ช่วงเทศกาลเชงเม้ง ซูตงเฉินกลับไปที่จวนเพื่อเปิดศาลบรรพชนไหว้บรรพบุรุษที่ดินตระกูลซูกับหลุมฝังศพอยู่ที่เมืองเหลียวหยางทางตะวันออกเฉียงเหนือส่วนที่เมืองหลวงมีเพียงศาลบรรพชนเท่านั้น อันกั๋วกงส่งซูหนานเฉินและผู้ดูแลกลับบ้านเกิดไปเพื่อเข้าร่วมพิธีปัดกวาดหลุมศพของตระกูลส่วนคนอื่นๆ ก็กราบไหว้บรรพบุรุษอยู่ในจวน
พิธีเซ่นไหว้ในครั้งนี้ อันกั๋วกงให้ซูตงเฉินเป็นเจ้าภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ในการเป็นผู้นำคนต่อไปมากยิ่งขึ้น หูซื่อเกลียดชังเขาเหลือคณา จึงแอบเร่งจัดการโดยคิดจะพรากชีวิตของซูตงเฉินให้สำเร็จในคราเดียวซูตงเฉินไม่ต้องการคุยกับนางแม้แต่ครึ่งคำ พอรับประทานอาหารที่บ้านเสร็จ เขาก็กลับไปที่ค่ายทหารซีซานทันที
จนกระทั่งสองวันก่อนหน้าวันกู่หยี่ การจำลองทางการทหารของสามค่ายใหญ่ที่เมืองหลวงได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
ในครั้งนี้ ทั้งสามฝ่ายได้ทุ่มทุนกับกองกำลังหนึ่งหมื่นนายส่วนการร่วมมือกันระหว่างหน่วยทหารก็จัดการกันเองตามเหมาะสมสถานที่ฝึกจำลองทางการทหารตั้งอยู่ในภูเขาทางตอนเหนือของเมืองหลวง ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศที่ซับซ้อนและท้าทายมากทั้งสามฝ่ายต่างเป็นคู่แข่งกันและไม่อนุญาตให้เป็นพันธมิตร โดยแต่ละฝ่ายจะเอาชนะด้วยการบดขยี้ค่ายของศัตรูให้ราบทำลายกองทัพของศัตรูให้สิ้น หรือจะทำให้ศัตรูเป็นฝ่ายยอมจำนนเองก็ได้
ซูตงเฉินถนัดหอก เจียงหยวนอู่ใช้ทวน สือชิงใช้ดาบ ซึ่งทั้งหมดมีพลังแข็งแกร่งทว่าอันดับแรก พวกเขาเป็นผู้บัญชาการรบ จึงทำได้เพียงส่งกองกำลังออกไปโดยไม่จำเป็นต้องสู้รบเองรอจนถึงช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานตอนท้ายเท่านั้น พวกเขาถึงจะหยิบอาวุธแล้วลงมือ
เนื่องจากเป็นการจำลองทางการทหารจึงไม่เป็นอันตรายมากนักดังนั้นหัวหน้าแม่ทัพทั้งสามจึงพาบุตรของภรรยาเอกติดสอยห้อยตามไปด้วย เพื่อศึกษาและสังเกตการณ์ หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมรบซึ่งพวกเขาทั้งสามเป็นเด็กหนุ่มที่ฝึกฝนการต่อสู้มาตั้งแต่ยังเล็กเป็นเพื่อนร่วมห้องและสหายที่ดีในชั้นเรียนการต่อสู้ ทั้งยังกระตือรือร้นอยากรู้อยากลองปรารถนาที่จะถือดาบถือหอกจริงไปประลองสักครั้งมานานแล้ว
ทันทีที่การฝึกเริ่มต้นขึ้น ซูตงเฉินได้นำกองทัพเข้าไปในป่าที่มีการตรวจสอบล่วงหน้าแล้วเขาไม่ได้สวมชุดเกราะสีเงิน ทว่าเปลี่ยนเป็นชุดออกรบสีเขียวเข้มแทน ในฤดูใบไม้ผลิ ทุกสรรพสิ่งได้รับการฟื้นคืนพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ ป่าในภูเขาคือที่กำบังที่ดีที่สุดของพวกเขา หากสวมชุดสีเงินคงเด่นสะดุดตาเกินไปสีเขียวเข้มจึงจะกลมกลืนกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างพอดี
นอกจากบริเวณรอบกระโจมของผู้บัญชาการจะมีองครักษ์ประกบกว่าพันนายแล้ว ยังมีองครักษ์แสงและองครักษ์เงาหมุนเวียนเปลี่ยนเวรกันโดยมีสองนายคอยคุ้มกันข้างกายซูตงเฉินตลอดเวลา และมีสี่นายที่คอยคุ้มกันซูอวี้เมิ่งแม้ฮ่องเต้จะส่งองครักษ์เงาไปคุ้มกันซูอวี้จ้งไม่น้อยทว่าซูตงเฉินไม่ได้โยกย้ายสับเปลี่ยนการจัดองครักษ์เหล่านั้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีของตนเองต่อพระองค์จึงเป็นผลให้ข้างกายเขาและบุตรชายมีกำลังองครักษ์ชั้นยอดจำนวนไม่น้อย โชคดีที่อันกั๋วกงรักลูกหลาน จึงได้ส่งองครักษ์ข้างกายตนเองครึ่งหนึ่งมาด้วยแม้แทบจะไม่เพียงพอก็ตาม
ซูอวี้เมิ่งในวัยสิบสองปีเติบโตจนสูงถึงระดับหน้าอกของซูตงเฉินแล้ว เนื่องจากฝึกศิลปะการต่อสู้มานานหลายปีทำให้ร่างกายดูสมส่วน แขนขาเรียวยาว จิตใจห้าวหาญเขาสวมชุดออกรบสีเขียวเข้มเหมือนบิดา บนศีรษะสวมหมวกรบสีดำ ดูแล้วเหมือนซูตงเฉินขนาดย่อส่วนทำให้นายทหารและพลทหารในค่ายไม่กล้าดูถูกเหยียดหยามเขา ทั้งยังมีท่าทางสุภาพและเคารพเขามาก
ยิ่งไปกว่านั้น ซูอวี้เมิ่งยังมีความมุมานะมาก ซูตงเฉินได้ปรับแต่งหอกสีเงินแวววาวขนาดเล็กให้เขาโดยเฉพาะเขาร่ายรำด้วยแก่นแท้ของหอกตระกูลซู แสงหอกพร่างพราวราวกับโฮ่วอี้ยิงดวงอาทิตย์ทั้งเก้าท่าทางร่ายรำมีพลังและว่องไวราวกับเทพเจ้าขี่มังกรบินทรงพลังราวกับท้องฟ้าร้องคำราม เมื่อร่ายรำจบก็สงบเหมือนระลอกคลื่นในทะเล เฝ้ารออย่างผ่อนคลายโดยที่ชายรูปร่างสูงใหญ่สามถึงห้าคนไม่อาจเข้าใกล้ ซูตงเฉินพาเขามาไว้ข้างกายแม้จะยังมีอันตรายจากคนที่ลอบสังหารตนเอง ทว่าเขาไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของบุตรชายมากนัก
แม้การจำลองการต่อสู้ทางทหารได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ทว่าในช่วงแรกไม่ใช่การต่อสู้ระยะประชิดแต่เป็นการสอดแนมและหลอกลวงซึ่งกันและกัน ซูตงเฉินระดมกำลังพลตามความคิดของตนเอง พลางปรับเปลี่ยนแผนการตามข่าวที่หน่วยสอดแนมส่งกลับมายามมีเวลาว่างเล็กน้อยก็อธิบายแผนการต่อไปให้บุตรชายฟัง แล้วทดสอบแผนการของบุตรชาย
ซูอวี้เมิ่งดวงตาเป็นประกายและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังตั้งใจเรียนรู้ปีนี้เขาจะอายุสิบสาม และในอีกสิบห้าปีจะอายุเท่าบิดาตนเองสมัยแรกเริ่มเข้ากองทัพเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะต้องเข้าร่วมกองทัพเช่นกัน และในอนาคตก็จะกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งเช่นเดียวกับบิดาของตน
ซูซีเฉินและซูอวี้เมิ่งมีอายุไล่เลี่ยกันเดิมทีเขาร้องโวยวายจะตามพี่ใหญ่เข้าร่วมการฝึกทหาร ทว่าถูกหูซื่อผู้เป็นมารดาขัดขวางไว้อย่างเอาเป็นเอาตายซูตงเฉินมีใจหยั่งรู้ ทว่าไม่ได้พูดอะไร เขาปล่อยให้ซูซีเฉินอ่านตำราและฝึกการต่อสู้อยู่ในจวนในอนาคตคงมีโอกาสได้เข้าร่วมสงคราม เมื่อหูซื่อได้ยินคำว่า ‘เข้าร่วมสงคราม’ ก็หวาดระแวง ก่อนจะอ้างว่าบุตรชายทั้งสองยังเด็กและร่างกายอ่อนแอทั้งยังห้ามไม่ให้พวกเขาฝึกการต่อสู้ และอนุญาตเพียงการอ่านตำราเท่านั้น
ตอนนี้ซูตงเฉินไม่มีเวลาสนใจนาง สำหรับการเรียนการสอนของน้องชายทั้งสองนั้นอันกั๋วกงเป็นผู้รับผิดชอบ หูซื่อจึงก้าวก่ายไม่ได้มากนัก
เวลานี้สิ่งที่ทำให้นางสมปรารถนาคือ การทำให้ซูซีเฉินและซูเป่ยเฉินอ่านออกเขียนได้ก่อนนางยังไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น
การฝึกทหารในครั้งนี้มีความอันตราย เขายืนกรานที่จะพาบุตรชายไปด้วย เพราะต้องการให้บุตรชายเข้าใจอันตรายในรูปแบบนี้อย่างลึกซึ้งและเพื่อให้เขาตระหนักว่าชีวิตในอนาคตของตนเองจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่คล้ายคลึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังนั้นจึงรีบฝึกการต่อสู้ให้เขาอย่างไม่ย่อท้อ
ความแข็งแกร่งเป็นรากฐานของการเอาชนะอันตรายทั้งปวง
การฝึกทหารดำเนินไปอย่างงราบรื่นในวันแรกทั้งสามฝ่ายได้สร้างค่ายหลักที่มีกระโจมผู้บัญชาการตั้งอยู่ และส่งหน่วยสอดแนมไปลาดตระเวนวันที่สองเริ่มมีการต่อสู้ กลอุบายสารพัดโผล่ออกมาอย่างไม่ขาดสายทั้งกลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าว กลยุทธ์ลอบตีเฉินชาง กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเลกลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคน กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม กลยุทธ์ตีหญ้าให้งูตื่นกลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับ และกลยุทธ์ล่อเสือออกจากถ้ำสามค่ายใหญ่ส่งยอดฝีมือชั้นสูงทั้งหมดออกไปแม้เหล่านายทหารและพลทหารจะใช้เพียงกระบองไม้เป็นอาวุธ และเอาหัวกระบองจุ่มลงในขี้เถ้าขาวเพื่อเป็นหลักฐานแทนการบาดเจ็บล้มตายส่วนลูกธนูที่ยิงออกไปก็ไม่มีหัวลูกศร ทว่าเป็นลูกบอลผ้าที่ชุ่มด้วยขี้เถ้าขาวสิ่งที่ค่ายปืนไฟยิงออกไปก็เป็นขี้เถ้าขาวแทนที่จะเป็นดินปืนเช่นกัน ดังนั้นจึงฆ่าคนให้ตายจริงๆไม่ได้ ทว่าการต่อสู้ระยะประชิดต่างๆ ยังคงยอดเยี่ยมมากทีเดียว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแพ้ชนะของค่ายซึ่งสิ่งนี้เป็นหน้าเป็นตาและเป็นเกียรติยศที่ไม่อาจยอมจำนนอย่างอ่อนน้อมได้ดังนั้นนายทหารและแม่ทัพทุกคนจึงใช้กำลังอย่างเต็มความสามารถรวบรวมความกล้าต่อสู้ในแนวหน้าและต่อสู้อย่างสุดกำลัง ซึ่งรุนแรงกว่าการแสดงศิลปะการต่อสู้เบื้องพระพักตของร์ฝ่าบาทและขุนนางทุกคนก่อนหน้านี้มาก
ฮ่องเต้ส่งกรมกลาโหม องครักษ์เสื้อแพร และขันทีคนสนิทไปเป็นผู้สังเกตการณ์ล่วงหน้าทุกฝ่ายต่างรายงานการสู้รบไปที่วังหลวงทุกยามเฉินอย่างรอบคอบและเคร่งครัด ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอย่างเกษมสำราญผ่อนคลาย และเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก
เดิมทีเหล่าเสนาบดีและเจ้ากรมทั้งหกกรมมีท่าทีคัดค้าน เหตุผลข้อที่หนึ่งคือเกรงจะสิ้นเปลืองทรัพยากรและกำลังคน สองคือกลัวการตายของทหารที่ไม่ได้มาจากการต่อสู้สามคือกลัวว่าสามค่ายใหญ่จะจุดไฟสร้างความเดือดร้อนจริงๆในเวลานี้เมื่อเห็นรายงานการสู้รบจึงค่อยๆ เข้าใจถึงประโยชน์ของการจำลองทางทหาร ดังนั้นจึงพากันแสดงความชื่นชมและสรรเสริญความปราดเปรื่องของฝ่าบาททำให้ฮ่องเต้มีความสุขอย่างมาก
ซูตงเฉินส่งทหารจำนวนหนึ่งไปโจมตีกองทหารของค่ายทหารเฟิงไถ จากนั้นจึงปิดล้อมและฆ่าแม่ทัพใหญ่ของค่ายทหารทงโจวด้วยกองกำลังที่ได้เปรียบกว่าสือชิงตอบสนองอย่างว่องไวและส่งทหารไปยังค่ายเซียวฉีทันที เพื่อแสร้งเป็นกำลังหลักโจมตีและสังหารทีมเล็กของค่ายทหารซีซานจากนั้นก็ล่อกำลังหลักของค่ายทหารเฟิงไถกับกำลังหลักของค่ายทหารซีซานมาเผชิญหน้ากันหลังจากช่วงชุลมุน คำสั่งของเจียงหยวนอู่ก็มาถึง กำลังหลักของค่ายทหารเฟิงไถล่าถอยอย่างรวดเร็วและโจมตีกลับอย่างแข็งแกร่งทำให้ค่ายเซียวฉีของค่ายทหารทงโจวถูกกำจัดจนหมดสิ้นไป อย่างไรก็ตาม กองกำลังหลักของค่ายทหารทงโจวยังฉวยโอกาสบุกทะลวงและโจมตีระยะไกลทำให้ค่ายแนวหน้าของค่ายทหารซีซานถูกกำจัดเสียราบคาบในเวลาเดียวกันค่ายเทวะของค่ายทหารซีซานได้บุกโจมตีค่ายเล็กของค่ายทหารทงโจวฆ่าฟันนายพลกับนายทหารพันกว่านาย และทำลายการป้องกันรอบนอกของกระโจมผู้บัญชาการสือชิงจนเป็นช่องว่าง
สถานการณ์สู้รบรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีเปิดเผยและการลอบสังหารการก่อกวนยามราตรี การปิดล้อมโจมตีกลางวันต่างๆ พละกำลังของทหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและแม่ทัพก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ บุตรชายของผู้บัญชาการล้วนอยู่ในสนามรบเช่นกันการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มแต่ละคนน่าทึ่งอย่างมาก ทั้งยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงค่าพลังที่สูงกว่าคนในวัยเดียวกันมาก
ซูตงเฉินส่งองครักษ์เงาสี่นายตามประกบบุตรชาย ซึ่งพวกเขาทั้งหมดสวมชุดเกราะขององครักษ์ประจำกายติดตามซูอวี้เมิ่งในการต่อสู้ทั่วไป พวกเขาแสดงการต่อสู้ระดับปานกลางและจะไม่ต่อต้านศัตรูเพื่อซูอวี้เมิ่งทว่าพวกเขาจะแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงและปกป้องความปลอดภัยของซูอวี้เมิ่งอย่างสุดความสามารถเมื่อมีศัตรูแปลกประหลาดที่คาดว่าจะเป็นนักฆ่าปรากฏตัวขึ้นมา
ซูอวี้เมิ่งไม่ได้ใช้หอกมังกรแปดสมบัติของตนเอง เขาถือลำไม้ไผ่ที่ปลายของมันหุ้มด้วยผ้ากลมๆ และด้านบนมีขี้เถ้าขาวเช่นเดียวกับนายทหารและพลทหารคนอื่น แม้เขาจะตัวเล็กทว่าแข็งแกร่งมากสิ่งที่ใช้ไม่ใช่วิชากระบอง ทว่ายังคงเป็นหอกของบรรพบุรุษตระกูลซู เขาพุ่งไปหาค่ายของศัตรูพร้อมค่ายเทวะกระโดดขึ้นและฟาดลงมา วิ่งจากซ้ายทะลุไปขวา ไล่ฆ่าจนศัตรูทิ้งหมวกและถอดชุดเกราะก่อนจะกุมศีรษะวิ่งพล่านเหมือนหนู
แม้เขาจะเป็นหลานชายคนโตของจวนกั๋วกงและเป็นบุตรชายคนโตของแม่ทัพใหญ่ทว่าอยู่ในค่ายทหารไม่มีสิทธิพิเศษ เมื่อเข้าร่วมฝึกทหารต้องกินข้าวหม้อเดียวกันกับนายทหารและพลทหารในค่ายเหมือนกับบิดาของตนเวลาออกไปปฏิบัติภารกิจทำได้เพียงกินขนมปังเย็นชืดกับน้ำแร่บนภูเขา ยามราตรีนอนบนพื้นหญ้าหรือไม่ก็ปีนต้นไม้ซึ่งเขาไม่เคยบ่นว่าทุกข์หรือเหนื่อย
แม้การฝึกทหารจะไม่ได้ฆ่าคน ทว่ามันเป็นการต่อสู้จริงๆ ดังนั้นอาจได้รับบาดเจ็บแม้กระทั่งถูกตีจนกระดูกหักหรือบาดเจ็บสาหัสจากการถูกตีจนเลือดออกภายในทว่าซูอวี้เมิ่งกลับไม่เกรงกลัว ท่าทีของเขาราวกับลูกเสือที่ออกมาจากภูเขาทั้งยังดุร้ายอย่างมาก
แน่นอนว่าบุตรชายของเจียงหยวนอู่และสือชิงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ได้รับรายงานกลับมาจากแนวหน้าของการฝึกทหาร ซึ่งพระองค์ทรงชื่นชมเด็กหนุ่มทั้งสามคนเป็นอย่างมาก “ดีๆ ทั้งสามมีผู้สืบทอดแล้ว”
อันกั๋วกงยิ้มหน้าบานหลังจากได้ยินข่าว เขาลูบเคราด้วยใบหน้าพึงพอใจและถือโอกาสอบรมบุตรชายคนเล็กไปหนึ่งที
ซูซีเฉินและซีเป่ยเฉินดวงตาเป็นประกายพลางตะโกนโหวกเหวก “ครั้งหน้าพวกข้าจะตามพี่ใหญ่ไปด้วย”
หูซื่อกล่าวอย่างโมโห “หุบปากอายุยังน้อย พูดจาเหลวไหลอันใด เรียนหนังสือดีๆ ก็พอ”
ซูซีเฉินและซูเป่ยเฉินไม่กล้าขัดคำสั่งมารดา จึงทำได้เพียงมองไปที่บิดาด้วยท่าทางน่าสงสาร
อันกั๋วกงกระแอมไอเบาๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าพูดอันใด?จวนอันกั๋วกงอยู่ในกองทัพมาทุกรุ่น น้อยคนที่มีข้อยกเว้น เด็กเก่งด้านการต่อสู้เป็นเรื่องที่ดีเรียนหนังสืออย่างเดียวจะไปมีประโยชน์อันใด? หรือว่าจะให้พวกเขาสอบจอหงวนในภายหลัง?พวกเราเป็นตระกูลแม่ทัพเลื่องชื่อไม่มีมิตรภาพอันใดกับข้าราชการพลเรือน แม้ในอนาคตพวกเขาจะสอบขุนนางทว่าพวกเขาไม่มีทางมีอนาคตที่ดีบนหนทางขุนนาง” ครอบครัวที่มีอำนาจทางทหารต้องรักษาระยะห่างจากข้าราชการพลเรือนมิฉะนั้นจะทำให้ฮ่องเต้สงสัย เป็นการรนหาที่ตายชัดๆ
นี่เป็นช่วงเวลาหายากที่ครอบครัวได้ทานอาหารร่วมกันเดิมทีหูซื่อมีความสุขมาก ทว่าตอนนี้ใบหน้ากลับอึมครึมผ่านไปครู่หนึ่งจึงฝืนยิ้มและกล่าวว่า “ข้าเพียงห่วงว่าเด็กๆยังเล็ก ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ หากฝึกการต่อสู้อย่างหนักเกรงว่าจะล้มป่วยเอาได้”
บุตรชายคนเล็กทั้งสองของอันกั๋วกงเพิ่งเกิดหลังจากที่เขาอายุสี่สิบปีเรียกได้ว่ามีบุตรตอนแก่ ดังนั้นเขาจึงเอ็นดูบุตรสองคนนี้มากกว่าบุตรภรรยาเอก ทั้งไม่ได้บังคับให้ออกแรงหนักตั้งแต่ยังเล็กและปล่อยให้เติบโตจนอายุราวสิบปี เนื่องจากกลัวว่าพวกเขาจะฝึกการต่อสู้อย่างไม่เหมาะสมจนร่างกายเสียหายได้ไม่คุ้มเสียเมื่อได้ฟังคำอธิบายของหูซื่อจึงเห็นแก่ความรักที่นางมีต่อบุตรชายและไม่ได้ใส่ใจกับการเสียมารยาทเล็กๆน้อยๆ ของนาง
หูซื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะก้มศีรษะทานข้าวเพื่อพยายามปิดบังความชั่วร้ายในแววตาที่แทบเก็บเอาไว้ไม่อยู่