บทที่ 27 กำไรครึ่งต่อครึ่ง
“ครอบครัวชาวนาก็ยากที่จะได้เล่าเรียนจริง ๆ” นายทะเบียนไป๋ถอนหายใจด้วยความะเือารมณ์ “ครอบครัวของเ้ามาจากหมู่บ้านหยางซานใช่หรือไม่? น้องชาย เ้าคิดที่จะตั้งแผงลอยระยะยาวหรือสั้น?”
“ข้าขอบอกพวกท่านตามจริง เราไม่เคยตั้งแผงขายของมาก่อน จึงไม่รู้กฎของที่นี่ ดังนั้นเรายัง้าคำแนะนำจากท่านขอรับ”
เหยียนซีคิดแค่ว่าจะทำให้ตัวเองกับนางหวังดูเรียบง่ายที่สุด อย่างไรก็ตั้งแผงขายของวันแรก หากไม่เข้าใจอะไรก็แค่ขอคำแนะนำอย่างเปิดเผยเท่านั้น
“ตามที่ใต้เท้าเิกำชับลงมา ตระกูลไป๋ของข้าจะเป็ผู้นำในการจัดการค่าธรรมเนียมแถบท่าเรือทั้งหมด” นายทะเบียนไป๋อธิบายช้า ๆ โดยเน้นย้ำถึงความถูกต้องตามกฎหมายการเรียกเก็บเงินของตน
“ท่านใต้เท้าช่างมีสายตาที่มองการณ์ไกล นั่นจึงเป็เหตุผลที่นายท่านไป๋ได้รับเลือกให้มาดูแลเื่นี้”
เมื่อถึงเวลาประจบประแจง ต้องโจมตีให้ตรงจุด ถ้าอยากได้รับการดูแล เหยียนซีก็ต้องกล่าวออกมาอย่างจริงใจ
นายทะเบียนไป๋ปรับท่านั่งเล็กน้อย เขามองคนทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระวัง
สตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นยังคงนิ่งเงียบ มีแค่เด็กชายที่พูดอยู่ฝ่ายเดียว
ทว่าเด็กคนนี้ดูมีอายุเพียงแปดเก้าขวบเท่านั้น แต่กลับสามารถพูดตอบโต้ออกมาด้วยความช่ำชอง เขาดูไม่เหมือนลูกหลานชาวนาเลย
เมื่อประเมินจากเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ก็เกรงว่าพี่ชายของเด็กคนนี้จะไม่ธรรมดาจริง ๆ
เดิมที เขาได้ยินจากคนรับใช้ว่ามีครอบครัวใหม่มาตั้งแผงขายของตรงท่าเรือ อีกทั้งยังมีปัญญาชนในครอบครัวนั้นที่กำลังจะไปสอบฝู่ซื่อด้วย
โชคลาภก้อนแรกของตระกูลไป๋ คือมีบรรพบุรุษเป็ซิ่วไฉ เขาจึงได้กลายเป็นายทะเบียนแห่งตำบลชิงหลง ต่อมาตระกูลเขาก็มีจู่เหรินอีกสองคนตามลำดับ ส่งผลให้พวกเขากลายเป็ตระกูลปัญญาชนที่มีชื่อเสียงในตำบลชิงหลง และเป็ตระกูลคหบดีผู้โด่งดัง
ดังนั้นในตระกูลจึงมีความเห็นพ้องต้องกันเสมอว่า ทุกครั้งที่พบปัญญาชนเข้ามาในเมือง พวกตนจะถือเป็สหายและต้องดูแลไม่มากและไม่น้อยเกินไป นี่ถือเป็การลงทุนระยะยาว เพราะหากปลาหลีฮื้อทะยานข้ามประตูัไปได้*[1] หากอีกฝ่ายรุ่งเรือง ตระกูลไป๋ก็ถือได้ว่าพวกเขารู้จักกันั้แ่ยังไม่มีอำนาจอันใด
ปีนี้ในเมืองชิงหลง มีบัณฑิตเพียงสองคนที่สอบผ่านเซี่ยนซื่อ และในหมู่บ้านหยางซานก็มีหลิวเหิงคนเดียวที่สอบผ่านเซี่ยนซื่อ
เดิมทีเขาได้ยินว่าอีกฝ่ายสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้สามารถไปสอบฝู่ซื่อต่อได้ เขาเองก็ตั้งใจว่าจะผูกมิตรไว้ให้ดี ยิ่งหลังจากได้ฟังคำพูดเจื้อยแจ้วของเหยียนซีแล้ว เขาก็รู้สึกว่าความคิดของตนนั้นถูกต้อง
ในเมื่อตนอยากผูกมิตรกับอีกฝ่าย ก็ต้องแสดงน้ำใจในที่แจ้ง “การตั้งแผงลอยอยู่ใกล้ท่าเรือ เดิมทีค่าธรรมเนียมจะคิดตามขนาดของกิจการและแนวโน้มของตลาด สำหรับแผงลอยของพวกเ้า สมควรจ่ายวันละยี่สิบอีแปะ ทว่า...”
“ครอบครัวของเราทำกิจการเล็ก ๆ มีท่านป้าคนเดียวที่ดูแลเราสองคนพี่น้อง ข้าจึงหวังว่านายท่านไป๋จะเห็นใจ” เหยียนซีเห็นว่าเขาหยุดลงหลังจากพูด ‘ทว่า’ เธอจึงรีบพูดแทรกขึ้นทันที
นายทะเบียนไป๋พยักหน้า “ตามที่เ้าพูดคือชาคลายร้อนนั้นขายถูกมาก เมื่อข้าเองเห็นเด็กกำพร้าและหญิงม่ายก็รู้ว่าชีวิตไม่ง่ายเลย ข้าจะเรียกเก็บเงินพวกเ้าสิบอีแปะต่อวันก็แล้วกัน”
“ดีเหลือเกิน ขอบคุณนายท่านไป๋” ทันทีที่เหยียนซีรับคำ เธอก็รีบดึงนางหวังเข้ามาเพื่อให้หยิบเงินจ่าย
นายทะเบียนไป๋ยกมือห้าม “เื่เงินของวันนี้ถือเป็โมฆะ ค่อยเริ่มนับใหม่พรุ่งนี้ เ้าสองคนเป็สตรีและเด็กอ่อนแอ ดังนั้นหากมีอะไรเกิดขึ้นที่ท่าเรือ ได้โปรดมาบอกข้า เพราะท่าเรือตระกูลไป๋แห่งนี้จะไม่มีใครสามารถกระทำผิดได้”
เนื่องด้วยการสนับสนุนของนายทะเบียนไป๋ เหยียนซีกับนางหวังจึงรีบคารวะขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าในจังหวะที่พวกนางเดินออกมาก็ลอบมองหน้ากันและยกยิ้ม ด้วยค่าธรรมเนียมแผงลอยเพียงวันละสิบอีแปะ เมื่อประเมินจากยอดขายในวันนี้ อย่างไรก็เหลือกำไรมากกว่า
เมื่อกลับถึงบ้าน แล้วได้นับเงินจริง ๆ ก็พบว่าวันนี้พวกนางทำเงินได้หนึ่งร้อยสิบเก้าอีแปะ
ทว่าในชาคลายร้อนนั้นมีส่วนผสมคือบ๊วยดำ เปลือกส้มแห้ง ซานจาและชะเอม ทั้งหมดล้วนเป็ตัวยาราคาถูก
ในตอนแรก พวกมันถูกซื้อมาพร้อมกับยาบำรุงของหลิวเหิง แต่ละตัวยาจึงมีน้ำหนักเพียงครึ่งชั่ง รวมแล้วมีราคาเพียงยี่สิบอีแปะ เนื่องจากรสชาติของชาจะต้องเข้มข้น จึงไม่อาจลดทอนวัตถุดิบได้ ทำให้วัตถุดิบที่ซื้อมาควรแบ่งใช้ห้าวันจึงจะเหมาะสม และมีต้นทุนต่อวันเพียงสี่อีแปะ
น้ำตาลทรายขาวซึ่งแพงที่สุดก็มีราคาถึงสามสิบอีแปะ ตามปริมาณที่ใช้ไปวันนี้หนึ่งชั่ง สามารถแบ่งใช้ได้อย่างน้อยสิบวัน ดังนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายเพียงวันละสามอีแปะเท่านั้น
ส่วนค่าธรรมเนียมแผงลอยนั้นวันละสิบอีแปะ
เมื่อคำนวณตามพวกหลักนี้ ก็พบว่ากำไรของวันนี้คือหนึ่งร้อยอีแปะ
ทันทีที่นางหวังสะสางบัญชีเสร็จ ก็คิดว่าหากทั้งสองไปตั้งแผงขายของั้แ่่เช้าตรู่ ก็จะทำให้ในแต่ละวันได้กำไรมากกว่าหนึ่งร้อยอีแปะ ซึ่งทำกำไรได้มากกว่าการทอผ้า
ทว่าวันแล้ววันเล่านางหวังไม่เคยได้หยุดพัก ต้องนั่งทอผ้าจนดึกดื่นทุกวัน แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนก็ขายผ้าทอได้เพียงห้าร้อยอีแปะเท่านั้น
ถ้ามีเงินหนึ่งร้อยอีแปะเข้าบ้านได้ทุกวัน อย่าว่าแต่ให้หลิวเหิงไปสอบฝู่ซื่อเยวี่ยนซื่อเลย แม้แต่เดินทางเข้าเมืองหลวงก็เพียงพอ
ทั้งหมดนี้ได้มาจากมันสมองของเหยียนซี เด็กหญิงที่นางหวังซื้อมาไม่ได้เป็เพียงแค่ดาวนำโชค แต่ยังเป็เทพเ้าแห่งความมั่งคั่งอีกด้วย
นางหวังนึกถึงคำพูดของหลิวเหิงที่แนะนำไว้ว่า เหยียนซีเป็คนให้ความสำคัญกับความรักและคุณธรรม เธอมักจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความกตัญญู ดังนั้นสองแม่ลูกไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ทั้งหมดได้ นางหวังจึงเอ่ยพูดขึ้นว่า “ซีเอ๋อร์ กิจการนี้เป็ความคิดของเ้า ป้าจะเอาเปรียบเ้าโดยใช้เงินทั้งหมดนี้ไม่ได้”
“ท่านป้า เมื่อวานนี้เราไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือ...”
“เ้าฟังข้าก่อน พี่เอ้อร์หลางของเ้าบอกว่ากิจการนี้ถือเป็การร่วมลงเงินระหว่างเราสองครอบครัว เราจึงจะรับเงินกำไรไว้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้เ้าเก็บไว้ เพราะสำหรับครอบครัวของหญิงสาว ถ้าในอนาคตเ้าแต่งงานก็ต้องมีสินเดิมของตนเอง”
“ท่านป้า พูดเื่เหลวไหลอันใดกัน? ข้ายังเด็กอยู่เลย” เมื่อเห็นใบหน้าที่มีความสุขของนางหวังและสายตาที่มองอย่างหยอกล้อ เหยียนซีจึงทำได้เพียงแสดงความรู้สึกเขินอายเหมือนเด็กน้อยจริง ๆ ออกไป
กระนั้นการร่วมลงทุนทางธุรกิจย่อมดีกว่าแน่นอน
เธอต้องยอมรับว่าหลิวเหิงฉลาดมากในการคิดคำนวณ เพราะถ้าพวกเขาเอาแต่เป็ฝ่ายรับ ก็จะทำให้เธอเบื่อเข้าสักวัน
เมื่อวานนี้ เธอตั้งใจยกเงินทั้งหมดที่หาได้ให้หลิวเหิง แต่ถ้านานวันเข้า เธออาจจะนึกเสียดายอยู่ในใจและคงไม่ดีที่จะเกิดความคิดเล็กคิดน้อยเช่นนั้น
อีกทั้งปีนี้เด็กหญิงอายุเก้าขวบ ตามประเพณีของคนโบราณ จะต้องมีการหมั้นหมายใน่อายุสิบสี่หรือสิบห้าปี
ในยุคอนาคต เธอไม่ได้แต่งงานเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ แต่ในยุคโบราณเธอคิดว่าหากพบเจอผู้ที่เหมาะสม เธอก็้าชดเชยประสบการณ์ที่ขาดหายโดยเลือกที่จะแต่งงานและมีลูก
ทว่าเหยียนซีพยักหน้าเห็นด้วย และนี่คือข้อตกลงที่ได้ประโยชน์เท่าเทียม
เมื่อเห็นว่านางหวังมีความสุขมาก เธอก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะผิดหวังถ้าได้กำไรน้อยลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ดังนั้นเธอจึงรีบพูดป้องกันไว้ว่า “ท่านป้า เหตุผลที่วันนี้ขายได้เยอะ เพราะวันนี้มีคนเดินเข้าออกตลาดมากมาย มิหนำซ้ำวันนี้ก็บังเอิญที่เรือโดยสารมาช้า คนรอขึ้นเรือจึงเยอะกว่าปกติ แต่ในวันธรรมดา ข้าเกรงว่าจะมีคนที่ท่าเรือไม่มากนัก ยอดขายชาคลายร้อนก็อาจจะลดลง”
“ข้ารู้แล้ว แม้ว่าจะได้เงินเพียงวันละยี่สิบอีแปะ แต่ถ้าสะสมมันทุกวันก็จะมากขึ้นเอง”
หลังจากการวิเคราะห์ของเหยียนซี นางหวังก็เข้าใจแล้วว่ากิจการขายชาคลายร้อนในครั้งนี้ไม่เหมือนคราวที่ขายกระเช้าดอกไม้ในวัดชิงหลง เพราะนั่นเป็การซื้อขายเพียงครั้งเดียว แต่ชาคลายร้อนสามารถขายได้อย่างต่ำก็จนถึงฤดูใบไม้ร่วง และจะปิดการขายเมื่ออากาศเริ่มหนาวขึ้น
ทว่าก็ยังไม่ถึงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง แม้ว่าจะขายจนถึงวันลี่ชิว*[2] ก็ยังมีเวลาเหลืออีกหลายเดือน
ด้วยกิจการที่สามารถเลี้ยงชีพได้ยาวนานขึ้น แผงลอยจึงมีความลงตัว ทั้งสองจึงรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมาก
ทางด้านหลิวเหิงและหลิวจิ้นเป่าที่กำลังโดยสารเรือไปยังตัวอำเภอก็มีความสุขมากเช่นกัน
พวกเขาลงเรือลำเดียวกับสองพี่น้องที่บอกว่าชอบมีอาการเมาเรือ
หลิวจิ้นเป่ากลัวว่าน้องชายของอีกฝ่ายจะอาเจียนระหว่างทาง หากทุกคนในเรือเห็นภาพนั้น จะเป็การทำลายชื่อเสียงชาคลายร้อนของเหยียนซีหรือไม่?
“เอ้อร์หลาง ชาสูตรบรรพบุรุษของซีเอ๋อร์สามารถรักษาอาการเมาเรือได้จริงหรือ?”
“ไม่มียาใดที่รักษาได้ทุกคนหรอก การดื่มชาคลายร้อนเพื่อแก้อาการเมาเรือ น่าจะได้ผลกับคนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีคนที่ไม่ได้ผล มิใช่หรือ? ฉะนั้นจะมีคำกล่าวว่าหลายคนหลายใบสั่งยาได้อย่างไร?” หลิวเหิงอธิบายอย่างใจเย็นพลางปลดถุงใส่น้ำออกมาและยกขึ้นจิบช้า ๆ
[1] ปลาหลีฮื้อทะยานข้ามประตูั หมายถึง ประสบความสำเร็จขึ้นสู่จุดสูงสุด
[2] วันลี่ชิว คือจุดเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง ประมาณ่เดือนแปด