บทที่ 4
ขมคอ
หลายวันต่อมาหลี่หว่านเอ๋อร์ยังคงต้องรักษาตัวอยู่แต่ในเรือนหมู่ตานไม่สามารถออกไปไหนไกลจากสวนนอกเรือนอาหารการกินก็ยังคงจัดเต็ม เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับและสิ่งของจำเป็ต่าง ๆล้วนถูกส่งมาให้นางเลือกสรรตามใจชอบโดยไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
กระทั่งยังออกจะฟุ้งเฟ้อเกินคุณหนูบุตรสาวขุนนางเสียด้วยซ้ำ
บางครั้งยังหลงคิดไปว่าตอนนี้ยังอยู่ในฐานะเดิมก่อนตายเสียอีก
หลังจากทานอาหารเช้าหลี่หว่านเอ๋อร์ออกมาเดินเล่นภายในสวนดอกไม้ พืชพรรณนานาชนิดจัดแต่งเป็ระเบียบหรู ข้างศาลามีสระน้ำใสจนเห็นปลาแหวกว่ายถัดไปอีกมีต้นใหญ่ร้อยปีแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา หญิงสาวยิ้มชมธรรมชาติหลังอาหารเที่ยงพร้อมกับสาวใช้คนสนิททั้งสอง
ส่วนที่เหลือถูกไล่ให้ไปทำหน้าที่อื่นไม่มีใครสงสัยอะไร เนื่องด้วยเข้าใจอุปนิสัยของเ้านายว่าเป็คนไม่ชอบความวุ่นวาย
หลินลั่วหญิงสาวหน้าจิ้มลิ้มมือหนึ่งถือตะกร้าขนม มือหนึ่งถือตะกร้าผลไม้ส่วนสาวใช้คนใหม่อย่างอาเฉียวที่เข้ามาได้ไม่นาน มือหนึ่งถือถาดน้ำชาอีกมือกางร่มบังแดด
ทั้งสามสูดลมหายใจเอากลิ่นอายสดชื่นของกลิ่นดินกลิ่นใบไม้ ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆผมยาวสีดำดุจน้ำหมึกถูกสายลมพัดปลิวพลิ้วไหวเป็ภาพงดงาม
ทว่าจู่ ๆกลิ่นเน่าเหมือนหนูตายลอยฟุ้งมา ทำให้ผู้สูดดมขมคอ แทบตาเหลือก ต้องโก่งคออาเจียน
"อ๊ะ ขออภัยพอดีเมื่อคืนกินมากไปเลยท้องอืดน่ะ"อาเฉียวโบกมือปัดอากาศฉีกยิ้มสดใส
"อาเฉียว!"
หลี่หว่านเอ๋อร์เอามือบีบจมูกส่งสายตามองแรงคาดโทษ แล้วเผ่นหนีไปยังบริเวณอากาศบริสุทธิ์
อาเฉียวคนไร้ยางอาย!
ส่วนหลินลั่วกล้าหาญบีบจมูกกั้นลมหายใจกางมือฟาดเข้ากลางหลังผู้ก่อเหตุปล่อยกลิ่นทำลายบรรยากาศ จนอีกฝ่ายเซไปข้างหน้า
"โอ๊ย!"
วิ่งได้ครึ่งทางหลี่หว่านเอ๋อร์ก็ได้ยินเสียงคนร้องแหกปากลั่นจากด้านหลังจึงหยุดหอบด้วยความเหนื่อย เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้า
สายลมเย็น ๆพัดมาทำให้รู้สึกเย็นสบายตัว ท่ามกลางอากาศร้อน เดือนหกนางเบื่อที่จะเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือนจึงคิดเดินสำรวจภายในจวนดูว่ามีสิ่งใดน่าสนใจ
หลินลั่วเดินตามมาจากข้างหลังเอ่ย "เรานั่งที่ศาลาริมน้ำกันเถอะเ้า"ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เ้านายซับเหงื่อ
หลี่หว่านเอ๋อร์กำลังจะเอ่ยตอบรับคำหลินลั่วทว่าอาเฉียวดันเอ่ยแย้ง
"ไม่ดีๆ ซ้ำซากน่าเบื่อเกินไป" สายตามองสำรวจรอบด้าน
"ตรงนั้นดีกว่าเ้าค่ะ" อาเฉียวชี้ไปบริเวณต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ
หลี่หว่านเอ๋อร์มองตามก็รู้สึกว่าไม่เลวร่มรื่นทั้งยังดูเย็นสบายกว่าศาลาอยู่บ้าง...แต่นางว่าศาลาย่อมสะดวกกว่า
"ข้าว่า..."
จู่ ๆกระต่ายขาวตัวหนึ่งะโตัดหน้าพวกนาง แล้วหายไปในพุ่มไม้ด้านหลังต้นไม้ใหญ่
"ใต้ต้นไม้ใหญ่ก็ดีน่ะ"หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้ม เดินนำทั้งสองไปก่อน
"อาเฉียวเ้าจะให้คุณหนูนั่งพื้นหรือไร"หลินลั่วแย้ง
อาเฉียวยิ้มได้ใจ ก่อนจะเผยให้เห็นผ้าผืนที่พับอย่างเรียบร้อยอยู่ใต้ถาดที่นางเป็คนถือ
เสียงหัวเราะเบา ๆของหลี่หว่านเอ๋อร์ดังขึ้น นางหันกลับมามองยกมือปิดปากกลั้นขำหลินลั่วเหลือบเห็นพลันหยุดชะงัก ลืมโต้อาเฉียวกลับ
"รีบตามมาสิในเมื่ออาเฉียวเตรียมการมาดีขนาดนี้ เราอย่าไม่ขัดนางเลยลั่วลั่ว"
ดังนั้นทั้งสามคนจึงเดินไปยังสถานที่ที่อาเฉียวแนะนำ
หลี่หว่านเอ๋อร์ขณะรอให้ทั้งสองจัดสถานที่ นางก็เดินไปแหวกพุ่มไม้ด้านหลังมองหากระต่ายตัวสีขาวเมื่อครู่ เห็นแต่โพรงของมันแล้วจึงเลิกสนใจหันมองสระน้ำไม่ใหญ่ไม่เล็กซึ่งกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งสวนเรือนหมู่ตานน้ำในสระใสสะอาด ล้อมด้วยต้นไม้ และพุ่มไม้ดอกไม้ป่าไม่ทราบชื่ออีกหลายชนิดมีเสียงนกร้องในบางครั้ง
รู้สึกสงบ ผ่อนคลายนานเท่าใดแล้วนะ ที่นางไม่ได้ััความรู้สึกนี้
"อ๊ะคุณหนู ข้าขอตัวสักครู่นะเ้าคะ พอดีข้าลืมนำมีดปอกผลไม้มา"
หลินลั่วเอ่ยหลังจัดจานของว่างไม่พบมีดดังกล่าว
"ไปเถอะ"
หลินลั่วเดินหายไปตามทางที่ปูด้วยพื้นหินจนไม่เห็นเงาอาเฉียวจึงเอ่ยขึ้น
"ท่านดูเครียดอยู่ตลอดเวลานะผ่อนคลายบ้าง"
หลี่หว่านเอ๋อร์รอยยิ้มบางๆ
"ต้องใช้ชีวิตเป็ผู้อื่นจะผ่อนคลายได้หรือ หากข้าพลาดคงยุ่งยากน่าดู" นางถอดรองเท้าผ้าปักก่อนนั่งลงบนผ้าผืนใหญ่ที่ปูบนพื้น "...แถมยังมีชีวิตอาจารย์เ้าเดิมพันด้วยนะ"
อาเฉียวพลันหัวเราะขึ้นมา "อย่ากังวลเื่ตาเฒ่านั่นเลยเขาเก่งกว่าที่คิดนะ ถึงแม้ภายนอกจะดูไม่ค่อยน่านับถือก็เถอะ" เอ่ยจบนางเอนหลังนอนลง เอาแขนรองศีรษะเหม่อมองท้องฟ้า พร้อมเอ่ยเสียงเนิบ"ท่านน่ะ ดูไม่รักชีวิตเลย..."
"ข้าเป็เช่นนั้นหรือ"
อาเฉียวหันมองรอยยิ้มไม่ทุกข์ร้อนของผู้ตอบจึงถอนหายใจออกมา แล้วทำเสียงดุแย้งออกไป
"ท่านโชคดี...เมื่อฟ้าให้มีชีวิตอยู่ต่อ ท่านต้องใช้มันให้คุ้ม ถึงจะไม่ผิดต่อฟ้า"
"...ขอบคุณนะอาเฉียว"ถ้อยคำถูกเอ่ยแ่เบาคล้ายมี คล้ายไม่มีพัดหายไปพร้อมสายลมคนทั้งสองต่างเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด
แพขนตาหนาหลุบลงสูดกลิ่นธรรมชาติ ดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวสักพัก หลี่หว่านเอ๋อร์รู้สึกขบขันที่ต้องให้ผู้อื่นมาอธิบายเหตุผลในการมีชีวิตของตน
นางเองก็ไม่อยากตายนางเพียงกลัว...กลัวว่าสิ่งที่ได้รับมาในวันนี้มันจะมลายหายไปเหมือนฝันหวานซึ่งต้องจบลงสักวัน
นางกลัวใต้เท้าหลี่เหวินกวงจับได้ว่านางไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงถึงแม้เขาไม่ระแคะระคาย แถมปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยน
หลี่หว่านเอ๋อร์เอียงศีรษะจ้องอาเฉียวซึ่งนอนหลับตาดูสบายอกสบายใจ
"มาพูดเื่เ้าดีกว่าว่าเหตุใดเ้าถึงเขียนตัวละครหลี่หว่านเอ๋อร์ได้ละเอียดขนาดนี้"
อาเฉียวลืมตาหันมองต้นเสียงทำลายจินตนาการตัวละครที่กำลังจะเขียนในหัวขมวดคิ้วเอ่ย
"เมื่อสองปีก่อนข้ากำลังเขียนตัวเอกที่มีอาชีพหมอก็เลยทำงานที่โรงหมออยู่พักหนึ่งบังเอิญหมอคนนั้น เป็หมอประจำตัวคุณหนูหลี่ข้าเลยมีโอกาสเข้าออกจวนบ่อย ๆ...ใต้เท้าหลี่เหมือนจะจำข้าได้ จึงให้ข้ามาเป็สาวใช้ท่าน"
"แล้วทำไมเ้าไม่เขียนนางเป็ตัวเอกถ้าจะเขียนชีวิตนางได้ละเอียดขนาดนั้น" หลี่หว่านเอ๋อร์เอามือเท้าคางเอ่ยถามเจือแววล้อเลียน
ฟังคำถามจบอาเฉียวลุกขึ้นนั่ง มือแตะคาง ครุ่นคิดจริงจัง
"อันที่จริงข้าจะเขียนให้นางเป็ตัวประกอบนะ เพราะชีวิตนางดูจืดชืด ราบเรียบเกินไปแต่ไม่รู้ทำไมเขียนไปเขียนมาผลออกมาก็เป็อย่างที่ท่านเห็น" นางยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้กับเหตุผลนั้น
"ข้าว่ามันสงบดีนะชีวิตหลี่หว่านเอ๋อร์ ดูไม่มีเื่ให้กังวล ข้าชอบ..."
"คุณหนู!คุณหนูเ้าคะ" เสียงะโอย่างรีบร้อนดังขึ้น
หลังจากหายไปนานหลินลั่วเดินมาอย่างรีบร้อน ทั้งะโเสียงดังซึ่งปกติไม่เป็เช่นนี้ ผิดแปลก
หลี่หว่านเอ๋อร์หันสบตากับอาเฉียวนิ่งทั้งสองขมวดคิ้ว
เกิดเื่อะไรขึ้น?
"คุณหนูซย่ามาเยี่ยมท่านเ้าค่ะ"
คุณหนูซย่าคือใครกัน?
อาเฉียวเห็นสีหน้างุนงงของคนด้านข้างจึงลอบกระซิบข้างหู "ซย่าเหมยจิง สหายของท่านไงบุตรสาวเสนาบดีสำนักตรวจราชการ ซย่าเว่ยถิง เขาลือกันว่านาง...นิสัยร้ายกาจไม่เบา"
สุดท้ายแล้วหลี่หว่านเอ๋อร์ก็มานั่งเผชิญหน้ากับซย่าเหมยจิงอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากอีกฝ่ายยืนกรานจะอยู่รอนาง ไม่พบหน้าไม่จากไป
หลี่หว่านเอ๋อร์ลอบมองสำรวจอีกฝ่ายซย่าเหมยจิงมีผิวขาวเนียนเป็อย่างมากยิ่งสวมชุดแดงสีสันสดใสก็ยิ่งขับให้เด่นนอกจากนี้ยังมีดวงตาเฉี่ยวคมดูร้ายกาจ ทว่ามีเสน่ห์แม้หน้าตาจะดูไม่ค่อยอ่อนโยนก็เถอะ ส่วนท่าทางก็ดูเย่อหยิ่งไม่เบา
มิน่าอาเฉียวจึงแอบเรียกว่านางร้ายผู้สูงศักดิ์...
"หน้าข้ามีอะไรติดเ้าจึงเอาแต่จ้องข้า"
หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มเอ่ยเสียงเนิบช้า "ไม่ได้เจอเ้าเสียนานข้าเลยมองให้หายคิดถึง"
คิ้วงามถูกวาดอย่างดีขมวดเป็ปมก่อนยกมุมปากยิ้มบาง ๆ ทำให้ใบหน้าเรียบนิ่งของซย่าเหมยจิงดูอ่อนโยนขึ้นหรี่ตามองสหายตรงหน้าอย่างแปลกใจ
"หว่านเอ๋อร์เ้าเองก็ปากหวานขึ้น"
"พูดจากใจจริงของข้าทั้งนั้น"ไม่พูดแค่ปาก นางยังนั่งเท้าคางจ้องมองไม่วางตา
"ข้าเพิ่งรู้ว่าเ้าเป็คนขี้เล่นเช่นนี้..."
หลี่หว่านเอ๋อร์ถูกดวงตาเฉี่ยวคมมองค้อนแม้ในใจเหงื่อตก ภายนอกยังคงยิ้มอ่อนหวาน
ซย่าเหมยจิงนางสงสัยข้า...
"สงสัยข่าวที่ว่าเ้าป่วยหนักจะจริงอีกทั้งยังกระทบกระเทือนถึงสมอง อาการดีขึ้นมากแล้วหรือ"
"ก็ดีกว่าแต่ก่อนกระมัง..."
ซย่าเหมยจิงมากะทันหันเกินไปอีกทั้งข้อมูลความสัมพันธ์ของทั้งสองที่อาเฉียวมีก็ไม่มากพอทราบเพียงว่าเป็สหายกัน แต่ไม่ทราบว่าพวกนางปฏิบัติต่อกันเช่นไร
ฟังจากคำพูดท่าทางของซย่าเหมยจิงคงสนิทสนมกันระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นหยอกล้อ
จู่ ๆสีหน้าซย่าเหมยจิงพลันสลด จ้องหลี่หว่านเอ๋อร์ไม่ละสายตา แววตาดูเศร้าหมองเหมือนมีเื่ราวมากมายอยู่ในใจนาง จวนเจียนจะทะลักออกมา
"อาจิงเ้ามีเื่ในใจหรือ?"
ซย่าเหมยจิงพยักหน้ายอมรับและเอ่ยเสียงเครียด
"เมื่อไม่นานมานี้ฮองเฮาเรียกข้าเข้าวัง ข้ารู้สึกว่าพระนางไม่ได้เรียกไปเพียงแค่พูดคุยธรรมดา ๆ แน่พระนางเอ่ยถามกับท่านแม่เื่คู่หมายของข้าด้วยข้ากลัวว่าท่านอาจหมายตัวข้าให้รัชทายาท..."
หลี่หว่านเอ๋อร์ตั้งใจฟังแอบค่อนแคะตัวเองหนีให้ตายจนท้ายก็วนอยู่ในอ่างสินะถ้าหากยังอยู่ในเมืองหลวงสักวันต้องได้ข้องแวะกับคนในวัง หนีไม่พ้น
อีกด้านก็สงสัยเหตุใดคุณหนูซย่าผู้นี้ ถึงได้หวาดกลัวการได้เป็คู่หมายรัชทายาททั้งที่คุณหนูหลายคนอยากคว้าแต่เกินเอื้อม
ซย่าเหมยจิงยังคงเล่าเื่ราวในวันนั้นเป็เช่นไรมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก่อนนางจะเงียบไปครู่หนึ่ง ลังเลใจ ดูว้าวุ่นขัดกับภาพลักษณ์ซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับสาวน้อยคนหนึ่ง ท้ายที่สุดก็เลือกเอ่ยออกมา
"เ้าก็น่าจะรู้ว่าผู้ที่ข้ามีใจให้คือองค์ชายสี่"
หลังจากได้ยินหลี่หว่านเอ๋อร์ถึงกลับผงะถอยหลังไปอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะกลับมารักษาท่าทางยิ้มแย้มราวเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นส่วนซย่าเหมยจิงมัวแต่ขัดเขินจนไม่ทันเห็น
ข้าไม่รู้ !
หลี่หว่านเอ๋อร์แย้งในใจ
"อะแฮ่ม...ข้าว่าเ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ นั่นอาจเป็แค่การหยั่งเชิงพระนางอาจมองเ้าเป็หนึ่งในตัวเลือก" นางหยุดครุ่นคิดก่อนเอ่ยต่อ"อย่าลืมสิ ว่ายังมีคุณหนูเว่ยที่เป็ญาติสกุลเดิมของฮองเฮาอยู่อีกผู้หนึ่ง"
คนอย่างรัชทายาทเยี่ยนเฟยหรงหรือเ้าปลาหลี่เน่าคงมีแต่ญาติผู้น้องของเขากระมังที่หลงใหลได้ปลื้มกับคนจอมปลอมเช่นนั้นหลี่หว่านเอ๋อร์แอบยิ้มเยาะ
ซย่าเหมยจิงตาเป็ประกาย "จริงสินะขอบคุณที่เตือนสติข้า" รอยยิ้มสดใสทำเอาหลี่หว่านเอ๋อร์รู้สึกแสบตา
นางยกมือมาบังตา "รอยยิ้มของเ้าช่างสดใสจนข้าตาแทบบอดแล้ว"
ซย่าเหมยจิงมองค้อนอีกดอกในใจคิดว่าหลังจากอาการของหลี่หว่านเอ๋อร์เริ่มดีขึ้นก็ดูจะสดใสขึ้นด้วย
ทั้งสองต่างคนต่างมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
เผลอแป๊บเดียวตะวันใกล้ตกดินมองข้างนอกท้องฟ้าเริ่มมืด ทั้งสองจึงได้หยุดสนทนา เมื่อถึงเวลาที่แขกต้องกลับหลี่หว่านเอ๋อร์อาสาเดินไปส่ง แม้จะถูกห้ามไว้ก็ไม่ฟัง รั้นจะทำตามใจตน
จนกระทั่งเดินมาถึงครึ่งทางใบหน้ามีเืฝาด เ้าตัวก็หอบเหนื่อย วันนี้นางแทบไม่ได้นอนพักเลยปกตินางต้องนอนกลางวัน เพราะร่างกายอ่อนแอ มาส่งได้แค่ครึ่งทางเท่านั้นแม้ทุกคนจะบอกว่านางดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเท่าที่นางเห็นอย่างไรคนร่างกายอ่อนแอก็ยังเป็ร่างอ่อนแอวันยังค่ำ
นางจะไม่ทำเช่นนี้เลยหากอาเฉียวไม่กระซิบบอกว่า ทุกครั้งหากร่างกายไม่แย่หลี่หว่านเอ๋อร์มักเดินไปส่งสหายเพียงคนเดียวเสมอ
"หว่านเอ๋อร์ข้าขอโทษที่ก่อนหน้าไม่ได้มาเยี่ยมเ้า...พอมีปัญหาถึงได้โผล่มา "
ซย่าเหมยจิงเอ่ยแ่เบาคว้ามือทั้งสองข้างของหลี่หว่านเอ๋อร์มากุมไว้แน่น เวลานางมีเื่กังวลใจหญิงสาวผู้นี้มักจะเดินเป็เพื่อนเพื่อให้นางได้ปรับทุกข์และทำให้นางไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยว
"ไม่เป็ไรเ้าก็มีเหตุจำเป็ของเ้า" หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มสดใสมือพลิกเป็ฝ่ายกุมมือเสียเอง พลางตบปลอบเบา ๆ
โดยไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากเข้าไปกอดโดยฝีมือซย่าเหมยจิงนางเกร็งจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าคุณหนูภายนอกดูเปราะบาง จะมีแรงมากมาย
"ทำไมเ้าเป็คนดีเช่นนี้..."
หา?
อีกด้านของจวนหลี่เหวินกวงยังคงทำหน้าเคร่งขรึมจัดการงานบนโต๊ะตามปกติโดยเฉพาะ่หลังมานี้งานเขายิ่งมากกว่าปกติ าที่มีมานานเกือบห้าปีกับแคว้นหลัวไห่และแคว้นรอบข้างได้ยุติหลังผ่านการเจรจามากกว่าสิบครั้ง
การทำาต้องใช้ทรัพยากรมากมายหลายครั้งที่เขากับเหล่าขุนนางยื่นฎีกาให้ยุติ ทว่าฮ่องเต้หาได้สนใจ
ไม่กี่เดือนก่อนมีข่าวลือว่าแคว้นหลัวไห่แอบส่งราชทูตมาเจรจาสงบศึกอีกครั้ง
สามวันที่แล้วในท้องพระโรงฮ่องเต้ประกาศให้ยุติา
ที่น่าสงสัยคือพวกเขานำอะไรมาเป็ข้อเสนอ...
กองทัพที่ส่งออกไปทำาบางส่วนถูกเรียกกลับเมืองหลวง ในหนึ่งหรือสองเดือนก็น่าจะเดินทางมาถึงหากไม่มีข้อผิดพลาดอะไรบุตรชายทั้งสองของเขาซึ่งเดินทางไปกับกองทัพเมื่อสองปีที่แล้วกำลังจะกลับมาเช่นกัน
เสียงเคาะประตูเบา ๆดังขึ้นพร้อมเสียงพ่อบ้านหลิวเอ่ยขออนุญาต
"นายท่าน"
"เข้ามา" หลี่เหวินกวงวางงานในมือลงเงยหน้ามองพ่อบ้านนิ่ง
"นายท่านเื่ที่ให้สืบได้ความว่าอาเฉียวเป็คนตระกูลเสิ่นทางใต้ขอรับบิดาคือแม่ทัพซื่อไห่แห่งซีเจียง หลังจากบิดามารดาสิ้นใจในาชายแดนต่อมานางถูกบ้านรองเล่นสกปรกยึดทรัพย์สินของครอบครัวพออายุสิบห้านางหนีออกบ้านท่องยุทธภพอยู่ไม่เป็หลักแหล่ง จนกระทั่งอายุสิบแปดหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนตำราที่เหล่าคุณหนูนิยมชมชอบ...แล้วที่สำคัญนางยังเกิดวันที่แปดเดือนแปดด้วยขอรับ"เอ่ยจบพ่อบ้านก็นิ่งเงียบ รอคำสั่งต่อไป
"บังเอิญถึงเพียงนั้นเชียวแม้ประวัติจะไม่มีอะไรน่าสงสัย...เ้าส่งคนสืบต่ออีกหน่อย" หลี่เหวินกวงครุ่นคิด "แล้วเื่นักพรตซูเล่า"
"ไม่พบอันใดน่าสงสัยขอรับยังเหมือนที่รายงานคราวที่แล้ว"
ได้ยินดังนั้นคิ้วหนาพลันขมวดเป็ปม ทั้งที่ไม่มีเื่ใดน่าสงสัยแต่หลี่เหวินกวงกลับยังติดใจอะไรบางอย่าง เขารู้สึกยังไม่อาจวางใจ
"สืบต่อไป..."