วีรบุรุษอหังการ

    34 เพลงดาบวารีพิฆาต

    เพลงดาบวารีพิฆาต

     

              ท่ามกลางสายน้ำไหลเอื่อยที่เย็นเฉียบในธารน้ำตกใสสะอาดที่บรรยากาศเงียบสงบ  ชายหนุ่มผู้หนึ่งคว่ำหน้านอนอยู่ในน้ำ  ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าส่องแสงสุดท้ายลงบนผืนนที สะท้อนให้เห็นถึงเงาพฤกษานานาพันธุ์ที่เติบโตรอบแหล่งน้ำ  ที่ใดมีน้ำที่นั่นมีชีวิต  คำพูดประโยคนี้เป็นจริงเสมอมา 


            ชายหนุ่มที่คว่ำหน้าอยู่ในน้ำพรวดพราดลอยตัวขึ้นมา  ฝูงมัจฉาในนทีแตกตื่นแหวกว่ายไปคนละทิศคนละทาง  เอี้ยนเฟยซานั่นเอง  เขาส่งเสียงหัวร่อออกมาอย่างบ้าคลั่ง  วาดมือวาดเท้าเป็นท่วงท่าแปลกประหลาด  คล้ายคนบ้าผู้หนึ่งที่ค้นพบของวิเศษ  แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนบ้า  แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่ได้ค้นพบของวิเศษ  จากการศึกษาเพลงดาบมานานถึงสามวัน  ในที่สุดก็ค้นพบหลักการของกระบวนท่าที่ติดค้างอยู่ในใจตั้งแต่แรก  เขารีบกระโดดขึ้นไปบนฝั่ง  หยิบดาบกำราบมารมากวัดแกว่ง  กระบวนท่าแรกที่เขาคิดค้นขึ้นมาได้  เป็นการเลียนแบบการไหลวนของน้ำ  กล่าวคือธรรมชาติของน้ำจะไหลลงสู่ที่ต่ำ  แต่หากมีพลังงานหรือวัตถุบางอย่างมาขวางกั้นทางน้ำไหล มันจะไหลวนกลับไปกลับมาเช่นนั้นจนกว่าจะสามารถหาทางผ่านไปได้  แม้ว่าจะสามารถไหลผ่านไปได้แล้ว  น้ำที่ไหลมาใหม่ก็จะไหลวนเช่นเดิม ชายหนุ่มอาศัยหลักการนี้ในการออกกระบวนท่าโจมตีต่อเนื่องที่มีถึงห้ากระบวนท่า  เริ่มจากลอยตัวเข้าหาคู่ต่อสู้  ดาบฟาดฟันจากเบื้องบน  หากคู่ต่อสู้ต้านรับได้  จะเปลี่ยนเป็นแฉลบไปทางซ้ายหรือขวา  จู่โจมออกอีกหนึ่งดาบ  หากคู่ต่อสู้สามารถต้านรับได้อีก  ก็จะอ้อมไปทางด้านหลัง  โจมตีอีกหนึ่งดาบ หากยังไม่ประสบผลก็แฉลบกลับมาทางซ้ายหรือขวา  จู่โจมอีกหนึ่งดาบ  หากศัตรูยังคงยืนหยัดอยู่ได้  ก็ดีดตัวกลับมายังจุดเริ่มต้น  พร้อมกับฟาดฟันจากระยะไกลอีกหนึ่งดาบ  เพื่อป้องกันการรุกโต้กลับมาของศัตรู  ซึ่งการเคลื่อนไหวจะวนซ้ายหรือขวาก็ได้ เพียงแต่เมื่อจบกระบวนท่าจะได้การเคลื่อนที่ในลักษณะวงกลม


            “ฮาฮา สำเร็จแล้ว ข้าจะเรียกมันว่าวารีไหลวน  นี่เป็นกระบวนท่าแรกในเพลงดาบวารีพิฆาต  ต่อไปเป็นกระบวนท่าที่สอง ...ย่าห์...”


            เอี้ยนเฟยซาพุ่งตัวขึ้นฟ้า  จับดาบด้วยสองมือ  ง้างดาบอยู่เหนือศีรษะ ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าสู่ตัวดาบแล้วจู่โจมออกไป  บังเกิดปราณดาบขนาดใหญ่กว่าตัวจริงห้าหกเท่ากระแทกใส่น้ำในลำธาร  แรงอัดจากปราณดาบทำให้น้ำในบริเวณนั้นระเบิดออกมาตูมใหญ่  ความรุนแรงของกระบวนท่านี้เหนือความคาดหมายของเขามาก ชายหนุ่มไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์มันจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ หลักการของกระบวนท่านี้มาจากการไหลบรรจบกันของลำธารน้อยทั้งหลาย  ท้ายที่สุดก็กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่น่าเกรงขาม  ในร่างกายของเขามีพลังลมปราณถึงสามสาย  คือลมปราณจากตัวดาบ  ลมปราณจากโอสถนฤมิตเทวา  และลมปราณธรรมชาติของตนเอง เมื่อเขาค้นพบวิธีการควบคุมพลังลมปราณเหล่านี้  ก็สามารถดึงออกมาใช้ในกระบวนท่านี้ได้

             

            “กระบวนท่านี้ข้าขอเรียกมันว่าวารีประสาน  อานุภาพของมันรุนแรงปานฟ้าดินถล่มเช่นนี้  ไม่มีศัตรูหน้าไหนจะต้านรับไว้ได้  ต่อไปเป็นกระบวนท่าที่สาม...ย่าห์...”


              เอี้ยนเฟยซาเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว  เขาฟาดฟันดาบออกไปสามดาบ  แต่ละดาบล้วนเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  แสงจากดวงอาทิตย์ส่องต้องลงบนตัวดาบ  ปรากฏเงาดาบเคลื่อนคล้อย ไม่สามารถคำนวณตำแหน่งของทั้งสามดาบที่จู่โจมออกไป


            เอี้ยนเฟยซาลอกเลียนแบบการหักเหของแสงในน้ำ  เมื่อดาบอยู่ในน้ำการมองเห็นตัวดาบจะตื้นกว่าความเป็นจริงเนื่องจากแสงเดินทางสะท้อนจากดาบในน้ำแล้วจึงหักเหผ่านอากาศเข้าสู่ตา ทำให้เกิดระยะภาพที่คลาดเคลื่อนไป ซึ่งทำให้ตำแหน่งของดาบอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ขึ้นหรือตื้นขึ้นกว่าความเป็นจริง  สามารถสร้างภาพลวงให้ปรากฏในสายตาคู่ต่อสู้ได้


            “นี่เป็นกระท่าวารีร้อยแปรฝ่ายตรงข้ามต้องมองไม่ออกแน่นอนว่ากระบวนท่าไหนเท็จกระบวนท่าไหนจริง  ต้องพ่ายแพ้แก่เราอย่างแน่นอน ฮา ฮา”


            เอี้ยนเฟยซายังคงฝึกฝนกระบวนท่าทั้งสามวนไปวนมาอีกหลายสิบรอบ  เมื่อผลลัพธ์เป็นที่พึงพอใจแล้ว  จึงวิ่งตะบึงออกจากธารน้ำตก  มุ่งหน้ากลับมายังที่เคหาสน์สถานของหมอเทวะ ความปลื้มปิติในจิตใจยากที่สะกดควบคุมไว้ได้  คนเกิดมายากจนข้นแค้น  ไม่มีเงินทองเพียงพอสำหรับเข้าสำนักฝึกฝีมือ  ทำได้เพียงเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อซื้อเวลาเรียนวรยุทธ์สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง  ไหนเลยคาดคิดว่าสักวันจะได้คิดค้นเพลงดาบเป็นของตนเอง  นี่เป็นก้าวแรกของการทะยานสู่ทำเนียบยอดยุทธ์ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทาสราชันย์หวงจิวเมิ่งเป็นลำดับแรก  ถัดมาเป็นหมอเทวะเซี่ยอวิ้น  เจียวซินผู้คอยเฝ้าข้างกายไม่ห่างตอนที่ตนเองสลบไสลไม่ได้สติ  รวมไปถึงเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยที่เป็นผู้แนะนำให้เข้าสู่วิถีดาบด้วยตนเอง


            ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเค่อเท่านั้น  เอี้ยนเฟยซาก็บรรลุถึงจุดหมาย เขาเห็นจวงซู่เม่ยนั่งอยู่บนขอนไม้ท่อนหนึ่ง เบื้องหน้านางมีบุรุษหน้าตาดุร้ายนั่งคุกเข่าอยู่  มือของมันทั้งสองข้างไขว้มาอยู่ด้านหลัง  ถูกมัดด้วยเชือกขาวเส้นหนึ่ง  ไม่สามารถคลายออกได้อย่างแน่นอน


            “มาถึงเสียที  ข้ายืนรออยู่ที่นี่เกือบหนึ่งชั่วยาม  ได้เวลาชมดูเพลงดาบที่ได้จากการฝึกฝนแล้ว  แสดงฝีมือให้เต็มที่  คนผู้นี้จะเป็นคู่ประลองของเจ้า  มันมีฉายานามว่าจอมดาบปิศาจ เป็นจอมโจรที่ก่อเหตุในทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์แห่งนี้มานานหลายปี  ข้าต้องเสียเวลาถึงสองวันกว่าจะจับตัวมาได้  แต่เพื่อเอามาเป็นคู่มือให้กับเจ้า  นับว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป  หวังว่าการแสดงออกของเจ้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”


            เอี้ยนเฟยซาอ้าปากค้าง  เขาไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน  แต่ดูจากการที่ยอดฝีมืออย่างจวงซูเม่ยยังต้องใช้เวลาถึงสองวันจึงค่อยจับตัวมาได้ แสดงให้เห็นว่าพลังฝีมือของคนผู้นี้ไม่อ่อนด้อย  ต้องเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริงผู้หนึ่ง ถึงสามารถประพฤติตนเป็นโจรร้ายในพื้นที่ของเหล่าเทพได้  เมื่อเป็นเช่นนี้  เขาจะสามารถเอาชัยมันได้เหรอ? เพลงดาบที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาก็ไม่แน่ว่าจะใช้การได้ 


            “ลุกขึ้น”


            จวงซูเม่ยจี้ดรรชนีใส่กลางหลังจอมดาบปิศาจจากระยะไกล  มันสะดุ้งคราหนึ่งก็รีบลุกขึ้นยืนทันที  ดรรชนีนั้นเป็นการคลายจุดให้กับมัน  นางฟันแขนลงคราหนึ่ง  เชือกที่มัดมือจอมโจรเอาไว้ก็ขาด ปราณกระบี่ฟันเชือกขาดโดยไม่กระทบกับร่างกายคนเลย ฝีมือเช่นนี้ในยุทธภพมีไม่เกินสิบคนที่กระทำได้  คงมีแต่มือกระบี่ชั้นยอดที่มีความละเอียดลออในการออกกระบวนท่าเท่านั้น


            จอมดาบปิศาจหัวร่อฮา ฮา ก้มลงไปหยิบดาบหัวตัดเล่มใหญ่ขึ้นมา นั่นเป็นอาวุธประจำตัวของมัน สร้างชื่อด้วยกันมาตั้งแต่แรกเริ่ม ผู้คนหลายร้อยตกตายใต้คมดาบเล่มนี้มาแล้ว 


            “หากสามารถเอาชนะเจ้าหนุ่มคนนี้ได้  ท่านรับปากว่าจะปล่อยให้เราจากไป?”


            “ย่อมแน่นอน  ดังนั้นให้ลงมือเต็มที่  อย่าได้อ่อนข้อแม้แต่น้อยนิด  มิฉะนั้นแล้วข้าจะตัดหัวเจ้าเพื่อเอาไปแลกกับเงินรางวัล”


            เอี้ยนเฟยซาตกตะลึงกว่าเดิม  สตรีผู้นี้เห็นชัดแจ้งอยู่แล้วว่าวรยุทธ์ของเขาต่ำต้อยเพียงใด  กลับบีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามที่น่าจะมีวรยุทธ์เหนือกว่าตนเองลงมือสุดกำลัง  โดยไม่ห่วงใยความเป็นความตายของเขาแม้แต่นิดเดียว  นางยังนับเป็นอาจารย์ได้อยู่หรือไร


            จอมดาบปิศาจหัวร่อฮา ฮา ควงดาบในมือวิ่งเข้าใส่เป้าหมายทันที มันกลับมีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ เพียงขยับกายสองคราก็มาถึงเบื้องหน้าฝ่ายตรงข้ามแล้ว  ดาบหัวตัดในมือของมันจู่โจมออกอย่างดุดันอำมหิต  เอี้ยนเฟยซารีบยกดาบเข้าปะทะอย่างฉุกละหุก  ถูกกระแทกโอนไปเอนมา  ดาบแล้วดาบเล่าที่จู่โจมเข้ามา  ทำให้ลมหายใจของเขาขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง  เมื่อเผชิญกับการจู่โจมอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ 


            “ตั้งสติให้ได้  ไฉนถึงไม่โอนเอนพลิ้วไหวตามกระแสลม  ฝืนต่อต้านไปก็มีแต่ถูกกระทำฝ่ายเดียว  ยามใดควรรับก็รับ  ยามใดควรรุกก็รุกกลับ  หลักการผ่อนหนักเป็นเบา  เจ้าสมควรนำมาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้”


            เสียงของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยดังเข้าหูเอี้ยนเฟยซา  นางควบคุมเส้นเสียงให้ได้ยินเฉพาะคนที่ต้องการให้ฟัง นี่เป็นความสามารถเฉพาะตัว  มีแต่ยอดฝีมือระดับสูงสามารถกระทำได้  จอมดาบปิศาจแม้จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน  กลับไม่ได้ยินเสียงพูดของนางแม้แต่คำเดียว


            เอี้ยนเฟยซารีบตั้งสติควบคุมสมาธิ  เมื่อมีสมาธิ เขาก็สามารถดึงดูดลมปราณซ่อนเร้นออกมาใช้งานจนได้  เส้นสายชีพจรทั่วร่างล้วนมีการขยับขยายต้อนรับพลังลมปราณที่ไหลเวียนหนุนเนื่องตลอดเวลา  ทันใดนั้นเขารู้สึกได้ว่ากระบวนท่าจู่โจมของคู่ต่อสู้เชื่องช้าลง  การเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามก็ไม่รวดเร็วเหมือนก่อนหน้านี้ นั่นเป็นเพราะโสตประสาทของตนเองดีขึ้น 


            เอี้ยนเฟยซาฝืนรับมือคู่ต่อสู้อย่างใจเย็น  แม้ว่าเขาจะสามารถคำนวณกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้  แต่ในด้านการรับมือนั้นยังคงเป็นปัญหาใหญ่  จอมดาบปิศาจนับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งอย่างแท้จริง  ทุกกระบวนท่าที่จู่โจมเข้ามา  ล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณมหาศาล  กระแทกใส่ดาบกำราบมารจนชายหนุ่มเลือดลมปั่นป่วน ไม่สามารถหาโอกาสตอบโต้กลับไป


            “ค้นหาช่องโหว่ของศัตรู  เมื่อศัตรูดำเนินการจู่โจมอย่างต่อเนื่อง  จะมีช่วงเวลาที่ลมปราณขาดช่วง  นั่นเป็นเวลาที่เจ้าต้องพลิกกลับมาเป็นฝ่ายรุกให้ได้  หากทำไม่ได้ คงประสบเคราะห์กรรมมากกว่าวาสนา แม้แต่เราเองก็ไม่สามารถยื่นมือช่วยเหลือได้”


            เอี้ยนเฟยซารับฟังด้วยความหวาดผวา  สตรีงดงามผู้นี้จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด  หากเขาจะรอดก็ต้องรอดด้วยน้ำมือของตนเอง  เมื่อคิดได้ดังนั้น  จึงรีบรวบรวมสติให้มั่นคงกว่าเดิม  ค่อย ๆ รับมือกับท่าจู่โจมที่ดุดันอำมหิตของจอมดาบปิศาจ  มีแต่สถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเท่านั้น  จึงจะสามารถดึงความสามารถแท้จริงของคนออกมาได้  และแล้วโอกาสของเอี้ยนเฟยซาก็มาถึง หลังจากที่จอมดาบปิศาจฟาดฟันดาบใส่เขาติดต่อกันสามดาบ  ก็หยุดการโจมตีครู่หนึ่ง  เพื่อรวบรวมลมปราณอีกครั้ง  เพื่อดำเนินการจู่โจมรุกไล่อีกครั้ง

     

              เอี้ยนเฟยซารีบตั้งหลักยืนให้มั่น  ถ่ายเทลมปราณทั้งสามสายเข้าสู่ตัวดาบอย่างรวดเร็ว  เขาดีดตัวพุ่งขึ้นฟ้า  จับดาบมั่นด้วยสองมือ  ง้างดาบอยู่เหนือศีรษะ  ฟาดฟันดาบกำราบมารใส่จอมดาบปิศาจที่พุ่งเข้ามา บังเกิดปราณดาบขนาดใหญ่กว่าตัวจริงห้าหกเท่ากระแทกใส่คู่ต่อสู้  เสียงปะทะกันของสองศัสตราส่งเสียงดังลั่น  บังเกิดลมกระจายออกด้านข้าง  ฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นวงกว้างในทันที


            “นี่เรียกว่าวารีประสาน...เป็นหนึ่งในเพลงดาบวารีพิฆาตของเรา”


            เอี้ยนเฟยซาตะโกนออกมาพร้อมกับหันไปมองดูจวงซูเม่ยคราหนึ่ง  คล้ายกับจงใจบอกกับนางว่าสามารถคิดค้นกระบวนท่าเป็นของตนเองได้แล้ว


            จอมดาบปิศาจถูกดาบกระแทกใส่จนปลิวไปยังด้านหลัง  สองมือของมันชาด้านจนแทบปล่อยให้ดาบหลุดลอยไป  มันเกิดคำถามมากมายขึ้นในใจ  คู่ต่อสู้เป็นเพียงชายหนุ่มอายุน้อย  แถมยังเป็นมนุษย์อีกด้วย  ไฉนถึงมีพลังลมปราณสูงส่งถึงเพียงนี้  ทุกดาบที่ตนเองฟาดฟันออกไป  ล้วนบรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม  แผนการคือจู่โจมจนศัตรูหมดแรง  แล้วค่อยจับเป็นตัวประกันสำหรับการหลบหนีออกจากที่นี่  มันมั่นใจว่าจวงซูเม่ยไม่ปล่อยให้ตนเองมีชีวิตรอดกลับออกไปอย่างแน่นอน แต่เมื่อเห็นกระบวนท่าจู่โจมกลับมาคราแรกของเอี้ยนเฟยซา ก็รู้ว่าไม่สามารถจับเป็นชายหนุ่มผู้นี้ได้  จึงบังเกิดไหวพริบขึ้นมา 


            จอมดาบปิศาจเห็นเอี้ยนเฟยซาจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง  คราครั้งนี้ฝ่ายตรงข้ามใช้กระบวนท่าที่รวดเร็ว  ผสานกับท่าร่างที่พลิ้วไหวว่องไว  มันรีบฟาดฟันดาบออกไปป้องกันอย่างรวดเร็ว  เพียงแค่ดาบสัมผัสกันก็รู้สึกได้ถึงลมปราณของคู่ต่อสู้ที่กระแทกเข้ามา  ต้องรีบโคจรพลังลมปราณออกมาต้านทาน  ยังไม่ทันที่จะตั้งท่าบุกจู่โจมคืน  ก็พบว่าร่างของชายหนุ่มพุ่งแฉลบไปทางซ้าย  พร้อมกับฟาดฟันดาบที่ไร้ระเบียบแบบแผนมาหนึ่งกระบวนท่า  จอมโจรผู้นี้ถึงกับหน้าถอดสี  มันรีบเขวี้ยงดาบใส่คู่ต่อสู้  พร้อมกับล้วงเข้าไปในอกเสื้อ  หยิบวัตถุทรงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวออกมาลูกหนึ่ง  โยนมันไปทางจวงซูเม่ย  จากนั้นรีบพุ่งตัวไปอีกทางด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ

     

            วัตถุทรงกลมนั้นพุ่งมาไม่ถึงสองวา  ก็ระเบิดออกมา ควันดำฟุ้งกระจายไปทั่ว  บดบังทัศนวิสัยของเอี้ยนเฟยซาและจวงซูเม่ย  แต่เทพสตรีผู้นี้หาได้สนใจควันเหล่านี้ไม่  นางชักกระบี่ออกมา  ฟาดฟันใส่อากาศธาตุคราหนึ่ง  เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น  เป็นเสียงของจอมดาบปิศาจผู้เคราะห์ร้าย  ผู้ซึ่งศีรษะถูกแยกออกจากร่างกายด้วยปราณกระบี่เดียว  ร่างของมันล้มลงบนพื้นหญ้า  พร้อมกับพ่นน้ำสีแดงสดชโลมผืนแผ่นดิน  จอมโจรที่สมควรตายก็ตายเสียที  สีหน้าของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยสงบราบเรียบเป็นปรกติ  คล้ายกับไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น  กระบี่กลับไปอยู่ในฝักเหมือนเดิมแล้ว  นางหันไปพูดกับเอี้ยนเฟยซาว่า


            “เพลงดาบวารีพิฆาตของเจ้าพอใช้การได้บ้าง  นับว่าคนมีความก้าวหน้า  พรุ่งนี้พวกเราลงเขาไปด้วยกัน  เอาศีรษะของเจ้าโจรถ่อยผู้นี้ไปขึ้นเงิน  เห็นว่ามันมีค่าหัวตั้งหนึ่งร้อยตำลึงทอง  เมื่อได้เงินมา ข้าจะเลี้ยงฉลองให้กับความสำเร็จของเจ้าหนึ่งมื้อ  แต่ตอนนี้ช่วยเอาศพมันไปกลบฝังก่อน  สถานที่ของหมอเทวะไม่สมควรมีซากศพ  ส่วนศีรษะคนนั้น  อีกสักครู่เจียวซินจะเป็นคนมาเก็บไปแช่สมุนไพรไม่ให้เน่าเปื่อย”


            เอี้ยนเฟยซาตอบรับคำหนึ่ง  ตอนนี้เขารู้สึกภาคภูมิใจเป็นที่สุด  การได้รับคำชื่นชมจากยอดฝีมือแดนเทพทำให้หัวใจของเขาพองโต  หากเขาสามารถพัฒนาฝีมือได้มากกว่านี้ สักวันหนึ่งคงได้อยู่ในทำเนียบสิบยอดยุทธ์แดนมนุษย์  นั่นเป็นจุดที่ผู้ฝึกยุทธ์ในแดนมนุษย์ทุกคนปรารถนา


            สักวันหนึ่ง  นามเอี้ยนเฟยซา จะต้องอยู่ในทำเนียบสิบยอดยุทธ์