ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 88 กรงเหมันต์และน้ำตาที่ถูกกักเก็บ ตอน ปลาย(อุสางิซากิ)

            ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์

            บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม

             

            ปราการน้ำแข็งสีครามเข้มขนาดมหึมาผุดขึ้นกลางสนามประลองอย่างฉับพลัน

            มันสูงเสียดฟ้า บดบังทัศนียภาพภายในทั้งหมด ทำให้ผู้ชมที่เคยส่งเสียงจอแจพลันเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน

            ทุกสายตาจับจ้องไปที่กำแพงน้ำแข็งที่ส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ยามสาย

            ภายในปราการนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            แล้วด้วยความไม่รู้.. เสียงซุบซิบจึงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

            แต่คราวนี้เบาลงกว่าเดิมมาก ราวกับทุกคนเกรงกลัวที่จะรบกวนความสงบภายในปราการนั้น

             

            “เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ทำไมถึงสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาแบบนั้น?”

            “นี่วิชาอะไร? วิชาของสำนักดาบเหล็กหรือ? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย!”

            “นี่มันเป็นการปิดบังการประลองชัด ๆ ! พวกเรามีสิทธิ์ที่จะรับรู้ทุกสิ่ง!”

            “เงียบ! นั่นตระกูลอุสางินะ!”

             

            ต่อให้จะมีคำพูดอยากถามมากมายขนาดไหน..

            ก็คงไม่มีใครตอบได้นอกจากเจ้าของวิชา

             

            ถัดไปอีกฟากฝั่งหนึ่งของอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลอุสางิ

            อุสางิซึยุหรือแม่เฒ่ากระต่ายขาว มองไปยังปราการน้ำแข็งด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเข้าใจ

            ดวงตาของนางไม่ได้แสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับนางไม่ได้ใส่ใจอะไรกับปราการน้ำแข็งขนาดมหึมาเลย

            นางไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจของนางกลับมีเสียงสะท้อนก้องขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

            'น้ำแข็ง..หากละลายก็กลายเป็นเพียงน้ำ..

            แต่อย่างไรน้ำแข็งกับน้ำก็คืออันเดียวกันแค่เปลี่ยนสถานะ

            ซากิ..

            เจ้าจงละลายและกลับมาเข้มแข็งให้ได้'

            คำพูดนั้นแฝงไปด้วยความหวังและความปรารถนาอันแรงกล้าที่ผู้เป็นยายมีต่อหลานสาว

            นางรู้ดีว่าอุสางิซากิกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่สำคัญยิ่งกว่าการประลองใด ๆ

            นั่นคือบททดสอบทางจิตใจ

            ซึ่งสำหรับคนเป็นญาติผู้ใหญ่แล้ว..

            ก็ได้แต่หวัง..

            หวังให้ลูกหลานของนางนั้นสามารถผ่านพ้นมรสุมเช่นนี้ไปให้ได้

            เพราะถ้าผ่านไปได้..

            ซากิก็จักเติบใหญ่และเข้าใจโลกนี้ได้กว้างขึ้น..

             

            ถัดมาอีกฝั่ง.. บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุน

            ซุนต้าหลี่ผู้เฒ่าวานรมองปราการน้ำแข็งของคิมบีโฮด้วยความประหลาดใจและชื่นชม

            สายตาของเขาเต็มไปด้วยความใคร่รู้

            “ปราการเหมันต์ที่พ่อคิมบีโฮสร้างขึ้นนี่..

            มันดูแข็งแกร่งเกินกว่าที่จอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางจะทำได้เสียอีก”

            ซุนต้าหลี่พึมพำกับซุนต้าชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ

             

            “ใช่ขอรับเจ้าคุณพ่อ ฉันเองก็รู้สึกเช่นนั้น

            มันดูแข็งแรงกว่าวิชาที่พ่อตงเสวี่ยซานใช้เมื่อวานเสียด้วยซ้ำ”

            ซุนต้าชิงตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง

             

            “อ้ายคนนี้.. มันซ่อนอะไรไว้เยอะจริง ๆ”

            ผู้เฒ่าวานรกล่าวเสริมพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ราวกับกำลังชื่นชมในความสามารถที่ซ่อนเร้นของคิมบีโฮ ก่อนจะหันไปทางหลานชายด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนเดิม

            แต่รอยยิ้มกลับนิ่งลง

            “เอ็งน่าจักเห็นแล้วลูกหวัง..

            สิ่งที่พ่อคิมบีโฮซ่อนมาตลอดอาจมิใช่เพียงเท่านี้..

            พรุ่งนี้อย่างไรก็ระวังด้วย”

             

            “ขอรับเจ้าคุณปู่”

            ซุนโหวหวังกล่าวโดยไม่ได้หันไปมองคนที่มันตอบเลยด้วยซ้ำไป

            นัยน์ตาของคนสะท้อนเพียงภาพปราการน้ำแข็งตรงหน้า

            หากเป็นไปตามสิ่งที่หลิวเจี้ยนวางเอาไว้..

            ดูเหมือนว่ามันจะต้องเจองานหิน ที่จักต้องทำจริงเอาจังกว่าทุกคราที่ผ่านมา

            .

            .

            ส่วนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

            อุสางิซากิ

             

            ภายในปราการน้ำแข็ง..

            ความเงียบเข้าครอบงำทุกสิ่ง..

            เสียงจอแจจากภายนอกถูกบดบังจนเหลือเพียงเสียงลมหายใจของข้าและคิมบีโฮ

            ข้ามองไปยังปราการน้ำแข็งรอบตัวด้วยความสับสน

            ปราการนี้มันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนข้าไม่ทันได้ตั้งตัว

             

            พอมองไปยังคิมบีโฮ..

            ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่แววตาของเขากลับมีบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้

            อะไรที่บอกให้ข้าร้องไห้ ทั้ง ๆ ที่ข้าพยายามกลั้น

             

            “เจ้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?

            อยากจะเหยียบย้ำข้า?

            อยากจะ.. อยากจะ-!

            ข้าไปทำอะไรให้เจ้าเจ็บแค้นนักหนา!?”

            ข้าถามออกไป.. เสียงของข้ายังคงสั่นเครือเล็กน้อยจากอารมณ์ที่ปะทุเมื่อครู่

            “หรือว่าข้ายังน่าสมเพชไม่พอ!!”

             

            คิมบีโฮมองมาที่ข้า ดวงตาของเขาไม่มีแววสงสารหรือเห็นใจเลยแม้แต่น้อย

            “ก็เจ้ามันน่าสมเพชจริง ๆ”

            เขาตอบห้วน ๆ คำเดียว แต่กลับทำให้ใจข้ากระตุกเจ็บ

             

            “เจ้า!!”

            ข้าตวาดออกไปและกำลังจะโต้แย้ง

            แต่เขากลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

             

            “ข้ามิได้ประสงค์ร้ายกับคนอ่อนแอเช่นเจ้า..

            เพียงแต่ข้าเห็นเจ้าแล้ว..

            ข้าเกิดเห็นภาพน้องสาวของข้าซ้อนทับบนตัวเจ้า”

            บีโฮกล่าวกับข้าและมองมาทางข้า..

            แต่ไม่รู้ทำไม..

            ในแววนั้นคล้ายกลับมิได้มองข้าอยู่

            “น้องสาวของข้า.. ยัยเด็กเปรตนั่น..

            นางทั้งเอาแต่ใจ รั้น ปากมาก ไม่ยอมใคร

            แต่พอถึงเวลาเปราะบาง..

            ก็จะระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วมานั่งอายในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป”

            คำพูดของเขาตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ แต่มันกลับทำให้ข้าชะงักไปชั่วขณะ

            “ซึ่งหากเจ้าเหมือนน้องสาวของข้าจริง..

            ข้าก็แค่ไม่อยากให้เจ้าต้องมานั่งอายคนอื่น”

            เขาเดินเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉย แต่แววตาของเขากลับมีประกายบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้

            “ในเมื่ออยากร้อง.. ก็ร้อง..

            เป็นถึงคนจากห้าตระกูลเสาหลัก เจ้าคงไม่อยากให้ใครเห็นด้านที่น่าเวทนา และนี้คือโอกาส..

            อยากร้องอยากตะโกนอะไรก็ทำไป

            ส่วนข้า..

            จะทำเป็นมองไม่เห็น”

             

            คำพูดของเขา มันเหมือนดาบที่แทงเข้ามาในใจข้า

            แต่ในขณะเดียวกัน..

            มันก็เหมือนมือที่ยื่นเข้ามาฉุดดึงข้าขึ้นมาจากห้วงลึกของความอับอาย

            ข้าไม่รู้ว่าทำไม..

            ทั้ง ๆ ที่คิมบีโฮพูดแบบมะนาวไม่มีน้ำ แต่ใจความของสิ่งที่เขาพูดเหมือนเขากำลังปลอบข้าอยู่

            มันน่าแปลก..

            น่าแปลกจริง ๆ

            คำพูดของเขาทำให้คนที่กำลังรู้สึกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างข้า..

            สามารถสมานรอยร้าวในใจได้เล็กน้อย..

            ราวกับว่ามีคนมาช่วยเจาะระบายสิ่งที่แน่นอยู่ในอกของข้า ทำให้ข้าเริ่มรู้สึกดีขึ้น..

            ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด..

             

            “น้องสาวของเจ้าชื่ออะไร?”

            ข้าถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงถามออกไปเช่นนั้น..

            แต่ข้าก็ถามออกไปแล้ว

             

            คิมบีโฮมองมาที่ข้าด้วยแววตาที่เหมือนจะรำคาญเล็กน้อย

            “ชื่อไม่เหมือนเจ้าก็แล้วกัน”

             

            หากเป็นยามปกติ ข้าคงตวาดตอกกลับไปด้วยโทสะ

            แต่ยามนี้ไม่ปกติ..

            ข้าจึงถามต่ออย่างไม่ลดละ

            “นางอายุเท่าไหร่?”

             

            “น้อยกว่าข้า”

            เขาตอบห้วน ๆ พร้อมถอนหายใจเบา ๆ

            “เอ้าไหนอยากจะร้องไห้ พอทำห้องให้ร้องกลับมาถามเซ้าซี้อยู่ได้น่ารำคาญ

            สรุปว่าเจ้าจะเอายังไงกันแน่? อยากร้อง? อยากถาม? หรืออยากสู้!?”

             

            “ใครว่าข้าอยากจะร้องไห้!”

            ข้าตอบกลับไปทันควันพร้อมยกมือขึ้นขยี้ตาของตัวเองและสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

             

            คิมบีโฮมองเหล่ ๆ มาที่ข้าแต่ไม่ตอบเรื่องนั้น

            “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอะไรของเจ้า ท่าทางของเจ้าหลายวันก่อนดูดีกว่านี้ตั้งมาก

            วันนั้นเจ้าถึงกับตวาดก่นข้าเสียด้วยซ้ำ

            เป็นอะไร? หรือเพราะไอ้ห้าเสาหลักคนนั้นมันเหยียดหยามเจ้า?

            ถ้าใช่.. ข้าขอบอกเลยว่าเจ้านี่มันโคตรอ่อนแอ ก็แค่แพ้และโดนเหยียดหยาม ใครเกิดมาแล้วไม่เคยแพ้บ้าง?

            ถ้าแพ้ก็แค่ฝึกให้มากขึ้นเดี๋ยวแล้วกลับมาแก้แค้นก็จบ”

             

            ข้าไม่รู้ว่าทำไมไอ้คนพูดน้อยก่อนหน้า.. วันนี้กลับช่างจ้อ

            หรือเพราะข้าเหมือนน้องสาวของมันจริง ๆ มันจึงได้จ้อไม่หยุดเช่นนี้

            แต่คำพูดนั้นของมันก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้านี่มันไม่เข้าใจข้าเลย

             

            ข้ากัดริมฝีปากตัวเอง ก่อนกล่าว

            “นางโดนหยามเกียรติกับข้าโดนหยามเกียรติมันไม่เหมือนกัน นางมีแซ่อุสางิแขวนคออยู่เหมือนข้าเสียที่ไหน?”

             

            “แล้วไอ้เกียรติของคนตระกูลอุสางินี่มันยังไง?

            หรือเพราะแผ่นตราห้อยคอคำว่า 'ห้าตระกูลเสาหลัก' มันค้ำคอสูงส่งขนาดนั้น?

            หรือต่อให้มันสูงส่งจริงอย่างเจ้าว่า..!

            แต่ถ้ามันหนัก..!

            คนอื่นยัดให้เจ้าแขวน เจ้าก็แขวนอย่านั้นเหรอ!?!”

            คิมบีโฮตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่สุดระคายหู..

            แต่ถ้อยคำนั้นก็เหมือนชอนไชเข้ามาปัดสิ่งที่ข้างค้างอยู่ในใจของข้าให้หายไป

            “หากวันหน้าคนอื่นเอายาพิษให้เจ้าอม เจ้าก็จะกลืนแทนที่จะคายหรือยังไง?

            ข้าไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมาเจ้าเจออะไรมา

            ถูกสอน ถูกเลี้ยง ถูกโอ๋มาหนักแค่ไหน

            แต่สุดท้ายก็เป็นตัวของเจ้าเองที่ดำเนินชีวิตของตัวเอง

            คนอื่นต่อว่าแล้วยังไง ข้าด่าน้องสาวของข้าทุกวัน ยัยเด็กเปรตนั่นยังฟังหูซ้ายทะลุหูขวาจนน่ารำคาญ

            เจ้าเองก็ควรหัดเอาอย่างคนที่ไม่ใช่คนจากห้าตระกูลเสาหลักเช่นข้าและนาง

            เรื่องนี้นับว่าน้องสาวของข้าดูโตกว่าเจ้าเสียอีก”

            คำพูดของคิมบีโฮ..

            มันเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจข้าอย่างจัง

             

            ข้าได้ฟังสิ่งที่เขาพูด และก็นำมาคิดตามด้วยเหตุผล

            เขาพูดถูก.. ทุกสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริงที่ข้าพยายามจะหลีกหนีมาตลอด

            ข้าถูกเลี้ยงดูมาด้วยความคาดหวัง ถูกสอนให้เป็นว่าที่ผู้นำตระกูลที่ดี ถูกโอ๋ประคบประหงมราวกับไข่ในหินจากท่านพ่อและท่านยาย

            แต่สุดท้ายแล้ว..

            ชีวิตของข้า..

            มันก็เป็นของข้าเอง..

            ข้าต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ข้าต้องเป็นคนแบกรับผลของการกระทำของข้าเอง

            คำว่า 'ห้าตระกูลเสาหลัก' หรือ 'ตระกูลอุสางิ'

            มันเป็นเพียงเปลือกนอกที่ผู้คนยัดเยียดให้ข้าแขวนคอไว้

            มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของข้า

            ข้าไม่ใช่ตุ๊กตาที่ถูกเชิด ข้าไม่ใช่หุ่นเชิดที่ต้องทำตามคำสั่งของใคร

            ข้าคือซากิ

            ข้าคือตัวของข้าเอง

             

            ซึ่งพอข้าคิดได้..

            ไม่รู้สิ..

            ข้ารู้สึกเหมือน 'โตขึ้น' อย่างกะทันหัน

            ข้าเริ่มเข้าใจตัวเองและสถานะของตนเองมากขึ้น ข้าเริ่มมองเห็นโลกในมุมที่แตกต่างออกไป

            ความเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ต่อตงเสวี่ยซาน..

            มันยังคงอยู่..

            และความอับอายที่มันมอบให้ข้า..

            ข้าก็จะไม่ลืม..

            ข้าจะไม่ตรมตรอมให้คนที่ไม่เคยเห็นความพยายามของข้า..

            และข้าจะกลับไปฝึกให้หนักยิ่งขึ้น..

            เพื่อล้วงคำขอโทษและริบศักดิ์ศรีที่มันทำให้ข้ามัวหมองกลับคืนมา

            แต่ก่อนที่ข้าจะทำแบบนั้นได้..

            ข้าต้องออกจากสนามประลองแห่งนี้ให้ได้เสียก่อน..

             

            ข้าเงยหน้าขึ้นมองคิมบีโฮ ใบหน้าของข้าไม่มีแววสั่นคลอนอีกต่อไป

            “เจ้า.. ปลดพลังปราการน้ำแข็งของเจ้าเสีย..”

            ข้าพูดออกไปอย่างมั่นคง แววตาที่ยังแดงเคยเคล้าน้ำตาก่อนหน้าเริ่มหายเคือง

            มิใช่เพราะก่อนหน้าข้าจะร้องไห้..

            เพราะข้าไม่ได้ร้อง..

            แต่เพราะสิ่งที่เคยบังตาของข้ามันถูกปัดเป่าออกไปแล้ว

             

            “พวกห้าเสาหลัก..

            สุดน่ารำคาญ..”

            คิมบีโฮมองมาที่ข้าครู่หนึ่ง ก่อนจะแบมือขึ้นเหนือหัว

            “จงสลาย..”

             

            ปราการน้ำแข็งที่เคยโอบล้อมปิดกั้นข้าสั่นสะเทือนเล็กน้อย..

            กำแพงน้ำแข็งสูงค่อย ๆ อ่อนยวบรินรดไหลคล้ายสายธารหิมาลัย

            ปราณธาตุน้ำแข็งสีครามเข้มพลันสลายหายไป แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามา ตกลงกระทบลงบนใบหน้าข้าอีกครั้ง

             

            จนเมื่อปราการน้ำแข็งนั่นสลายหายไปจนหมด ข้าก็ได้มองไปยังอาวุโสฮูจินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

            ใบหน้าของข้าปราศจากความโกรธแค้นหรือความอับอาย

            ครานี้..

            ข้าสามารถจ้องหน้าของท่านอาวุโสได้อีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ

            “ข้า.. อุสางิ.. ซากิ.. ขอยอมแพ้การประลองในครั้งนี้”

            ข้าเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดเจน เป็นเสียงที่ข้ารู้สึกมั่นใจ

            และข้ารู้สึกว่าการพ่ายแพ้นี้ของข้า..

            เป็นสิ่งที่ข้ารู้สึกภาคภูมิ

             

            ข้าโค้งคำนับให้อาวุโสฮูจินอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปพยักหน้าขอบใจให้กับไอ้คนหน้าแข็งนั่นเล็กน้อย

            คิมบีโฮเพียงแค่พยักหน้าตอบรับ ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            ข้าเดินออกจากสนามประลองด้วยท่าทางที่แตกต่างจากตอนที่ก้าวขึ้นมา

             

            เมื่อวานที่ข้าพ่าย ข้ารู้สึกว่าทุกสิ่งอย่างที่ข้าเป็นนั้นมันไร้ค่า

            ทว่าตอนนี้ที่ข้าแพ้ ข้ากลับได้เรียนรู้หลายเรื่อง

            ข้าได้เรียนรู้ว่าศักดิ์ศรีที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะหรือคำชมเชยจากผู้อื่น

            หากแต่อยู่ที่การยอมรับในความอ่อนแอของตนเอง และการลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้งอย่างเข้มแข็ง

            ข้าได้เรียนรู้ว่าการแบกรับชื่อเสียงของตระกูลไว้บนบ่านั้น มันหนักอึ้งเพียงใด

            แต่ข้าก็ได้เรียนรู้ว่าข้าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง..

            และข้าก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของข้าเอง

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน