เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 8.รอยร้าวยากประสาน (2)

            ฟางเสวี่ยเฟยสะดุ้งเฮือก รีบกล่าวว่า

     

           “พี่หยางรับปากว่า จะสืบเรื่องราวในครั้งนี้ให้กระจ่าง...”

     

           น้ำเสียงอี่ไป๋เฮ่อเดือดดาลยิ่ง

     

           “เฮอะ! หยางป๋อหูไหนเลยใจดีปานนั้น มันยอมช่วยเจ้าย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนใช่หรือไม่!”

     

           “ตอนแรกใช่ แต่ข้าพเจ้า...”

     

           “ไม่ต้องบอก เราก็คาดการณ์ได้ว่ามันต้องการอะไร!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยทราบว่า ความเข้าใจผิดยิ่งบานปลาย รีบพยายามอธิบาย

     

           “ข้าพเจ้ามิได้รับเงื่อนไขพี่หยาง หากพี่หยางยังยืนยันจะช่วยสืบเรื่องนี้...”

     

           “เฮอะ! หยางป๋อหูไหนเลยใจดีปานนั้น ฟางเสวี่ยเฟยเจ้า!”

     

           “พี่ไป๋เฮ่อ ข้าพเจ้าไม่ได้ตกลงอะไร กับบัณฑิตไร้ร่องรอยจริง ๆทำไมท่านไม่เชื่อถือข้าพเจ้า”

     

           น้ำเสียงอี่ไป๋เฮ่อยิ่งกล่าว ยิ่งกราดเกรี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ

     

           “เจ้าเรียกร้องให้เราเชื่อถือเจ้า! แล้วเจ้าเคยเชื่อถือเราบ้างหรือไม่!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยตะลึงงัน มันไหนเลยคาดคิดว่า อี่ไป๋เฮ่อจะเอ่ยถามเช่นนี้

     

           “ข้าพเจ้าไหนเลย ไม่เคยเชื่อถือท่าน...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อหัวเราะดังลั่น ถามด้วยน้ำเสียงกังวานว่า

     

           “เจ้าทราบหรือไม่ เหตุใดผ่านมาเจ็ดปีแล้ว ชาวยุทธ์จึงยังคิดว่าครั้งนั้นเราเป็นผู้ผิด”

     

           ติงฝูหรงรีบชิงตอบ แทนฟางเสวี่ยเฟยว่า

     

           “นี่ย่อมเป็นเพราะ หนังสือของบัณฑิตไร้ร่องรอย...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อแค่นหัวร่อกล่าวว่า

     

           “น้องฝูหรง...เจ้าก็ทราบแท้จริงเป็นเพราะอะไรผู้คนแม้เชื่อถือหนังสือหยางป๋อหูเสมอมา แต่จะอย่างไรมันยังไม่มีหลักฐานอะไรระบุชัดเจนว่าเราเป็นผู้ผิด”

     

           น้ำเสียงยิ่งกล่าวยิ่งเย็นชา

     

           “สิ่งที่ชาวยุทธ์ ล้วนแคลงใจเสมอมาคือ เหตุใดจู่ ๆ คุณชายฟางต้องเก็บตัวเมามายอยู่แต่ในหมู่ตึก ไม่ยอมออกมาพบปะผู้ใด ดั่งคล้ายกระทำความผิดร้ายแรงจนไม่กล้าสู้หน้าผู้คน...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อสูดลมหายใจลึกยาว กล่าวเน้นทีละคำช้า ๆ ชัดเจนยิ่ง

     

           “เจ้ารู้หรือไม่...ทุกคนต่างคิดว่าครั้งนั้น เจ้าตัดสินให้เราบริสุทธิ์เพราะต้องการช่วยเหลือพี่น้อง แท้จริงเจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าเราเป็นฆาตกร!ดังนั้นเจ้าจึงสำนึกผิด เอาแต่เมามายอยู่ในบ้านตนเอง ไม่กล้ามาพบผู้ใด คุณชายฟาง!ท่านเองเป็นผู้ทำให้ชาวยุทธ์คิดว่า เราเป็นผู้ผิดตลอดเจ็ดปีเต็ม!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยถึงกับตะลึงลานแล้ว มันย่อมไม่เคยนึกฝันว่าพี่ไป๋เฮ่อจะคิดกับมันเช่นนี้

     

           “นี่...นี่...ข้าพเจ้าไม่เคย...”

     

           ติงฝูหรงทอดถอนใจเฮือกใหญ่ นางทราบว่าที่อี่ไป๋เฮ่อกล่าวไม่ผิดชาวยุทธ์ส่วนมากคิดเช่นนั้นจริง ๆ

     

           การที่ฟางเสวี่ยเฟย เก็บตัวอยู่แต่ในหมู่ตึก กลับช่วยส่งเสริมข้อกล่าวหาของบัณฑิตไร้ร่องรอยไปเสียฉิบ

     

           นางยังพยายาม จะพูดจาไกล่เกลี่ย น้ำเสียงอ่อนโยนสงบนิ่งยิ่ง

     

           “พี่ไป๋เฮ่อ ท่านว่ากล่าวน้องเสวี่ยเฟย ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนักตัวท่านเองก็ไม่เคยชี้แจง บอกกล่าวให้ชาวยุทธ์หายข้องใจ ที่แท้ครั้งนั้นเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ คืนนั้นเหตุใดจู่ ๆ ท่านถึงหายตัวไปจากหมู่ตึกทำไมจนป่านนี้ พี่ยังไม่ยอมพูดอะไรบ้าง? หากพี่ไม่ยอมพูดผู้ใดจะสามารถช่วยท่านได้ พี่ไป๋เฮ่อ...พี่หลบหน้าผู้คนมาเจ็ดปีแล้ว ถึงตอนนี้ควร...”

     

           ถึงตอนนี้อี่ไป๋เฮ่อ ตวาดใส่ติงฝูหรงอีกคน

     

           “เรามิได้หลบหน้าผู้ใด! เฮอะ น้องฝูหรงคิดไม่ถึงแม้แต่เจ้ายังตั้งคำถามเช่นนี้กับเรา เจ้า...เจ้าเชื่อจากใจจริงหรือไม่ว่าเราผู้พี่ไม่ได้เป็นผู้กระทำ!”

     

           “ทำไมพี่ถามเช่นนี้ หากน้องเสวี่ยเฟยไม่เชื่อไหนเลยตัดสินให้พี่เป็นผู้บริสุทธิ์...”

     

           “หากน้องเสวี่ยเฟย เชื่อใจเราอย่างแท้จริง เหตุใดจึงหลบหน้าผู้คนเก็บตัวอยู่แต่ภายในหมู่ตึกถึงเจ็ดปี!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยหน้าซีด อ้ำอึ้ง กล่าวตะกุกตะกักเพียง

     

           “ข้าพเจ้า...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อไม่เปิดโอกาส ให้อีกฝ่ายได้กล่าววาจา

     

           “เฮอะ! นั่นเพราะความจริง เจ้าไม่เคยเชื่อเลยว่า เราเป็นผู้บริสุทธิ์!เจ้าก็คิดเหมือนผู้อื่น คิดว่าเราวางยา พี่จินหมิงกับเหม่ยเซียน!เจ้าคิดว่าเราหึงหวง จนลืมความเป็นคน!”

     

           “ข้าพเจ้าไม่...”

     

           “การกระทำของเจ้า บอกว่าเจ้าคิดเช่นนั้น! ฟางเสวี่ยเฟยเจ้าตัดสินว่าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะเราเป็นพี่น้องของเจ้า แต่ในใจของเจ้าไม่เคยคิดว่าเราบริสุทธิ์เลย ไม่อย่างนั้นเหตุใด เจ้าต้องรู้สึกผิดต่อผู้อื่น!

     

           “หากเจ้ามั่นใจ ความบริสุทธิ์ของเรา เหตุใดเจ้าไม่อาจสู้หน้าผู้อื่นได้ไยเจ้าต้องเมามายเก็บตัว อยู่ในบ้านถึงเจ็ดปี! เจ้าเป็นพี่น้องชนิดไหนกันถึงไม่เคยเชื่อใจเราผู้พี่เลย!”

     

           ติงฝูหรงมิอาจทนฟังอี่ไป๋เฮ่อ ด่าทอฟางเสวี่ยเฟยได้อีกต่อไปกล่าวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     

           “พี่ไป๋เฮ่อเพียงท่านชี้แจง ให้ทุกคนเข้าใจว่า ครั้งนั้นท่านออกจากหมู่ตึกไปกลางดึกทำไม? เหตุใดเหล่าประมุขจึงตัดสินให้ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์? และ...เหตุใดพวกท่านจึงมิคิดหาตัวผู้แพร่พิษ เพียงท่านอธิบายเรื่องเหล่านี้จนกระจ่างท่านก็พ้นมลทินแล้ว เหตุใดท่านจึงหลบหน้าผู้คน ไม่อธิบายสิ่งใดถึงเจ็ดปี?”

     

           อี่ไป๋เฮ่อนิ่งเงียบ รอบบริเวณพลันเงียบกริบ มีเพียงเสียงสายลมดังหวีดหวิวเสียงกิ่งไม้ใบไม้ไหวลู่ลมดังซู่ซู่ ทันใดนั้นลมหอบใหญ่กระโชกเข้ามาม้วนฝุ่นทรายเศษใบไม้รอบบริเวณ หมุนเป็นวงกลมลอยละลิ่ว

     

           สายลมพอปะทะ ม่านด้านข้างรถม้า เกิดเสียงดังพรึบ ๆ ม่านสะบัดไหวไปมาเผยให้เห็นเงาร่างบุรุษ ผู้นั่งนิ่งอยู่ภายใน ครู่ใหญ่สายลมหอบนั้นจึงผ่านไปทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง...

     

           อี่ไป๋เฮ่อตกลงใจได้แล้ว...มันเมื่อเริ่มกล่าววาจาอีกครั้งโทสะก็เบาบางแทบไม่หลงเหลือ

     

           “น้องฝูหรง...เจ้าต้องการรู้จริง ๆ หรือว่าเหตุใดเราจึงไม่พูดอะไรตลอดเจ็ดปี”

     

           ติงฝูหรงกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ ส่งเสียงอืมม์

     

            อี่ไป๋เฮ่อเงียบไปอีกพักใหญ่ก่อนกล่าวว่า

     

           “ตกลง...เราจะบอกเจ้า”

     

           ติงฝูหรงตื่นเต้นยินดียิ่ง นางไม่คิดว่าอี่ไป๋เฮ่อ ยอมบอกเรื่องทั้งหมดง่ายดายปานนี้ นิ่งรับฟังคำกล่าวของบุรุษ ผู้อยู่ในรถม้าด้วยใจจดจ่อ

     

           อี่ไป๋เฮ่อกล่าวอย่างจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นกังวาน

     

           “เหตุที่เจ็ดปีนี้ เรามิเคยออกมาชี้แจง เรื่องที่เกิดขึ้นเลยเนื่องเพราะ...เราไม่มีสิ่งใดจะกล่าว”

     

           ติงฝูหรงรับฟังจนตะลึงลานแล้ว

     

           “อะไรกัน! นี่หมายความว่าอย่างไร!”

     

           อี่ไป๋เฮ่อกล่าวต่อ น้ำเสียงเฉยเมยยิ่ง

     

           “เราพูดชัดเจนแล้ว เราไม่รู้เรื่องราวใดทั้งสิ้นหลังงานแต่งงาน...เรามีธุระเดินทางลงใต้ จู่ ๆวันหนึ่งท่านผู้เฒ่าแซ่หลินปรากฏตัวขึ้น บอกให้เรากลับไป หมู่ตึกพันอักษรกับท่านพอเราบอกว่ามีธุระต้องรีบเดินทาง ไว้โอกาสหน้าค่อยไปคารวะ

     

           “ท่านผู้เฒ่ากลับไม่ยินยอม ในที่สุดเมื่อลงไม้ลงมือกัน เราถูกพลังดรรชนีบาดเจ็บสลบเหมือดไป พอฟื้นขึ้นก็พบว่า อยู่ในหมู่ตึกพันอักษรมิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้แพร่พิษสังหาร พี่จินหมิงกับเหม่ยเซียน...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อสูดลมหายใจลึกยาว ก่อนกล่าวต่อว่า

     

           “...เรามึนงงยิ่ง ไม่ทราบเรื่องนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไรเหตุใดทุกคนจึงคิดว่า เราเป็นผู้แพร่พิษ ขณะรักษาตัวอยู่หลายวันเหล่าประมุขไม่เคยซักถาม หรือพูดกับเราแม้แต่คำเดียว จู่ ๆ วันหนึ่งก็เรียกเราออกไปในห้องโถงใหญ่ น้องฝูหรงวันนั้นเจ้าก็อยู่ด้วย เหล่าประมุขบอกต่อทุกคนในห้องนั้นเพียงว่า เราไม่ใช่ผู้กระทำผิด ส่วนใครเป็นผู้แพร่พิษยังไม่อาจระบุได้...ประมุขฟางเรากล่าวถูกต้องหรือไม่”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยพยักหน้ารับ ส่งเสียงอืมม์

     

           อี่ไป๋เฮ่อหันไปถามติงฝูหรง อย่างเฉื่อยชา

     

           “เช่นนี้เจ้ายังเรียกร้องให้เรา กล่าวอธิบายอะไร กับเหล่าชาวยุทธ์?”

     

           ติงฝูหรงถึงกับส่ายหน้า ไม่ยอมเชื่อคำกล่าวของอี่ไป๋เฮ่อ นางหันขวับไปทางฟางเสวี่ยเฟยคิดไต่ถาม

     

           ประมุขตระกูลฟาง นิ่งงันครู่ใหญ่ ค่อยกล่าวว่า

     

           “เป็นเช่นนั้นจริง พี่ไป๋เฮ่อไม่ทราบ เรื่องราวใดทั้งสิ้น”

     

           ติงฝูหรงคล้ายถูกอสนีบาตฟาดใส่! ถึงกับหูอื้อตาลายสมองมึนงงจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ถูก

     

           “พี่ไป๋เฮ่อ...อย่างนั้นไฉน...ท่าน...ท่านทำไมไม่บอกต่อชาวยุทธ์ว่าแท้จริงท่านไม่รู้เรื่องอะไรเลย?”

     

           อี่ไป๋เฮ่อหัวเราะลั่น น้ำเสียงแฝงแววคับแค้นยิ่ง

     

           “เราจะกล่าวสิ่งใดได้ ผู้กล่าวหาเราเป็นฆาตกร คือประมุขห้าตระกูลใหญ่เมื่อเหล่าท่านผู้เฒ่าพูด ผู้ใดบ้างไม่ยอมเชื่อถือต่อมาบัณฑิตไร้ร่องรอยเขียนหนังสือ เน้นย้ำความผิดของเรากระทั่ง...กระทั่งน้องเสวี่ยเฟย ยังเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมออกมาชี้แจงสิ่งใดทั้งสิ้น

     

           “ทุกคนทำราวกับ เราเป็นผู้แพร่ควันพิษ สังหารสหายรักและสตรีที่เรารักที่สุด! น้องฝูหรงหากเจ้า อยู่ในฐานะเช่นเรายังสามารถกล่าวสิ่งใดได้ เหล่าผู้ที่ชาวยุทธ์ให้การเชื่อถือ ล้วนกล่าวโทษเราเจ้าคิดว่ายังมีผู้ใด ยอมฟังคำชี้แจงของเรา เราต่างหากที่ต้องการ คำอธิบายจากเจ้า...ท่านประมุขฟาง...”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยน้ำตานองหน้า คุกเข่าอยู่หน้ารถม้าคันนั้นนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาออกมาสักคำ

     

           อี่ไป๋เฮ่อยังกล่าวกับฟางเสวี่ยเฟย ด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งยิ่ง

     

           “ประมุขฟาง...เจ็ดปีก่อน เราไปหมู่ตึกตระกูลฟางเพื่อถามเจ้าเหตุใดเหล่าประมุขจึงคิดว่า เราเป็นผู้กระทำ เราไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่าด้วยภูมิความรู้ประสบการณ์พวกท่าน ไหนเลยอาศัยเพียงชนิดควันพิษและเรื่องที่เราไม่อยู่ในหมู่ตึก คืนวันนั้นเป็นเหตุได้แท้จริงยังมีเหตุผลอื่นใช่หรือไม่? เจ็ดปีก่อนเจ้าไม่ยอมบอกสิ่งใด ไม่แม้กระทั่งออกมาพบหน้าเรา...ถึงวันนี้ล่ะ?”

     

           “ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้า...”

     

           อี่ไป๋เฮ่อทอดถอนใจ

     

           “พอเถอะ...เราถามไปอย่างนั้นเอง เจ้าก็น่าจะรู้ว่าหากเราต้องการทราบคำตอบจริง ๆ ไหนเลยปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงเจ็ดปี”

     

           ติงฝูหรงกล่าวน้ำเสียงเครือ

     

           “ถึงอย่างนั้น ท่านทนให้ผู้คนเข้าใจผิด อยู่ได้อย่างไรถึงเจ็ดปีเหล่าชาวยุทธ์ใช่จะไร้เหตุผล ไม่ฟังคำชี้แจงของท่าน หลายปีนี้แม้ยังมีผู้คิดว่าท่านเป็นผู้ผิด แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเชื่อถือว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์”

     

           “แล้วเจ้าจะให้เราทำอย่างไร...จัดงานชุมนุมชาวยุทธ์ สาบานต่อหน้าทุกคนว่าเรามิใช่ผู้แพร่พิษหรือ? เจ้าคิดหรือว่า หากเรายอมทำเช่นนั้นชาวยุทธ์จะกลับมาเชื่อถือเราดังเดิม เราทราบตั้งแต่แรกแล้วไม่ว่าการตัดสินของเหล่าประมุข จะออกมาอย่างไร ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกยิ่งคำตัดสินคลุมเครือเช่นนี้...เฮอะ...ส่วนเจ้าฆาตกรตัวจริงจนทุกวันนี้ก็ยังหาตัวไม่ได้ ไม่มีผู้ใดให้ความเชื่อถือจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอีกแล้ว...”

     

           ติงฝูหรงรู้สึกเห็นใจ ชะตากรรมของพี่ชายผู้นี้ยิ่ง

     

           “พี่ไป๋เฮ่อ แล้วท่านไม่ต้องการทราบหรือ ว่าเจ้าฆาตกรคือผู้ใด?”

     

           “น้องฝูหรง แม้แต่บิดาของพวกเขา ยังไม่คิดหาตัวฆาตกรเราเป็นใครถึงต้องทำเช่นนั้น? เราโดนป้ายหน้าดำ ยังไม่เพียงพออีกหรือ?”

     

           ติงฝูหรงรับฟังประโยคนี้ ดั่งโดนอสนีบาตฟาดใส่อีกครั้ง!

     

           เมื่อครู่ นางรู้สึกเห็นใจอี่ไป๋เฮ่อยิ่ง ทว่าเวลานี้ นางถึงกับกำไม้เท้าในมือแน่น

     

           พยายามบังคับ ไม่ให้มือข้างขวาชักกระบี่ พุ่งจู่โจมบุรุษผู้อยู่ในรถม้า!

     

           น้ำเสียงที่กล่าว เปลี่ยนเป็นเย็นชายิ่ง

     

           “พี่ไป๋เฮ่อผู้อื่นคิดอย่างไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นมาตลอดว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อได้ฟังท่านกล่าว ยิ่งย้ำความเชื่อนี้แต่ที่คิดไม่ถึงคือ จะได้ยินท่านกล่าวประโยคเมื่อครู่! ฮึ!ที่ท่านไม่คิดสืบหาตัวฆาตกร มิใช่เพราะท่านยังโกรธ ที่แม่นางเหม่ยเซียนแต่งงานกับพี่จินหมิงหรอกหรือ!”

     

           “เจ้าพูดอะไร!”

     

           “ข้าพเจ้าพูดชัดเจนแล้ว...”

     

           “เจ้า!”

     

           ซินแสลิขิตฟ้าหันมา กล่าวกับฟางเสวี่ยเฟย

     

           “เจ็ดปี...น้องเสวี่ยเฟย เจ็ดปีนี้เรามีข้อสันนิษฐานหนึ่งซึ่งรบกวนจิตใจตลอดมา จนวันนี้เราจึงแน่ใจว่า ข้อสันนิษฐานของเราถูกต้องแล้ว...”

     

           ประโยคต่อไป กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา จนอีกฝ่ายรู้สึกประหวั่น

     

           “...พวกท่านเหล่าประมุข ปกป้องใครบางคนอยู่! ใช่หรือไม่!เป็นไปไม่ได้ที่ผู้เปี่ยมประสบการณ์ อย่างเหล่าท่านผู้เฒ่า จะไม่พบร่องรอยเบาะแสใดด้วยสติปัญญาของพวกท่านและเจ้า ยิ่งไม่มีทางจะสืบความจริงไม่ได้นอกเสียจาก...เหล่าประมุขทั้งห้าตระกูล จะร่วมมือกันปกป้องคนร้าย! มันเป็นใครไฉนต้องปกป้องมันด้วย!”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยรีบปฏิเสธอย่างจริงจัง

     

           “มิใช่!”

     

           ซินแสลิขิตฟ้าหัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะหดหู่ยิ่งกล่าวน้ำเสียงสั่นเครือ

     

           “แม้เราจะสงสัยเช่นนี้ตลอดมา แต่ไม่เคยกล้าเชื่อความคิดนี้เนื่องเพราะพวกท่านรักกันดั่งพี่น้อง เราไม่เคยเชื่อว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็นคนวางยาเราพยายามคิดว่าเจ้า และเหล่าท่านผู้เฒ่า ไม่อาจหาเบาะแสได้จริง ๆวันนี้หลังจากได้ฟังวาจาของเจ้า และพี่ไป๋เฮ่อ เราถึงทราบชัดที่แท้พวกท่านทรยศพี่จินหมิง! พวกท่านไม่เคยถือ พี่จินหมิงเป็นพี่น้อง!พวกท่านปล่อยให้เขา ต้องตายอย่างคับแค้น โดยไม่ยอมทำอะไรเลย!”

     

            “พี่ฝูหรงมิใช่!...”

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน