Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 621 เส้นแบ่งของวิถี

เส้นแบ่งของวิถี

 

            กัสนิ่งอึ้งไปนานหลายอึดใจขณะที่ยังหอบหายใจไม่หยุด จนกระทั่งบลูอายเริ่มขยับตัวเขาถึงได้สติแล้วก้มลงมองดูเรือนร่างที่สวยงามของเธอด้วยความประหลาดใจ

            “ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ละอาย”

            คำถามของกัสทำให้บลูอายที่กำลังหอบหายใจจนหน้าอกสั่นกระเพื่อมหยุดชะงักไปชั่วขณะก่อนจะค้อนใส่เขาวงหนึ่งด้วยความหงุดหงิดหัวใจ

            กัสที่ยังสับสนผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกมาตามแรงผลักของบลูอายที่ผลักเขาออกมาด้วยความหงุดหงิดและครางออกมาเบาๆ เมื่อการเชื่อมต่อที่แนบแน่นของทั้งสองแยกจากกัน

            น้ำกามขาวขุ่นไหลทะลักออกมาจากร่องรักของบลูอายราวกับน้ำตก ซึ่งเผยให้เห็นความหนักหน่วงรุนแรงของการเริงรักที่เร่าร้อนระหว่างเขากับเธอ

            กัสมองภาพนี้ด้วยความแปลกใจเล็กๆ แต่ก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างได้ จึงหันไปหาท่านหญิงไอโกะที่เอนตัวด้วยท่าทางเกียจคร้านแต่สง่างาม

            เมื่อกัสหันมามอง ท่านหญิงไอโกะก็ยิ้มออกมาราวกับรู้ว่าเขาต้องการถามอะไร

            “ข้าเป็นคนเรียกพวกนางมาเองเจ้าไม่ต้องแปลกใจหรอก”

            กัสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมท่านหญิงไอโกะต้องทำอะไรแบบนี้

            แต่หลังจากผ่านไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อการเริงรักที่ยาวนานสิ้นสุดลงจากการได้สติของกัส เขาก็ค่อยๆ เข้าใจเหตุผลที่ทำให้ทุกคนต้องมารวมกันในสถานที่แห่งนี้

            รวมไปถึงเหตุผลที่ท่านหญิงมิวลีฟและเมดสาวยามิปรากฏตัวขึ้นในข่ายอาคมศูนย์กลางแห่งนี้ด้วย

            ใบหน้าของกัสแดงขึ้นมาเล็กๆ เมื่อเห็นสีหน้าและรอยยิ้มที่อ่อนหวานของท่านหญิงมิวลีฟ ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายทำให้เขารู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก

            ขณะที่ท่าทางของเมดสาวยามินั้น แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่รอยยิ้มที่อ่อนหวานและนุ่มนวลของเธอก็ดูจะเปลี่ยนไป มันแฝงไว้ด้วยความรักที่อ่อนโยนอยู่ภายใน

            ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในชั่วอึดใจในความรู้สึก แม้ว่าความจริงแล้วเวลาจะผ่านไปนานเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

            เรื่องนี้ทำให้กัสรู้สึกเหนือคาดเล็กน้อย แต่พอคิดถึงเหตุผลที่ทำให้ท่านหญิงไอโกะต้องทำอะไรแบบนี้ เขาก็มีแต่ความรู้สึกขอบคุณ

            “ขอบใจพวกเจ้ามากนะ”

            กัสพูดออกมาด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริงและความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรัก ทำให้หญิงสาวทุกคนยิ้มหวานออกมาอย่างมีความสุข

            บลูอายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความอ่อนใจ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ดูอ่อนหวานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            “เจ้าไม่ต้องขอบคุณพวกเราหรอก พวกเราทุกคนล้วนเป็นภรรยาของเจ้า..ภรรยาช่วยเหลือสามี มันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว คนที่เจ้าต้องขอบคุณคือ ‘พี่หญิงใหญ่’ ต่างหาก หากไม่ได้ท่าน พวกเราคงไม่รู้ว่าจะช่วยเจ้าได้ยังไงเหมือนกัน”

            พูดแล้วบลูอายก็หันไปขอบคุณท่านหญิงไอโกะ เช่นเดียวกับภรรยาทุกคนที่มองดูท่านหญิงไอโกะด้วยความขอบคุณเพราะถ้าไม่ใช่ท่านหญิงไอโกะ พวกเธอคงไม่มีโอกาสได้แบ่งปันความทุกข์ยากกับสามีที่ดื้อดึงอย่างกัส

            ท่านหญิงไอโกะยิ้มรับโดยไม่ปฏิเสธ แต่จะมีความซุกซนแฝงอยู่ในดวงตาอยู่บ้าง

            “พวกเจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก..ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะความต้องการของข้าเอง”

            พูดแล้วท่านหญิงไอโกะก็หัวเราะน้อยๆ ทำให้เมดสาวยามิต้องถอนหายใจ เนื่องจากมีเพียงเธอเท่านั้นที่เข้าใจว่าอะไรคือ ‘ความต้องการ’ ของท่านหญิงไอโกะ

            “คุณหนู..ท่านนี่ก็จริงๆ เลย ความฝันในวัยเยาว์แบบนั้นยังไม่ลืมมันไปอีกหรือ”

            เสียงทอดถอนใจของเมดสาวยามิทำให้หญิงสาวคนอื่นๆ ต้องหันมามองด้วยความประหลาดใจและสนใจว่าอะไรคือความฝันในวัยเยาว์ของท่านหญิงไอโกะ

            แม้จะนึกสนใจอยู่บ้าง แต่พวกเธอก็ไม่กล้าที่จะถาม แต่ทุกคนก็คิดไม่ถึงว่าท่านหญิงไอโกะจะยอมเปิดเผยออกมาด้วยตัวของเธอเอง

            “ทำไมละยามิ เจ้าเองก็สนุกไม่ใช่หรือ! การที่พี่สาวน้องสาวมาร่วมสนุกกับสามีสุดที่รักพร้อมกันแบบนี้ มันเป็นอะไรที่สุดยอดจะตายไป!!”

            พูดแล้วท่านหญิงไอโกะก็นึกไปถึงตอนที่เธอยังเด็ก ช่วงเวลาที่เธอวาดฝันหลังจากที่แอบไปเห็นการละเล่นที่แสนสนุกของท่านพ่อและเหล่าท่านแม่ของเธอ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่วิเศษที่สุดของการมีครอบครัว

            ความฝันในวัยเยาว์นี้ท่านหญิงไอโกะไม่เคยลืมมันไปเลย เพียงแต่เธอไม่มีโอกาสที่จะได้ทำอะไรแบบนี้เพราะเธอนั้นไม่อาจ ‘รัก’ ใครได้นอกจากบิดาของตัวเอง

            ความผิดปกตินี้ทำให้ความฝันของท่านหญิงไอโกะไม่อาจกลายเป็นความจริง จนกระทั่งกัสปรากฏตัวขึ้นและทำให้เธอพบว่าเธอสามารถ ‘โอบกอด’ เขาได้โดยที่จิตใจของเธอไม่ปฏิเสธ

            การค้นพบนี้ทำให้ความสนใจทั้งหมดที่มีต่อกัสระเบิดออกมาในทันที ทำให้ท่านหญิงไอโกะไม่ยินดีที่จะปล่อยให้กัสหลุดมือไป จนถึงขนาดที่กล้ารุกใส่กัสโดยไม่ลังเลแบบนี้

            สุดท้ายหลังจากที่สมหวัง เธอก็เริ่มนึกถึงความฝันในวัยเยาว์ขึ้นมาได้ เลยตัดสินใจลากน้องสาวของเธออย่างท่านหญิงมิวลีฟที่มีความรู้สึกชอบพอกัสอยู่ในใจ รวมกับเมดสาวยามิที่เป็นเมดสาวส่วนตัวของเธอมาร่วมวงด้วย

            สุดท้ายพอเสพสุขจนพอใจ เธอก็คิดได้ว่าการเก็บกัสเอาไว้ในข่ายอาคมศูนย์กลางดูจะไม่ยุติธรรมต่อภรรยาของเขา ดังนั้นจึงใช้อำนาจของเธอเรียกตัวภรรยาทุกคนของกัสมารวมกันในข่ายอาคมศูนย์กลางและเติมเต็มความฝันในวัยเยาว์ของเธอไปพร้อมกัน

            เมื่อได้ฟังความฝันในวัยเยาว์ของท่านหญิงไอโกะ หญิงสาวทุกคนก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเกิดขึ้น ความกลัวเกรงในฐานะและอำนาจของท่านหญิงไอโกะที่อยู่ในจิตใจของพวกเธอ คล้ายกับถูกคำพูดนี้ทุบจนแหลกสลายไปในทันที

            วินาทีนั้นความหวาดกลัวก็หมดไปจากหัวใจของหญิงสาวทุกคน ทำให้ความสนิทสนมของพวกเธอเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ราวกับได้สลัดเอาความสูงศักดิ์ทิ้งไปและกลายเป็นพี่สาวน้องสาวที่มีสามีคนเดียวกันอย่างแท้จริง

            โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น สายตาของบลูอายทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ความรู้สึกเคารพที่เธอมีต่อท่านหญิงไอโกะก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ก่อนจะอดไม่ได้ที่ต้องหันไปมองกัสด้วยความรู้สึกหมั่นไส้อย่างบอกไม่ถูกที่สามีคนนี้ของเธอมีโชคด้านสตรีถึงเพียงนี้

            กัสที่ถูกบลูอายค้อนซ้ำอีกรอบได้แต่มองดูด้วยความสับสน ก่อนจะหันกลับไปมองภรรยาทุกคน มองดูบรรยากาศที่หลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

            ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน หลังจากได้ปลดปล่อยความต้องการที่สั่งสมมานานออกไปกับพายุรักที่ยาวนาน จิตใจและร่างกายของกัสก็ผ่อนคลายลง

            ความเครียดที่สะสมอยู่ในจิตใจและร่างกายบรรเทาลงโดยที่กัสเองก็ไม่รู้สึกตัว เขาจึงไม่รู้ว่าเหตุผลอีกข้อที่ทำให้ท่านหญิงไอโกะต้องทำอะไรแบบนี้คือการช่วยผ่อนคลายจิตใจและร่างกายให้กับเขา

            ในส่วนนี้บลูอายเองก็มองออก เธอจึงเป็นคนแรกที่ออกมาสนับสนุนความคิดของท่านหญิงไอโกะและเป็นคนที่ทำให้ภรรยาทุกคนของกัสยินยอมเข้ามาร่วมการเริงรักที่เร่าร้อนในครั้งนี้

            เพราะเธอคือคนที่รู้ดีที่สุดว่ากัสนั้นกดดันตัวเองมากขนาดไหนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ความต้องการของท่านหญิงไอโกะจึงประสบความสำเร็จโดยง่าย

            ในจุดนี้ควีนฮาร์ทและสปีก้าซึ่งมีฐานะเป็นภรรยาหลวงเองก็มีบทบาทไม่น้อยเช่นกัน พวกเธอเองก็ออกมาสนับสนุนบลูอาย ทำให้การต่อต้านเล็กๆ หมดไปเพราะความจนใจ

            สุดท้ายหลังจากผ่านพายุรักที่ร้อนแรง ผ่านการเริงรักที่ยาวนาน เส้นกั้นที่แยกภรรยาที่กัส ‘เลือก’ ด้วยตัวเองกับภรรยาที่มาจาก ‘แม่สื่อ’ ก็เริ่มอ่อนจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เส้นกั้นที่แบ่งแยกครอบครัวออกเป็นสองส่วนอ่อนแอลง

            ผลลัพธ์สุดท้ายนี้นับเป็นผลพลอยได้จากการช่วยเหลือกัสและทำให้ความสนิทสนมภายในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

            ในจุดนี้กัสสัมผัสได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่เขาก็นึกยินดีอยู่ในใจ

            กัสจึงหันไปมองท่านหญิงไอโกะด้วยความขอบคุณและก็ได้เห็นสายตาซุกซนของท่านหญิงไอโกะที่ส่งกลับมา

            “ดูเหมือนพวกเจ้าจะคิดเหมือนกับข้าสินะ แบบนี้ก็ดี! เอาไว้รอบต่อไปข้าจะเรียกพวกเจ้ามาอีกนะ!!”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดของท่านหญิงไอโกะ ใบหน้าของหญิงสาวทุกคนก็แดงก่ำ ก่อนจะหันมามองกัสด้วยท่าทางที่แตกต่างกัน บางคนเขินอาย บางคนตื่นเต้น บ้างก็ดูอ่อนใจ บ้างก็ดูเหมือนกับกำลังเป็นห่วง

            ปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกันนี้ทำให้รอยยิ้มของท่านหญิงไอโกะยกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะทำหน้าที่ในฐานะของพี่สาวใหญ่บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปเพื่อจัดการกับเรื่องส่วนตัวและสิ่งที่ต้องทำหลังจากที่ทิ้งบ้านมานานหลายเดือน

            ภรรยาทุกคนทยอยกันเข้ามาบอกลากัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน บ้างก็บอกลาด้วยความห่วงใย ต่างพากันแสดงความรักที่ลึกซึ้งที่มีต่อกัส ก่อนจะจากไปจนหมด ทำให้ข่ายอาคมศูนย์กลางกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

            ถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงกัส ท่านหญิงไอโกะ ท่านหญิงมิวลีฟและเมดสาวยามิที่ยังสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง กับท่านหญิงมิวลีฟที่ดูจะขัดเขินอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็มักจะยิ้มหวานให้กัสทุกครั้งที่ได้สบตากัน

            “พักสักหน่อยเถอะกัส จากนั้นค่อยฝึกต่อ”

            “ครับ”

            กัสตอบรับด้วยรอยยิ้มขณะที่รับการปรนนิบัติจากเมดสาวยามิที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเขาในการแต่งตัวอย่างชำนาญ แม้กระทั่งการทำความสะอาดส่วนสำคัญ เธอก็ยังทำอย่างอ่อนโยนและคล่องแคล่ว ซึ่งทำให้เขาแอบประหลาดใจเล็กๆ จนหน้าแดงขึ้นมา

            เมดสาวยามิเห็นแบบนั้นก็ยิ้มหวานและแอบเพิ่มแรงเล็กน้อยจนกัสต้องกัดฟันเพื่อไม่ให้เสียงครางหลุดออกมา

            “เอาไว้พี่สาวจะมาเล่นด้วยอีกนะ”

            เมดสาวยามิกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของกัส ก่อนจะจัดแต่งเครื่องแต่งกายเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนำเอาอุปกรณ์ที่เปรอะเปื้อนไปส่งฝ่ายซักล้างเพื่อขจัดร่องรอยของพายุรักที่ร้อนแรง

            หลังจากเมดสาวยามิจากไป บรรยากาศกายในข่ายอาคมศูนย์กลางก็กลับมาเงียบสงบ ท่านหญิงไอโกะที่แต่งกายเรียบร้อยสง่างามกำลังจัดโต๊ะน้ำชากับท่านหญิงมิวลีฟ พลางพูดคุยกันเบาๆ อย่างสนิทสนม

            กัสมองภาพนี้ยิ้มๆ แล้วพาตัวเองไปยังมุมหนึ่งซึ่งมีฉากกั้น จากนั้นหลับตาลงทำใจให้สงบเพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา

            เนื่องจากการแยกตัวออกไปของจิตสำนึกส่วนใหญ่ ทำให้กัสไม่สามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง เขาจำต้องเชื่อมต่อกับจิตสำนึกส่วนที่แยกออกไปก่อนถึงจะเข้าใจได้

            หลังจากตรวจสอบความเปลี่ยนแปลง ดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้น ความประหลาดใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า ก่อนจะกลายเป็นความตื่นเต้นยินดี

            “ไม่น่าเชื่อ..พลังของข้ามั่นคงขึ้นกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า! จิตสำนึกเองก็ขยายตัวขึ้นมาไม่น้อย ความเข้าใจที่มีต่อวิถีทั้งสามก็ลึกซึ้งขึ้นมาก”

            พัฒนาการของวิถีทั้งสามนั้น ก้าวไปไกลกว่าที่กัสคิดมาก ทำเอาเขาถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ ยิ่งตรวจสอบเขาก็ยิ่งประหลาดใจและเริ่มเข้าใจว่าทำไมวิถีของเขาถึงได้พัฒนาไปเร็วถึงเพียงนี้

            ส่วนหนึ่งนั้นมาจากความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่ของท่านหญิงไอโกะที่รวบรวมภูมิความรู้มากมายจากเครือข่ายโลกวิญญาณ

            การได้ฝึกคู่ร่วมกับท่านหญิงทำให้อำนาจจิตสำนึกของกัสสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์สามารถรวบรวมภูมิความรู้จากเครือข่ายโลกวิญญาณได้เร็วขึ้นมาก

            ทว่าสิ่งที่สำคัญที่ส่งผลต่อวิถีของกัสมากที่สุดกลับเป็นความรู้ความเข้าใจที่ได้จากท่านหญิงมิวลีฟ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กัสเคยคิดมาก่อนแล้วว่าอาจจะมีส่วนช่วยต่อการพัฒนาวิถีทั้งสอง เพียงแต่กัสไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากท่านหญิงมิวลีฟและไม่กล้าที่จะร้องขอความรักจากเธอ

            พรศักดิ์สิทธิ์ของท่านหญิงมิวลีฟนั้น มีส่วนที่ ‘เหมือน’ กับวิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตายมาก รากวิญญาณแฝดของเธอมีแก่นสารสำคัญของชีวิตและความตายที่ลึกซึ้ง การได้ฝึกคู่ร่วมกับท่านหญิงมิวลีฟทำให้วิถีทั้งสองของกัสพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด

            แต่สิ่งที่ทำให้กัสต้องประหลาดใจที่สุดกลับเป็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘เงา’ ที่ได้มาจากเมดสาวยามิเสียมากกว่า กฎแห่งเงาของเมดสาวยามินั้นดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับวิถีทั้งสามของกัส

            แต่เมื่อได้สัมผัสกับความรู้ความเข้าใจในกฎแห่งเงาแล้ว กัสก็พบว่านี่คือสิ่งที่เขาขาดไป

            ‘เงาคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากแสงสว่างและความมืด เป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างแสงและความมืด สิ่งนี้มีค่าอย่างมากในฐานะของ ‘เส้นแบ่ง’ ที่สามารถแบ่งแยกวิถีแห่งชีวิตและความตายได้’

            เส้นแบ่งนี้เป็นสิ่งที่กัสไม่เคยคิดว่าสำคัญ แต่หลังจากพบเจอกับปัญหาในการประสานวิถีทั้งสองเข้าด้วยกันมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็พบว่าการประสานของวิถีทั้งสองนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะความขัดแย้งที่แตกต่างของพวกมันทำให้พวกมันไม่อาจกลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้

            แต่การที่จะผสานวิถีทั้งสองนั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้มันกลายเป็น ‘หนึ่งเดียว’ กันเท่านั้น แต่ยังมีวิธีอื่นในการประสาน เช่น การผสานขั้วที่ตรงข้ามโดยมีเส้นกั้นขีดหนึ่ง ทำให้วิถีทั้งสองกลายเป็นหนึ่งในสภาพของ ‘เหรียญ’ ที่มีสองด้าน

            ด้วยวิธีนี้การประสานวิถีทั้งสองที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ยากจะแก้ไขอีกต่อไป หลังจากนั้นการประสานวิถีแห่งการกลืนกินเข้าไปในจุดกึ่งกลางของวิธีก็ง่ายขึ้น

            ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ใช้ความสามารถในการคิดที่ทรงพลังของเครือข่ายโลกวิญญาณมาสร้างแนวทางในการ ผสานวิถีแห่งการกลืนกินกับความรู้ความเข้าใจในกฎแห่งเงาเพื่อสร้างเป็น ‘เส้นแบ่ง’ สำคัญของวิถีทั้งสอง

            เมื่อเส้นแบ่งถูกสร้างขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่มันก็ทำให้กัสค้นพบวิธีที่จะประสานวิถีทั้งสามให้กลายเป็นหนึ่งได้ในที่สุด

            สร้างวัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย ใช้วิถีแห่งการกลืนกินเป็นเส้นแบ่ง เปลี่ยนชีวิตและความตายให้กลายเป็นด้านหน้าและหลังของวิถีแห่งการกลืนกิน

            ชั่วขณะนั้นแนวความคิดที่กัสค้นพบเมื่อหลายปีก่อนก็ปรากฏขึ้นในใจ ก่อนที่มันจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หัวใจของกัสเต้นระรัว

            ความคิดที่คิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจ ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งและถูกวิเคราะห์ด้วยความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนให้มันกลายเป็นสิ่งที่สามารถใช้งานได้จริง

            ชั่วขณะนั้นจิตใจของกัสจมดิ่งลงไปในภวังค์อย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน จนกระทั่งสัญชาตญาณในการสร้างสรรค์เริ่มสงบลง ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ดึงจิตสำนึกส่วนใหญ่กลับไป ทำให้เขาหลุดออกมาจากภวังค์อีกครั้ง

            กัสลืมตาขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วออกไปรวมวงกับท่านหญิงไอโกะและท่านหญิงมิวลีฟด้วยความยินดี

            หลังจากผ่านพายุรักที่เร่าร้อนมา กัสก็พบว่าเขากดดันตัวเองมากเกินไปอย่างที่บลูอายว่าเอาไว้จริงๆ ทั้งที่คิดว่าตัวเองผ่อนคลายได้มากพอแล้ว

            แต่สุดท้ายหลังจากได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่จนรู้สึก ‘โล่ง’ ไปทั้งร่างกายและจิตใจ กัสถึงได้พบว่าตัวเขากดดันตัวเองมากขนาดไหน จนทำให้ร่างกายและจิตใจสะสมความตึงเครียดเอาไว้มาก

            เมื่อรู้แบบนั้นกัสที่มีประสบการณ์มาก่อนและตระหนักถึงผลเสียจากการฝืนตัวเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะหาความสุขให้กับตัวเองอีก

            ในเมื่อร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ยอมแบกรับภาระหนักในการฝึกฝนแทนเขา กัสก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของพี่น้องที่แสนดีคนนี้อีก เขาจึงผ่อนคลายตัวเองอย่างเต็มที่ ดื่มด่ำไปกับรสชาติของชาชั้นเลิศที่แม้จะไม่ได้ถูกรสนิยมของเขาสักเท่าไหร่ด้วยความยินดี

            ท่าทางของกัสนั้นทำให้ท่านหญิงไอโกะยิ้มน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะออกคำสั่งผ่านเครือข่ายโลกวิญญาณเพื่อสั่งของกินที่กัสชอบมาให้

            “ได้เห็นเจ้าคิดได้แบบนี้ข้าก็สบายใจ”

            “เรื่องนั้นต้องขอบคุณท่านหญิงมากนะครับที่ช่วยเหลือ”

            ได้ยินคำตอบของกัส ท่านหญิงไอโกะก็ยิ้มน้อยๆ ด้วยรอยยิ้มที่แสนซุกซน ก่อนจะเดินเข้ามาหากัสแล้วนั่งลงบนตักของเขา

            “มาถึงขั้นนี้แล้วยังเรียกท่านหญิงอะไรอีกละกัส..หรือว่าพวกเรายังสนิทสนมกันไม่พอ”

            ขณะที่พูดสะโพกของท่านหญิงก็เริ่มบดใส่ร่างกายของกัส ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

            “เข้าใจแล้วไอโกะ..ขอบใจเจ้ามาก”

            น้ำเสียงที่อบอุ่นอ่อนโยนของกัสทำให้ท่านหญิงไอโกะตัวสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ใบหน้าของเธอแดงซ่านด้วยความขัดเขิน ก่อนจะจูบกัสอย่างดูดดื่มอย่างที่ไม่อาจห้ามตัวเองได้

            กัสเองก็ตอบรับด้วยความยินดี เขาไม่ปฏิเสธเลยสักนิด มือทั้งคู่ก็ไม่ได้อยู่เฉย หากแต่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างของท่านหญิงไอโกะอย่างเมามัน

            การแสดงที่เร่าร้อนของกัสกับท่านหญิงไอโกะ ทำให้ท่านหญิงมิวลีฟหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปโอบกอดกัสจากทางด้านหลัง พลางกระซิบเสียงหวานด้วยท่าทางที่ออดอ้อน

            “แล้วข้าละคะท่านกัส”

            “เจ้าก็ด้วยมิวลีฟ..ขอบใจเจ้ามาก”

            เสียงกระซิบที่แผ่วเบานี้ทำให้ท่านหญิงมิวลีฟสั่นสะท้านอยู่ในใจ ก่อนจะจูบกัสอย่างดูดดื่มไม่น้อยไปกว่าท่านหญิงไอโกะเลย

            ในขณะที่ทั้งสามพลอดรักกันอย่างมีความสุข เมดสาวยามิก็กลับมาพร้อมกับอุปกรณ์ชุดใหม่ กัสจึงหันไปมองพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น

            “ยามิ! เจ้าก็มาด้วยกันสิ!”

            เมดสาวยามิยิ้มรับน้อยๆ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่เด่นชัด ทำให้กัสเลิกคิ้วเล็กๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงกระซิบจากท่านหญิงไอโกะ

            ‘นางชอบให้เรียกว่าพี่สาว ลองเรียกนางแบบอ้อนๆ ดูสิ’

            กัสเลิกคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดอีกนิดหน่อย สุดท้ายก็ตัดสินใจยอมทำตามที่ท่านหญิงไอโกะพูดเพราะเขาเองก็ไม่ได้ลืมว่าอายุของเขาน้อยกว่าพวกเธอมากขนาดไหน

            ไม่รอช้ากัสเริ่มสวมบทของเด็กน้อยแล้วส่งเสียงเรียกแบบออดอ้อนไปหาเมดสาวยามิทันที

            เพียงแค่เพิ่มคำว่า ‘พี่สาว’ กับการออดอ้อนเล็กน้อย เมดสาวยามิก็ตัวสั่นระริก ใบหน้าแดงซ่านด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาโอบกอดกัสอย่างอ่อนโยนจนใบหน้าของเขาฝังเข้าไปในหน้าอกของเธอ

            “น้องชายที่แสนดีของพี่สาว มีอะไรที่อยากทานเป็นพิเศษก็บอกพี่สาวได้เลยนะ!”