายถึงยึดติดกับเด็กนั้นขนาดนั้นเหล่า ฮ่า ๆ ๆ การที่มีคู่แข่งมันก็ดีแต่อย่าไปยึดติดเด็กนั้นมากเพราะว่าเขาไม่ใช่คนที่เราจะสามารถเรียนแบบได้หรอกนะ” ชายร่างั์ที่เป็แท้งค์ของกลุ่มกล่าวออกมาอย่างขำขัน แต่ก็ให้คำสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่เด็ก ๆ ในกลุ่ม เพราะเขานั้นาุโที่สุด การที่จะให้คำแนะนำนั้นเป็เื่ปกติอยู่แล้ว
“เหอะถึงยังไงผมก็ไม่อยากจะยอมรับมันสักเท่าไหร่” คามิลกล่าวพร้อมกำหมัดแน่น
‘อายุน้อยกว่าแต่มีพร์มากกว่าตนถ้าเห็นก็คงเจ็บใจเป็ธรรมดา แต่ว่านะคามิล โลกใบนี้มันกว้างว่าที่เธอคิด ถ้าเธอเข้าไปอยู่ในโลกของผู้มีพร์แล้ว ตัวตนของเ้าหนูนั้นจะเป็เื่ปกติทันที’ ชายร่างั์ได้แต่คิด แต่เขาไม่กล่าวออกมาเพื่อทำร้ายจิตใจของเด็ก ๆ วัยรุ่นเืร้อนพวกนี้
“ช่างเื่ของหมอนั่นเถอะพวกเราเข้าไปลุยดันเจี้ยนเลยดีกว่า” คามิลกล่าวขึ้นก่อนที่จะเดินนำเข้าไปในดันเจี้ยน
สภาพที่เขาเห็นทำให้เวลาของเขาหยุดนิ่งก่อนที่จะทนไม่ไหวที่จะอ้วกออกมา
“ใจเย็น ๆ คามิล โนว่าฮีลคามิลที” ชายร่างั์กล่าวสั่งทันทีเมื่อเห็นอาการไม่ได้ดีของคามิล
ทว่า
“โนว่า โนว่า เห้” ชายร่างั์ยังะโเรียกนักบวชสาวอย่างต่อเนื่องแต่กับไม่มีเสียงตอบรับเลย
“ธานดูนั่น” นักเวทสาวหน้าซีดชี้มือไปทางข้างในดันเจี้ยนอย่างสั่นกลัวแบบควบคุมไม่ได้
“นี่มันยิ่งกว่าที่ฉันคิดอีกนะเนี้ย” ธานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนที่จะมองไปยังซากศพของต้นไม้ปีศาจข้างหน้า แม้ว่าได้ชื่อว่าต้นไม้แต่พวกมันก็ยังมีเือยู่เศษซากร่างของพวกมันและเืสีเขียวเข้มนั้นกระจายไปทั่วดันเจี้ยน ภาพที่เขาเป็นั้นไม่แตกต่างจากนรกเลยด้วยซ้ำไป
ธานพยายามตั้งสติก่อนที่จะมองไปรอบ ๆ เพื่อดูความเสียหายเขาก็พบแต่เศษซากและรอยกรีดผนังลึกเกือบสิบเิเ
เมื่อมองตกไปก็จะเห็นซากปีศาจต้นไม้ที่มีขนาดั์ที่มีรอยซีกกระชากออกจากรางเขาสามารถรู้ได้เลยว่ามันโดนซีกด้วยสองมือเปล่าเท่านั้น ซากของมันถูกปักอยู่ด้วยดาบเล่มหนึ่งคาอยู่บนผนังกำแพงดันเจี้ยน ที่พวกเขาคิดว่ามันไม่สามารถจะทำให้เป็รอยได้ด้วยซ้ำ
“นี่มันนรกอะไรกัน”