ตอนที่ 50 การตัดสินใจของหยางหลิว
...
“ วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ ถ้าเธอต้องการอะไรก็บอกลุงได้ ” ในช่วงเวลาเลิกงาน ลุงโจวซือเดินเข้ามาทักทายหยางหลิวด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใย ในสายตาของลุงโจว หยางหลิวเป็นมากยิ่งกว่าลูกรักของเขาเสียอีก ตั้งแต่หยางหลิวก้าวเข้ามาในร้านของโจวซือ หยางหลิวเริ่มทำงานไม่นานก็สามารถฉุดกระชากตัวร้านของเขาออกจากปัญหาทั้งปวง จนสามารถทำให้รอดพ้นวิกฤตของร้านไปได้ ไม่แน่ถ้าไม่มีหยางหลิวภัตตาคารนี้คงได้กลายเป็นเพียงความทรงจำเล็ก ๆ ของใครไม่กี่คน ไม่เพียงเท่านี้หยางหลิวยังพาร้านของเขาไปอยู่ที่จุดสูงที่สุดยิ่งกว่าที่เขาเคยคาดหวังไว้เสียอีก และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดที่ตรงไหน ดังนั้นในตอนนี้ลุงโจวจึงพยายามอำนวยความสะดวกกับหยางหลิวให้มากที่สุด ทั้งประคบประหงมอย่างมาก ดูแลเอาใจใส่อย่างดี ไม่ว่าหยางหลิวต้องการอะไรลุงโจวซือก็พร้อมที่จะให้ โชคดีว่าทุกคนในร้านยอมรับในความสามารถของหยางหลิวจากใจจริง ทำให้แต่ละคนเข้าใจถึงการกระทำของเถ้าแก่โจวซือผู้นี้ จึงไม่มีปัญหาภายในร้าน นอกจากนี้ใจจริงของลุงโจวนั้นอยากจะยกร้านนี้ให้กับหยางหลิวเสียด้วยซ้ำ ทว่าหยางหลิวนั้นต้องการที่จะไปเรียนหนังสือมากกว่า ซึ่งในจุดนี้เขาก็เข้าใจหยางหลิวเป็นอย่างดี เขาจึงไม่พยายามชักชวนหยางหลิวให้ตัดสินใจทำอาหารต่อที่ร้านของเขา
“ จริง ๆ ช่วงนี้ก็ถือว่าพอไหวครับ แต่คงจะดีกว่าถ้าเรามีผู้ช่วยเชฟเพิ่มสักสองสามคน และหาเชฟเพิ่มอีกสักคนสองคนก็ไม่เลวครับ ” หยางหลิวเสนอความคิดของเขาให้กับลุงโจว ความจริงแล้วเขาก็อยากจะหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระอยู่ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบเข้ามหาลัยปักกิ่งพอดี เขากลัวว่าถ้าถึงวันนั้นเขาคงไม่ว่างที่จะมาทำอาหารให้กับภัตตาคารโจวซือแน่
“ อืมจะว่าไปมันก็จริง ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ลุงก็พยายามหาเชฟมาแทนเชฟหลักอยู่เหมือนกัน แต่ว่าพอเธอมาทำงานที่ร้านลุงก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย อีกอย่างช่วงนี้ลูกค้าร้านเรามาเยอะมากด้วย งั้นเดี๋ยวลุงไปบอกลุงหยานไห่ก่อนแล้วกัน ” ลุงโจวค่อนข้างเห็นด้วยกับหยางหลิว เขาลืมไปเสียสนิทเลยว่าช่วงนี้แค่พวกหยางหลิว เชฟลิ่วอู กับเชฟเจียงหนาน เพียงแค่สามคนมันไม่เพียงพอซะแล้ว ยิ่งช่วงนี้มีลูกค้าเข้าร้านมาค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้เรื่องที่นั่งของร้านก็แทบไม่เพียงพอเช่นกัน ดังนั้นพอหยางหลิวพูดขึ้นมาลุงโจวก็เตรียมเดินไปบอกผู้จัดการหยานไห่เพื่อให้แก้ไขปัญหานี้ในทันที
ทว่าหยางหลิวกลับพูดบางอย่างขึ้นมา หลังจากที่ลุงโจวกำลังจะเดินจากไป“ อ๊ะ ! เดี๋ยวก่อนครับลุงโจว คือนอกจากเรื่องนี้ผมยังมีเรื่องอื่นอีกที่อยากจะพูด ”
“ หืม ? เธออยากจะพูดอะไรอีก บอกมาได้เลยลุงจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้ ” ลุงโจวที่กำลังเดินไปหาผู้จัดการหยานไห่ ก็หยุดเดินในทันทีและหันกลับมาพูดกับหยางหลิว
“ ผมมีสองสามเรื่องอยากจะบอกอีกครับ เรื่องแรกเลย ผมว่าเราควรเปลี่ยนระบบจัดการร้านของเราให้ดีขึ้น ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมามีลูกค้าจำนวนมากมาเข้าคิวต่อแถวที่ร้านเรา แรก ๆ พวกเขาอาจจะยอมทนที่จะต้องตากแดดตากฝนเป็นชั่วโมงเพราะต้องการกินอาหารที่อร่อย แต่ว่าถ้าตั้งแต่นี้ไปร้านของเรายังคงให้บริการแบบเดิมอยู่ ลูกค้าบางคนก็คงทนไม่ไหวและเลิกมากินอาหารร้านเรา ดังนั้นผมเลยคิดว่าเราน่าจะเพิ่มวิธีบริการโทรสั่งจองจองล่วงหน้า กับบริการส่งอาหารด้วย ” ที่จริงเรื่องนี้ในตอนแรกเขาไม่ได้คิดไว้เพราะช่วงกลาง ๆ เดือนร้านกำลังอยู่ในช่วงขาลง และลูกค้าไม่มากเหมือนที่เขาเข้ามาทำงานในร้านเหมือนช่วงแรก ดังนั้นปัญหานี้จึงไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ ทว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปคงเป็นปัญหาใหญ่เสียแล้ว
“ เยี่ยม ! นี่เป็นความคิดที่ดีมาก งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เดี๋ยวลุงจะหาพนักงานส่งอาหารสัก 4-5คน รวมถึงผู้ช่วยเชฟกับเชฟด้วยแล้วกัน อ๋อ ! เดี๋ยวไปติดต่อโรงพิมพ์ให้ทำนามบัตรของร้านก็ไม่เลว ” ลุงโจวซือค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดของหยางหลิว เขาก็เห็นปัญหานี่เช่นกัน แต่เขาก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไงจึงได้ปล่อยเลยตามเลย พอหยางหลิวพูดขึ้นมาเขาก็เห็นด้วยในทันที นอกจากนี้เขาก็มีความคิดที่จะเอานามบัตรมาแจกจ่ายให้ลูกค้าที่จะต้องการจะรับบริการส่งอาหารจากทางร้านด้วย
“ แล้วอีกเรื่องล่ะ ? ” ลุงโจวถามหยางหลิว
“ ลุงโจวจำได้ไหมครับว่า ผมจะเข้ามหาลัยปักกิ่ง ” หยางหลิวถามกลับ
“ แน่นอน ! ลุงจำได้... เอ๊ะ ! หรือว่าเธอจะไม่เข้ามหาลัยแล้ว !? ” ลุงโจวคิดถึงเรื่องที่หยางหลิวบอกว่าจะเข้าปักกิ่ง และปฏิเสธเขาที่จะทำงานในร้านต่อ พอหยางหลิวพูดขึ้นมาลุงโจวก็เศร้าเล็กน้อย แต่เขากลับคิดบางอย่างได้ ฉับพลันบนใบหน้าของลุงโจวก็เริ่มมีสีแดง เห็นได้ชัดว่าลุงโจวกำลังตื่นเต้นและมีความสุข เขากำลังคาดเดาว่าหยางหลิวจะเปลี่ยนใจ และเริ่มคิดที่จะทำงานเป็นเชฟที่ภัตตาคารโจวซือต่อไปเพราะว่าเรื่องเมื่อวานนอกจากเขาได้แสดงฝีมือให้กับนักชิมฟ่งยู่แล้ว เขาก็ยังได้รับการยอมรับและถูกนักชิมฟ่งยู่ยกย่องว่าเป็นเชฟที่เก่งที่สุดในประเทศอีกด้วย ทำให้ขณะนี้หัวใจของลุงโจวที่ปกติเต้นไม่เร็วนัก กลับกลายเป็นเต้นถี่ยิ่งขึ้น และก็สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายจนทำให้ดูเหมือนเขากลายเป็นหนุ่มอีกครั้ง
ทว่าเขาก็กลับกลายเป็นผิดหวัง เพราะคำพูดต่อมาของหยางหลิว
“ อ๋อ ! เปล่าครับ คือสัปดาห์หน้ามันจะเริ่มทำการทดสอบรับคนเข้ามหาลัยปักกิ่งแล้ว ฉะนั้นผมจึงอยากจะขอลาสัก 2วัน แต่ว่าเรื่องอาหารลุงโจวไม่ต้องกังวลไปนะครับ ผมจัดการสอนวิธีการทำอาหารหลัก ๆ ให้เชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูเรียบร้อยแล้ว ในเรื่องของคุณภาพก็ไม่ถือว่าแย่มาก วันนี้ผมลองไปขอให้นักชิมฟ่งยู่ชิมดู เขาก็บอกว่ามันเทียบได้พอ ๆ กับอาหารที่ทำจากปรมาจารย์แดนปฐพีอันดับต้น ๆ ได้เลย นอกจากนี้อาหารหลักที่ผมสอนไปนักชิมฟ่งยู่ก็กล่าวชมว่ามันพอฟัดพอเหวี่ยงกับอาหารของปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์เลยทีเดียว ” พอหยางหลิวพูดจบ เขาก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของลุงโจว ใบหน้าที่กำลังมองตัวเขาหยางหลิว อย่างตื่นเต้นกลับกลายเป็นเศร้าหมองอมทุกข์ไปเสียอย่างนั้น เห็นได้ชัดว่าลุงโจวคงอยากให้หยางหลิวอยู่ที่ร้านนี้ต่อไป แต่ว่าลุงโจวก็ไม่ได้ขอร้อง หรือทำการบังคับใด ๆ ให้หยางหลิวต้องรู้สึกลำบากใจ
ดังนั้นหยางหลิวจึงตัดสินใจที่จะพูดเรื่องบางอย่างออกไป“ ลุงโจวครับ ! ” หยางหลิวหลังจากลังเลอยู่เป็นเวลานาน เขาพูดกับลุงโจวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทำเอาลุงโจวถึงกับสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว
ลุงโจวมองไปยังหยางหลิวด้วยความรู้สึกอึดอัดเล็ก ๆ เขาอยากจะพูดบางอย่างออกไป แต่ว่าเขาก็ไม่ต้องการที่จะบังคับหยางหลิวให้ทำงานที่นี่เช่นกัน ทำให้เขาเลือกที่จะเงียบและก็รอฟังในสิ่งที่หยางหลิวกำลังจะพูด
“ เอาแบบนี้ดีไหมครับ ? ถ้าช่วงไหนผมว่างจากการเรียนผมอาจจะมาช่วยลุงโจวทำงาน ผมคิดว่าอาจมาได้สัปดาห์ละครั้ง แต่มันคงเพียงพอสำหรับลูกค้าที่ค่อนข้างพิเศษหน่อย เช่นถ้ามีลูกค้าระดับวีไอพีที่ต้องการชิมฝีมือของผม ลุงโจวอาจจะให้เขาทำการจองโต๊ะไว้ในวันเสาร์หรืออาทิตย์ จากนั้นผมก็จะมาที่ร้าน ” ขณะที่หยางหลิวพูดจบ เขาก็เห็นว่าลุงโจวก็สนใจเรื่องนี้ไม่น้อยเช่นกัน แววตาที่ลุงโจวจ้องมองมายังเขาเหมือนจะมีประกายแสงแห่งความหวังทะลุออกมา
“ เอาแบบนั้นก็ได้ แค่นี้ลุงก็ดีใจมากแล้วล่ะ ” ลุงโจวก็เข้าใจเจตนาของหยางหลิวเป็นอย่างดี ที่หยางหลิวพูดมาแบบนี้ก็คงเป็นเพราะหยางหลิวอยากช่วยเขานั่นเอง ถ้าเกิดว่าหยางหลิวไม่อยู่ที่ร้านจริง ๆ ร้านอาหารของเขาก็คงจะเริ่มตกต่ำลงอีกครั้ง แม้ว่าเชฟเจียงหนานกับเชฟลิ่วอูจะมีฝีมือที่ดีขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงทำตามสูตรอาหารของหยางหลิวเท่านั้น ซึ่งมันก็คงจะมีแต่ด้อยกว่า ไม่มีทางที่จะดีกว่าอย่างแน่นอน
...
“ ตื๊ด…ตื๊ดด… หยางหลิว โทรมามีอะไรหรือเปล่า ? ” หยางหลิวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน หลังจากรออยู่สักพัก ก็มีเสียงผู้หญิงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากโทรศัพท์ของหยางหลิว เสียงพูดที่ไพเราะดังออกมาจากโทรศัพท์ แม้ว่าจะไม่ได้ยินชัด ๆ จากปากของเธอคนนั้น ทว่าเพียงแค่เสียงนี้ก็สามารถทำให้หัวใจของหยางหลิวสั่นไหว และเริ่มที่จะเต้นอย่างไม่เต้นจังหวะ
“ ก็นิดหน่อยแหละลู่เอิน พอจะสะดวกคุยไหม ? ” ถูกต้องเป็นอย่างที่ทุกคนคาดเดาไว้ เสียงปลายสายที่หยางหลิวโทรไปไม่ใช่ใครอื่นนอกจากลู่เอิน รักแรกของหยางหลิว ถึงแม้ว่าเขาอาจจะลืมเลือนความรู้สึกนั้นไปนานแล้วก็ตาม แต่ทว่าเมื่อได้ย้อนกลับมาเจอเธออีกครั้ง มันเหมือนความรู้สึกของหยางหลิวที่หายไปได้ย้อนกลับคืนมาทั้งหมด เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
“ นายนี่ก็นะ จะโทรหาฉันทุกวันเลยหรือไง ไม่เบื่อบ้างเหรอ ” ลู่เอินเริ่มที่จะบ่นอีกครั้ง แต่หยางหลิวก็รู้ว่าลู่เอินก็แค่บ่นเฉย ๆ แต่ไม่ได้รังเกียจเขา และนี่ก็ทำให้เขารู้สึกมีความหวัง และยิ่งทำให้เขาคาดหวังมากยิ่งขึ้น
“ ผมก็ไม่ได้โทรหาเธอทุกวันซะหน่อย นาน ๆ ทีเอง ” หยางหลิวทำน้ำเสียงโอดครวญ
“ เอาล่ะ ๆ มีอะไรก็พูดมา ” ลู่เอินตัดบทพูดของหยางหลิวด้วยความเคยชิน ปกติแล้วพวกเขาโทรคุยกันไม่นานนัก ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบของทั้งหยางหลิวและลู่เอิน ทำให้ลู่เอินพยายามอย่างหนักที่จะสอบเข้าให้ได้ลำดับที่ดี ๆ ความจริงแล้วด้วยความสามารถของลู่เอินในตอนนี้ เพียงแค่หลับตาทำข้อสอบข้างหนึ่งก็สอบติดได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสาเหตุที่ทำให้เธอต้องกระตุ้นตัวเองให้พยายามอ่านหนังสืออย่างหนักก็คงไม่ใช่เพราะใครอื่น แต่เป็นตัวหยางหลิวเองนี่แหละ ตั้งแต่ตอนนั้นที่หยางหลิวย้อนเวลากลับมาและใช้ความสามารถจากระบบ เขาได้แสดงให้ลู่เอินเห็นว่าหยางหลิวนั้นเก่งขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนหยางหลิวไม่เคยแสดงให้ใครเห็นว่าตัวเขาเองนั้นมีความสามารถในด้านการเรียนสูงขนาดนั้น
ดังนั้นหยางหลิวก็เลยเป็นคล้าย ๆ กับผู้ท้าชิงตำแหน่งนักเรียนที่เก่งที่สุดในโรงเรียนกับเธอ แต่จะเรียกแบบนี้ก็ไม่ถูกต้องนักเพราะว่าหลัง ๆ มานี้ลู่เอินไม่ได้มองหยางหลิวเป็นคู่แข่งอีกแล้ว หลังจากที่เธอเริ่มสนิทกับหยางหลิวมากขึ้นความรู้สึกอิจฉาหยางหลิว ความรู้สึกที่จะอยากจะแข่งกับหยางหลิวก็หมดไป แต่ว่าเธอมีความรู้สึกอื่นมาทดแทน โดยเธอต้องการที่จะเป็นอันดับหนึ่งของคณะที่เธอจะเข้าไปเรียนให้ได้ !
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
ตอนที่ 51 เจอกันอีกครั้ง
“ เอาล่ะ ๆ มีอะไรก็พูดมา ”
“ สัปดาห์หน้าก็จะสอบแล้ว เธอเตรียมตัวพร้อมยัง ? ” หยางหลิวถามด้วยความเป็นห่วง
“ ก็คิดว่าพร้อมแหละ ว่าแต่นายเถอะมาทำงานที่ปักกิ่งได้อ่านหนังสือบ้างไหม ? ” ที่ลู่เอินถามเช่นนี้เพราะว่าทุกครั้งที่หยางหลิวคุยกับเธอ หยางหลิวมักจะพูดถึงแต่เรื่องที่เขากำลังทำงานในร้านอาหารของลุงของหยางหลิวเอง แต่ว่าหยางหลิวกลับไม่เคยพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวสอบเลยสักนิด นั่นจึงทำให้ลู่เอินค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับเขา
“ แหะ ๆ จะว่าไปก็… ” หยางหลิวหัวเราะเบา ๆ ด้วยท่าทีเขินอาย ตั้งแต่มาทำงานอยู่ที่ภัตตาคารโจวซืออย่าว่าแต่อ่านหนังสือเลย แค่แตะหนังสือเขาก็ยังไม่เคยทำ กองหนังสือที่เตรียมมาอย่างดี บัดนี้ไปอยู่ที่มุมห้องซึ่งมันดูเหมือนจะเป็นกองขยะถูกทิ้งรวม ๆ กันมากกว่าจะเป็นกองหนังสือเสียอีก
“ นี่นาย ! จะสอบตั้งสัปดาห์หน้าแล้ว นายยังไม่อ่านหนังสืออีกเหรอ !? ” เป็นไปตามที่เธอคาดไว้หยางหลิวยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยแม้แต่น้อย ฉับพลันลู่เอินก็ตำหนิหยางหลิวในทันที โดยที่หยางหลิวยังพูดไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ลู่เอินยังรู้สึกเคืองหยางหลิวนิด ๆ อีกด้วย
“ ผมก็คิดว่าน่าจะพอทำได้อยู่ ก็เลยไม่ได้อ่าน อีกอย่างตอนนั้นผมก็ลองทำตัวอย่างข้อสอบดูแล้ว คิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาเท่าไหร่ แค่เข้าไปเรียนได้ผมก็พอใจแล้วล่ะ เธอสบายใจได้ ” หยางหลิวยอมรับความจริง แต่เขาก็พยายามเบี่ยงเบนประเด็นที่ว่าเขายังไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่มเติม ไปเป็นเขาทำข้อสอบได้ และลู่เอินไม่จำเป็นต้องห่วงเขา
“ หึ ! ก็ใช่น่ะสิ คนอย่างนายไม่อ่านก็ทำได้อยู่แล้วนี่ ” ลู่เอินได้ฟังข้อแก้ตัวของหยางหลิวยิ่งทำให้เธอรู้สึกโกรธเคืองมากขึ้น ตัวลู่เอินพยายามอ่านหนังสือแทบเป็นแทบตาย เธอต้องการทำให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่กลับกันหยางหลิวกลับไม่สนใจในเรื่องนี้เลย เขาเพียงแค่หวังว่าสอบติดก็พออย่างนั้นหรือ แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่ลู่เอินพยายามมาเกือบเดือน เธอทำมันไปเพื่ออะไร แต่พอลู่เอินลองคิดทบทวนดูดี ๆ เธอก็ไม่ได้อยากจะแข่งกับหยางหลิวอีกต่อไปแล้ว เธอจึงเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย และเริ่มคลายความโกรธเคืองลง
“ งั้นก็ได้ เดี๋ยวผมจะเริ่มตั้งใจอ่านแล้วละกัน ” หลังจากหยางหลิวนั่งเงียบไปนาน เขาก็เริ่มพูดคลี่คลายบรรยากาศอึดอัดลง
“ อืม ช่างเถอะ งั้นนายก็ไปอ่านตอนนี้เลยละกัน เดี๋ยวฉันนอนละ บาย ” พอลู่เอินพูดจบ เธอก็กำลังจะกดตัดสายโทรศัพท์
แต่ว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง หยางหลิวก็พูดขึ้นมา“ เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งไปสิ รอก่อน ” หยางหลิวพูดขึ้นด้วยอาการร้อนรน เขายังต้องการจะคุยโทรศัพท์ต่ออีกหน่อย ขอเพียงได้คุยไม่ว่าเรื่องอะไรก็ได้เขาก็ยอม ดังนั้นเขาจึงหาเรื่องอื่นมาชวนคุยต่อ
“ จะว่าไปแล้ว เมื่อไหร่เธอจะมาปักกิ่งล่ะ ? ” หยางหลิวถามออกไปในที่สุด
“ ฉันมาถึงปักกิ่งตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ” ลู่เอินยังไม่ได้กดตัดสายโทรศัพท์หยางหลิว แต่ว่าเธอยังถือสายค้างไว้และตอบหยางหลิวต่อ
“ เอ๊ะ ! เธอมาถึงปักกิ่งแล้ว !? ไม่เห็นบอกผมบ้างเลย ” หยางหลิวอุทานออกมาด้วยอารมณ์ประหลาดใจ เขานึกว่าลู่เอินยังไม่เดินทางมาปักกิ่งด้วยซ้ำ ไหงสุดท้ายกลายเป็นว่าเธอมาถึงปักกิ่งแล้วเรียบร้อยซะได้ รู้แบบนี้เขาก็คงจะชวนเธอมากินข้าวที่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
“ นายไม่ได้ถามฉันซะหน่อย อีกอย่างถึงฉันจะมาถึงปักกิ่งแล้ว ทำไมฉันต้องบอกนายด้วยล่ะ ? หึ ๆ ” เมื่อฟังจากน้ำเสียงของลู่เอินก็พอรู้ว่าเธอกำลังแกล้งหยางหลิว และพอลู่เอินได้แกล้งหยางหลิว ลู่เอินก็กลายเป็นอารมณ์ดีไปซะเฉย ๆ โดยฟังได้จากน้ำเสียงที่ดูอารมณ์ดีมากขึ้นในประโยคท้าย แถมยังมีเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมาในช่วงท้าย
“ ... ” หยางหลิวก็กลายเป็นไร้คำพูดไปในทันที ที่ลู่เอินพูดมาก็ถือว่าถูกต้อง แม้ว่าเขาจะพอเข้าใจว่าลู่เอินนั้นแกล้งเขาก็ตาม แต่มันก็มีความจริงที่แสนเจ็บปวดอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งก็คือว่าเขากับลู่เอินเป็นเพียงแค่เพื่อนกัน ไม่ได้เป็นแฟนกัน ทำไมลู่เอินจะต้องมาบอกในทำนองที่ว่า “ ถึงปักกิ่งแล้ว ” กับเขาด้วย คำพูดของลู่เอินที่พูดกับเขาก็คล้ายกับเข็มขนาดเล็ก ที่ทิ่มแทงจิตใจของหยางหลิวอยู่ไม่น้อย และนั่นก็ทำให้หยางหลิวรู้สึกเจ็บจี๊ดตรงบริเวณกลางอกข้างซ้าย
“ ถ้านายไม่มีอะไรแล้ว ฉันวางนะ ” ลู่เอินแกล้งหยางหลิวอีกครั้ง ฟังจากเสียงของเธอแล้วจะสังเกตได้คำพูดของเธอนั้นแฝงไปด้วยอารมณ์ดี และค่อนข้างมีความสุขไม่น้อย
“ เดี๋ยววว ! ” หยางหลิวร้องตะโกนห้าม
“ โอ๊ย ! นายจะตะโกนทำไมเนี่ย ! ” เสียงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์ของลู่เอิน เกือบทำให้ลู่เอินทำโทรศัพท์ตกลงพื้นเลยทีเดียว โชคดีที่เธอไม่ได้ตกใจเกินเหตุจนทำให้โทรศัพท์หล่นลงพื้น
“ ผมขอโทษที่ทำเธอตกใจ… คืองี้ ไหน ๆ เธอก็อยู่ที่ปักกิ่งแล้ว ผมอยากให้เธอมาลองแวะที่ภัตตาคารโจวซือดูสักครั้ง เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะจัดเตรียมโต๊ะให้เธอเป็นพิเศษเลย ” หยางหลิวชักชวนลู่เอินให้มาทานข้าวที่ร้านของเขา เพราะว่าตั้งแต่มาที่ร้านนี้หยางหลิวก็ไม่ได้เจอลู่เอินอีกเลย เขาได้ยินเพียงแต่เสียงของลู่เอินเท่านั้น นั่นทำให้หยางหลิวรู้สึกคิดถึงลู่เอินเป็นอย่างมาก และอยากจะพบหน้าลู่เอินด้วย
“ เอ๊ะ ! นายชวนฉันเหรอ ? จะว่าไปตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็ยังไม่ได้กินอาหารฝีมือนายมาตั้งนานแล้ว พอนายพูดถึงเรื่องนี้ ฉันก็เริ่มจะอยากกินแล้วสิ ” พอได้ยินว่าหยางหลิวจะทำอาหารให้เธอกินอีกครั้ง น้ำเสียงของลู่เอินก็พลันตื่นเต้นไปโดยปริยาย ความจริงแล้วตั้งแต่หยางหลิวไปปักกิ่งเธอก็คิดถึงอาหารฝีมือของหยางหลิวมาตลอด ถึงแม้ว่าเธอจะขอร้องให้แม่ของเธอพาไปลองชิมภัตตาคารดัง ๆ ในเมืองก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับฝีมือของหยางหลิวแม้แต่น้อย อีกอย่างเธอก็เพิ่งจะมานึกขึ้นได้ว่าหยางหลิวก็ทำอาหารอยู่ที่ปักกิ่ง ตอนแรกเธอตั้งใจจะชวนครอบครัวให้พาไปเที่ยวหาร้านอาหารดัง ๆ ซึ่งขึ้นชื่อในเมืองปักกิ่งเสียหน่อย ทำให้ตอนที่หยางหลิวชวนเธอมาทานข้าวที่ร้าน เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ และคิดถึงฝีมือการทำอาหารของหยางหลิวเป็นอย่างมาก มันมากเสียจนทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเริ่มที่จะไหลอีกครั้ง
“ แน่นอน ! ถ้าเธออยากกินอะไรบอกผมได้เลย เดี๋ยวผมพรุ่งนี้ผมเตรียมไว้ให้เธอเอง ” พอเขาได้ฟังน้ำเสียงตื่นเต้นของลู่เอิน หยางหลิวก็มีความสุขในทันที ถ้าเขารู้ว่าลู่เอินมาถึงปักกิ่งตั้งนานแล้ว เขาจะพูดเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย
“ เอาอะไรก็ได้ ขอแค่อร่อย ฉันก็ชอบหมดนั่นแหละ ” ปากของลู่เอินพูดไปแบบนั้น ทว่าในจิตใจของลู่เอินนั้นไม่ได้อยากกินอะไรก็ได้หรอก เพียงแต่หยางหลิวมักจะเล่าเรื่องที่ร้านของเขาให้ฟัง โดยเฉพาะในช่วงนี้หยางหลิวก็ยังบอกอีกด้วยว่ามีลูกค้าเข้ามามากเกินไป จนทำให้เขาแทบจะไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย ดังนั้นลู่เอินจึงเกิดความรู้สึกเกรงอกเกรงใจที่จะขอให้หยางหลิวทำอาหารอิตาลีที่เธอชอบ อีกทั้งภัตตาคารโจวซือเป็นร้านอาหารจีนด้วย ถึงแม้ว่าหยางหลิวจะทำเป็นแต่ว่ามันคงไม่เหมาะเท่าไหร่เธอจึงไม่พูดออกไป
“ งั้นเดี๋ยวผมทำอาหารอิตาลีให้ทานดีไหม ? ” หยางหลิวรู้ว่าเธอชอบทานอาหารอิตาลีดังนั้นเขาจึงชวนคุยเรื่องอาหารอิตาลีที่ลู่เอินชอบ
“ จริงเหรอ !? ” พอลู่เอินได้ฟังดังนั้น เธอก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ แต่เธอก็ฉุกคิดได้ว่ามันคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เธอจึงพูดปฏิเสธไป“ อืมม แต่ฉันว่าไม่ดีกว่าฉันอยากจะลองให้นายทำอาหารจีนให้ฉันชิมบ้าง เอาเป็นเมนูนั้นดีไหมที่นายบอกว่าทำเมื่อวาน ”
“ ได้เลย ! งั้นพรุ่งนี้เธอจะมาที่ร้านผมกี่โมงล่ะ ? ” หยางหลิวตอบตกลงและถามเธอต่อ
“ ตอนเที่ยง เอ๊ะ ! ช่วงนั้นคนน่าจะเยอะ งั้นเอาเป็นช่วงเย็น ๆ ดีไหม ? ถ้าช่วงนั้นนายจะสะดวกหรือเปล่า ? ” ลู่เอินค่อนข้างมีเวลาว่างเยอะ ดังนั้นลู่เอินจึงคิดจะไปกินเป็นข้าวเที่ยงเลย ทว่าเธอก็นึกได้ว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ในช่วงเที่ยงจะเป็นช่วงที่มีคนเยอะที่สุด ดังนั้นเธอจึงเสนอเป็นช่วงเย็นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย
“ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ ร้านผมอยู่ ย่านการค้าชิงหลัว ชื่อร้านภัตตาคารโจวซือ ” หยางหลิวพูดอย่างสบายอารมณ์
“ โอเค เจอกันพรุ่งนี้ วันนี้ฉันง่วงแล้ว นอนก่อนนะ ”
“ หลับฝันดีนะ ”
“ อื้อ… นายก็ด้วย ”
…
วันต่อมา ในวันนี้ก็ยังยุ่งอีกเช่นเมื่อวานเนื่องจากการรับสมัครพนักงานเพิ่มค่อนข้างที่จะใช้เวลานานเล็กน้อย ทำให้ยังไม่มีพนักงานใหม่มาเพิ่ม แต่วันนี้ก็ยังคงดีกว่าเมื่อวานอยู่มากเพราะพวกหยางหลิวได้เตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนลูกค้าที่มาร้าน โดยทางภัตตาคารโจวซือก็ยึดหลักการเดิมคือมีอาหารหลักเป็นเมนูแนะนำ และมีเมนูอื่น ๆ ให้เลือกอีกนิดหน่อย แต่ถ้ามีลูกค้านั่งโต๊ะ หรือลูกค้าที่พิเศษหน่อย อาหารที่คนเหล่านี้สั่งก็จะเป็นหน้าที่ของหยางหลิวที่จะให้บริการ
เวลาประมาณห้าโมงเย็น ที่ภัตตาคารโจวซือมีรถหรูสีดำกำลังขับมาจอดที่หน้าร้าน มีชายสวมชุดสูทสีกรมคนหนึ่งเดินลงมาและเขาได้เดินอ้อมไปเปิดประตูรถอีกฟาก เห็นได้ชัดว่าคนนี้คงเป็นพ่อบ้านของตระกูลแห่งใดแห่งหนึ่ง
พอประตูรถได้ถูกเปิดออกมา ก็มีสตรีนางหนึ่งเดินลงมาจากรถ สตรีนางนี้มีรูปร่างงดงาม ใบหน้าขาวนวลดูสวยสง่า อีกทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่มีความหรูหราไม่น้อย ซึ่งใครที่พบเห็นต่างสามารถบอกได้เลยว่าหญิงสาวนางนี้ต้องเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่สักตระกูลเป็นแน่
เธอคนนี้เดินเข้าไปในร้าน มีพนักงานหลายคนเดินออกมาต้อนรับ พอกลุ่มคนเหล่านี้ได้พบเห็นใบหน้าอันวิจิตรตระการตาของหญิงสาวนางนี้ถึงกับตะลึงไปโดยปริยาย โดยเฉพาะผู้ชายบางคนถึงเบิกตากว้าง จ้องมองแบบไม่กะพริบตาไปหลายวินาที ทำเอาหญิงสาวนางนี้เกิดอาการเคอะเขิน จนทำให้ต้องแกล้งกระแอมออกไปเบา ๆ คนเหล่านี้จึงได้สติและรู้สึกละอายบ้างเล็กน้อย
“ ช่วยนำทางไปที่โต๊ะ 9 ด้วยค่ะ ”
“ เชิญทางนี้ครับ ”
หลังจากเธอเดินไปถึงโต๊ะ 9 ก็พลันเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา พอทั้งสองสบตากันชั่วขณะก็พลันเกิดบรรยากาศกระอักกระอ่วนใจขึ้นเล็กน้อย และในที่สุดชายคนนั้นจึงพูดขึ้นมา
“ ลู่เอิน ไม่เจอกันนานเลยนะ ” ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้จะทักทายลู่เอิน
“ อืม ไม่เจอกันนานเหมือนกันนะหยางหลิว ” ลู่เอินก็ทักทายตอบหยางหลิว
แม้ว่าคนทั้งสองคนจะได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์บ่อยครั้ง ทว่าพอกลับมาเจอกันจริง ๆ ก็ไม่สามารถพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาตินัก โดยเฉพาะหยางหลิวที่มีอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งวันนี้ดูเหมือนว่าลู่เอินสวยมากขึ้น และดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำเอาหัวใจของหยางหลิวเริ่มเต้นถี่มากขึ้น และบนใบหน้าก็มีสีแดงขึ้นมาเล็กน้อย
ลู่เอินที่ถูกจ้องมองอยู่นานรู้สึกเขินอายจึงพูดขึ้นมาว่า“ นี่นาย ! เลิกจ้องฉันได้แล้ว เห็นแบบนี้ฉันก็อายเหมือนกันนะ ” = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ตอนที่ 52 กลุ่มคนอันตราย ?
“ นี่นาย ! เลิกจ้องฉันได้แล้ว เห็นแบบนี้ฉันก็อายเหมือนกันนะ ”
“ แหะ ๆ โทษที ” หยางหลิวหัวเราะแก้เขิน และดึงเก้าอี้ออกมาพร้อมกับนั่งลง
“ วันนี้นายไม่ทำอาหารให้ฉันกินเหรอ ? อีกอย่างทำไมมานั่งกับฉันล่ะ ? ” ลู่เอินถามหยางหลิวด้วยความสงสัย
“ อาหารน่ะผมทำเสร็จแล้ว เดี๋ยวพนักงานเอามาเสิร์ฟให้ ส่วนที่ถามว่าทำไมผมถึงมานั่งตรงนี้ ก็เพราะว่าผมอยากมานั่งกับเธอไง ” หยางหลิวตอบด้วยน้ำเสียงและหน้าตาทะเล้น ทำเอาลู่เอินเกือบหลุดขำออกมา ทว่าลู่เอินก็ยังเก็บอาการได้ดีอยู่
“ ใครใช้ให้มานั่งกับฉันกัน หึ ! ” ลู่เอินพูดด้วยอารมณ์คล้ายไม่พอใจ แต่ทว่าเธอไม่ได้แสดงทีท่ารังเกียจหยางหลิว่ หรือ ไล่เขาออกไป ทำให้หยางหลิวรู้สึกพึงพอใจในความน่ารักของลู่เอิน
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ก็มีเสียหนึ่งดังขึ้นมาด้านข้างโต๊ะ
“ ว้าว ! พี่ก็นึกว่าใครที่ไหน ตอนพี่เจออยู่หน้าทางเข้าก็นึกว่านางฟ้าที่ไหนมาซะอีก ที่แท้เป็นแฟนน้องหยางหลิวเองเหรอ ” ชิวหานเดินถือถาดอาหารมาพร้อมกับพูดหยอกล้อหยางหลิวและลู่เอิน พลันทำให้ทั้งสองหน้าแดงด้วยความเขินอาย
“ ไม่ ๆๆ ! ผมกับลู่เอินเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นเองพี่ชิวหาน อีกอย่างพอดีว่าลู่เอินเพื่อนผมเพิ่งมาถึงปักกิ่ง ผมเลยชวนเธอมาลองทานอาหารที่ภัตตาคารของเรา ” หยางหลิวตั้งสติได้ก่อน เขาจึงตอบปฏิเสธด้วยเร่งรีบ และไม่ได้สังเกตเลยด้วยว่า ลู่เอินกำลังใช้สายตาเล็ก ๆ จ้องมองมาที่เขาชั่วขณะหนึ่งแล้วละสายตาไป
“ แหม ๆ ไม่ต้องปฏิเสธหรอก พี่ไม่แซ็วแล้วก็ได้ ขอให้ทั้งสองคนทานข้าวให้อร่อยนะ มีอะไรก็เรียกพวกพี่ได้ ” ชิวหานทำหูทวนลมไม่ฟังคำแก้ตัวของหยางหลิว จากนั้นเขาเดินไปหาพวกฉิงเยว่และชิงฉือ พวกเขาสามคนต่างมองมาทางลู่เอินและหยางหลิวพลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์พร้อมกับหัวเราะคิกคัก
หยางหลิวกับลู่เอินยิ่งพลันรู้สึกอายยิ่งขึ้น และสถานการณ์นี้ยังเพิ่มความตื่นเต้นให้พวกเขาทั้งสอง จนทำให้ได้ยินเสียงหัวใจเต้นถึงขนาดที่ว่าเงี่ยหูฟังก็ยังได้ยิน โดยเฉพาะหยางหลิวที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ แม้ว่าเขาเคยมีอายุเกือบสามสิบมาก่อน แต่ว่าตั้งแต่เขาเรียนมัธยมปลายจบไป เขาก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องความรักเท่าใดนัก ยิ่งหลังจากนั้นเขาเข้าสู่วงการการทำอาหาร ไปเรียนรู้การทำอาหาร ไปฝึกงานด้านการทำอาหาร เปิดร้านอาหารของตนเอง เรียกได้ว่าในชีวิตก่อนหน้ามีแค่อาหาร มีดทำครัว วัตถุดิบ เครื่องเทศต่าง ๆ เท่านั้น ดังนั้นพอเขามาเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้เขาก็ถึงกับทำให้เขาไปไม่เป็นเลยทีเดียว
“ นะ…นี่ ! งั้นฉันขอกินก่อนแล้วกันนะ ” น้ำเสียงสั่น ๆ ของลู่เอินเป็นน้ำเสียงที่พาพวกเขาทั้งคู่ออกจากบรรยากาศอึดอัดอันแปลกประหลาดนี้ ถึงแม้ว่าปกติลู่เอินจะเป็นคนร่าเริง แต่ทว่าพอมาเจอบรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้เธอทั้งประหม่าทั้งตื่นเต้นเช่นกัน ตอนลู่เอินพูดเธอก็เหลือบมองไปยังจานอาหารที่ชิวหานถือมาเสิร์ฟให้ บนโต๊ะมีอาหารหลายอย่าง และยังมีเมนูสุดพิเศษที่หยางหลิวตั้งใจทำมันอย่างดีเยี่ยมนั่นคือเมนู “ เนื้อสวรรค์ ” ซึ่งนักชิมฟ่งยู่เป็นคนบอกว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดตั้งแต่เขาเคยชิมมา
ลู่เอินเห็นว่าอาหารจานนี้น่าสนใจ เธอจึงใช้มีดหั่น “ เนื้อสวรรค์ ” ออกเป็นสองซีกเล็ก ๆ ฉับพลันกลิ่นของความหอมของเนื้อพลันพุ่งพรวดออกมา ใบหน้าของลู่เอินพลันรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับก่อนหน้านี้ที่ชิวหานนำอาหารต่าง ๆ มาเสิร์ฟให้ กลิ่นก็คละคลุ้งผสมปนเปกัน แม้เธอก็รู้ดีว่าอาหารเหล่านี้มีกลิ่นหอมที่พิเศษเฉพาะตัว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากใช้มีดหั่นเนื้อออกมา กลิ่นของ “ เนื้อสวรรค์ ” ก็กลายเป็นโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด มันทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นกับความพิเศษนี้ ถึงเธอจะเคยได้ยินจากหยางหลิวว่าเขาทำแบบนี้ได้ ทว่าตอนแรกเธอนึกว่าเขากำลังล้อเล่นอยู่เสียอีก ดังนั้นเธอจึงไม่เชื่อจนกระทั่งวันนี้ และขณะที่เธอกำลังพิจารณากลิ่นอยู่นั้นลู่เอินพลันรู้สึกตัวว่าเพิ่งจะมีเสียงท้องร้องเบา ๆ ออกมาจากตัวของเธอ !
ในตอนนั้นเอง ลู่เอินพลันตื่นตระหนก เธอจ้องมองไปยังใบหน้าหยางหลิว เมื่อเธอเห็นว่าหยางหลิวไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไป เธอจึงมองไปรอบ ๆ ตัว จึงพบว่าไม่มีใครนั่งอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้ ลู่เอินจึงค่อย ๆ โล่งอกและเริ่มเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นปกติพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ นี่ลู่เอิน เธอยังไม่ได้กินข้าวเหรอ ? ” หยางหลิวถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่นี่กลับแสดงให้เห็นว่า หยางหลิวได้ยินเสียงชัดเจน !
ด้วยความไม่เข้าใจผู้หญิงหรือไม่ก็ด้วยความคึกคะนองของหยางหลิว เขาได้พูดเรื่องไม่สมควรพูดออกไป ทำให้ลู่เอินหน้าแดงก่ำเป็นมะเขือเทศ เธอจึงก้มหน้าลงพร้อมกับใช้เล็บมือจิกเข้าไปในมือด้วยทั้งโกรธทั้งอาย ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นการกระทำที่น่าอายที่สุดของเธอแล้ว
หยางหลิวเหมือนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองทำผิดพลาดไป เขาจึงพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย
“ นี่ ๆ อาหารจานนี้ผมตั้งใจทำให้เธอเป็นพิเศษเลยนะ อันนี้แหละที่ผมเล่าให้ฟังว่านักชิมฟ่งยู่เป็นคนชม ถ้าไม่เชื่อเธอก็ลองชิมได้เลย ” หยางหลิวพูดไปพลางใช้ช้อนตัก “ เนื้อสวรรค์ ” ที่ถูกลู่เอินหั่นครึ่งค่อย ๆ ยกไปวางที่จานของเธอ
ลู่เอินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา แม้ว่าเธอจะกล้าสู้หน้าหยางหลิวแล้ว แต่ก็จะเห็นได้ว่าในแววตาของเธอนั้นยังเต็มไปด้วยความโกรธหยางหลิวอยู่ไม่น้อย และในตอนที่หยางหลิวใช้ช้อนตัก “ เนื้อสวรรค์ ” ชิ้นนั้นมาให้เธอ เธอก็ไม่สนใจมันสักนิด แต่ลู่เอินใช้ช้อนและส้อมไปตักเนื้อสวรรค์อีกครึ่งซีกมาแทน
หยางหลิวเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แถมคิดว่าการกระทำของลู่เอินนั้นดูน่ารักน่าชัง และนั่นทำให้เขาหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ จนกระทั่งลู่เอินถลึงตามองหยางหลิว เขาจึงค่อย ๆ หยุดเสียงหัวเราะและยิ้มออกมาแทน
ลู่เอินแกล้งไม่สนใจหยางหลิวอีก เธอค่อย ๆ ใช้ช้อนตัก “ เนื้อสวรรค์ ” ที่เธอนำมาเองและกิน ทันทีที่เนื้อเข้าไปใน ลู่เอินก็รู้สึกได้ว่าเมนูเนื้อชิ้นนี้พิเศษมาก แม้ว่าเธอจะคาดคิดเอาไว้ว่าอาหารที่หยางหลิวทำจะอร่อยมาก แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าผ่านไปเพียงเดือนเดียวฝีมือการทำอาหารที่หยางหลิวทำในครั้งนี้จะอร่อยกว่าที่เธอเคยกินเสียอีก
เพียงแค่เธอคิดถึงเรื่องเมื่อเดือนก่อน ก็กลายเป็นว่าเนื้อที่เธอทานไปถูกกลืนลงท้องไปเรียบร้อยแล้ว รสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใคร กลิ่นหอมที่พิเศษจำเพาะเจาะจง ทำเอาลู่เอินร่าเริงขึ้นมาทันที จากนั้นเธอจึงค่อย ๆ ใช้ส้อมจิ้มเนื้ออีกครึ่งซีกที่หยางหลิวเอามาให้ และสัมผัสถึงรสชาติอันแสนวิเศษอย่างช้า ๆ โดยที่เธอลืมนึกไปเลยว่า เมื่อกี้เธอกำลังขุ่นเคืองหยางหลิวอยู่เลย
เมื่อเห็นลู่เอินทานอาหารของเขาอย่างมีความสุข ทำเอาหยางหลิวรู้สึกอบอุ่นหัวใจมากยิ่งขึ้น ถึงขั้นที่เขาสาบานไว้ในใจตัวเองเลยว่าจะทำอาหารแบบนี้ให้ลู่เอินทานทุกวัน และนั่นคงจะทำให้เขารู้สึกมีความสุขเช่นเดียวกันกับเธอ
ในตอนที่ลู่เอินกำลังเจริญอาหารอย่างมีความสุข ก็พลันรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองเธออย่างไม่กะพริบ อีกครั้ง ทำเอาเธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างได้
“ นายก็ลองกินบ้างสิ ” ลู่เอินพูดพลางจิ้มเนื้อสวรรค์ที่อยู่บนโต๊ะให้เขาบ้าง
“ หืม ! ผมเป็นคนทำเองต้องลองด้วยเหรอ ? ” หยางหลิวพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น
“ งั้นนายก็ไม่ต้องกิน ! ” จู่ ๆ ลู่เอินก็แสดงท่าทีมีน้ำโหขึ้นมา พร้อมกับยื่นมือที่ถือช้อนกับส้อมไปทางจานของหยางหลิว โดยพยายามที่จะเอาเนื้อชิ้นนั้นคืน
“ ไม่ ๆๆ เดี๋ยวผมกินตอนนี้แหละ ” หยางหลิวพูดจบ โดยไม่รอช้า เขาก็ใช้จิ้มชิ้นเนื้อเข้าปากทันที โดยที่ช้อนกับส้อมของลู่เอินยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ
“ หึ ! ” ลู่เอินส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจออกมา แต่เธอก็ไม่พูดอะไรต่อ
หนึ่งหญิงหนึ่งชายต่างทานอาหารร่วมโต๊ะกันอย่างมีความสุข พวกเขาใช้เวลาตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงเกือบค่ำ แรก ๆ อาจจะยังมีอาการเคอะเขินอยู่บ้าง แต่พอเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ต่างเริ่มพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ใครหลายคนที่จ้องมองมาทางนี้ก็ล้วนแล้วแต่คิดว่าเป็นคู่รักที่มาทานอาหารค่ำด้วย ทั้งหญิงทั้งชายที่ต่างมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและสวยงาม ดูเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก จนทำให้คนบางคนรู้สึกอิจฉา
“ ฉันว่าฉันกลับก่อนละกัน ” หลังจากลู่เอินและหยางหลิวทั้งกินข้าวทั้งพูดคุยกันอยู่นานเกือบสองชั่วโมง ลู่เอินจึงคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะกลับบ้านของเธอแล้ว
“ อืม งั้นก็ตกลง ...ว่าแต่เธอมายังไง ? ให้ฉันไปส่งเธอไหม ? ” หยางหลิวถามลู่เอินด้วยความรู้สึกเป็นห่วง อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าไม่อยากจากเธอไปในตอนนี้
“ ไม่เป็นไร พ่อบ้านของฉันรออยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวเขาพาฉันกลับบ้าน ” ลู่เอินตอบ
“ อืม โอเค งั้นเดี๋ยวฉันเดินไปส่งด้านหน้านะ ” หยางหลิวพูดพลางลุกขึ้น
“ ตามใจนายสิ ” ลู่เอินลุกขึ้นและจากเดินไป
พอทั้งสองเดินไปถึงตรงบริเวณประตู ก็พลันมีเรื่องเอะอะโวยวายเกิดขึ้นภายในร้าน
“ เฮ้ย ! แบบนี้จะรับผิดชอบยังไงวะ ”
“ ไปตามผู้จัดการร้านมาเดี๋ยวนี้ ”
กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งชี้หน้าด่าพนักงานในร้านโจวซือ เนื่องจากมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้หยางหลิวเดินมาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา และคลี่คลายสถานการณ์
“ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกับทางร้านของเราหรือเปล่าครับ ? ” หยางหลิวเดินเข้าไปพูดคุยอย่างสุภาพกับกลุ่มคนเหล่านี้ ขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นถึงสีหน้าย่ำแย่ของพนักงานในร้านทั้งชิงฉือ ฉิงเยว่ และเชฟเจียงหนาน
“ จะอะไรซะอีก คิดดูสิพวกเรามานั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้สั่งอาหาร เห็นว่าเป็นร้านมีชื่อเสียงก็เลยไม่ได้ว่าอะไร แต่พออาหารมาถึงก็เป็นอาหารที่รสชาติห่วยแตกอะไรขนาดนี้ใครจะไปทนไหว สรุปนี่พวกเราต้องมารอเป็นชั่วโมง ๆ เพื่ออาหารแบบนี้ ? เหอะ ! ”
“ อย่าเสียเวลาพูดกับมันเลยพี่ เฮ้ย ! แกน่ะ ไปตามผู้จัดการมาเดี๋ยวนี้ ”
กลุ่มคนเหล่านั้นลุกพรวดขึ้นมา แต่ละคนมีลักษณะท่าทางน่ากลัวเป็นอย่างมาก มีแม้กระทั่งรอยสักรูปเสือโดยทั้งหมดถ้าพิจารณาดูให้ดี ๆ จะพบว่าเป็นรอยสักที่เหมือนจะมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ซึ่งแสดงว่ากลุ่มคนเหล่านี้น่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลเป็นแน่
หยางหลิวเห็นท่าไม่ดี เขาจึงพูดเจรจาอีกครั้ง
“ เอ่อ... เอาอย่างนี้แล้วกันครับ เนื่องจากทางร้านของเราเป็นฝ่ายผิดเอง ดังนั้นผมจะเป็นคนรับผิดชอบทำอาหารให้กับคุณลูกค้าเอง และไม่มีค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ” หยางหลิวพูดไปโดยไม่ได้คำนึงถึงว่า สำหรับเชฟที่มีอายุน้อยไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และนั่นก็รวมไปถึงกรณีของเขาด้วย ฉับพลันหยางหลิวก็เห็นคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ ฮ่า ๆ ไอ้หนู ! อย่ามาทำให้ขำดีกว่า อย่างแกเนี่ยนะ จะมาทำอาหาร ? ” ชายคนนั้นพูดจบ เขาก็เดินไปที่โต๊ะ จากนั้นเขาจับผ้าปูโต๊ะและดึงออกมาอย่างแรง != = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =