ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่77 ขอชิงจากไปก่อน

    46 1-2

    ตอนที่77 ขอชิงจากไปก่อน

    “นายท่านการจะเป็นนักหลอมโอสถกล่าวคือเรื่องยาก ท่านต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าได้กังวลทุกอย่างขึ้นอยู่กับเวลาและประสบการณ์”

    เสี่ยวฮั่วกล่าวให้กำลังใจ

    เซียถงพยักหน้าตอบเปิดประตูห้องหลอมกลั่นออกมา ลอบหยิบสมุนไพรของเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆที่ทิ้งขวางอยู่บนโต๊ะ มาเริ่มหลอมกลั่นใหม่อีกครั้ง

    หลังจากเทวัตถุดิบสมุนไพรที่จำเป็นลงในเตาหลอมทั้งหมดแล้วผ่านไปอีกชั่วยามหนึ่งผลผลิตที่เซียถงสร้างขึ้นมายังคงเป็นก้อนตอตะโกโอสถที่ไหม้เกรียมอีกจำนวนหนึ่งทว่าอย่างไร นางกลับมิได้รู้สึกหดหู่ใจอีกต่อไปแล้วเพราะนางสามารถสัมผัสได้อย่างชัดแจ้ง เปลวไฟในกายเริ่มเชื่อฟังคำสั่งเคลื่อนไหวตามความคิดของนางทีละเล็กละน้อยแล้วตราบใดที่นางสามารถควบคุมเปลวไฟนี้ได้สมบูรณ์แบบก็จะสามารถหลอมกลั่นโอสถได้ประสบผลสำเร็จ

    เก็บข้าวเก็บของเตรียมออกจากห้องหลอมกลั่นเซียถงต้องไปเรียนวิชากลยุทธ์ต่อให้อาคารแขนงกลยุทธ์ในช่วงบ่าย แต่เนื่องด้วยนางใช้เวลาไปกับการหลอมกลั่นโอสถรอบนี้จนลืมวันลืมคืน พอเดินออกมาจากห้องแขนงโอสถพลันต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง ปรากฎว่านี่เป็นเช้าของอีกวันแล้ว!

    กล่าวได้ว่า นางไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยจริงๆนางคลุกตัวอยู่ในห้องหลอมกลั่นเป็นเวลาหนึ่งคืนเต็มๆ!

    สายลมยามเช้าพัดผ่านทะลุผ้าคลุมแรกสัมผัสใบหน้า ก่อเกิดเป็นความรู้สึกเย็นสบายปลอดโปร่งเซียถงสูดหายใจเข้าแช่มลึกเดินตามเส้นทางเบื้องหน้าท่ามกลางกลีบบุปผาอรชรโปรยปรายดั่งอิสรเสรี ต้องพูดว่านี่เป็นเวลารุ่งสางท้องนภายังมืดครึ้ม และยังไม่มีใครตื่นมาเรียนเช่นกันปรากฏเพียงเสียงดังกรอบแกรบเพลาสายลมพัดผ่านนำพากลีบบุปผาทั้งหลายคลุฟุ้งเป็นเกลียวคลื่นบาง

    “เจ้าลงเรียนแขนงวิชาใด?”

    สุ้มเสียงนุ่มลึกของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของนาง

    เซียถงใช้มือขวาคีบเกี่ยวกลีบบุปผาตามร่องนิ้วทันทีเตรียมสะบัดข้อมือยิงออกเพื่อป้องกันตัว แต่พอหันหลังไปมองพบว่าเป็นไป๋หลี่หานที่ยืนอยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

    เขาแต่งกายในเสื้อคลุมสีครามเข้มผนวกกับภาพฉากบุปผรายโปรยปรายยิ่งเพิ่มเสริมสง่าราศีเป็นเท่าทวี ไป๋หลี่หานยืนอยู่ต้นแสงยามย่ำรุ่งหน้ากากสีดำเต็มใบปกคลุมสีหน้าการแสดงออกโดยทั่วแต่ดวงตาคู่นั้นภายใต้หน้ากากกลับเปล่งประกายสว่างงดงามเป็นพิเศษเสมือนห้วงดาราไร้ขอบเขต ลึกล้ำเกินหยั่งถึง

    เซียถงผู้หลงใหลดำดิ่งสู่ห้วงลึกล้ำในดวงคู่ดังกล่าวแต่นั่นเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่นางจะฟื้นสติขึ้นโดยไว หรี่ตาแคบจับจ้องอีกฝ่ายพร้อมใบหน้าแสนระแวดระวัง เอ่ยถามขึ้นแทนว่า

    “ไฉนเชื้อพระวงศ์อย่างท่านถึงอยู่ที่นี่?”

    ชายตรงหน้านางคนนี้เกินหยั่งถึงได้ทางที่ดีนางควรป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

    “ข้ามาที่นี่เพื่อรับชมการแสดง”

    ประกายแสงส่องสะท้อนจากแววตาจางหายไปแทนที่ด้วยแววเย่อหยิ่ง เด็ดขาดคมชัดดังเดิมมุมปากกระตุกยิ้มเย็นชาส่งมอบไปทีหนึ่ง

    รับชมการแสดง? หรือต้องการเห็นเซียถงโดนไป๋หลี่อวี๋อิงกับไป๋หลี่เย่รังแกในถิ่นของพวกมัน?

    แต่น่าเสียดายนักเกรงว่าจะคิดผิดแล้ว ต่อให้อยู่ในถิ่นศัตรู เซียถงเองก็ไม่เว้นเช่นกัน

    “เช่นนั้นรอดูเถิดข้าจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน”

    เซียถงจ้องหน้าอีกฝ่ายสวนกลับโดยไม่มีเกรงกลัวยืดเอวเหยียดอกตั้งตรง สาวเท้าเตรียมจากไป แต่จู่ๆพลันได้ยินไป๋หลี่หานตะโกนขึ้นลั่นว่า

    “เดี๋ยวก่อน!”

    ฝีเท้าของนางหยุดชะงักหนึ่งจังหวะอดมองค้อนกลับไปทางไป๋หลี่หานอย่างอดมิได้แต่เห็นเพียงอีกฝ่ายเชิดหน้ากล่าวขึ้นอย่างเย่อหยิ่งขึ้นว่า

    “หากเจ้าต้องการจากไปข้าคนนี้ขอชิงจากเจ้าไปก่อน”

    พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อและหมุนตัวเดินจากไปทันที

    เอ่อ...

    เซียถงตะลึงจนพูดไม่ออกจับจ้องอีกฝ่ายจากออกไปอยู่แบบนั้น ปั้นสีหน้าฉงนงุนงง อดอุทานกับตัวเองมิได้‘ช่างแปลกคนโดยแท้’ หลังจากผ่านไปสักครู่หนึ่งนางค่อยยักไหล่ช่วยไม่ได้อย่างมิได้ใส่ใจนัก และหมุนตัวเดินจากออกไปเช่นกัน

    เดินไปได้สักพักไม่นานก็ได้พบกับฉีหมิงเยว่ อีกฝ่ายพานางไปยังโรงอาหารของสถานศึกษาทันทีเพื่อรับประทานอาหารเช้าด้วยกันภายในสถานศึกษาเซิงหลิงมีทั้งหอพักและโรงอาหาร แต่ก็อย่างว่าหอพักศิษย์ที่นี่เป็นเพียงสถานที่ซุกหัวนอนของพวกศิษย์สาวกที่ครอบครัวยากจนไม่มีเงินส่งไปกลับบ้านส่วนพวกคุณหนูคุณชายทั้งหลาย มักจะใช้เวลาโดยส่วนใหญ่กับการเรียนและเดินทางเที่ยวเล่นในเมืองก่อนกลับบ้านไป เว้นเสียแต่ว่ามีเหตุจำเป็นต้องอยู่ค้างแรมจริงๆ พวกลูกคุณหนูคุณชายถึงจะมานอนค้างในหอซึ่งห้องที่พวกเขาอยู่ก็คนละเรื่องกับพวกยากจน

    โรงอาหารของสถานศึกษาค่อนข้างใหญ่สภาพแวดล้อมอยู่ในระดับไม่เลวนักศิษย์ใหม่ที่เข้ามาจำเป็นต้องซื้อเครื่องมือเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเองอย่างเช่นตะเกียบ ถ้วยข้าวส่วนตัวเป็นต้น หลังจากเซียถงแวะซื้อของเหล่านี้เสร็จสรรพจึงค่อยมานนั่งกินกับฉีหมิงเยว่ที่ริมหน้าต่าง พร้อมอาหารเช้าในมือ

    ฉีหมิงเยว่ถือซาลาเปาหอมกรุ่นลูกหนึ่งในมือและยังไม่ได้ทานมันลงไปแต่เพ่งสายตาความรู้อยากเห็นคู่นั้นจับจ้องไปทางเซียถงที่ยังมีผ้าคลุมหน้าปิดบังอยู่โดยไม่วางตาสีหน้าทั่วทุกอนูเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

    เซียถงตระหนักดีว่าอีกฝ่ายกำลังรอให้นางเปิดผ้าคลุมหน้าออกเพื่อทานอาหารอยู่ เช่นนั้นจึงเหลือบสายตามองไปทีหนึ่งและหยิบซาลาเปาหมุดเข้าไปในผ้าคลุมหน้าและกินเข้าไปทั้งแบบนั้นแทน

    ฉีหมิงเยว่ฉายแววผิดหวังเล็กน้อยแต่นางก็มิได้ทักท้วงอันใด นางเปิดผ้าคลุมออกและกัดซาลาเปาเข้าไปคำน้อยอย่างบรรจงก่อนจะเงยหน้าเอ่ยถามเซียถงขึ้นว่า

    “ใครแนะนำให้เจ้าเข้าเรียนที่นี่รึ?”

    “อ้อ คนรู้จักน่ะ”

    เซียุงไม่ต้องการพูดชื่อองค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิตงหลี่ออกไปในเวลานี้เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครทราบถึงจุดประสงค์ที่นางเข้าเรียนในสถานศึกษาเซิงหลิงแห่งนี้ยกเว้นบางคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์นั้นในวังหลวง

    พอได้ฟังคำตอบของเซียถง ฉีหมิงเยว่พึงทราบทันทีว่าอีกฝ่ายไม่อยากจะเปิดเผยอะไรมากจนเกินไป ก็เลยเลือกที่จะไม่เอ่ยถามอะไรอีกส่งยิ้มให้เซียถงทีหนึ่ง และกัดซาลาเปาในมืออีกหนึ่งคำอย่างเงียบๆ

    ทั้งสองนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันอยู่แบบนั้นเพราะเซียถงเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว หากฉีหมิงมิได้เปิดฉากเอ่ยถามอะไรขึ้นก่อนนางก็จะปิดปากเงียบตั้งหน้าตั้งตาทานซาลาเปาตรงหน้าอย่างเดียว

    สายลมเย็นหนึ่งระลอกพัดผ่านกลีบบุปผาสีชมพูอ่อนบินเข้ามาจากทางหน้าต่าง ฉีหมิงเยว่วางซาลาเปาลงและเอื้อมมือไปคว้ากลีบบุปผาเหล่านั้น ส่งยิ้มหวานให้เซียถงกล่าวว่า

    “เซียถงเจ้าชอบดื่มชาหรือไม่?”

    โดยไม่รอให้เซียถงเอ่ยตอบอะไรใดๆนางกล่าวต่อว่า

    “ชาที่ทำจากน้ำหวานเกสรดอกไม้จะมีความหอมและละมุนกว่าทั่วไปชนิดดอกไม้จะให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไปทั้งท่านพ่อกับท่านแม่ล้วนชื่นชอบชาที่ข้าทำเป็นอย่างยิ่ง อาทิเช่น ชาจากดอกไม้ของสถานศึกษาแห่งนี้กล่าวได้ว่าวัตถุดิบชั้นหนึ่งหากเจ้าชอบข้าจะเก็บมันมาทำเป็นชาหอมกรุ่นในเจ้าสักกา”

    ขณะที่นางเอ่ยกล่าวก็พลางเหลือยสายตาจับจ้องต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างต้นหนึ่งแต่ภายใต้เงาต้นไม้ที่ว่า มีกลุ่มบุรุษชายจำนวนหนึ่ง และที่ดูโดดเด่นที่สุดในบรรดาพวกเขาคงหนีไม่พ้น องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่ วันนี้เขามาด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงตัดทองทั้งยังสวมมงกุฎทองคำประดับอยู่บนศีรษะ รวบผมเผ้าขึ้นจัดเป็นทรงเผยให้เห็นถึงใบหน้าอันหล่อเหลาเจือผสมแววผยิ่งผยองอยู่หลายส่วนรัศมีที่แผ่ซ่านทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกได้ถึงความสูงส่งและทรงสง่า

    ดวงตาคู่นั้นของฉีหมิงเยว่กลับกวาดผ่านร่างของไป๋หลี่เย่ราวกับมิได้สนใจอะไรเพราะในสายตาของนาง ไป๋หลี่เย่ก็แค่ผู้ชายธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้นปราศจากความน่าหลงใหลแต่อย่างใด

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน