ที่ริมขอบระเบียงของสนาม บนอัฒจันทร์
บรรยายแบบมุมมองบุคคลที่สาม
ปราการน้ำแข็งสีครามเข้มขนาดมหึมาผุดขึ้นกลางสนามประลองอย่างฉับพลัน
มันสูงเสียดฟ้า บดบังทัศนียภาพภายในทั้งหมด ทำให้ผู้ชมที่เคยส่งเสียงจอแจพลันเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน
ทุกสายตาจับจ้องไปที่กำแพงน้ำแข็งที่ส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ยามสาย
ภายในปราการนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วด้วยความไม่รู้.. เสียงซุบซิบจึงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้เบาลงกว่าเดิมมาก ราวกับทุกคนเกรงกลัวที่จะรบกวนความสงบภายในปราการนั้น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ทำไมถึงสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาแบบนั้น?”
“นี่วิชาอะไร? วิชาของสำนักดาบเหล็กหรือ? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย!”
“นี่มันเป็นการปิดบังการประลองชัด ๆ ! พวกเรามีสิทธิ์ที่จะรับรู้ทุกสิ่ง!”
“เงียบ! นั่นตระกูลอุสางินะ!”
ต่อให้จะมีคำพูดอยากถามมากมายขนาดไหน..
ก็คงไม่มีใครตอบได้นอกจากเจ้าของวิชา
ถัดไปอีกฟากฝั่งหนึ่งของอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลอุสางิ
อุสางิซึยุหรือแม่เฒ่ากระต่ายขาว มองไปยังปราการน้ำแข็งด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเข้าใจ
ดวงตาของนางไม่ได้แสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับนางไม่ได้ใส่ใจอะไรกับปราการน้ำแข็งขนาดมหึมาเลย
นางไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจของนางกลับมีเสียงสะท้อนก้องขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
'น้ำแข็ง..หากละลายก็กลายเป็นเพียงน้ำ..
แต่อย่างไรน้ำแข็งกับน้ำก็คืออันเดียวกันแค่เปลี่ยนสถานะ
ซากิ..
เจ้าจงละลายและกลับมาเข้มแข็งให้ได้'
คำพูดนั้นแฝงไปด้วยความหวังและความปรารถนาอันแรงกล้าที่ผู้เป็นยายมีต่อหลานสาว
นางรู้ดีว่าอุสางิซากิกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่สำคัญยิ่งกว่าการประลองใด ๆ
นั่นคือบททดสอบทางจิตใจ
ซึ่งสำหรับคนเป็นญาติผู้ใหญ่แล้ว..
ก็ได้แต่หวัง..
หวังให้ลูกหลานของนางนั้นสามารถผ่านพ้นมรสุมเช่นนี้ไปให้ได้
เพราะถ้าผ่านไปได้..
ซากิก็จักเติบใหญ่และเข้าใจโลกนี้ได้กว้างขึ้น..
ถัดมาอีกฝั่ง.. บนอัฒจันทร์ฝั่งตระกูลซุน
ซุนต้าหลี่ผู้เฒ่าวานรมองปราการน้ำแข็งของคิมบีโฮด้วยความประหลาดใจและชื่นชม
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความใคร่รู้
“ปราการเหมันต์ที่พ่อคิมบีโฮสร้างขึ้นนี่..
มันดูแข็งแกร่งเกินกว่าที่จอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางจะทำได้เสียอีก”
ซุนต้าหลี่พึมพำกับซุนต้าชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ใช่ขอรับเจ้าคุณพ่อ ฉันเองก็รู้สึกเช่นนั้น
มันดูแข็งแรงกว่าวิชาที่พ่อตงเสวี่ยซานใช้เมื่อวานเสียด้วยซ้ำ”
ซุนต้าชิงตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อ้ายคนนี้.. มันซ่อนอะไรไว้เยอะจริง ๆ”
ผู้เฒ่าวานรกล่าวเสริมพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ราวกับกำลังชื่นชมในความสามารถที่ซ่อนเร้นของคิมบีโฮ ก่อนจะหันไปทางหลานชายด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนเดิม
แต่รอยยิ้มกลับนิ่งลง
“เอ็งน่าจักเห็นแล้วลูกหวัง..
สิ่งที่พ่อคิมบีโฮซ่อนมาตลอดอาจมิใช่เพียงเท่านี้..
พรุ่งนี้อย่างไรก็ระวังด้วย”
“ขอรับเจ้าคุณปู่”
ซุนโหวหวังกล่าวโดยไม่ได้หันไปมองคนที่มันตอบเลยด้วยซ้ำไป
นัยน์ตาของคนสะท้อนเพียงภาพปราการน้ำแข็งตรงหน้า
หากเป็นไปตามสิ่งที่หลิวเจี้ยนวางเอาไว้..
ดูเหมือนว่ามันจะต้องเจองานหิน ที่จักต้องทำจริงเอาจังกว่าทุกคราที่ผ่านมา
.
.
ส่วนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ
อุสางิซากิ
ภายในปราการน้ำแข็ง..
ความเงียบเข้าครอบงำทุกสิ่ง..
เสียงจอแจจากภายนอกถูกบดบังจนเหลือเพียงเสียงลมหายใจของข้าและคิมบีโฮ
ข้ามองไปยังปราการน้ำแข็งรอบตัวด้วยความสับสน
ปราการนี้มันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนข้าไม่ทันได้ตั้งตัว
พอมองไปยังคิมบีโฮ..
ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่แววตาของเขากลับมีบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้
อะไรที่บอกให้ข้าร้องไห้ ทั้ง ๆ ที่ข้าพยายามกลั้น
“เจ้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?
อยากจะเหยียบย้ำข้า?
อยากจะ.. อยากจะ-!
ข้าไปทำอะไรให้เจ้าเจ็บแค้นนักหนา!?”
ข้าถามออกไป.. เสียงของข้ายังคงสั่นเครือเล็กน้อยจากอารมณ์ที่ปะทุเมื่อครู่
“หรือว่าข้ายังน่าสมเพชไม่พอ!!”
คิมบีโฮมองมาที่ข้า ดวงตาของเขาไม่มีแววสงสารหรือเห็นใจเลยแม้แต่น้อย
“ก็เจ้ามันน่าสมเพชจริง ๆ”
เขาตอบห้วน ๆ คำเดียว แต่กลับทำให้ใจข้ากระตุกเจ็บ
“เจ้า!!”
ข้าตวาดออกไปและกำลังจะโต้แย้ง
แต่เขากลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ข้ามิได้ประสงค์ร้ายกับคนอ่อนแอเช่นเจ้า..
เพียงแต่ข้าเห็นเจ้าแล้ว..
ข้าเกิดเห็นภาพน้องสาวของข้าซ้อนทับบนตัวเจ้า”
บีโฮกล่าวกับข้าและมองมาทางข้า..
แต่ไม่รู้ทำไม..
ในแววนั้นคล้ายกลับมิได้มองข้าอยู่
“น้องสาวของข้า.. ยัยเด็กเปรตนั่น..
นางทั้งเอาแต่ใจ รั้น ปากมาก ไม่ยอมใคร
แต่พอถึงเวลาเปราะบาง..
ก็จะระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วมานั่งอายในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป”
คำพูดของเขาตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ แต่มันกลับทำให้ข้าชะงักไปชั่วขณะ
“ซึ่งหากเจ้าเหมือนน้องสาวของข้าจริง..
ข้าก็แค่ไม่อยากให้เจ้าต้องมานั่งอายคนอื่น”
เขาเดินเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉย แต่แววตาของเขากลับมีประกายบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจได้
“ในเมื่ออยากร้อง.. ก็ร้อง..
เป็นถึงคนจากห้าตระกูลเสาหลัก เจ้าคงไม่อยากให้ใครเห็นด้านที่น่าเวทนา และนี้คือโอกาส..
อยากร้องอยากตะโกนอะไรก็ทำไป
ส่วนข้า..
จะทำเป็นมองไม่เห็น”
คำพูดของเขา มันเหมือนดาบที่แทงเข้ามาในใจข้า
แต่ในขณะเดียวกัน..
มันก็เหมือนมือที่ยื่นเข้ามาฉุดดึงข้าขึ้นมาจากห้วงลึกของความอับอาย
ข้าไม่รู้ว่าทำไม..
ทั้ง ๆ ที่คิมบีโฮพูดแบบมะนาวไม่มีน้ำ แต่ใจความของสิ่งที่เขาพูดเหมือนเขากำลังปลอบข้าอยู่
มันน่าแปลก..
น่าแปลกจริง ๆ
คำพูดของเขาทำให้คนที่กำลังรู้สึกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างข้า..
สามารถสมานรอยร้าวในใจได้เล็กน้อย..
ราวกับว่ามีคนมาช่วยเจาะระบายสิ่งที่แน่นอยู่ในอกของข้า ทำให้ข้าเริ่มรู้สึกดีขึ้น..
ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด..
“น้องสาวของเจ้าชื่ออะไร?”
ข้าถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงถามออกไปเช่นนั้น..
แต่ข้าก็ถามออกไปแล้ว
คิมบีโฮมองมาที่ข้าด้วยแววตาที่เหมือนจะรำคาญเล็กน้อย
“ชื่อไม่เหมือนเจ้าก็แล้วกัน”
หากเป็นยามปกติ ข้าคงตวาดตอกกลับไปด้วยโทสะ
แต่ยามนี้ไม่ปกติ..
ข้าจึงถามต่ออย่างไม่ลดละ
“นางอายุเท่าไหร่?”
“น้อยกว่าข้า”
เขาตอบห้วน ๆ พร้อมถอนหายใจเบา ๆ
“เอ้าไหนอยากจะร้องไห้ พอทำห้องให้ร้องกลับมาถามเซ้าซี้อยู่ได้น่ารำคาญ
สรุปว่าเจ้าจะเอายังไงกันแน่? อยากร้อง? อยากถาม? หรืออยากสู้!?”
“ใครว่าข้าอยากจะร้องไห้!”
ข้าตอบกลับไปทันควันพร้อมยกมือขึ้นขยี้ตาของตัวเองและสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
คิมบีโฮมองเหล่ ๆ มาที่ข้าแต่ไม่ตอบเรื่องนั้น
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอะไรของเจ้า ท่าทางของเจ้าหลายวันก่อนดูดีกว่านี้ตั้งมาก
วันนั้นเจ้าถึงกับตวาดก่นข้าเสียด้วยซ้ำ
เป็นอะไร? หรือเพราะไอ้ห้าเสาหลักคนนั้นมันเหยียดหยามเจ้า?
ถ้าใช่.. ข้าขอบอกเลยว่าเจ้านี่มันโคตรอ่อนแอ ก็แค่แพ้และโดนเหยียดหยาม ใครเกิดมาแล้วไม่เคยแพ้บ้าง?
ถ้าแพ้ก็แค่ฝึกให้มากขึ้นเดี๋ยวแล้วกลับมาแก้แค้นก็จบ”
ข้าไม่รู้ว่าทำไมไอ้คนพูดน้อยก่อนหน้า.. วันนี้กลับช่างจ้อ
หรือเพราะข้าเหมือนน้องสาวของมันจริง ๆ มันจึงได้จ้อไม่หยุดเช่นนี้
แต่คำพูดนั้นของมันก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้านี่มันไม่เข้าใจข้าเลย
ข้ากัดริมฝีปากตัวเอง ก่อนกล่าว
“นางโดนหยามเกียรติกับข้าโดนหยามเกียรติมันไม่เหมือนกัน นางมีแซ่อุสางิแขวนคออยู่เหมือนข้าเสียที่ไหน?”
“แล้วไอ้เกียรติของคนตระกูลอุสางินี่มันยังไง?
หรือเพราะแผ่นตราห้อยคอคำว่า 'ห้าตระกูลเสาหลัก' มันค้ำคอสูงส่งขนาดนั้น?
หรือต่อให้มันสูงส่งจริงอย่างเจ้าว่า..!
แต่ถ้ามันหนัก..!
คนอื่นยัดให้เจ้าแขวน เจ้าก็แขวนอย่านั้นเหรอ!?!”
คิมบีโฮตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่สุดระคายหู..
แต่ถ้อยคำนั้นก็เหมือนชอนไชเข้ามาปัดสิ่งที่ข้างค้างอยู่ในใจของข้าให้หายไป
“หากวันหน้าคนอื่นเอายาพิษให้เจ้าอม เจ้าก็จะกลืนแทนที่จะคายหรือยังไง?
ข้าไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมาเจ้าเจออะไรมา
ถูกสอน ถูกเลี้ยง ถูกโอ๋มาหนักแค่ไหน
แต่สุดท้ายก็เป็นตัวของเจ้าเองที่ดำเนินชีวิตของตัวเอง
คนอื่นต่อว่าแล้วยังไง ข้าด่าน้องสาวของข้าทุกวัน ยัยเด็กเปรตนั่นยังฟังหูซ้ายทะลุหูขวาจนน่ารำคาญ
เจ้าเองก็ควรหัดเอาอย่างคนที่ไม่ใช่คนจากห้าตระกูลเสาหลักเช่นข้าและนาง
เรื่องนี้นับว่าน้องสาวของข้าดูโตกว่าเจ้าเสียอีก”
คำพูดของคิมบีโฮ..
มันเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจข้าอย่างจัง
ข้าได้ฟังสิ่งที่เขาพูด และก็นำมาคิดตามด้วยเหตุผล
เขาพูดถูก.. ทุกสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริงที่ข้าพยายามจะหลีกหนีมาตลอด
ข้าถูกเลี้ยงดูมาด้วยความคาดหวัง ถูกสอนให้เป็นว่าที่ผู้นำตระกูลที่ดี ถูกโอ๋ประคบประหงมราวกับไข่ในหินจากท่านพ่อและท่านยาย
แต่สุดท้ายแล้ว..
ชีวิตของข้า..
มันก็เป็นของข้าเอง..
ข้าต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ข้าต้องเป็นคนแบกรับผลของการกระทำของข้าเอง
คำว่า 'ห้าตระกูลเสาหลัก' หรือ 'ตระกูลอุสางิ'
มันเป็นเพียงเปลือกนอกที่ผู้คนยัดเยียดให้ข้าแขวนคอไว้
มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของข้า
ข้าไม่ใช่ตุ๊กตาที่ถูกเชิด ข้าไม่ใช่หุ่นเชิดที่ต้องทำตามคำสั่งของใคร
ข้าคือซากิ
ข้าคือตัวของข้าเอง
ซึ่งพอข้าคิดได้..
ไม่รู้สิ..
ข้ารู้สึกเหมือน 'โตขึ้น' อย่างกะทันหัน
ข้าเริ่มเข้าใจตัวเองและสถานะของตนเองมากขึ้น ข้าเริ่มมองเห็นโลกในมุมที่แตกต่างออกไป
ความเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ต่อตงเสวี่ยซาน..
มันยังคงอยู่..
และความอับอายที่มันมอบให้ข้า..
ข้าก็จะไม่ลืม..
ข้าจะไม่ตรมตรอมให้คนที่ไม่เคยเห็นความพยายามของข้า..
และข้าจะกลับไปฝึกให้หนักยิ่งขึ้น..
เพื่อล้วงคำขอโทษและริบศักดิ์ศรีที่มันทำให้ข้ามัวหมองกลับคืนมา
แต่ก่อนที่ข้าจะทำแบบนั้นได้..
ข้าต้องออกจากสนามประลองแห่งนี้ให้ได้เสียก่อน..
ข้าเงยหน้าขึ้นมองคิมบีโฮ ใบหน้าของข้าไม่มีแววสั่นคลอนอีกต่อไป
“เจ้า.. ปลดพลังปราการน้ำแข็งของเจ้าเสีย..”
ข้าพูดออกไปอย่างมั่นคง แววตาที่ยังแดงเคยเคล้าน้ำตาก่อนหน้าเริ่มหายเคือง
มิใช่เพราะก่อนหน้าข้าจะร้องไห้..
เพราะข้าไม่ได้ร้อง..
แต่เพราะสิ่งที่เคยบังตาของข้ามันถูกปัดเป่าออกไปแล้ว
“พวกห้าเสาหลัก..
สุดน่ารำคาญ..”
คิมบีโฮมองมาที่ข้าครู่หนึ่ง ก่อนจะแบมือขึ้นเหนือหัว
“จงสลาย..”
ปราการน้ำแข็งที่เคยโอบล้อมปิดกั้นข้าสั่นสะเทือนเล็กน้อย..
กำแพงน้ำแข็งสูงค่อย ๆ อ่อนยวบรินรดไหลคล้ายสายธารหิมาลัย
ปราณธาตุน้ำแข็งสีครามเข้มพลันสลายหายไป แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามา ตกลงกระทบลงบนใบหน้าข้าอีกครั้ง
จนเมื่อปราการน้ำแข็งนั่นสลายหายไปจนหมด ข้าก็ได้มองไปยังอาวุโสฮูจินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
ใบหน้าของข้าปราศจากความโกรธแค้นหรือความอับอาย
ครานี้..
ข้าสามารถจ้องหน้าของท่านอาวุโสได้อีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ
“ข้า.. อุสางิ.. ซากิ.. ขอยอมแพ้การประลองในครั้งนี้”
ข้าเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดเจน เป็นเสียงที่ข้ารู้สึกมั่นใจ
และข้ารู้สึกว่าการพ่ายแพ้นี้ของข้า..
เป็นสิ่งที่ข้ารู้สึกภาคภูมิ
ข้าโค้งคำนับให้อาวุโสฮูจินอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปพยักหน้าขอบใจให้กับไอ้คนหน้าแข็งนั่นเล็กน้อย
คิมบีโฮเพียงแค่พยักหน้าตอบรับ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ข้าเดินออกจากสนามประลองด้วยท่าทางที่แตกต่างจากตอนที่ก้าวขึ้นมา
เมื่อวานที่ข้าพ่าย ข้ารู้สึกว่าทุกสิ่งอย่างที่ข้าเป็นนั้นมันไร้ค่า
ทว่าตอนนี้ที่ข้าแพ้ ข้ากลับได้เรียนรู้หลายเรื่อง
ข้าได้เรียนรู้ว่าศักดิ์ศรีที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะหรือคำชมเชยจากผู้อื่น
หากแต่อยู่ที่การยอมรับในความอ่อนแอของตนเอง และการลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้งอย่างเข้มแข็ง
ข้าได้เรียนรู้ว่าการแบกรับชื่อเสียงของตระกูลไว้บนบ่านั้น มันหนักอึ้งเพียงใด
แต่ข้าก็ได้เรียนรู้ว่าข้าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง..
และข้าก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของข้าเอง