ระหว่างที่กองทัพของมู่เฟิงเทียนกำลังวุ่นวายกับไข่สัตว์อสูร ทางตอนกลางของแม่น้ำต้าเฉอกลับสงบอย่างยิ่ง ทั้งๆที่กองทัพจากสองดินแดนยังคงตั้งค่ายประจันหน้ากันโดยมีแม่น้ำคั่นกลางสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าฝ่ายหนึ่งบอบช้ำเกินกว่าจะรุกและอีกฝ่ายก็เกียจคร้านเกินกว่าจะบุก
อันที่จริงแล้วคนที่เฉื่อยชาก็มีเพียงแค่ที่ปรึกษาพิเศษเซี่ยวอวิ๋น
เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงมากที่สุดในการสั่งการจึงไม่มีใครคิดโต้แย้งคำสั่งของเขาแม้ว่าจะมีบางคนที่นึกแคลงใจในการตัดสินใจของที่ปรึกษาหนุ่มผู้นี้อยู่บ้างก็ตาม
“ท่านให้เราปิดข่าวเรื่องเมืองหลงซานเพื่ออะไรกันแน่ไม่ใช่ว่าตอนที่ม้าเร็วมาแจ้งข่าวผู้คนก็รู้กันทั่วค่ายแล้วหรอกหรือ?”
แม่ทัพลี่เฉียงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นในบ่ายวันหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังร่างรายงานการศึกที่ผ่านมาเพื่อนำส่งราชสำนักมันเป็นเรื่องน่าเบื่อไม่น้อยกับการที่ต้องมานั่งทำงานเอกสาร หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการทำศึกมาตลอดหลายปีก่อนหน้านี้ลี่เฉียงก็ต้องเขียนรายงานส่งกลับไปบ้างเป็นบางครั้งซึ่งมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ารายงานสถานการณ์คร่าวๆ ส่วนเอกสารอื่นๆในกองทัพนั้นเขาได้แบ่งหน้าที่ให้นายกองคนสนิทเป็นผู้ดูแลมาตั้งนานแล้วแต่กระนั้นลี่เฉียงก็ต้องเป็นคนตรวจทานในขั้นสุดท้ายอยู่ดีทว่าทั้งหมดนั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับการเขียนรายงานอย่างละเอียดที่เขาทำอยู่ในตอนนี้
“ว่ากันตามตรงข้าแค่ไม่อยากให้ม้าเร็วที่กำลังจะมาถึงทราบเรื่องเท่านั้นเอง”
เซี่ยวอวิ๋นตอบอย่างไม่คิดปิดบังทหารอที่ยืนยามอยู่ และทหารรับใช้ที่ถูกเรียกมาช่วยงานเอกสารต่างพากันเงี่ยหูฟังอย่างสนใจเพราะไม่บ่อยนักที่ยอดยุทธ์ท่านนี้จะยอมเปิดเผยความในใจของตน
“ท่านเกรงว่าทัพอื่นจะเสียขวัญหรือ?”
แม่ทัพอาวุโสถามต่อเขาใช้ถ้อยคำให้เกียรติจอมยุทธ์จากเขามรกตอย่างไม่คิดติดใจกับอายุของอีกฝ่ายทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าแม่ทัพ
ลี่เฉียงนับถือในฝีมือและปัญญาของเซี่ยวอวิ๋นเป็นอย่างมาก
“ทัพไท่หยางกำลังอ่อนแอต่อให้ได้รับข่าวร้ายทหารของเราก็ไม่เสียขวัญมากนักหรอกท่านแม่ทัพ”
เซี่ยวอวิ๋นกล่าวแล้วก็ถอนหายใจเอ่ยคล้ายรำพึงว่า
“แต่มีคนผู้หนึ่งในทัพของมู่เฟิ่งเทียนที่จะให้รู้เรื่องนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดหาไม่แล้วเขาคงขาดสติ และเอาชีวิตไปทิ้งในน้ำมือของพวกเฟิ่งหวงเป็นแน่”
“ท่านกังวลมากไปหรือไม่?”
ลี่เฉียงกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
“ต่อให้เขาหนีออกจากกองทัพได้กว่าจะไปถึงหลงซานก็ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ทีเดียว ระยะเวลาขนาดนั้น หากเป็นท่านย่อมตามไปห้ามเขาทันมิใช่หรือ?”
เซี่ยวอวิ๋นฟังแล้วก็เหยียดยิ้มที่ไม่คล้ายรอยยิ้มออกมาน้ำเสียงของเขาแสดงชัดถึงความหนักใจยามกล่าว
“ต่อให้เป็นข้าก็คงไล่จับเขาไม่ทันหรอกระยะทางจากริมฝั่งแม่น้ำต้าเฉอไปยังเมืองหลงซานหากเป็นเจ้าเด็กนั่นคงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม”
พูดไป ชายหนุ่มก็ถอนหายใจอีกครั้งเอ่ยคล้ายรำพึงรำพันต่อไปว่า
“เขายังอ่อนต่อโลกนักหากมีเรื่องให้สะเทือนใจคงใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แม้จะมีฝีมือแต่ไม่ว่าจะอย่างไรน้ำน้อยย่อมต้องแพ้ไฟที่มากกว่า เขาจะเอาชีวิตไปทิ้งอย่างไร้ค่านี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงไม่อยากให้แพร่งพรายข่าวเมืองหลงซานออกไป”
“ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเด็กที่ท่านเป็นห่วงนั้นคือผู้ใด?”
ลี่เฉียงอดไม่ได้ที่จะถามเขาไม่เคยเห็นจอมยุทธ์พิสดารผู้นี้เป็นห่วงใครอย่างออกนอกหน้ามาก่อน แต่กับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเขากลับเป็นห่วงถึงขั้นออกคำสั่งแก่ทหารทั้งกองทัพในสายตาของลี่เฉียง เขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ของเซี่ยวอวิ๋นกับเด็กหนุ่มผู้นั้นย่อมต้องไม่สามัญ
“เขาเป็นศิษย์ข้า”
คำตอบเรียบง่ายของเซี่ยวอวิ๋นทำให้หลายคนในกระโจมแห่งนั้นถึงกับสำลักอากาศคนจากเฝ่ยซุ่ยซานเป็นเช่นไรพวกเขาย่อมทราบดีทว่าพวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเซี่ยวอวิ๋นจะรับคนนอกเขาเฝ่ยซุ่ยซานเป็นศิษย์ด้วยข่าวที่น่าแปลกใจนี้สร้างความหวังให้กับบรรดาคนหนุ่มที่ทะเยอทะยานและสร้างความหวาดระแวงขึ้นในใจของผู้อาวุโสอีกหลายคน ลำพังคนในเขามรกตก็น่ากลัวและควบคุมยากอยู่แล้วหากคนเหล่านั้นรับศิษย์จากภายนอกเพิ่มขึ้นจะมิกลายเป็นว่าคนเหล่านั้นจะอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสมบูรณ์หรอกหรือ?
“เหตุใดจึงทำหน้าอย่างนั้นเล่าท่านแม่ทัพกลัวว่าข้าจะสร้างสำนักใหม่หรือ? เรื่องอะไรข้าต้องทำอย่างนั้นด้วย ลำพังแค่ตำแหน่งที่สหายตัวแสบมอบให้ข้าก็แทบจะไม่มีเวลาเที่ยวเล่นแล้ว”
เซี่ยวอวิ๋นอ่านสีหน้าและสายตาของแม่ทัพลี่เฉียงออก จึงรีบกล่าวขึ้นก่อนที่ข่าวลือผิดๆจะแพร่กระจายออกไปผู้คนล้วนหวาดระแวงผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนเป็นธรรมดาอยู่แล้วยิ่งพวกที่มีอำนาจอยู่ในมือยิ่งกลัวว่าผู้อื่นจะแย่งอำนาจของตนไปและพวกเขาก็พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดสิ่งที่ตนหวาดกลัวสำหรับเซี่ยวอวิ๋นแล้วการแสดงตนไม่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน คือทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
“ไม่แปลกที่ข้าจะตกใจธรรมดาแล้วคนจากเขามรกตไม่รับศิษย์จากภายนอกไม่ใช่หรือท่านเซี่ยวอวิ๋น”
ลี่เฉียงกล่าวแล้วก็ยกชาขึ้นจิบเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเขายอมรับกับตัวเองว่าตื่นตูมเกินไปแต่อีกใจหนึ่งเขาก็คิดว่ามันเป็นปฏิกิริยาที่ไม่เกินความคาดหมายสักเท่าไหร่ตัวตนของเฝ่ยซุ่ยซานก็เหมือนกับดาบสองคมที่ราชสำนักไม่อาจวางใจได้ ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาคนเหล่านั้นก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นพวกรักความสงบและไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางการเมืองอย่างไรก็ตามเมื่อทางการส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปพวกเขาก็ยินดีจะให้ความช่วยเหลือในขอบเขตที่เหมาะสมกล่าวคือหากขอให้คนจากเฝ่ยซุ่ยซานนำทัพไปรุกรานแคว้นข้างเคียงพวกเขาจะไม่ทำแต่พวกเขาจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หากเป็นคำร้องเพื่อปกป้องแคว้นจากการรุกรานของข้าศึก
“ธรรมดาแล้วมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น”
เซี่ยวอวิ๋นยอมรับอย่างง่ายดายก่อนสารภาพออกมาว่า
“แต่กับเด็กคนนั้นหากไม่ได้เป็นอาจารย์ของเขาข้าคงเสียดายไปชั่วชีวิตมีโอกาสได้เป็นอาจารย์ของอัจฉริยะทั้งทีหากไม่คว้าไว้ข้าก็โง่เต็มทีจริงหรือไม่ท่านแม่ทัพ?”
“หา?”
ลี่เฉียงเชื่อว่าเขาคงเผลอทำสีหน้าโง่เง่าออกไปแน่แต่เขาไม่มีอารมณ์จะมาใส่ใจ เพราะเนื้อความที่ได้ฟังนั้นน่าสนใจมากกว่าอย่างไรก็ตามแม่ทัพอาวุโสก็ไม่มีโอกาสได้ถามให้กระจ่างเพราะทหารหน้ากระโจมรายงานว่าม้าเร็วจากทัพของมู่เฟิงเทียนเดินทางมาถึงแล้ว
แม้จะยังคาใจเรื่องศิษย์ของเซี่ยวอวิ๋นแต่ข่าวสารจากชายแดนเมืองเยว่หลิงนั้นสำคัญกว่าลี่เฉียงเก็บความสงสัยส่วนตัวเอาไว้ในใจก่อนจะอนุญาตให้ม้าเร็วเข้ามา
ข้อความที่เขียนมาในจดหมายนั้นสร้างความตกใจให้กับลี่เฉียงและเซี่ยวอวิ๋นไม่น้อย เพราะไม่เพียงแต่แคว้นไท่หยางมีการติดต่อกันอย่างลับๆ กับแคว้นเฟิ่งหวงเท่านั้นพวกมันยังวางแผนกระทำการบางอย่างเกี่ยวกับสัตว์อสูรและป่าหงหลงด้วยความจริงทั้งสองข้อนี้ทำให้การสันนิษฐานเกี่ยวกับสาเหตุของสงครามก่อนหน้าแทบจะไร้ความหมาย
เดิมทีพวกเขาคิดว่าเฟิ่งหวงเพียงแค่ฉกฉวยโอกาสในระหว่างที่แคว้นหลงทุ่มเทกำลังและความสนใจส่วนใหญ่ไปในการรบกับไท่หยาง มาตอนนี้คงคิดเช่นนั้นไม่ได้แล้วเพราะเห็นได้ชัดว่าสองแคว้นร่วมมือกัน แม้จะทำใจเชื่อได้ยากเพราะไท่หยางกับเฟิ่งหวงไม่มีชายแดนติดต่อกันแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ยามนี้จึงกลายเป็นว่าแคว้นหลงถูกขนาบข้างด้วยศัตรูเสียแล้ว
“ท่านคิดว่าอย่างไร?”
หลังจากไล่ทหารคนอื่นออกไปจนหมดแล้วลี่เฉียงก็หันมาถามความเห็นจากเซี่ยวอวิ๋นข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของสงครามในความเข้าใจของพวกเขาไปอย่างมากเลยทีเดียวนี่ไม่ใช่สงครามระหว่างสองแคว้นอีกต่อไปแล้วและผลประโยชน์เบื้องหลังสงครามก็ไม่ใช่เพียงแค่หัวเมือง ทรัพย์สิน หรือทาสอีกต่อไป
“พวกมันต้องการชายแดนริมป่าหงหลง...”
เซี่ยวอวิ๋นสรุปสั้นๆเขาลังเลเล็กน้อยที่จะพูดความคิดของตนออกไปแต่เมื่อคำนึงถึงความหวาดระแวงของลี่เฉียงต่อตัวเขาและหมู่บ้านเฝ่ยซุ่ยซานชายหนุ่มก็ตัดสินใจเปิดเผยความคิดของตนออกไป
“...และบางทีอาจจะมีบุคคลในยุทธภพเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเพราะไม่มีคนกลุ่มไหนที่จะให้ความสนใจกับป่าหงหลงมากไปกว่าคนกลุ่มนี้อีกแล้วแก่นพลัง สมุนไพร ตลอดจนชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่จำเป็นสำหรับการปรุงโอสถเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ขาดความอดทนและความพยายาม”
“ข้ายอมรับว่าไม่อาจคาดเดาการกระทำของพวกมันได้ทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องการรวบรวมไข่สัตว์อสูรวารี แต่ข้ามั่นใจว่าพวกมันจะต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดในการแย่งชิงดินแดนริมป่าหงหลงในการครอบครองของเรา เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฝ่ายตนอย่างแน่นอนไม่แน่ว่าบางทีสงครามหลายปีที่ผ่านมานี้อาจจะเป็นแค่แผนตัดกำลังและเบี่ยงเบนความสนใจของเราก็เป็นได้เพื่อให้เฟิ่งหวงมีเวลาตระเตรียมกองกำลังให้พร้อมก่อนบุกยึดดินแดนของเรา”
เซี่ยวอวิ๋นกล่าวถึงตรงนี้สีหน้าของลี่เฉียงก็ซีดเผือดไปเรียบร้อยแล้วแม่ทัพอาวุโสเองก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้บางส่วน แต่พอได้ฟังการวิเคราะห์ที่คล้ายกันจากปากของเซี่ยวอวิ๋นผู้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว
ศัตรูวางแผนใหญ่มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้เหตุใดสายข่าวของพวกเขาจึงไม่ระแคะระคายถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยกว่าจะรู้ตัวก็ถลำลึกจนบอบช้ำยากจะแก้ไขเสียแล้ว
ลี่เฉียงไม่อยากจะคิดเลยว่าหากแคว้นหลงไร้ซึ่งชาวยุทธ์ที่มีฝีมือแล้วไซร้พวกเขาจะสามารถยันศึกกับไท่หยางได้นานอย่างที่เป็นอยู่หรือไม่เขายังจำได้ดีถึงการปะทะกันครั้งแรกกับข้าศึก ฝีมือของพวกมันมิใช่ชั่วออกจะเกินมาตรฐานทหารทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
‘ราวกับว่าพวกเขาเป็นจอมยุทธ์’
“ท่านบอกว่าพวกมันอาจจะมีคนในยุทธจักรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่?”
พลันแม่ทัพก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เขารีบถามความเห็นจากที่ปรึกษาของตนทันที
“เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่ามียอดยุทธ์คอยให้การสนับสนุนและฝึกปรือทหารไท่หยาง?”
“ก็อาจจะเป็นไปได้”
สีหน้าของยอดยุทธ์สติเฟื่องแห่งแคว้นหลงเครียดขรึมลงเล็กน้อยยามกล่าวคำ เขามัวแต่มุ่งความสนใจไปที่ประเด็นการหาผลประโยชน์จากป่าหงหลงจนลืมไปเสียสนิทว่าหากมีคนจากยุทธจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่พวกเขาจะให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกทหาร หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็อาจจะแทรกแซงเข้าไปในราชสำนัก
ไท่หยางด้วยก็เป็นได้
สิ่งที่น่ากลัวรองลงมาจากผู้นำลัทธิที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ให้แก่ตนก็คือชาวยุทธ์ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
“เช่นนั้นเราก็อยู่เฉยไม่ได้แล้วที่ผ่านมาเรายันกับพวกมันได้เพราะมีกุนซืออย่างท่านและได้กำลังส่วนหนึ่งมาจากชาวยุทธ์ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่นานศัตรูต้องแข็งแกร่งจนไม่อาจรับมือได้อย่างแน่นอน”
นั่นคือความคิดเห็นตามตรรกะของทหารซึ่งเซี่ยวอวิ๋นไม่คิดจะวิจารณ์อะไรแต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ลี่เฉียงยกเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลหว่านล้อมแกมบีบบังคับให้เขาสอนวิชายุทธ์แก่ทหารได้
กองทัพที่แข็งแกร่งปกป้องบ้านเมืองได้ก็จริงแต่ก็ใช้เพื่อรุกรานผู้อื่นได้เช่นกันมันอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งคนต่างแคว้น และคนในแคว้นเดียวกันทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง และเซี่ยอวิ๋นไม่ไว้ใจการเมืองในราชสำนักแม้แต่นิดเดียว
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องเป็นกังวล”
ชายหนุ่มกล่าวเรียกสีหน้าแช่มชื่นเปี่ยมไปด้วยความหวังจากลี่เฉียงได้เป็นอย่างดีทว่าประโยคต่อจากนั้นก็ทำให้แม่ทัพแห่งแคว้นหลงแทบจะกระอักโลหิต
“เนื้อความในจดหมายฉบับนี้บอกชัดเจนแล้วว่าศิษย์ข้าได้ทำการฝึกสอนทหารในสังกัดของแม่ทัพมู่เฟิงเทียนไปมากพอสมควรจนพวกเขาสามารถเอาชนะกองทัพของแม่ทัพหยวนไฉ่ได้ข้าเชื่อว่าหากให้ทหารเหล่านั้นเป็นผู้ฝึกสอนทัพหลงของเราย่อมไม่ตกเป็นรองใครในด้านของความแข็งแกร่งอย่างแน่นอน”
คำกล่าวนั้น คล้ายกับเป็นคำประกาศว่าเซี่ยวอวิ๋นและคนจากเฝ่ยซุ่ยซานจะไม่สอนวิชาให้กับทหารแคว้นหลงมากไปกว่านี้และอาจจะรวมไปถึงศิษย์ของเซี่ยวอวิ๋นผู้นั้นด้วยเช่นกันแต่ลี่เฉียงก็ไม่อาจพูดอะไรได้เนื่องจากทหารในกองทัพของมู่เฟิงเทียนได้รับการฝึกฝนโดยศิษย์ของเซี่ยวอวิ๋นจริงๆและฝีมือความรู้เหล่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเลือนหายไปได้โดยง่ายการให้ทหารเหล่านั้นมาฝึกฝนทหารในกองทัพย่อมเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้อย่างแน่นอน
“พักเรื่องฝึกทหารเอาไว้ก่อนเถิด”
เซี่ยวอวิ๋นกล่าว
“ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เรื่องฝีมือของทหารไท่หยางแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหว่างไท่หยางกับเฟิ่งหวงจุดประสงค์ของพวกมันค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตอนนี้ไท่หยางบอบช้ำเกินกว่าจะรุดหน้าสิ่งที่พวกมันจะทำคือการไม่ถอนทหารกลับ เพื่อสร้างความกดดันแก่ฝ่ายเรามันเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าหากมีข้าศึกมาตั้งค่ายอยู่ชายแดนไม่ว่าแคว้นใดก็ต้องส่งกำลังทหารมาป้องกันแคว้นหลงของเราเองก็เช่นกัน
“...และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าฝ่ายเราจะไม่สามารถทุ่มเทกำลังทหารทั้งหมดไปต้านทัพเฟิ่งหวงได้อย่างเต็มที่ยิ่งไปกว่านั้นเฟิ่งหวงก็มีเวลาเตรียมตัวอย่างมากมายเราคงรับมือกับกองทัพของพวกมันไม่ได้ง่ายๆ เป็นแน่”
เมื่อเซี่ยวอวิ๋นกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของลี่เฉียงก็มืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด แม่ทัพอาวุโสคิดภาพตามแล้วก็หนักใจเป็นอย่างยิ่งเรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมต้องทำให้ราชสำนักปั่นป่วนแน่นอนข่าวล่าสุดที่พวกเขาได้รับคือฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้แม่ทัพหยางต้าหลงยกทัพไปสกัดทัพเฟิ่งหวงไม่ได้รุกคืบไปมากกว่าที่เป็นอยู่มันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่อาจวางใจได้ ดีไม่ดีคุณชายตระกูลหยางผู้นั้นอาจจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งในสนามรบก็เป็นได้ส่วนทัพหลวงที่จะตามไปทีหลังนั้น กว่าจะกำหนดตัวแม่ทัพได้ ก็คงถูกพวกขุนนางยื้อเรื่องเอาไว้นานเลยทีเดียวดีไม่ดีแคว้นหลงอาจต้องเสียดินแดนเพียงเพราะขุนนางบางคนต้องการแสวงหาอำนาจหรือลดทอนอำนาจขุนนางขั้วตรงข้าม
แค่คิดชายชาติทหารอย่างลี่เฉียงก็รู้สึกสะอิดสะเอียนแล้ว สำหรับทหารเช่นเขา แผ่นดินคือสิ่งสำคัญที่สุดพวกเขายอมสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินเกิดเอาไว้ แต่ขุนนางพวกนั้นกลับเอาแผ่นดินมาใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แคว้นหลงต้องเสียดินแดนให้กับแคว้นอื่นเพราะพวกขุนนางแต่มันก็เป็นเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อน
“เช่นนั้นเราก็ควรขับไล่ทัพไท่หยางออกไปโดยเร็ว”
นั่นคือทางออกของลี่เฉียงทว่าเซี่ยวอวิ๋นกลับไม่เห็นด้วย เขาไม่ได้โต้แย้งในทันทีแต่เงยหน้าขึ้นจากจดหมายฉบับนั้นแล้วทอดสายตามองออกไปไกล ทั้งๆ ที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือผนังและประตูกระโจมเท่านั้นนัยน์ตาสีนิลของจอมยุทธ์หนุ่มทอประกายจริงจังอย่างที่ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนักสมองของเขาค่อยๆ คิดหาทางรับมือกับสถานการณ์ที่แคว้นของตนต้องเผชิญไปพร้อมๆกับพูดโน้มน้าวให้แม่ทัพเลือดร้อนข้างกายใจเย็นลง
“ท่านแม่ทัพท่านพูดเองมิใช่หรือว่าทหารไท่หยางมีฝีมือไม่สามัญหากเทียบกันตัวต่อตัวพวกเขาแข็งแกร่งกว่าทหารของเรามากคนของเราที่พอจะประมือกับพวกมันได้ก็คือทหารระดับนายกอง และทหารอาสาจากยุทธภพเท่านั้นทหารกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มากนัก การเผชิญหน้ากับทัพไท่หยางโดยตรงจึงเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไปชัยชนะที่ดีคือชัยชนะที่มีการสูญเสียน้อยที่สุด และไม่ส่งผลร้ายในภายหลัง”
การโน้มน้าวใจแม่ทัพผู้มีประสบการณ์ และมีอุดมการณ์แก่กล้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเซี่ยวอวิ๋นคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือการบอกเล่าข้อเท็จจริง และข้อสันนิษฐานที่เป็นเหตุเป็นผลประสบการณ์ของแม่ทัพอาวุโสจะบอกแก่เขาเองว่าความคิดแรกของตนนั้นดีหรือไม่เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่กุนซือประจำกองทัพกำลังจะนำเสนอ
“การปะทะกับทัพไท่หยางโดยตรงจะทำให้เราสูญเสียกำลังทหารไปมากอย่างไม่อาจเลี่ยงได้รวมไปถึงม้าและอาวุธด้วย ถึงจะสามารถขับไล่ทัพศัตรูไปได้แต่กองทัพของแคว้นเราจะอ่อนแอลงท่านแม่ทัพคงทราบดีกระมังว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร?”
แคว้นที่กำลังทหารอ่อนแอลงจะกลายเป็นเป้าโจมตีของอดีตมิตรและศัตรู
นั่นคือคำตอบที่ผุดขึ้นในใจของลี่เฉียงเมื่อได้ฟังคำถามนั้นความแข็งแกร่งของกองทัพคือหลักประกันความปลอดภัยชั้นดีของแคว้นหากกองทัพอ่อนแอต่อให้เป็นแคว้นที่ทรงอำนาจมากแค่ไหนก็เสี่ยงต่อการแตกสลายได้ง่ายๆ
ขณะที่แม่ทัพใหญ่กำลังทำหน้ายุ่ง เซี่ยวอวิ๋นก็กล่าวต่อไปว่า
“สำหรับข้าทางเลือกที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการยืมมือผู้อื่นมาจัดการแทนมากกว่าน่าเสียดายที่แคว้นเสวี่ยไม่ใช่หมากในมือเรา แต่ชนกลุ่มน้อยด้านนอกนั่นยังพอใช้ได้พวกเขาคงไม่ปล่อยโอกาสงามๆ หลุดมือไปแน่อย่างไรก็ตามตัวหมากที่ดีที่สุดก็คือไท่หยาง หากยุให้พวกมันแตกคอกันเองได้คงดีไม่น้อยท่านแม่ทัพคิดเห็นเช่นไร?”
กุนซือหนุ่มยังคงปิดท้ายด้วยคำถามเช่นเคยตลอดเวลาใบหน้าของเขาเรียบเฉย นัยน์ตาฉายประกายจริงจังดูสงบนิ่งราวกับมองเห็นทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งและตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดได้แล้ว ทว่าในความเป็นจริงมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น
คำว่า“สมดุล” กำลังทำให้เซี่ยวอวิ๋นหนักใจเขารู้ว่าตัวเองสามารถแก้ไขสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือทว่ากฎของเฝ่ยซุ่ยซานไม่ยอมให้เขาได้ทำเช่นนั้น คนจากเขามรกตจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกมากจนเกินไปเซี่ยวอวิ๋นสามารถช่วยเหลือกองทัพของแคว้นไม่ให้เพลี่ยงพล้ำแก่ศัตรูได้แต่ไม่อาจกวาดล้างข้าศึกด้วยกำลังทั้งหมดของตนเพียงลำพังมันเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการรักษาสมดุลที่บิดาของเขาจริงจังกับมันมาก
“การเป็นผู้แข็งแกร่งไม่ใช่เรื่องผิดแต่เจ้าจะต้องรู้จักขอบเขตการใช้พลังของตนจงอย่าใช้ความแข็งแกร่งเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ที่มากจนเกินพอดีและอย่าได้ช่วยเหลือผู้คนจนเกิดขอบเขต หาไม่แล้วมันจะกลายเป็นการทำร้ายคนเหล่านั้นเจ้าลองคิดดูเถิดว่าหากผู้คนยึดถือผู้หนึ่งผู้ใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นเสาหลักโดยที่ไม่คิดพัฒนาตนเองเลยเมื่อขาดเสาหลักนั้นไปแล้วพวกเขาจะเป็นเช่นไรมิใช่ว่าพวกเขาจะไม่สามารถยืนหยัดปกป้องตนเองได้หรอกหรือ? เรื่องราวใดๆในโลกนี้สมควรให้เป็นไปตามวิถีของมัน เราไม่สมควรเข้าไปบงการตามอำเภอใจ”
คำพูดของบิดาดังขึ้นอีกครั้งในห้วงความคิดเซี่ยวอวิ๋นยิ้มอ่อนพลางถอนหายใจในตอนนั้นเขาไม่ค่อยเข้าใจคำกล่าวของบิดาสักเท่าไหร่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขายังด้อยประสบการณ์และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบิดาของเขาไม่ใช่คนที่อธิบายได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเซี่ยวอวิ๋นในยามนี้ไม่ใช่เด็กน้อยเมื่อกาลก่อนอีกต่อไปแล้วประสบการณ์ทั้งดีและร้ายที่ผ่านมา ได้สอนให้เขารู้ว่าความแข็งแกร่งไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่างและการไม่สูญเสียก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเสมอไป
‘วุ่นวายดีแท้’
ชายหนุ่มนึกบ่นอย่างอดไม่ได้เมื่อก่อนเขาก็ไม่คิดที่จะรักษาสมดุลตามคำสอนของบิดาสักเท่าไหร่ และผลที่ตามมามันก็แย่ยิ่งกว่าฝันร้ายเซี่ยวอวิ๋นเรียนรู้ที่จะทำใจแข็งไม่ยอมให้ความรู้สึกส่วนตัวมีอิทธิพลเหนือเหตุผลอีกต่อไปเขาช่วยกองทัพแคว้นหลงได้ภายใต้ข้อจำกัดที่เหมาะสมแต่ไม่อาจกระทำการนอกเหนือไปกว่านั้นได้หาไม่แล้วโลกภายนอกจะวุ่นวายและสูญเสียกว่าที่มันควรจะเป็น
“ข้าไม่สันทัดเรื่องการเมืองแต่ก็ต้องยอมรับว่าแคว้นเราจะสูญเสียทหารไปอีกไม่ได้แล้วอย่างไรก็ตามเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพ เราคงต้องรออีกนานเลยทีเดียว กว่าขุนนางพวกนั้นจะตกลงกันได้”
ขณะที่เซี่ยวอวิ๋นกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเองลี่เฉียงก็ตกผลึกความคิดของตนได้ในที่สุดเขามองเห็นแล้วว่าการใช้ไม้แข็งในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนักการใช้กลอุบายทางการทูตเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า
“ท่านเกรงว่ากว่าจะถึงตอนนั้นทางด้านชายแดนตะวันตกจะรับมือไม่ไหวกระนั้นหรือ?”
เซี่ยวอวิ๋นถามพลางเดินไปยังโต๊ะที่ใช้วางแผนที่บนแผ่นหนังผืนใหญ่นั้นมีรอยหมึกวาดไว้อย่างละเอียด บอกลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งของเมืองและชุมชน ตลอดจนเส้นทางสายหลัก นอกจากนี้ยังมีเข็มโลหะติดธงกระดาษปักเอาไว้อีกหลายจุดมันเป็นสัญลักษณ์แทนที่ตั้งค่ายทหาร หนึ่งธงแทนหนึ่งกองร้อย ยิ่งธงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีจำนวนทหารมากขึ้นเท่านั้นและในยามนี้ธงที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำต้าเฉอก็ยังมีจำนวนมากกว่าทหารของพวกเขาอยู่ดี
‘หากกุนซือหยางยังมีชีวิตอยู่คงไม่ดีแน่’
ขณะที่ลี่เฉียงเป็นกังวลกับการดำเนินการที่อาจจะล่าช้าในราชสำนักเซี่ยวอวิ๋นกลับเป็นกังวลเกี่ยวกับกุนซือฝ่ายศัตรูที่หายตัวไปในรายงานของมู่เฟิงเทียนบอกแค่เพียงว่า ไม่พบศพของกุนซือหยางแรกทีเดียวเซี่ยวอวิ๋นคิดว่ากุนซือผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่และกำลังหลบซ่อนตัวเพื่อกระทำการบางอย่างทว่าข่าวคราวของกุนซือหยางก็เงียบหายไป ไม่มีผู้ใดพบเห็น และการเคลื่อนไหวของกองทัพไท่หยางหลังจากแม่ทัพหยวนไฉ่พ่ายแพ้ไปนั้นก็ไม่เหมือนเดิมพวกมันยึดหลักการเก่าๆ ก็จริง แต่การพลิกแพลงรับมือกับสถานการณ์ต่างๆกลับไม่เหมือนเดิมจนเห็นได้ชัดว่าผู้วางแผนการรบไม่ใช่กุนซือหยางผู้อ่านทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งการรับมือกับทัพไท่หยางในยามนี้จึงไม่เป็นปัญหานัก แต่หากกุนซือ
หยางกลับมาสถานการณ์คงจะพลิกได้ไม่ยาก
“ท่านเซี่ยวอวิ๋น?”
เสียงทักของลี่เฉียงดึงสติของกุนซือหนุ่มกลับมาสู่ปัจจุบันเขาลอบผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อย รวบรวมสติภายในชั่วอึดใจแล้วก็กล่าวสรุปออกมา
“จริงอยู่ว่ากองทัพดำเนินการทางการทูตโดยพละการไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องอยู่เฉยๆ ระหว่างรอให้ราชสำนักเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวยุทธ์ในกองทัพด้วยเพราะทหารของเราคงแทรกซึมเข้าไปในไท่หยาง หรือเขตทุ่งหญ้าได้ลำบาก”
“ท่านจะส่งคนออกไปทำไม?”
ลี่เฉียงยังคงตามความคิดของกุนซือหนุ่มไม่ทันกระนั้นเซี่ยวอวิ๋นก็ไม่นึกรำคาญแต่อย่างใดเพราะเขาสามารถเรียบเรียงความคิดของตนได้ดีขึ้นเมื่อพูดมันออกมา
“เพราะเราไม่สามารถใช้แคว้นเสวี่ยเป็นหมากได้ข้าจึงจะใช้ชนเผ่าเร่ร่อน กับพวกขุนนางไท่หยางเป็นหมากแทน อันดับแรกข้าคิดจะเล่นกับพวกเขาด้วยการข่าวก่อนหากส่งคนไปปล่อยข่าวที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเราก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยชาวยุทธ์มักเดินทางอยู่เสมอไม่ว่าจะสังกัดพรรคหรือไม่ก็ตามพวกเขาสามารถเดินทางไปต่างถิ่นได้โดยไม่มีคนสงสัย อีกทั้งการข่าวของชาวยุทธ์ก็รวดเร็วกว่าประกาศจากทางการมากท่านไม่คิดว่าพวกเขาเหมาะที่จะใช้กระจายข่าวลือหรอกหรือ?”
ลี่เฉียงฟังและคิดตามแล้วก็พยักหน้าชาวยุทธ์ในสายตาของผู้คนย่อมเป็นเช่นนั้นพวกเขาแม้อยู่ในแคว้นแต่ก็เหมือนไม่ใช่คนของแคว้น ไปมาไม่เกรงใจผู้ใดไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่เมื่อบ้านเมืองมีภัยพวกเขาก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือการข่าวในยุทธภพเองก็รวดเร็วพอๆ กันกับหน่วยม้าเร็วของทางการหรือไม่ก็อาจจะเร็วกว่าเสียด้วยซ้ำ
“แล้วข่าวประเภทใดเล่าที่ท่านจะให้พวกเขาเผยแพร่ออกไป?”
ผู้เป็นแม่ทัพยังคงสงสัยฝ่ายที่ปรึกษาประจำกองทัพก็ยกยิ้มมุมปากอย่างซุกซน ก่อนจะเอ่ยความคิดของตนออกมาโดยหารู้ไม่ว่าไกลออกไปหลายร้อยลี้ มีสตรีผู้หนึ่งคิดแบบเดียวกับเขาอยู่เช่นกัน
“ข่าวอะไรจะเข้าหูผู้คนได้ดีไปกว่าข่าวลือเล่าท่านแม่ทัพ”