"จะบอกว่า... จากนี้ไปพวกเราจะหันมาค้ามนุษย์กันแล้วหรือครับ" ดวงตาสีน้ำแข็งมองลงมาจากหน้าต่าง เขาจ้องรถม้าของดยุกทรูเบที่เคลื่อนออกไปจนลับสายตา
"เราจะหักหลังเขาต่างหากล่ะคะ"
อันเลนเลิกคิ้ว "แล้วแบบนั้นจะได้อะไร"
"ฉันคงเสนอให้หาหลักฐานเอาผิดก่อนจะมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มมากไปกว่านี้ แต่... การสร้างวีรบุรุษไม่ได้ใช้แค่ดาบกับกำปั้น ต้องมีเหยื่อและผู้ชมด้วย ท่านเอิร์ลเข้าใจความหมายที่ฉันพูดรึเปล่าคะ?"
อันเลนทำสายตาแปลกใจ ในทีแรกเขานึกว่านางเป็หญิงเืเย็นที่มองเห็นแต่เงิน วินาทีต่อมานางกลับกลายเป็แม่พระ แต่ตอนนี้เขาไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าอะไรอยู่ด้านหลังม่านตาสีอเมทิสต์สุกใสคู่นั้น
"หมายความว่า จะเปิดทางให้ผมได้สร้างความชอบในราชสำนักหรือครับ? แหม... ผมกำลังอยากได้ไร่องุ่นแถวเมืองทรูเบอยู่พอดีเลยด้วย"
อันเลนสังเกตเห็นใบหน้าของควีนเนตต้าที่ดูเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เขาเดาความคิดของเธอในตอนนี้ไม่ออกเลย ทั้งที่การแต่งงานของเธอมันก็ทำเพื่อ 'เงิน' ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?
แล้วทำไมถึงได้ทำหน้าเฉยชาแบบนั้น...
"ฉันละไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงดั้นด้นพาตัวเองไปอยู่ในดงเสือดงตะเข้แบบนั้น แต่ก็ขอให้โชคดีกับสังคมที่มีแต่พวกหน้าทุเรศหลงตัวเองแล้วกันนะคะ" เธอพูดก่อนจะเดินออกไป
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเ้าชายน้ำแข็งมองท่าทีนั้นอย่างไม่เข้าใจก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟา มือหยิบของว่างหรูหราที่นำมาเสิร์ฟก่อนจะหันไปถามพ่อบ้าน
"บ้านเรามีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ?"
.
.
.
"ตายแล้ว... ซินดริลมาทำอะไรตรงนี้จ๊ะ" ฉันยิ้มถามทันทีที่ออกมาจากห้องและพบว่าลูกชายคนเล็กกำลังแอบฟังอยู่หน้าประตู
"กำลัง... ไป หาพี่ฮะ"
"พี่เขาซ้อมดาบอยู่ ซ้อมเสร็จคงหิวมากแน่ ลงไปเอาน้ำกับขนมที่ห้องครัวเป็เพื่อนแม่ก่อนสิ"
ซินดริลพยักหน้าก่อนจะจับมือของฉันไว้ นับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนก้าวหน้าไปมาก หลังจากวันที่เขาคว่ำจานซุปใส่ฉัน
พอได้มองท่าทีไร้เดียงสาที่ไร้กังวลของเด็กน้อยแล้วฉันก็นึกถึงท้ายเื่ของนิยายขึ้นมาได้ ตอนที่พระเอกเปิดโปงเื่โรงกลั่นไวน์ เขาได้ตราประจำตระกูลของตัวเอง กลายเป็ตระกูลขุนนางที่ทรงอิทธิพลแทนตระกูลเรเวนที่ล่มสลายไปพร้อมกับรีรอยด์ซึ่งเป็ทายาทคนสุดท้าย
แต่ฉันต้องนำสิ่งนั้นไปให้กับอันเลน เพื่อปกป้องเส้นทางเดินของพวกเขา ให้เด็กทั้งสองคนได้เดินอยู่ท่ามกลางแสงสว่างต่อไป... รวมถึงฉันเองก็จะได้ไม่ต้องโดนลากไปตัดหัวด้วย
"ท่านแม่!"
รีรอยด์รีบวิ่งเข้ามา ดวงตาสีม่วงเข้มของเขาดูเปล่งประกายท่ามกลางแสงแดดฤดูร้อน
"เข้าไปทำขนมในครัวอีกแล้วหรือครับ"
ฉันหยิบผ้าเย็นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของรีรอยด์ก่อนจะยิ้ม "ก็พ่อครัวบ้านเราทำกับข้าวไม่ได้เื่เลยนี่นา แม่เลยลงไปทำให้ลูกเอง ส่วนอาหารที่ไม่ได้เื่พวกนั้นก็ส่งไปให้ท่านเอิร์ลไงละจ๊ะ"
รีรอยด์มองรอยยิ้มซุกซนของแม่ เขาไม่เคยเห็นแม่ยิ้มแบบนี้เลย เมื่อก่อนยังเคยคิดด้วยว่าแม่ไม่เคยมีความสุขที่มีเขาด้วยซ้ำ
"อะ... เอาน้ำมา ให้พี่ ด้วยฮะ" เด็กชายพูดอย่างเขินอายก่อนจะยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้ ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"อ่า ขอบใจนะ" เขารับแก้วไปและวางมือลงบนหัวของน้องที่ตัวเล็กกว่าอย่างแ่เบา
ฉันที่เห็นท่าทางดีใจของซินดริลก็เอ่ยปากขึ้น "น้องคงชอบลูกมาก ถ้าลูกมีเวลามาเล่นกับน้องบ้างก็คงดี จะได้สนิทกันไวๆ ด้วย"
ซินดริลที่ได้ฟังแบบนั้นก็รีบพยักหน้า
"คิดๆ ดูแล้วก็น่าแปลกเหมือนกันนะครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยได้คุยกับซินดริลเลย... บางทีใน่เวลาที่ลำบากแบบนี้ อาจทำให้เรามองเห็นอะไรชัดเจนขึ้นก็ได้"
"เริ่มพูดอะไรเหมือนผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ" ฉันบีบปลายจมูกโด่งของรีรอยด์อย่างมันเขี้ยว
"ผม ก็อยาก เป็ผู้ใหญ่... แบบพี่ฮะ"
รีรอยด์ที่ได้ยินซินดริลพูดแบบนั้นก็ทึ่งไป ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา
"ไม่ดีหรอก น่าเบื่อจะตายไป แถมยังไม่ได้นอนกลางวันด้วยนะ"
ฉันมองพวกเด็กๆ ที่กำลังมีความสุขอย่างอิ่มเอมใจ รอยยิ้มและความฝันของเด็กหนุ่มนี่แหละ คือสิ่งที่ฉันจะต้องปกป้อง!
ต่อให้ไม่มีเื่ไวน์เืมนุษย์ให้ซินดริลได้สร้างผลงานก็ไม่เป็ไร ตราบใดที่อันเลนยังปล่อยให้ฉันใช้เงินได้อย่างสบายใจ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะแอบเก็บออมนำมันมาฟื้นฟูตระกูลเรเวนและผลักดันให้รีรอยด์กลับไปปกครองอาณาเขตของพ่อเขาในฐานะดยุก
"จริงสิครับ! พรุ่งนี้ผมไม่มีเรียน พวกเราออกไปปิกนิกกันเถอะครับ"
"ปิกนิก!" ซินดริลพูดตามอย่างกระตือรือร้น
ปิกนิกกลางหน้าร้อนเนี่ยนะ...
"อืม... แต่ตอนนี้ที่สวนเองก็ร้อนมากด้วยสิ"
"ได้ยินว่าข้างนอกมีอุทยานที่มีทะเลสาบอยู่ อากาศเย็นสบาย แล้วก็ยังไปล่องเรือได้ด้วยครับ ผมว่าซินดริลต้องชอบมากแน่ๆ"
"ล่องเรือ!"
เด็กๆ ตื่นเต้นกันแบบนี้คงปฏิเสธไม่ได้สินะ สายตาลูกหมาน้อยของรีรอยด์ก็เป็อะไรฉันแพ้ทางซะด้วยสิ ( ̄^ ̄)
"งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ให้ป้าจูเลียช่วยเตรียมของ แม่เองก็ลองทำแซนด์วิชสูตรใหม่ๆ ไปบ้างดีมั้ยนะ"
อยากกินแซนด์วิชหมูทอดอยู่แล้วด้วย...
"จะตั้งตาคอยเลยครับ ของที่ท่านแม่ทำอร่อยทุกอย่าง อร่อยกว่าที่พ่อครัวทำอีกครับ"
"แหม ปากหวานจังเลยนะเราเนี่ย"
เป็ลูกชายที่ขยันทำให้แม่คนนี้ใจฟูซะเหลือเกิน นี่ฉันเลี้ยงเขามาถูกทางแล้วสินะเนี่ย
ฉันกับรีรอยด์และซินดริลเดินเล่นกันอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะไปกินมื้อเย็นกันสามคน บรรยากาศวันนี้คึกคักมาก ซินดริลเองก็ตื่นเต้นกับทริปออกไปพายเรือครั้งแรกของเขามากจนนอนไม่หลับ
พอถึง่สายของวันรุ่งขึ้นพวกเราก็ออกไปอุทยานกัน ที่นั่นเต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มและต้นไม้ใหญ่ อากาศเย็นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ ระหว่างที่จูเลียจัดเตรียมที่นั่ง พวกเราเลยตัดสินใจออกไปพายเรือก่อนที่อากาศจะร้อน
"แม่ทำอะไรครับ" รีรอยด์มองฉันที่หยิบไม้พายขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้วเป็ปม
"พายเรือให้ลูกๆ นั่งไงจ๊ะ"
"ไม่ได้ครับ!"
"แต่..."
"เื่นี้ยังไงก็ไม่ได้ครับ" เขาพูดก่อนจะแย่งไม้พายไปพายเอง ฉันกับซินดริลเลยต้องนั่งกันเฉยๆ และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ใบหน้าของรีรอยด์ในตอนนี้ก็ดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ไหล่ที่กว้างและตัวที่ดูสูงขึ้นนิดหน่อยมันทำให้เด็กหนุ่มเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรือนี่...
"มีดอกไม้ด้วยฮะ ฮึบ!"
ฉันรีบเก็บมือของซินดริลที่เอื้อมออกไปนอกเรือแทบไม่ทัน ก่อนจะโดนลูกชายทำตาแป๋วใส่อย่างสงสัย ดวงตากลมโตสีฟ้ากะพริบปริบๆ
"อย่ายื่นมือออกไปแบบนี้สิ พี่เขาจะพายเรือลำบากนะ อีกอย่างดอกไม้พวกนี้มีรากอยู่ใต้น้ำลึกมาก เอามือเก็บไม่ได้หรอกนะจ๊ะ"
"ก็ ได้ฮะ..." ซินดริลทำหน้ามุ่ย
หลังจากที่พายเรือกันจนอากาศเริ่มร้อนจึงได้ตัดสินใจขึ้นมาบนฝั่ง รีรอยด์เห็นว่าแม่เล่นอยู่กับน้องโดยไม่ระวังตัว ไม่ทันเห็นว่ามีพวกผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมองอยู่ พวกนั้นเดินเข้ามาหวังจะทำตัวรุ่มร่ามใส่ เขาเลยผูกเรือไว้ลวกๆ และเดินเข้ามาขวาง
"ออกไป"
รีรอยด์พูดเสียงเย็น ดวงตาสีม่วงเข้มวาวโรจน์น่ากลัว
ส่วนอีกฝ่ายทันทีที่เห็นดวงตาคู่นั้น ความกลัวที่ฝังอยู่ในสัญชาตญาณส่วนลึกก็ถูกปลุกขึ้นมาจนต้องก้าวขาถอยหนีไป แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็เพียงแค่เด็กก็ตาม
"พี่เท่จัง.."
"ฮึ? เมื่อกี้นี้มีอะไรเหรอ"
รีรอยด์ยิ้มหวาน "ไม่มีอะไรหรอกครับ พวกเรารีบไปกันดีกว่า หิวน้ำจะแย่อยู่แล้ว"
.
.
.
ไม่เหมือนกับที่เคยกินวันนั้นเลย...
ดวงตาสีน้ำแข็งมองขนมปังจืดชืด ก่อนจะตัดสินใจวางมันกลับเข้าไปในจาน
"ไม่อร่อย แบบเมื่ออาทิตย์ก่อนไปไหน ขนมปังอันที่คนครัวอบกันเองน่ะ"
"ท่านลอร์ด อันที่จริงแล้วกระผมเข้าใจผิด พวกคนครัวบอกว่านั่นเป็ขนมปังที่ดัชเชสทำครับ" โทมัสแอบเช็ดเหงื่อบนหน้าผากเมื่อเห็นว่าเ้านายอารมณ์ขุ่นมัว
อันเลนขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ แต่พอคิดว่าเธอไปคลุกคลีอยู่กับพวกสามัญชนอยู่นานคงจะติดนิสัยบ้านๆ มา ก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรมาก
"แล้วไหนว่านำเข้าวัตถุดิบดีๆ แต่รสชาตินี่มันอะไรกัน นางคงไม่ได้เล่นตลกอะไรหรอกใช่มั้ย? ของที่เอามาให้แขกวันนั้นก็เหมือนกัน ทำไมเ้าบ้านอย่างฉันถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันมีอะไรแบบนั้นอยู่ด้วย"
"แต่วัตถุดิบพวกนี้ก็เป็วัตถุดิบเดียวกับที่ท่านหญิงใช้ทำอาหารเลยนะครับ"
"จะบอกว่าคนครัวของเรามันไม่ได้เื่สินะ! เพราะแบบนั้นนางถึงลงไปทำอาหารในครัวเอง และไอ้เด็กพวกนั้นก็ได้กินแต่ของดีๆ"
อันเลนทิ้งตัวลงพนักพิงเก้าอี้อย่างอารมณ์เสีย
"เดิมทีแล้วดัชเชสทำของพวกนั้นแบบไม่ได้ตั้งใจเลยเอามาแจกคนใช้น่ะครับ นางเอาใจใส่ทุกคนมาก แล้วยังกำชับอีกด้วยว่าต้องให้ท่านลอร์ดได้ทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพที่สุดด้วยนะครับ"
"อ้อ..." อันเลนปรับสีหน้าให้ดีขึ้นมาหน่อย
"แล้วนี่ดัชเชสไปไหน" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงจากเมื่อกี้อย่างเห็นได้ชัด
"ออกไปที่อุทยานกับพวกเด็กๆ ครับ เมื่อเช้าเห็นว่าทำของกินอยู่ในครัวด้วย ก็คงจะออกไปปิกนิกกัน..."
อันเลนที่ได้ฟังแบบนั้นก็กลับมาหงุดหงิด เขาปัดมือไล่โทมัสออกไป ทว่าในหัวก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับงาน คิดถึงแต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันของผู้หญิงที่เขาเพิ่งแต่งงานด้วย
ใบหน้ายิ้มแย้มและน้ำเสียงเสแสร้งใช้กับคนอื่น ใบหน้าที่ใจดีใช้คุยกับจูเลียและลูกชาย และใบหน้าเฉยชาเย่อหยิ่งเหมือนกับรูปสลักน้ำแข็งนั่นใช้พูดกับเขา ยกเว้นแค่ตอนที่เตะเ้าเด็กนั่นล้มกลิ้ง...
แค่ตอนนั้นที่เธอยอมเรียกชื่อของเขา พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป เส้นผมสีดำเหมือนนกเรเวนดูมีชีวิตชีวา และดวงตาสีพลอยอเมทิตส์คู่นั้นก็เปล่งประกายมากกว่าทุกที...
มันคงจะดีเสียกว่าหากเขาไม่ต้องเกิดมาครึ่งๆ กลางๆ ถ้าหากมีสายเืบริสุทธิ์บางทีตอนนี้เขาอาจลงหลักปักฐานกับเลดี้สักคนและมีลูก ไม่จำเป็ต้องใช้ควีนเนตต้าและลูกชายของนาง
อย่างน้อยถ้าแม่ของเขาไม่ใช่นักร้องชั้นต่ำ...
"แม่... อุ้ม..."
"อย่ามาเกาะแกะจะได้มั้ย! ฉันน่ะเป็เ้าหญิงแห่งโรงอุปรากรเชียวนะ!"
หญิงสาวโวยวายปัดของบนโต๊ะเครื่องแป้งจนหล่นลงมาแตกหมด เธอฟุบหน้าแล้วร้องไห้รำพัน
"ทำไมเด็กอย่างแกจะต้องเกิดมาพังชีวิตฉันด้วยนะ ไอ้เด็กไร้ประโยชน์ที่พูดไม่ได้อย่างแกน่ะ ไม่ต้องเกิดมาซะได้ก็ดี!"
อันเลนกำมือแน่น
"ก็ไม่ได้ขอเกิดมาเป็ลูกของแกสักหน่อย!"
โครม!
เขาปัดกองงานบนโต๊ะร่วงลงจากโต๊ะ แผ่นกระดาษปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่ว
"โธ่โว้ย!!!"