ดินแดนไหลเสวียหลี่กว้างใหญ่หลายร้อยลี้เดิมทีมันเป็นดินแดนอันรุ่งเรือง อีกทั้งยังติดกับพระราชวังเทียนปินหลง และเป็นจุดศูนย์รวมลมปราณฟ้าดินนับได้ว่าเป็นสวรรค์บนดิน แต่หลังจากประสบกับภัยพิบัติเมื่อพันปีก่อน ประชาชนระหกระเหินและข้าราชการฉ้อฉลจึงเกิดการจลาจล แต่หลังจากที่การจลาจลล้มเหลว ผู้คนนับแสนก็ถูกสั่งประหารตรงนี้จนเลือดนองเต็มพื้นดินกระดูกกองสูงเป็นภูเขา
ผู้บริสุทธิ์ตายลงนับไม่ถ้วน เมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยพันปีไอวิญญาณหลอมรวมกัน ที่แห่งนี้จึงค่อยๆกลายเป็นดินแดนวิญญาณที่ผู้คนนับไม่ถ้วนหวาดกลัว แทบไม่มีใครกล้าบุกรุกเข้ามาอีก จนมันกลายเป็นสรวงสวรรค์ของเหล่าวิญญาณ
วันนี้มีชายหนุ่มชุดบัณฑิตคนหนึ่ง สาวน้อยรูปโฉมงดงามคนหนึ่งและองครักษ์ชุดดำคนหนึ่งถือเงินกระดาษและอาหารสุราไปยังหน้าสุสานรกร้างข้างทะเลสาบแห่งหนึ่งและเริ่มการบูชา
บัณฑิตหนุ่มผู้นี้มีกลิ่นอายสูงศักดิ์ บุคลิกล้ำเลิศเกินพรรณนาส่วนสาวน้อยและองครักษ์ที่อยู่ข้างกายเขาก็มีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่รู้ว่าพวกเขาปรากฏตัวอยู่ที่แห่งนี้ได้อย่างไร
“หืม?”
หลังบูชาไปรอบหนึ่ง ชายหนุ่มก็นั่งขัดสมาธิพร้อมกับเผาเงินกระดาษและแสดงหัตถ์ชนิดต่างๆราวกับกำลังอธิษฐานอย่างศรัทธา เพียงแต่หัตถ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็นชายหนุ่มจึงขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
เขาก็คือฟ่านเสวี่ยหลี
นี่เป็นวันที่สองที่เขาเข้ามาในไหลเสวียหลี่ ในที่สุดก็เดินทางมาถึงตรงนี้ทว่าเขากลับไม่พบสิ่งใดเลย ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจ
“จากคำพูดของเจ้าเมือง จุดที่เจอไข่มุกศักดิ์สิทธิ์ก็คือตรงนี้ส่วนผู้ที่ได้รับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ตามความทรงจำเมื่อพันปีก่อนของข้าก็อยู่บริเวณแถบนี้เช่นกันแต่เหตุใดที่แห่งนี้จึงไร้ซึ่งลมปราณใดๆ”
ด้วยการรับรู้ของฟ่านเสวี่ยหลีในตอนนี้ ประกอบกับการใช้หัตถ์ของปรมาจารย์ปรุงยาหากบริเวณนี้มีสมบัติ วิญญาณหรือสมุนไพร ย่อมต้องเกิดการตอบสนองเล็กน้อย ทว่าที่แห่งนี้กลับปราศจากสิ่งใด
“สาเหตุอาจเกิดจากกาลเวลา...”ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ขจัดความรู้สึกนี้ได้อย่างรวดเร็วความล้มเหลวนี้หาได้เป็นปัญหาสำหรับเขา
เมื่อเขาคิดถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปที่มีควันลอยคลุ้งและมีกำแพงสีแดงเตี้ยๆ ตั้งอยู่ ดูเหมือนจะมีคนอาศัยอยู่ตรงนั้น
“ที่นี่คือดินแดนวิญญาณ จะมีคนอาศัยอยู่ได้อย่างไรต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่นอน” ฟ่านเสวี่ยหลีพูดกับเนี่ยชิวอวี่และราชาบัลลังก์ทมิฬที่อยู่ข้างกายอย่างแผ่วเบาเขาเก็บซ่อนลมปราณแล้วเดินไปทางนั้นอย่างระมัดระวัง
พวกเขาเดินไปถึงกำแพงสีแดงแห่งนั้นอย่างช้าๆ ด้านหลังกำแพงมีหญิงชราหลายคนกำลังยืนล้อมหม้อใบหนึ่งซึ่งภายในหม้อเต็มไปด้วยหัวและขาของเด็ก
พวกฟ่านเสวี่ยหลีถึงกับตกตะลึง
เมื่อหญิงชราเหล่านั้นเห็นพวกฟ่านเสวี่ยหลีก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องตกใจ พวกเขาล้วนเป็นภิกษุที่ตายตกในโลกมนุษย์ พวกเขาขโมยร่างมนุษย์ทั้งที่ยังบำเพ็ญบุญไม่ถึงจุดสมบูรณ์จึงต้องต้มพวกเขาให้เปื่อย เพื่อไม่ให้พวกเขาเติบโตในโลกมนุษย์และให้ตายตั้งแต่อายุยังน้อย”
หญิงชราเหล่านั้นมีกลิ่นอายที่มืดมิด และมีปราณมืดมนที่เลือนรางผิวหนังแห้งกร้าน เห็นได้ชัดว่าเป็นร่างวิญญาณ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อย่าว่าแต่เนี่ยชิวอวี่เลย แม้แต่ฟ่านเสวี่ยหลียังตะลึงเล็กน้อยแต่เขาเพิ่งพบว่าบนตัวของหญิงชราเหล่านี้ไม่มีจิตสังหารแม้แต่น้อย ดูเหมือนไม่ใช่พวกที่ดูผิดบาปเช่นนั้นและพวกนางก็เหมือนจะไม่ได้โกหก
“บางครั้งสิ่งที่ตาเห็นก็เป็นเพียงด้านเดียวของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีคิดดังนั้นก็เข้าใจประโยคนี้มากยิ่งขึ้น
จากนั้นเขาก็พูดกับเหล่าหญิงชราว่า “แบบนี้นี่เอง ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งหลายที่ชี้แนะ ไม่ทราบว่าที่แห่งนี้คือดินแดนวิญญาณอย่างนั้นหรือ”
หญิงชราที่เป็นผู้นำพยักหน้าแล้วพูดอย่างชื่นชมว่า“เจ้าทายถูกแล้ว คาดไม่ถึงว่าพวกเจ้าที่เพิ่งเคยมาที่แห่งนี้เป็นครั้งแรกซ้ำยังเห็นภาพเช่นนี้แต่จิตใจกลับไม่ปั่นป่วน ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง ดูเหมือนเป้าหมายการมาที่แห่งนี้ของพวกเจ้าเพราะต้องการไปเข้าร่วมงานเสวนาศาสตร์ของเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายและเฝ้ารอการถือกำเนิดของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่พันปีจะพบสักครั้งสินะ”
ถึงแม้หญิงชราผู้นี้จะเป็นวิญญาณ แต่ท่าทีเป็นมิตรกว่ามนุษย์ส่วนในโลกมนุษย์เสียด้วยซ้ำ
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็ใจเต้นแรง เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จะถือกำเนิดขึ้นในเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายอย่างนั้นหรือเนื่องจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่บุคคลในความทรงจำเมื่อพันปีก่อนได้รับมานั้นก็เกี่ยวข้องกับเผ่ามนุษย์เงือกบางทีลมปราณโบราณบนลูกแก้วดาราสวรรค์อาจส่งมาจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้
เขาพลันพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่ทราบว่าพวกท่านช่วยชี้ทางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
“เดินไปทางทิศตะวันออกเรื่อยๆจะพบกับท่าเรือแห่งหนึ่ง เมื่อขึ้นเรือข้ามฟากที่อยู่ตรงนั้น อีกฟากก็คือที่อยู่ของเผ่ามนุษย์เงือกทะเล”หญิงชราชะงักเล็กน้อยแล้วพูดต่อ "เผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายเป็นเจ้าแห่งปวงวิญญาณซึ่งซ่อนไว้ด้วยสมบัตินับไม่ถ้วน มีวิญญาณมากมายนับไม่หมดหวังไปยังเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายแต่น้อยนักที่ทำสำเร็จ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์เลย”
นางส่ายหน้าและเผยสีหน้าเป็นกังวลอย่างอดไม่ได้
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ พวกข้าจะระวังตัวเป็นอย่างดี” เขาหยิบโอสถขัดเกลาร่างกายออกมาหลายเม็ดแล้วยื่นให้หญิงชราผู้นั้นเพื่อแสดงความขอบคุณ
โอสถขัดเกลาร่างกายเหล่านี้ถูกเขาหลอมขึ้นมาภายหลังโดยใช้เตาไฟสำริดและไม่มีการเพิ่มฤทธิ์ยาแต่สำหรับหญิงชราเหล่านี้แล้ว มันถือเป็นของหายากแน่นอน
หญิงชราโบกมือเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พวกข้าใช้ชีวิตอยู่ในนี้มานานพอแล้วและถูกกดขี่จนเหนื่อยเหลือเกิน ต่อให้มีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วจะมีความแตกต่างอะไรเล่าเจ้าเก็บโอสถไว้ใช้เองเถิด” น้ำเสียงของนางจริงใจอย่างยิ่ง สายตาที่มองฟ่านเสวี่ยหลีราวกับกำลังมองหลานคนหนึ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีนำโอสถใส่มือของหญิงชราแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านชี้แนะทางสว่างให้ข้า ข้าน้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก ของขวัญเล็กน้อยนี้ ท่านโปรดรับไว้เถิด”เขามองออกว่าลมปราณของหญิงชราราวกับแสงเทียนกลางสายลม หากไม่มีโอสถขัดเกลาร่างกายเกรงว่าจะมีชีวิตได้อีกไม่นาน
จากนั้นเขาก็หันหลังเดินทางไปยังท่าเรือทางตะวันออก
ทันใดนั้นหญิงชราก็พูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ว่า “จงจำเอาไว้ว่าเจ้าต้องเคารพและให้เกียรติคนแจวเรือของท่าเรือแห่งนั้น คนแจวเรือผู้นั้นโลภมากและถือตัวพวกเจ้าต้องมอบของขวัญให้เขา ห้ามล่วงเกินเด็ดขาด...”
เห็นได้ชัดว่านางหวาดกลัวคนแจวเรือผู้นั้นอย่างยิ่งน้ำเสียงยังแฝงด้วยความหวาดผวา
ฟ่านเสวี่ยหลีหันกลับไปคำนับหญิงชราด้วยสีหน้าแน่นิ่งด้วยตบะในตอนนี้ของราชาบัลลังก์ทมิฬ วิญญาณเหล่านั้นไม่ได้มีภัยคุกคามต่อเขามากนัก
หลังฟ่านเสวี่ยหลีจากไปไม่นาน เมื่อหญิงชรามองดูโอสถขัดเกลาร่างกายในมือก็ถึงกับอุทานออกมา
แสงแวววาวที่เปล่งประกายจากโอสถขัดเกลาร่างกายมีลมปราณที่เชื่อมต่อกับฟ้าดินกระทั่งเมื่อกินเข้าไปแล้วยังมีผลบำรุงอย่างยิ่งใหญ่ต่อพลังวิญญาณ ซึ่งโอสถแบบนี้ถือเป็นยาต่อชีวิตสำหรับพวกนางแม้ทองหมื่นชั่งก็ไม่อาจแลกได้
หญิงชราทุกคนต่างกินโอสถคนละหนึ่งเม็ด เวลาผ่านไปเพียงครึ่งถ้วยชาพวกนางก็พบว่าตนที่เป็นดั่งไม้ใกล้ฝั่งพลันมีอายุขัยวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสิบปี
‘นี่คือของขวัญเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ’ เมื่อพวกนางคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน หญิงชราที่เป็นผู้นำก็พูดอย่างแผ่วเบาว่า “แย่แล้ว ดูจากนิสัยของคุณชายผู้นั้น แม้บุคลิกจะนิ่งเฉย แต่ก็มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีหากพบกับคนแจวเรือที่หยิ่งยโสเช่นนั้น เกรงว่าต้องเกิดปัญหาแน่!"นางหยิบเงินแดนวิญญาณจำนวนหนึ่งที่พวกนางเก็บไว้หลายปีออกมาอย่างไม่ลังเลและรีบไปตามทิศทางของฟ่านเสวี่ยหลี
ฟ่านเสวี่ยหลีไปถึงท่าเรือฝั่งตะวันออกของทะเลสาบและพบคนแจวเรือหลายสิบคนอยู่โดยรอบจริงๆ
"ผู้ใด" คนแจวเรือคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับสายตาเหลือบมอง
คนแจวเรือเหล่านี้ต่างมีคำว่า “กล้าหาญ” ติดไว้ตรงหน้าอก สายตาเปี่ยมด้วยความดุร้ายไอวิญญาณคุกรุ่น ถึงแม้ตบะของพวกเขาจะไม่สูงนัก แต่เพราะเรือเหล่านี้มีพันธนาการพิเศษและมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถควบคุมได้จึงทำให้พวกเขายิ่งนานยิ่งทะนงตน
“ที่แห่งนี้สามารถข้ามไปยังเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายได้ใช่หรือไม่หากท่านช่วยพาข้าข้ามฟากไปได้ ข้าจะตอบแทนเป็นอย่างดี” ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเฉยเมยเขาพกเงินโลกวิญญาณมาไม่น้อย มีเงินช่วยให้ราบรื่น เขาย่อมไม่สร้างปัญหา
“เจ้าคิดว่าที่แห่งนี้คือที่ใดกัน ถึงไม่มีกฎแต่หากนายท่านอย่างข้าอารมณ์ดีถึงจะช่วยส่งพวกเจ้า หากข้าอารมณ์ไม่ดีก็จะฆ่าพวกเจ้าทิ้ง!”คนแจวเรือยิ้มอย่างเย้ยหยัน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจที่ฟ่านเสวี่ยหลีเรียกเขาว่าท่านไม่ใช่นายท่าน
พวกเขาปักหลักอยู่ที่นี่มานานหลายสิบปีโดยที่ไม่เคยมีอุปสรรคใดๆหากผู้ใดล่วงเกินพวกเขาแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะท่องคาถาอัญเชิญคลื่นน้ำทำให้ทุกคนบนเรือจมน้ำตายในขณะข้ามฟาก
“ยิ่งไปกว่านั้น อย่างพวกเจ้ามีสิทธิ์ไปดินแดนมนุษย์เงือกทะเลทรายด้วยอย่างนั้นหรือ”เขาเริ่มวางมาด “แม้แต่นายท่านอย่างข้ายังไม่กล้าเข้าใกล้ที่แห่งนั้นในระยะสิบลี้!หรือพวกเจ้ามาเพื่อเสียเวลาข้า”
เห็นได้ชัดว่าเขาหวาดกลัวเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายอย่างยิ่ง
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็ขมวดคิ้ว ต่อให้คนแจวเรือหลายสิบคนที่อยู่ตรงนี้รวมพลังกันก็ไม่อาจต้านทานการสังหารราชาบัลลังก์ทมิฬแต่ถ้าไม่มีคนแจวเรือเหล่านี้ เขาที่ไม่รู้ทิศทางและไม่สามารถควบคุมเรือข้ามฟากก็ถือว่ามีปัญหา
ทันใดนั้นก็มีเสียงของหญิงชราคนหนึ่งดังขึ้นจากระยะไกล “นายท่านคนแจวเรือ โปรดเมตตาด้วยเถิด!” นางคือหญิงชราที่ต้มหม้อก่อนหน้านี้ที่เดินทางตามมา
นางรีบวิ่งไปข้างกายคนแจวเรือและยัดซองสีทองหลายฉบับที่ใส่เงินเอาไว้ให้กับคนแจวเรือ
คนแจวเรือพูดอย่างเย้ยหยัน “ที่แท้เจ้าก็เป็นคนพาพวกไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเหล่านี้มาสินะไร้มารยาทสิ้นดี คิดจะซื้อข้าด้วยเงินเพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ” สายตาอันชั่วร้ายของเขาจ้องมองไปที่เนี่ยชิวอวี่
เดิมทีเขายังเกรงว่าผู้คนตรงหน้าจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแต่เมื่อเห็นหญิงชราผู้นี้ก็รู้สึกโล่งใจ อีกทั้งยังเกิดความคิดจะสังหารคนช่วงชิงสมบัติกลืนกินเนื้อกายและย่ำยีหญิงสาว
“นายท่าน...” หญิงชราสีหน้าเปลี่ยน เมื่อครู่นี้นางมอบเงินทั้งหมดให้อีกฝ่ายแล้วแต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังไม่พอใจ อีกทั้งยังแผ่จิตสังหารเช่นนี้ นางมองไปที่ฟ่านเสวี่ยหลีอย่างหวาดผวาและตกตะลึงซึ่งกำลังส่งสายตาให้ฟ่านเสวี่ยหลีหนีจากที่แห่งนี้โดยด่วน