ตอนที่ 13 The Girl
พลิกกลับมาอีกฟากฝั่ง แต่กลับเป็นโลกใบเดียวกัน เหล่ากฎบที่ลงมายังดาวเคราะห์โลกเพื่อหวังจะมาพิชิตภาระกิจปลิดชีพองค์ราชินี พวกมันตั้งป้อมรักษาการที่บริเวณลานกว้าง เพื่อใช้พักพิงชั่วคราวก่อนที่แสงตะวันจะสาดส่องลงมาเพื่อนำทางของวันใหม่ แล้วเพลานั้นค่อยออกตามล่าองค์ราชินีกันต่อ ภารกิจยิ่งใหญ่กับการช่วงชิงบัลลังก์เพื่ออำนาจที่สมบูรณ์แบบ
อากาศที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กลับนำพาความหนาวเย็นเข้ามาเฉียดแทงถึงกระดูก หมู่เหล่าทหารผู้กล้าไม่มีใครปฎิเสธได้เลยว่า ความหนาวเหน็บเช่นนี้ได้กัดกินความอบอุ่นและโอบล้อมร่างกายจนซึกกร่อน พวกเขาพากันขนลุก ขนชัน เอามาลูบไล้แขนเพื่อหวังจะให้มันไม่ลุกชันไปมากกว่านี้ บ้างก็เอาฝ่ามือมาถูไถกัน เพื่อให้เกิดการเสียดสีเผื่อจะทำให้ร่างกายให้คลายความหนาวเหน็บลงบ้าง นอกจากนั้นการเป่ามือก็ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมปฎิบัติกันมาว่ามันทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นได้
อ๊ากส์ อ๊ากส์ อ๊ากส์ ! ! !
อ๊ากส์ อ๊ากส์ อ๊ากส์ ! ! !
อ๊ากส์ อ๊ากส์ อ๊ากส์ ! ! !
เสียงกระอั่กกระอวน เหมือนอาการคนโดนจี้แล้วจ้วงแทงมาจากข้างหลังโดยไม่รู้ตัว โลหิตที่กลั่นเข้มข้นพุ่งออกมาจากปาก ดั่งขบวนรถฉีดน้ำดับเพลิง ร่างกายถูกฉีก ดั่งเนื้อวัวที่เอามาแร่ขายตามท้องตลาดสด เขี้ยวแหลมคมดั่งหอก กัด ดึงกระชากอย่างไร้ปราณี เหล่าอสูรกายร้าย รูปร่างอัปลักษณ์นั้น พวกมันตะคุบ ขย้ำ ร่างกายของพวกมนุษย์ผู้กล้า ที่พวกเขาเรียกขานว่า “นักรบ ผู้กล้า” อย่างเมามันส์และบ้าคลั่ง แล้วจึงจับร่างพรุ่นๆ ที่ฉีกขาด แหว่ง แขน แหว่งขา เนื้อหนังเครื่องในหลุดห้อยย้อยลงมาเป็นพวงๆ แล้วจึงอ้าปากงางรอเพื่อกลืนกิน ซากกระดูกเน่าๆ ลงท้อง ชีวิตของเหล่าผู้กล้ากะดึกได้สังเวยโลหิตทาทาบ ณ โลกมนุษย์เสียแล้ว
เมื่อมันได้กลืนกินมนุษย์ ร่างกายของพวกมันก็จะทวีความแข็งแรง เพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น และเป็นยาวัณะยืดอายุให้มีชีวิตให้เยียดยืดออกไปอีก
“ขอรายงาน ขอรายงาน ท่านนักปราชญ์เกิดเรื่องร้ายแล้วท่าน เหล่าอสูรกายร้าย พวกนั้นมันมีอยู่จริง และตอนนี้พวกมันกำลังบุกกองทัพของเรา”
นายทหารคุกเข่าโน้มศีรษะลง เขาเข้ามารายงานในเต้นท์กระโจมของท่านนักปราชญ์ ด้วยอาการขวัญสั่นผวา น้ำเสียงนั้นดูสั่นคลอ เมื่อความกลัวกลืนกินทุกอวัยวะและควบคุมทุกสัดส่วนของร่างกาย
ท่านนักปราชญ์พอได้ยินรายงานจากปากนายทหาร มันมิใช่ข่าวดีแต่กลับเป็นข่าวร้าย ที่บัดนี้มันได้มาเยือนแล้ว มันมาแล้ว มามาถึงหน้ากองทัพแล้ว เขารีบลุกพลันแล้ววิ่งออกจากเต้นท์ และไม่ลืมคว้าเอาดาบติดตัวออกมาด้วย ก่อนที่จะลุกลี้ลุกลน ออกไปเผชิญกับความจริงที่รออยู่ข้างนอก
“ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน เหล่าทหารผู้กล้าของข้า อย่าให้มันมีชีวิตรอดกลับได้สักตัวเดียว ฆ่ามัน!!!”น้ำเสียงปลุกเร้ากระตุ้นอารมณ์ให้เหล่าผู้กล้ารู้สึกหึกเหิม
เสียงชักดาบและตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนทวนปฐพี ครางออกมาด้วยความเจ็บปวด ทรมาน สวนทางกันกลับเหล่าอสูรร้ายที่กลับหึกเหิมเก่งกล้าสามารถ
เสียงนั้นกลับยิ่งทำให้เหล่าอสูรร้าย ตื่นลุกขึ้นมาจากหลุม ที่พวกมันหลบซ่อนจากแสงสว่างในเพลากลางวัน อสูรร้ายร่างกายคล้ายมนุษย์ รูปร่างใหญ่ราวดั่งยักย์ กำลังฟัดเหวี่ยงกับพวกเหล่าทหารนายกอง แต่มนุษย์รูปร่างเล็กนิดเดียวแถบกำลังเรี่ยวแรงก็น้อย นั้นหรือจะสู้กับพวกมันได้
เมื่อสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง เหล่าทหารนับสิบหายสาบสูญลงไปในท้องของพวกมันในชั่วพริบตา
“ท่านนักปราชญ์เรารีบหนีก่อนเถอะท่าน”
“เจ้านำทางข้า ไป”
ท่านนักปราชญ์และทหารองค์รักษ์ส่วนหนึ่งกำลังหนีออกไปทางด้านหลัง อย่างเงียบๆ จากที่เดินปกติก็ต้องเร่งฝีเท้าเปลี่ยนเป็นวิ่งแทน ทุกคนออกวิ่ง เพื่อหนีความตายที่ปรากฏอยู่เบื้องหลัง
และแล้วเหมือนสวรรค์มีตา หรืออย่างไร อยู่ๆ แสงแดดอ่อนๆ ก็ค่อยๆ ส่องสว่างไสวขึ้นมา ภายในชั่วพริบตา บัดนี้โลกได้หมุนเปลี่ยนเวียนกาลเวลา ตะวันค่อยๆ โผล่พ้นขอบพ้น
เหล่าอสูรกายร้ายที่กำลังหึกเหิมในโลกราตรีก็ค่อยๆ หนีลงหลุมเพื่อหลบหนีแสงแดดที่คร่าชีวิตของมันให้สลายไหม้เกรียม
ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องมายังพื้นโลก แต่เหล่าสาวๆ ทั้ง 5 คน ยังนอนหลับใหลอยู่ในบ้านบนต้นไม้อย่างอ่อนล้า ทุกคนดูอ่อนเพลีย จึงทำให้แสงแดดนั้นมิอาจจะปลุกเร้าให้ร่างกายฟื้นตื่นจากภวังค์ได้
กริ่ง กริ่ง กริ่ง ! !
กริ่ง กริ่ง กริ่ง ! !
กริ่ง กริ่ง กริ่ง ! !
เสียงกระดิ่งที่ฟัดเหวี่ยงกระทบกันไปมา ดูเหมือนคนถือจะตั้งใจให้มันกระทบกันเพื่อเกิดเสียงหรืออย่างไรกัน เพราะเสียงนั้นมันดังใสกริ่ง ดั่งราวกับหยดน้ำ ที่ไม่ยอมหยุดหยดเสียที
ผู้ติดตามของพระนาง นางเริ่มรู้สึกตัวเป็นคนแรก นางลืมตาขึ้นมา และตื่นด้วยอาการสลึมสลือ ด้วยสัญชาติญาณ ร่างกายนั้นดั่งราวโดนปลุก อยู่ดีๆ ร่างกายก็รีบดีดตัวขึ้นมาจากฟูกนอน เธอชโงกหน้ามองหาต้นเสียงของเสียงกระดิ่งนั้นที่ดังหลอกหล่อนหูเสียเหลือเกิน
ภาพเบื้องล่างปรากฏเป็นหญิงสาวบุคคลปริศนา เธอสวมใส่เสื้อคลุมสีดำเงา ยาวปกปิดเรือนร่างไปจนมิดต้นขา ทุกอย่างดูปกปิดอย่างมิดชิด ใบหน้านั้นก็มีผ้าสีดำโพกปิดทับอีกที มองลงไปเห็นดวงตาสีขาวสลับแววตาดำขลับนั้น
เธอกำลังแหงนหน้าขึ้นมา ประจวบกับผู้ติดตามของพระนางก็ชโงกหน้ามองลงไปด้านล่างเช่นกัน ทั้งสองคนได้สบตากัน เพียงไม่กี่วินาที ก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตอะไรบางอย่างเกิดขึ้น มามันดูดช็อดเข้าที่ร่างกายของผู้ติดตาม จนนางต้องเบือนหน้าหนีสายตาของหญิงสาวปริศนาผู้นั้น เมื่อพลังนั้นดูลี้ลับ และดูดดึงร่างกายให้ร้อนทวีพุ่งขึ้น
ผู้ติดตามของพระนาง นางเริ่มมีอาการรู้สึกแสบตาขึ้นมา เหมือนมีสายฟ้ากำลังแล่นพาดผ่าลงมา แววตาคู่นั้นของหญิงชุดดำสาวผู้นั้น ดูเย็นเยือกเหลือเกิน แถบยังเย็นชา ไร้สิ้นซึ่งความรู้สึก เป็นแววตาของนักฆ่าตัวจริง แววตาที่ไร้สิ้นความปราณี จิตวิญญาณถูกเติมเต็มและมีอาหารคือความตายมาหล่อเลี้ยง อำนาจมืดที่มองไม่เห็น ความอำมหิตที่เยือกเย็น ความเย็นชาที่ตายด้านถูกถ่ายทอดออกมาผ่านแววตาคู่นั้นทั้งหมด อามรณ์ ความรู้สึก การสัมผัส แม้กระทั่ง..........จิตวิญญาณ
เราจะอยู่ในโลกจิตนาการด้วยกันและสุดท้ายนี้รู้สึกอย่างไร เอามาแชร์กัน