เพลงดาบวารีพิฆาต
ท่ามกลางสายน้ำไหลเอื่อยที่เย็นเฉียบในธารน้ำตกใสสะอาดที่บรรยากาศเงียบสงบ ชายหนุ่มผู้หนึ่งคว่ำหน้านอนอยู่ในน้ำ ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าส่องแสงสุดท้ายลงบนผืนนที สะท้อนให้เห็นถึงเงาพฤกษานานาพันธุ์ที่เติบโตรอบแหล่งน้ำ ที่ใดมีน้ำที่นั่นมีชีวิต คำพูดประโยคนี้เป็นจริงเสมอมา
ชายหนุ่มที่คว่ำหน้าอยู่ในน้ำพรวดพราดลอยตัวขึ้นมา ฝูงมัจฉาในนทีแตกตื่นแหวกว่ายไปคนละทิศคนละทาง เอี้ยนเฟยซานั่นเอง เขาส่งเสียงหัวร่อออกมาอย่างบ้าคลั่ง วาดมือวาดเท้าเป็นท่วงท่าแปลกประหลาด คล้ายคนบ้าผู้หนึ่งที่ค้นพบของวิเศษ แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนบ้า แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่ได้ค้นพบของวิเศษ จากการศึกษาเพลงดาบมานานถึงสามวัน ในที่สุดก็ค้นพบหลักการของกระบวนท่าที่ติดค้างอยู่ในใจตั้งแต่แรก เขารีบกระโดดขึ้นไปบนฝั่ง หยิบดาบกำราบมารมากวัดแกว่ง กระบวนท่าแรกที่เขาคิดค้นขึ้นมาได้ เป็นการเลียนแบบการไหลวนของน้ำ กล่าวคือธรรมชาติของน้ำจะไหลลงสู่ที่ต่ำ แต่หากมีพลังงานหรือวัตถุบางอย่างมาขวางกั้นทางน้ำไหล มันจะไหลวนกลับไปกลับมาเช่นนั้นจนกว่าจะสามารถหาทางผ่านไปได้ แม้ว่าจะสามารถไหลผ่านไปได้แล้ว น้ำที่ไหลมาใหม่ก็จะไหลวนเช่นเดิม ชายหนุ่มอาศัยหลักการนี้ในการออกกระบวนท่าโจมตีต่อเนื่องที่มีถึงห้ากระบวนท่า เริ่มจากลอยตัวเข้าหาคู่ต่อสู้ ดาบฟาดฟันจากเบื้องบน หากคู่ต่อสู้ต้านรับได้ จะเปลี่ยนเป็นแฉลบไปทางซ้ายหรือขวา จู่โจมออกอีกหนึ่งดาบ หากคู่ต่อสู้สามารถต้านรับได้อีก ก็จะอ้อมไปทางด้านหลัง โจมตีอีกหนึ่งดาบ หากยังไม่ประสบผลก็แฉลบกลับมาทางซ้ายหรือขวา จู่โจมอีกหนึ่งดาบ หากศัตรูยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ก็ดีดตัวกลับมายังจุดเริ่มต้น พร้อมกับฟาดฟันจากระยะไกลอีกหนึ่งดาบ เพื่อป้องกันการรุกโต้กลับมาของศัตรู ซึ่งการเคลื่อนไหวจะวนซ้ายหรือขวาก็ได้ เพียงแต่เมื่อจบกระบวนท่าจะได้การเคลื่อนที่ในลักษณะวงกลม
“ฮาฮา สำเร็จแล้ว ข้าจะเรียกมันว่าวารีไหลวน นี่เป็นกระบวนท่าแรกในเพลงดาบวารีพิฆาต ต่อไปเป็นกระบวนท่าที่สอง ...ย่าห์...”
เอี้ยนเฟยซาพุ่งตัวขึ้นฟ้า จับดาบด้วยสองมือ ง้างดาบอยู่เหนือศีรษะ ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าสู่ตัวดาบแล้วจู่โจมออกไป บังเกิดปราณดาบขนาดใหญ่กว่าตัวจริงห้าหกเท่ากระแทกใส่น้ำในลำธาร แรงอัดจากปราณดาบทำให้น้ำในบริเวณนั้นระเบิดออกมาตูมใหญ่ ความรุนแรงของกระบวนท่านี้เหนือความคาดหมายของเขามาก ชายหนุ่มไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์มันจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ หลักการของกระบวนท่านี้มาจากการไหลบรรจบกันของลำธารน้อยทั้งหลาย ท้ายที่สุดก็กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่น่าเกรงขาม ในร่างกายของเขามีพลังลมปราณถึงสามสาย คือลมปราณจากตัวดาบ ลมปราณจากโอสถนฤมิตเทวา และลมปราณธรรมชาติของตนเอง เมื่อเขาค้นพบวิธีการควบคุมพลังลมปราณเหล่านี้ ก็สามารถดึงออกมาใช้ในกระบวนท่านี้ได้
“กระบวนท่านี้ข้าขอเรียกมันว่าวารีประสาน อานุภาพของมันรุนแรงปานฟ้าดินถล่มเช่นนี้ ไม่มีศัตรูหน้าไหนจะต้านรับไว้ได้ ต่อไปเป็นกระบวนท่าที่สาม...ย่าห์...”
เอี้ยนเฟยซาเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว เขาฟาดฟันดาบออกไปสามดาบ แต่ละดาบล้วนเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว แสงจากดวงอาทิตย์ส่องต้องลงบนตัวดาบ ปรากฏเงาดาบเคลื่อนคล้อย ไม่สามารถคำนวณตำแหน่งของทั้งสามดาบที่จู่โจมออกไป
เอี้ยนเฟยซาลอกเลียนแบบการหักเหของแสงในน้ำ เมื่อดาบอยู่ในน้ำการมองเห็นตัวดาบจะตื้นกว่าความเป็นจริงเนื่องจากแสงเดินทางสะท้อนจากดาบในน้ำแล้วจึงหักเหผ่านอากาศเข้าสู่ตา ทำให้เกิดระยะภาพที่คลาดเคลื่อนไป ซึ่งทำให้ตำแหน่งของดาบอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ขึ้นหรือตื้นขึ้นกว่าความเป็นจริง สามารถสร้างภาพลวงให้ปรากฏในสายตาคู่ต่อสู้ได้
“นี่เป็นกระท่าวารีร้อยแปรฝ่ายตรงข้ามต้องมองไม่ออกแน่นอนว่ากระบวนท่าไหนเท็จกระบวนท่าไหนจริง ต้องพ่ายแพ้แก่เราอย่างแน่นอน ฮา ฮา”
เอี้ยนเฟยซายังคงฝึกฝนกระบวนท่าทั้งสามวนไปวนมาอีกหลายสิบรอบ เมื่อผลลัพธ์เป็นที่พึงพอใจแล้ว จึงวิ่งตะบึงออกจากธารน้ำตก มุ่งหน้ากลับมายังที่เคหาสน์สถานของหมอเทวะ ความปลื้มปิติในจิตใจยากที่สะกดควบคุมไว้ได้ คนเกิดมายากจนข้นแค้น ไม่มีเงินทองเพียงพอสำหรับเข้าสำนักฝึกฝีมือ ทำได้เพียงเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อซื้อเวลาเรียนวรยุทธ์สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ไหนเลยคาดคิดว่าสักวันจะได้คิดค้นเพลงดาบเป็นของตนเอง นี่เป็นก้าวแรกของการทะยานสู่ทำเนียบยอดยุทธ์ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทาสราชันย์หวงจิวเมิ่งเป็นลำดับแรก ถัดมาเป็นหมอเทวะเซี่ยอวิ้น เจียวซินผู้คอยเฝ้าข้างกายไม่ห่างตอนที่ตนเองสลบไสลไม่ได้สติ รวมไปถึงเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยที่เป็นผู้แนะนำให้เข้าสู่วิถีดาบด้วยตนเอง
ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเค่อเท่านั้น เอี้ยนเฟยซาก็บรรลุถึงจุดหมาย เขาเห็นจวงซู่เม่ยนั่งอยู่บนขอนไม้ท่อนหนึ่ง เบื้องหน้านางมีบุรุษหน้าตาดุร้ายนั่งคุกเข่าอยู่ มือของมันทั้งสองข้างไขว้มาอยู่ด้านหลัง ถูกมัดด้วยเชือกขาวเส้นหนึ่ง ไม่สามารถคลายออกได้อย่างแน่นอน
“มาถึงเสียที ข้ายืนรออยู่ที่นี่เกือบหนึ่งชั่วยาม ได้เวลาชมดูเพลงดาบที่ได้จากการฝึกฝนแล้ว แสดงฝีมือให้เต็มที่ คนผู้นี้จะเป็นคู่ประลองของเจ้า มันมีฉายานามว่าจอมดาบปิศาจ เป็นจอมโจรที่ก่อเหตุในทุ่งหญ้าฮูหลุนเป้ยเอ่อร์แห่งนี้มานานหลายปี ข้าต้องเสียเวลาถึงสองวันกว่าจะจับตัวมาได้ แต่เพื่อเอามาเป็นคู่มือให้กับเจ้า นับว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป หวังว่าการแสดงออกของเจ้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
เอี้ยนเฟยซาอ้าปากค้าง เขาไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน แต่ดูจากการที่ยอดฝีมืออย่างจวงซูเม่ยยังต้องใช้เวลาถึงสองวันจึงค่อยจับตัวมาได้ แสดงให้เห็นว่าพลังฝีมือของคนผู้นี้ไม่อ่อนด้อย ต้องเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริงผู้หนึ่ง ถึงสามารถประพฤติตนเป็นโจรร้ายในพื้นที่ของเหล่าเทพได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะสามารถเอาชัยมันได้เหรอ? เพลงดาบที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาก็ไม่แน่ว่าจะใช้การได้
“ลุกขึ้น”
จวงซูเม่ยจี้ดรรชนีใส่กลางหลังจอมดาบปิศาจจากระยะไกล มันสะดุ้งคราหนึ่งก็รีบลุกขึ้นยืนทันที ดรรชนีนั้นเป็นการคลายจุดให้กับมัน นางฟันแขนลงคราหนึ่ง เชือกที่มัดมือจอมโจรเอาไว้ก็ขาด ปราณกระบี่ฟันเชือกขาดโดยไม่กระทบกับร่างกายคนเลย ฝีมือเช่นนี้ในยุทธภพมีไม่เกินสิบคนที่กระทำได้ คงมีแต่มือกระบี่ชั้นยอดที่มีความละเอียดลออในการออกกระบวนท่าเท่านั้น
จอมดาบปิศาจหัวร่อฮา ฮา ก้มลงไปหยิบดาบหัวตัดเล่มใหญ่ขึ้นมา นั่นเป็นอาวุธประจำตัวของมัน สร้างชื่อด้วยกันมาตั้งแต่แรกเริ่ม ผู้คนหลายร้อยตกตายใต้คมดาบเล่มนี้มาแล้ว
“หากสามารถเอาชนะเจ้าหนุ่มคนนี้ได้ ท่านรับปากว่าจะปล่อยให้เราจากไป?”
“ย่อมแน่นอน ดังนั้นให้ลงมือเต็มที่ อย่าได้อ่อนข้อแม้แต่น้อยนิด มิฉะนั้นแล้วข้าจะตัดหัวเจ้าเพื่อเอาไปแลกกับเงินรางวัล”
เอี้ยนเฟยซาตกตะลึงกว่าเดิม สตรีผู้นี้เห็นชัดแจ้งอยู่แล้วว่าวรยุทธ์ของเขาต่ำต้อยเพียงใด กลับบีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามที่น่าจะมีวรยุทธ์เหนือกว่าตนเองลงมือสุดกำลัง โดยไม่ห่วงใยความเป็นความตายของเขาแม้แต่นิดเดียว นางยังนับเป็นอาจารย์ได้อยู่หรือไร
จอมดาบปิศาจหัวร่อฮา ฮา ควงดาบในมือวิ่งเข้าใส่เป้าหมายทันที มันกลับมีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ เพียงขยับกายสองคราก็มาถึงเบื้องหน้าฝ่ายตรงข้ามแล้ว ดาบหัวตัดในมือของมันจู่โจมออกอย่างดุดันอำมหิต เอี้ยนเฟยซารีบยกดาบเข้าปะทะอย่างฉุกละหุก ถูกกระแทกโอนไปเอนมา ดาบแล้วดาบเล่าที่จู่โจมเข้ามา ทำให้ลมหายใจของเขาขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง เมื่อเผชิญกับการจู่โจมอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้
“ตั้งสติให้ได้ ไฉนถึงไม่โอนเอนพลิ้วไหวตามกระแสลม ฝืนต่อต้านไปก็มีแต่ถูกกระทำฝ่ายเดียว ยามใดควรรับก็รับ ยามใดควรรุกก็รุกกลับ หลักการผ่อนหนักเป็นเบา เจ้าสมควรนำมาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้”
เสียงของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยดังเข้าหูเอี้ยนเฟยซา นางควบคุมเส้นเสียงให้ได้ยินเฉพาะคนที่ต้องการให้ฟัง นี่เป็นความสามารถเฉพาะตัว มีแต่ยอดฝีมือระดับสูงสามารถกระทำได้ จอมดาบปิศาจแม้จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน กลับไม่ได้ยินเสียงพูดของนางแม้แต่คำเดียว
เอี้ยนเฟยซารีบตั้งสติควบคุมสมาธิ เมื่อมีสมาธิ เขาก็สามารถดึงดูดลมปราณซ่อนเร้นออกมาใช้งานจนได้ เส้นสายชีพจรทั่วร่างล้วนมีการขยับขยายต้อนรับพลังลมปราณที่ไหลเวียนหนุนเนื่องตลอดเวลา ทันใดนั้นเขารู้สึกได้ว่ากระบวนท่าจู่โจมของคู่ต่อสู้เชื่องช้าลง การเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามก็ไม่รวดเร็วเหมือนก่อนหน้านี้ นั่นเป็นเพราะโสตประสาทของตนเองดีขึ้น
เอี้ยนเฟยซาฝืนรับมือคู่ต่อสู้อย่างใจเย็น แม้ว่าเขาจะสามารถคำนวณกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้ แต่ในด้านการรับมือนั้นยังคงเป็นปัญหาใหญ่ จอมดาบปิศาจนับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งอย่างแท้จริง ทุกกระบวนท่าที่จู่โจมเข้ามา ล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณมหาศาล กระแทกใส่ดาบกำราบมารจนชายหนุ่มเลือดลมปั่นป่วน ไม่สามารถหาโอกาสตอบโต้กลับไป
“ค้นหาช่องโหว่ของศัตรู เมื่อศัตรูดำเนินการจู่โจมอย่างต่อเนื่อง จะมีช่วงเวลาที่ลมปราณขาดช่วง นั่นเป็นเวลาที่เจ้าต้องพลิกกลับมาเป็นฝ่ายรุกให้ได้ หากทำไม่ได้ คงประสบเคราะห์กรรมมากกว่าวาสนา แม้แต่เราเองก็ไม่สามารถยื่นมือช่วยเหลือได้”
เอี้ยนเฟยซารับฟังด้วยความหวาดผวา สตรีงดงามผู้นี้จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด หากเขาจะรอดก็ต้องรอดด้วยน้ำมือของตนเอง เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงรีบรวบรวมสติให้มั่นคงกว่าเดิม ค่อย ๆ รับมือกับท่าจู่โจมที่ดุดันอำมหิตของจอมดาบปิศาจ มีแต่สถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเท่านั้น จึงจะสามารถดึงความสามารถแท้จริงของคนออกมาได้ และแล้วโอกาสของเอี้ยนเฟยซาก็มาถึง หลังจากที่จอมดาบปิศาจฟาดฟันดาบใส่เขาติดต่อกันสามดาบ ก็หยุดการโจมตีครู่หนึ่ง เพื่อรวบรวมลมปราณอีกครั้ง เพื่อดำเนินการจู่โจมรุกไล่อีกครั้ง
เอี้ยนเฟยซารีบตั้งหลักยืนให้มั่น ถ่ายเทลมปราณทั้งสามสายเข้าสู่ตัวดาบอย่างรวดเร็ว เขาดีดตัวพุ่งขึ้นฟ้า จับดาบมั่นด้วยสองมือ ง้างดาบอยู่เหนือศีรษะ ฟาดฟันดาบกำราบมารใส่จอมดาบปิศาจที่พุ่งเข้ามา บังเกิดปราณดาบขนาดใหญ่กว่าตัวจริงห้าหกเท่ากระแทกใส่คู่ต่อสู้ เสียงปะทะกันของสองศัสตราส่งเสียงดังลั่น บังเกิดลมกระจายออกด้านข้าง ฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นวงกว้างในทันที
“นี่เรียกว่าวารีประสาน...เป็นหนึ่งในเพลงดาบวารีพิฆาตของเรา”
เอี้ยนเฟยซาตะโกนออกมาพร้อมกับหันไปมองดูจวงซูเม่ยคราหนึ่ง คล้ายกับจงใจบอกกับนางว่าสามารถคิดค้นกระบวนท่าเป็นของตนเองได้แล้ว
จอมดาบปิศาจถูกดาบกระแทกใส่จนปลิวไปยังด้านหลัง สองมือของมันชาด้านจนแทบปล่อยให้ดาบหลุดลอยไป มันเกิดคำถามมากมายขึ้นในใจ คู่ต่อสู้เป็นเพียงชายหนุ่มอายุน้อย แถมยังเป็นมนุษย์อีกด้วย ไฉนถึงมีพลังลมปราณสูงส่งถึงเพียงนี้ ทุกดาบที่ตนเองฟาดฟันออกไป ล้วนบรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม แผนการคือจู่โจมจนศัตรูหมดแรง แล้วค่อยจับเป็นตัวประกันสำหรับการหลบหนีออกจากที่นี่ มันมั่นใจว่าจวงซูเม่ยไม่ปล่อยให้ตนเองมีชีวิตรอดกลับออกไปอย่างแน่นอน แต่เมื่อเห็นกระบวนท่าจู่โจมกลับมาคราแรกของเอี้ยนเฟยซา ก็รู้ว่าไม่สามารถจับเป็นชายหนุ่มผู้นี้ได้ จึงบังเกิดไหวพริบขึ้นมา
จอมดาบปิศาจเห็นเอี้ยนเฟยซาจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง คราครั้งนี้ฝ่ายตรงข้ามใช้กระบวนท่าที่รวดเร็ว ผสานกับท่าร่างที่พลิ้วไหวว่องไว มันรีบฟาดฟันดาบออกไปป้องกันอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ดาบสัมผัสกันก็รู้สึกได้ถึงลมปราณของคู่ต่อสู้ที่กระแทกเข้ามา ต้องรีบโคจรพลังลมปราณออกมาต้านทาน ยังไม่ทันที่จะตั้งท่าบุกจู่โจมคืน ก็พบว่าร่างของชายหนุ่มพุ่งแฉลบไปทางซ้าย พร้อมกับฟาดฟันดาบที่ไร้ระเบียบแบบแผนมาหนึ่งกระบวนท่า จอมโจรผู้นี้ถึงกับหน้าถอดสี มันรีบเขวี้ยงดาบใส่คู่ต่อสู้ พร้อมกับล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบวัตถุทรงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวออกมาลูกหนึ่ง โยนมันไปทางจวงซูเม่ย จากนั้นรีบพุ่งตัวไปอีกทางด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ
วัตถุทรงกลมนั้นพุ่งมาไม่ถึงสองวา ก็ระเบิดออกมา ควันดำฟุ้งกระจายไปทั่ว บดบังทัศนวิสัยของเอี้ยนเฟยซาและจวงซูเม่ย แต่เทพสตรีผู้นี้หาได้สนใจควันเหล่านี้ไม่ นางชักกระบี่ออกมา ฟาดฟันใส่อากาศธาตุคราหนึ่ง เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น เป็นเสียงของจอมดาบปิศาจผู้เคราะห์ร้าย ผู้ซึ่งศีรษะถูกแยกออกจากร่างกายด้วยปราณกระบี่เดียว ร่างของมันล้มลงบนพื้นหญ้า พร้อมกับพ่นน้ำสีแดงสดชโลมผืนแผ่นดิน จอมโจรที่สมควรตายก็ตายเสียที สีหน้าของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยสงบราบเรียบเป็นปรกติ คล้ายกับไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น กระบี่กลับไปอยู่ในฝักเหมือนเดิมแล้ว นางหันไปพูดกับเอี้ยนเฟยซาว่า
“เพลงดาบวารีพิฆาตของเจ้าพอใช้การได้บ้าง นับว่าคนมีความก้าวหน้า พรุ่งนี้พวกเราลงเขาไปด้วยกัน เอาศีรษะของเจ้าโจรถ่อยผู้นี้ไปขึ้นเงิน เห็นว่ามันมีค่าหัวตั้งหนึ่งร้อยตำลึงทอง เมื่อได้เงินมา ข้าจะเลี้ยงฉลองให้กับความสำเร็จของเจ้าหนึ่งมื้อ แต่ตอนนี้ช่วยเอาศพมันไปกลบฝังก่อน สถานที่ของหมอเทวะไม่สมควรมีซากศพ ส่วนศีรษะคนนั้น อีกสักครู่เจียวซินจะเป็นคนมาเก็บไปแช่สมุนไพรไม่ให้เน่าเปื่อย”
เอี้ยนเฟยซาตอบรับคำหนึ่ง ตอนนี้เขารู้สึกภาคภูมิใจเป็นที่สุด การได้รับคำชื่นชมจากยอดฝีมือแดนเทพทำให้หัวใจของเขาพองโต หากเขาสามารถพัฒนาฝีมือได้มากกว่านี้ สักวันหนึ่งคงได้อยู่ในทำเนียบสิบยอดยุทธ์แดนมนุษย์ นั่นเป็นจุดที่ผู้ฝึกยุทธ์ในแดนมนุษย์ทุกคนปรารถนา
สักวันหนึ่ง นามเอี้ยนเฟยซา จะต้องอยู่ในทำเนียบสิบยอดยุทธ์