บทที่53 วิหารแห่งน้ำ
หลังจากที่มีนออกจากวิหารแห่งปัญญาแล้วกลับไม่ได้มุ่งตรงไปยังป่าเอลฟ์ทวีปแห่งวิญญาณ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไข่มังกรในทันทีเนื่องจากหญิงสาวต้องเตรียมความพร้อมบางอย่างให้แก่ตัวเองเสียก่อน โดยเฉพาะในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนมนุษย์และการปรับตัวเข้ากับสังคมของมนุษย์ทั่ว ๆ ไปเพราะถึงอย่างไรตัวมีนเองตั้งแต่เล่นเกมมา ก็ไม่เคยได้รู้เลยว่าการใช้ชีวิตในเกมของผู้เล่นในแต่ละวัน ต้องทำสิ่งใดกันบ้าง...
ซึ่งในส่วนนี้ทางดราโกเนียสเองก็กล่าวออกมาอย่างเห็นด้วย ว่าการที่พวกตนเร่งรีบและกระทำการอย่างหุนหันพลันแล่น...หาใช่เป็นเรื่องดีอันใดอีกทั้งเงื่อนไขของเวลาตามที่อเล็กซ์ได้บอกเอาไว้...ก็ยังพอมีอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ดราโกเนียสจึงแนะนำให้หญิงสาวทำตามแผนเดิมที่อีกฝ่ายคิดไว้ เพียงแต่...ให้ข้ามภารกิจของราชวงศ์อันฟอนโซไปก่อน
มีนออกจากวังจ้าวสมุทรก่อนจะมาขึ้นฝั่งยังเมืองท่าของทวีปแห่งน้ำอย่าง “อควาเรียส” จากนั้นจึงมุ่งตรงไปที่โรงประมูลอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวรับเงินจากการประมูลไอเทมฯซึ่งเป็นไอเทมที่ผ่านการลงอักขระจำนวนหลายชิ้นที่ตัวเองได้รับมาจากวังจ้าวสมุทร โดยรอบนี้ไอเทมที่หญิงสาวใช้ในการลงประมูล กลับเป็นเพียงแค่ไอเทมระดับ Bและ C จำนวนเพียง 10 กว่าชิ้นเท่านั้น แต่กระนั้นผลตอบรับจากการประมูลกลับดีเกินคาด โดยผลตอบรับในครั้งนี้ ทำให้มีนได้รับเงินหลังจากหักยอดหนี้ออกไปแล้วเป็นจำนวนถึง 2 แสนกว่าเหรียญทองด้วยกัน
เมื่อออกจากโรงประมูลหญิงสาวก็มุ่งตรงไปยังสมาคมนักล่าที่อยู่ใกล้กัน เพื่อรับเควสเกี่ยวกับการล่าสัตว์อสูรในบัญชีนักล่าฯในการนี้ มีนก็ไม่ลืมที่จะถวายบรรณาการให้แก่ดราโกเนียสตามที่ได้สัญญาเอาไว้ และผลจากการถวายบรรณาการในรอบนี้ก็ทำให้ค่าความสัมพันธ์กับดราโกเนียสของมีนเพิ่มขึ้นมาอีกถึง 4 แต้มด้วยกัน ซึ่งในตอนนี้ค่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับดราโกเนียสมีถึง 46 แต้มไปเข้าแล้ว ขาดอีกเพียงแค่ 4แต้มเท่านั้น มีนก็จะสามารถอัญเชิญวิญญาณดราโกเนียสออกมาช่วยต่อสู้ได้แล้ว…
หลังจากเสร็จธุระในสมาคมนักล่าเรียบร้อยแล้วมีนก็มุ่งตรงต่อไปยังอาคารของระบบฯ เพื่อรับภารกิจของอาชีพ [มือหอก] ซึ่งเป็นอาชีพสำหรับผู้เล่นสายหอกโดยเฉพาะ โดยอาชีพนี้จะเป็นอาชีพที่มีพื้นฐานมาจาก [นักรบฝึกหัด] และสาเหตุที่มีนต้องรับอาชีพนี้ก็เพื่อ...ความสมจริงในการสร้างภาพลักษณ์ให้แก่อาชีพสายนักรบของตนอีกทั้งทักษะของอาชีพสายหอกนี้ ก็ยังจำเป็นสำหรับหญิงสาวผู้มีหอกเป็นอาวุธหลักอีกด้วย
อาชีพ: [มือหอก]
นักรบผู้ใช้หอกในการต่อสู้เป็นนักรบผู้มีความได้เปรียบในเรื่องระยะโจมตีของอาวุธ มือหอกสามารถจู่โจมเป้าหมายได้อย่าง“รุนแรงและแม่นยำ” แม้จะเป็นรองนักรบอื่นอยู่บ้างในด้าน “ความเร็ว”แต่ก็สามารถทดแทนด้วยพลังโจมตีแบบ “เจาะเกราะ”
ในสงคราม“มือหอก” จัดได้ว่า เป็นนักรบในแนวหน้า ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้นักดาบเลยทีเดียวในการศึกมือหอกถือว่า เป็นตัวแปรสำคัญที่จะสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ไม่น้อย
-ทักษะ [หอกทะลวง]
- ทักษะ [คลื่นทำลาย (หอก)]
- ทักษะ [กำจัดจุดอ่อน]
ทักษะ: [หอกทะลวง] [ขั้นต้น 1/100]
-หอกทะลวง (ทักษะเรียกใช้) ใช้หอกแทงไปด้านหน้า เพื่อโจมตี 1 เป้าหมายในระยะ 1.5เมตร พลังโจมตี 5 เท่า ใช้พลังปราณ 100 หน่วย คูลดาวน์ 15 วินาที
เงื่อนไข
-มือหอก/อัศวิน
ทักษะ: [คลื่นทำลาย (หอก)][ขั้นต้น 1/100]
-คลื่นทำลาย (หอก) (ทักษะเรียกใช้) กวาดหอกไปด้านหน้า เพื่อสร้างแรงอัดอากาศโจมตีเป้าหมายในระยะ2.5 เมตร ความเสียหาย 5 เท่า ใช้พลังปราณ 100 หน่วย คูลดาวน์ 15 วินาที
เงื่อนไข
-นักรบ/มือหอก/อัศวิน
ทักษะ: [กำจัดจุดอ่อน][ขั้นต้น 1/100]
-กำจัดจุดอ่อน (ทักษะเรียกใช้) ใช้เล็งจุดอ่อน และแทงไปยังจุดอ่อนของศัตรู 1เป้าหมายอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนเกราะป้องกันของเป้าหมายในระยะ 2.5 เมตร ความเสียหาย5 เท่า ใช้พลังปราณ 200 หน่วย คูลดาวน์ 30 วินาที
เงื่อนไข
-มือหอก
หลังจากได้รับอาชีพมือหอกแล้วและมีนยังได้ซื้อทักษะสำหรับอาวุธประเภทหอกมาเพิ่มอีก 3 ทักษะฯ อันได้แก่ ทักษะ [ความชำนาญหอก] [พายุหอก] และ [หอกถล่มปฐพี]
ทักษะ: [ความชำนาญหอก][ขั้นต้น 1/100]
-ความชำนาญหอก (ทักษะติดตัว) เพิ่มพลังโจมตีให้แก่อาวุธประเภทหอก 5 เปอร์เซ็นต์
เงื่อนไข
-เมื่อสวมใส่อาวุธประเภทหอก
ทักษะ: [พายุหอก] [ขั้นต้น 1/100]
-พายุหอก (ทักษะเรียกใช้) กระหน่ำแทงหอกโจมตีศัตรูเบื้องหน้า 1 เป้าหมายด้วยการแทงเป็นจำนวน5 ครั้ง สร้างความเสียหาย 8 เท่า ใช้พลังปราณ 150 หน่วย คูลดาวน์ 45 วินาที
เงื่อนไข
-มือหอก/อัศวิน
ทักษะ: [หอกถล่มปฐพี][ขั้นต้น 1/100]
-หอกถล่มปฐพี (ทักษะเรียกใช้) ฟาดหอกลงไปบนพื้นดินเบื้องหน้า โจมตีศัตรูเป็นวงกว้างรัศมีการทำลาย2 เมตร ระยะทางไม่เกิน 2.5 เมตร สร้างความเสียหาย 10 เท่า ใช้พลังปราณ 100หน่วย คูลดาวน์ 60 วินาที
เงื่อนไข
-มือหอก/อัศวิน
- พายุหอก ขั้นต้น
หลังจากเสร็จธุระในเมือง“อควาเรียส” เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงมุ่งหน้าออกจากเมืองอย่างรวดเร็วก่อนจะเรียกใช้งานทักษะ [จิ๊บจิ๊บ] เปลี่ยนร่างของตนให้เป็นนกกระจิบตัวจิ๋ว จากนั้นจึงใช้งานทักษะ [บิน] มุ่งหน้าไปยังวิหารแห่งน้ำ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแห่งน้ำต่อในทันที
การเดินทางจากเมืองอควาเรียสซึ่งเป็นเมืองท่าทางเหนือมุ่งสู่วิหารแห่งน้ำที่อยู่ทางใต้ สำหรับผู้เล่นทั่วไปที่เลือกเดินทางด้วยเท้าพวกมันก็คงต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 10 วัน แต่หากพวกมันเปลี่ยนมาเดินทางด้วยม้าหรือสัตว์พาหนะอื่นๆ ที่ระบบมีไว้ให้บริการฯ ก็จะสามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางลงได้มากกว่าครึ่ง
แต่สำหรับหญิงสาวที่แปลงร่างกลายเป็นนกกระจิบตัวจิ๋วกลับใช้เวลาในการเดินทางจากเมืองทางตอนเหนือสู่วิหารทางตอนใต้ของทวีปฯ โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึง1 วันเท่านั้น อีกทั้งการเดินทางของหญิงสาวก็ยังเป็นไปด้วยสะดวกราบรื่น ไม่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรหรือผู้เล่นในระหว่างทางอีกด้วย
“วิหารแห่งน้ำ”ที่หญิงสาวได้เห็นอยู่นี้ ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีอาณาเขตกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาหากผู้เล่นใช้บริการเรือโดยสารของระบบฯ เพื่อเดินทางจากชายฝั่งจนข้ามมาถึงเกาะแห่งนี้คาดว่าคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองถึงสามชั่วโมงเลยทีเดียว
พื้นที่ของเกาะกลางน้ำอันเป็นที่ตั้งของวิหารฯมีขนาดกว้างเพียงแค่ 2 สนามฟุตบอลเท่านั้น ใจกลางของเกาะมีวิหารขนาดย่อมรูปทรงโบราณทำด้วยหินอ่อนซึ่งสลักลวดลายเอาไว้อย่างวิจิตรบรรจง โดยรอบของตัววิหารยังมีรูปปั้นของมนุษย์และสัตว์อสูรชนิดต่างๆ ถูกตั้งวางอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านหน้าทางเข้าวิหารฯ จะมีลานน้ำพุเล็ก ๆตั้งอยู่ พร้อมกับมีป้ายกำกับเอาไว้ว่า “น้ำพุศักดิ์สิทธิ์”
วิหารแห่งนี้ มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเยี่ยมเยือนด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันซึ่งคนจำนวนมากที่หญิงสาวเห็นว่า อยู่กันอย่างแน่นขนัดทั่วทั้งเกาะกลางน้ำในเวลานี้ส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาด้วยกันเป็นหมู่คณะโดยมีไกด์นำเที่ยวเป็นผู้นำทางอีกทั้งยังมีจำนวนหลายต่อหลายกลุ่ม ซึ่งสังเกตได้จากสัญลักษณ์ที่อยู่บนธงสัญลักษณ์ของหัวหน้าขบวนฯภาพที่มีนเห็นอยู่นี้...ช่างดูคล้ายกับลูกเป็ดจำนวนหลายฝูงกำลังเดินตามแม่ของมันอย่างไม่เป็นระเบียบแถมยังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ
“การท่องเที่ยว”ในโลกออนไลน์ เริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่มีเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงปรากฏขึ้นในสังคมของมนุษย์ว่ากันว่าบริษัทที่รับจัดทัวร์ท่องเที่ยวฯ โดยใช้โปรแกรมการท่องเที่ยวในโลกเสมือนจริงนั้นในปีหนึ่ง ๆ พวกมันสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลจนแทบจะเรียกได้ว่า การเติบโตของธุรกิจในรูปแบบนี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีแต่กระนั้นความนิยมในการท่องเที่ยวในรูปแบบออนไลน์ก็ได้มาถึงจุดอิ่มตัวเมื่อผู้ใช้บริการส่วนใหญ่รู้สึกว่า การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ แม้จะดูตื่นตาตื่นใจในช่วงแรกแต่กลับขาดอรรถรสไม่ได้รับความรู้สึกสมจริงเหมือนกับได้ไปท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศจากสถานที่จริงด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ในช่วงหลัง ๆ มานี้การท่องเที่ยวในรูปแบบออนไลน์จากเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง จึงได้รับความนิยมอยู่ในวงที่จำกัดเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อมีเกมออนไลน์เสมือนจริงที่มีชื่อว่า“Destinyof Wars” เปิดให้บริการฯ ซึ่งทางบริษัทผู้สร้างเกมได้มีการโฆษณาเอาไว้ว่า“ผู้ที่เข้ามาใช้บริการเกมนี้ จะไม่ถูกจำกัดแค่เพียงภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินอีกต่อไปเพราะสิ่งที่ผู้เล่นจะได้รับก็คือ ประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถรับรู้และสัมผัสได้ในทุกมิติทั้งรูป รส กลิ่น เสียง รวมไปถึงความรู้สึกที่ได้จากการสัมผัส...” ด้วยเหตุนี้รูปแบบการท่องเที่ยวในออนไลน์ฯ จึงเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมและมีสีสันอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัท WWE เริ่มโปรโมตการท่องเที่ยวในเกม “DoW” อย่างเป็นทางการ
โดยทางบริษัทฯ ได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวในโลกจำลองออกไปยังสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากตัวเกมจะให้ความรู้สึกสมจริงทางด้านการมองเห็นด้วยภาพที่แสดงออกมาอย่างสวยงามและคมชัดทุกรายละเอียดแล้ว นักท่องเที่ยว (ผู้เล่น)ยังสามารถรับสัมผัสในด้านต่าง ๆ ทุกมิติ...แทบไม่แตกต่างจากในโลกจริงอีกด้วย
ด้วยความที่เกมนี้เป็นเกมแนวแฟนตาซีภาพที่ผู้ใช้บริการได้เห็นและความรู้สึกที่ได้รับนั้น ย่อมมีความสวยงามอลังการกว่าแหล่งท่องเที่ยวในโลกจริงหรือสถานที่ท่องเที่ยวในโลกออนไลน์เสมือนจริงแบบเดิมอย่างเทียบกันไม่ติด
และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ยอดการสมัครเข้าใช้บริการของเกมนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะเรียกได้ว่า เกมออนไลน์นี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนเกือบทั้งโลกไปแล้ว
ในนาทีนี้...หากเอ่ยชื่อของเกม“Destinyof Wars” คงไม่มีใครในโลกที่ไม่รู้จักอีกต่อไป
ดังนั้นเมื่อบริษัททัวร์ทั้งหลายได้เห็นช่องทางการสร้างรายได้จากเกมนี้พวกมันต่างก็พากันเข้ามาขอร่วมเป็นพันธมิตรกับทางบริษัทผู้สร้างเกมกันอย่างล้นหลามพร้อมกับช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวในโลกจำลองของเกมนี้กันอย่างคับคั่ง จนทำให้ยอดการสมัครใช้บริการของบริษัทWWEเพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้น และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทWWE ถีบตัวสูงขึ้นจนทะลุเพดานอย่างชนิดที่ว่า ไม่เคยมีมาก่อน...
มีนยืนมองผู้คนที่มาเยือนวิหารแห่งนี้ด้วยรอยยิ้มมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มาเยี่ยมเยือนวิหารฯ พร้อมกับแสดงอากัปกิริยาแปลก ๆบางอย่าง บ้างก็โยนเหรียญลงกลางน้ำพุฯ ก่อนจะทำท่าเหมือนจะอธิษฐานขอพรต่อรูปปั้นองค์เทพีฯบ้างก็ตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในวิหารขึ้นมาราดหัวของตัวเอง เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลบ้างก็ตักน้ำขึ้นมาดื่ม เพื่อหวังจะรักษาโรค? ด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความหวังและความศรัทธาฯซึ่งหญิงสาวคิดว่า ผู้คนที่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ น่าจะไม่ใช่ผู้เล่นที่เป็นนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอนเพราะสิ่งที่พวกมันทำ ล้วนไม่คล้ายกับสิ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แสดงออกแต่อย่างใด
เพราะหากเป็นนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้เล่นแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะแสดงท่าทางในอิริยาบถที่ต่างไปจากสิ่งที่กล่าวมาในข้างต้นอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นการเดินขวักไขว่หามุมต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาะ เพื่อถ่ายรูปเซลฟี่บ้างถ่ายวิวบ้าง หรือหากพวกมันมากันเป็นหมู่คณะฯ ก็มักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนและเก็บภาพบรรยากาศแห่งความประทับใจร่วมกันหรือบางที...ก็อาจจะเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อยทั้งในและนอกตัววิหารฯก่อนจะพากันนั่งเรือกลับแผ่นดินใหญ่ไปพร้อมกับภาพความประทับใจ เพื่อนำไปอวดเพื่อนฝูงในโลกจริงอย่างมีความสุข
แม้ว่าผู้คนจะมาวิหารแห่งนี้ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันแต่หญิงสาวก็ยังพบว่า มีผู้เล่น (เกมเมอร์) จำนวนไม่น้อยที่มาเยี่ยมเยือนวิหารแห่งนี้เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัววิหารโดยเฉพาะ ซึ่งผู้เล่นกลุ่มนี้มีนสามารถจำแนกแยกแยะออกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้เล่น หรือ NPCได้ไม่ยาก นั่นก็เพราะว่า หลังจากผู้เล่นกลุ่มนี้ลงจากเรือมาแล้วทุกคนต่างก็มุ่งตรงเข้าไปในตัวของวิหารในทันที โดยไม่คิดที่จะเหลือบแลบรรยากาศหรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบวิหารแห่งนี้แม้แต่น้อย ซึ่งมีนเองก็จัดเป็นผู้เล่นที่อยู่ในจำพวกนั้น
เพียงแต่...ความอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาวออกจะมากกว่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านั้นอยู่สักหน่อย (ก็อย่างว่าแหละ ก็หญิงสาวผู้นี้เพิ่งจะได้ออกมาเห็นโลกกว้างและทำภารกิจเกี่ยวกับวิหารแห่งธาตุเป็นครั้งแรกนี่นา...)
มีนยืนอ่านป้ายแสดงข้อมูลที่บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ตรงด้านหน้าทางเข้าตัววิหารฯ โดยข้อมูลดังกล่าวก็ทำให้หญิงสาวได้รู้ว่า“วิหารแห่งน้ำ” และวิหารแห่งธาตุทุกวิหารนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุเท่านั้นมิได้เป็นวิหารที่มีไว้สำหรับสักการะ “เทพแห่งธาตุ” แต่อย่างใด แม้ว่าภายในอาณาเขตของวิหารฯจะมีรูปปั้นของสิ่งมีชีวิตซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ และมีป้ายเขียนกำกับเอาไว้ว่า เป็นรูปปั้นของเทพประจำธาตุ...ให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาอยู่ด้วยก็ตาม
ในเกมนี้ พลังของเผ่าพันธุ์เทพไม่ได้มาจากพลังแห่งความศรัทธา หรือพลังจากการสักการะของมนุษย์แต่อย่างใดพลังของเทพแต่ละตนล้วนมาจากการฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เช่นเดียวกับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นทั่วไปแต่รูปแบบการเลื่อนระดับของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงนั้น จะมีความแตกต่างไปจากการพัฒนาระดับความแข็งแกร่งของมนุษย์อยู่พอสมควร
โดยสิ่งมีชีวิตชั้นสูงพวกมันไม่จำเป็นต้องล้างบางสังหารสัตว์อสูรหรือเร่งทำภารกิจฯ เพื่อเพิ่มระดับให้ตัวเองเพียงอย่างเดียวความแข็งแกร่งของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเหล่านี้ พวกมันยังมีวิธีการเพิ่มระดับให้แก่ตัวเองได้อีกหลายวิธี
บางตน...เพียงแค่เก็บตัวบำเพ็ญตนก็สามารถเพิ่มระดับได้
หรือบางตน...ก็สามารถเลื่อนระดับด้วยการฝึกวิชาอย่างบ้าคลั่ง
หรือแม้กระทั่งบางตน...ก็มีวิธีการเลื่อนระดับที่พิเศษกว่านั้นนั่นก็คือ...การรับถ่ายโอนพลังผ่านทางสายเลือดโดยตรง
ด้วยวิธีการพัฒนาระดับความแข็งแกร่งอันหลากหลายเหล่านี้ทำให้สิ่งมีชีวิตชั้นสูงสามารถเพิ่มระดับความแข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องออกล่าสังหารสัตว์อสูรเก็บสะสมค่าประสบการณ์เลยก็ได้
แต่กระนั้น ทุกอย่างก็ย่อมจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัว
แม้ว่าบรรดาสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเหล่านี้จะสามารถเพิ่มระดับได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยวิธีการที่แปลกพิสดารเกินไปกว่าความเข้าใจของมนุษย์ก็จริงแต่ตัวตนเหล่านี้ ก็จะขาดประสบการณ์ในการต่อสู้จริง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าตัวเลขที่บ่งบอกถึงระดับความแข็งแกร่งของตัวตนนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มระดับด้วยวิธีการถ่ายโอนหรือสืบทอดพลังผ่านทางสายเลือดตัวตนเหล่านี้แม้พวกมันจะได้รับการถ่ายทอดพลังอันยิ่งใหญ่มาจากผู้ถ่ายทอดฯแต่ประสบการณ์การต่อสู้ของผู้ถ่ายทอดกลับไม่สามารถส่งต่อให้แก่กันได้ ดังนั้นในบรรดาสิ่งมีชีวิตชั้นสูงด้วยกันคำว่า “ระดับความแข็งแกร่ง” อาจมิได้เป็นการบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกมันแต่ละตัวตนแต่เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดด้านค่าสถานะของคนผู้นั้นรวมไปถึงศักดิ์ฐานะทางสังคมของพวกมันเพียงเท่านั้น...
ดังนั้นที่เห็นว่าเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั้งสามมีความนิยมชมชอบในการก่อสงครามฯ บางที...สำหรับพวกมันแล้ว นั่น...อาจจะเป็นการฝึกฝนและพัฒนาการต่อสู้ในรูปแบบหนึ่งก็เป็นไปได้
ในส่วนของสมญานามของเทพประจำธาตุฯที่บรรดานักเวทกล่าวถึงในบทร่ายเวทนั้น ส่วนใหญ่ในบทร่ายฯ ก็มักจะกล่าวถึงเพียงแค่“ตำแหน่ง” ของเทพประจำธาตุ เพื่อเป็นการสรรเสริญหรือเป็นทางผ่านสำหรับดึงเอาละอองเวทมนตร์ธาตุนั้นๆ มาใช้งานเท่านั้น ในบทเวททั้งหลาย ไม่มีบทใดที่กล่าวถึง “นาม” ของเทพประจำธาตุในบทร่ายหรือบทอัญเชิญเลยด้วยซ้ำซึ่งการกล่าวถึงเทพแห่งธาตุในบทร่ายเวทฯ ก็เป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติแก่ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของธาตุนั้นๆ เพื่อทำให้ “เงื่อนไข” ในการเชื่อมโยงและดึงละอองเวทมนตร์ของธาตุต่าง ๆที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้งานฯ พร้อมกับแบ่งเบาภาระในการจ่ายพลังเวทของผู้ร่ายเพียงเท่านั้นดังนั้นคำกล่าวสรรเสริญเทพแห่งธาตุในบทร่ายฯ จึงไม่ได้หมายถึง การหยิบยืมพลังจากตัวตนของเทพตนใดตนหนึ่งมาใช้งาน...อย่างที่ผู้เล่นส่วนใหญ่เข้าใจกัน
สมญานามเทพประจำธาตุต่างๆ หมายถึงอะไร? คำตอบก็คือ สมญานามเทพประจำธาตุนี้ก็คือ สมญานามของเทพผู้อยู่บนจุดสูงสุดของธาตุชนิดนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า เป็นผู้ที่มี “อัตราความเชื่อมโยง” ระหว่าง “ตัวตน” กับ “พลังแห่งธาตุ”ชนิดนั้น ๆ มากกว่าผู้ใดในเผ่าพันธุ์เทพนั่นเอง...
ในโลกแห่งเวทมนตร์“ทุกสิ่ง” ก็คือ “เวทมนตร์” ทุกสิ่งย่อมมีพลังในตัวของมันเอง ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ล้วนแต่มีธาตุอย่างน้อย 1 ธาตุเป็นองค์ประกอบเสมอ ดังนั้น “ผู้ใช้งานเวทมนตร์” ก็ย่อมหมายถึงผู้ที่ดึงพลังแห่งธาตุจากทุกสรรพสิ่งมาใช้งานฯ เพื่อเป็นพลังในการกระทำบางสิ่งให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง...
แต่การจะสามารถดึงพลังจากธรรมชาติหรือสิ่งอื่นใดมาได้นั้นมันก็ย่อมต้องมีอัตราความเชื่อมโยงกับธาตุนั้นเสียก่อน...
นักเวทระดับต่ำพวกมันอาศัยบทร่ายฯ ซึ่งกล่าวสรรเสริญเทพแห่งธาตุต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองสามารถปลดล็อกเงื่อนไขฯในการเข้าถึงอัตราความเชื่อมโยงกับธาตุชนิดนั้นในธรรมชาติ ก่อนจะใช้พลังเวทในร่างของตนจ่ายออกไปแปรเปลี่ยนพลังธาตุออกมาในรูปแบบพลังทำลายอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นการใช้งานบทร่ายฯซึ่งมีความหลากหลายของธาตุฯ ก็ย่อมต้องใช้เวลาในการเอื้อนเอ่ยบทร่ายที่ยาวนานมากขึ้นตามไปด้วย
ส่วนนักเวทระดับสูงนั้นพวกมันมักจะมีอัตราความเชื่อมโยงกับธาตุบางธาตุ หรือหลายธาตุในระดับสูง ดังนั้นในการร่ายบทเวทฯพวกมันจึงสามารถตัดทอนในส่วนของคำกล่าวสรรเสริญเทพแห่งธาตุ ในธาตุที่พวกมันมีอัตราความเชื่อมโยงสูงออกไปได้ดังนั้นเวลาที่ใช้ในการกล่าวบทร่ายฯ ก็จะลดลงไปเป็นอย่างมาก
สำหรับบรรดาจอมเวทหรือมหาปราชญ์จอมเวท หรือผู้ใดก็ตามที่มีอัตราความเชื่อมโยงกับธาตุชนิดต่าง ๆ ในระดับที่สูงอยู่แล้วการร่ายบทเวทในแต่ละบทนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอื้อนเอ่ยนามของเทพประจำธาตุเหล่านั้นมาใช้ปลดล็อกเงื่อนไขฯหรือเป็นสะพานเชื่อมดึงละอองเวทมนตร์จากธรรมชาติอีก และพวกมันสามารถใช้อัตราความเชื่อมโยงพลังธาตุของตัวเองดึงเอาละอองเวทมนตร์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ได้โดยตรงทันที ทำให้การร่ายเวทของจอมเวทระดับสูงเหล่านี้มีความเร็วในการร่ายเวทมนตร์และมีพลังทำลายมากกว่านักเวทผู้มีอัตราความเชื่อมโยงธาตุในระดับต่ำนั่นเอง…
มีนเดินเข้าไปด้านในของวิหารฯ ซึ่งมีความยาวจากประตูทางเข้าเพียง 20 เมตรภายในวิหารมีนพบรูปปั้นที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ทั้งชายหญิง ตั้งวางอยู่ระหว่างเสาทั้งสองสองฟากของทางเดินส่วนด้านในสุดกลับเป็นที่ตั้งของรูปปั้นหญิงสาวผู้หนึ่ง...ยืนโดดเด่นเป็นสง่าเพียงหนึ่งเดียวอยู่เหนือแท่นบูชา
มองปราดเดียวมีนก็รู้ว่านั่นคือรูปปั้นของผู้ใด? องค์เทพีผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง...
มีนทำความเคารพรูปปั้นองค์เทพีตรงแท่นบูชาก่อนจะเดินเข้าไปอ่านข้อความที่ถูกสลักไว้ด้วยอักขระสีทองอร่ามใต้ฐานของรูปปั้น...
“ผู้เล่นมนตราได้แสดงความเคารพต่อรูปปั้นองค์เทพีผู้สร้างโลกในวิหารแห่ง ‘ธาตุน้ำ’ ได้รับอัตราความเชื่อมโยงธาตุน้ำเพิ่มขึ้น1 เปอร์เซ็นต์ค่ะ”
“หืมอัตราความเชื่อมโยง...” มีนพึมพำออกมาเบา ๆ อย่างมีความสุข
ภายในวิหารแห่งนี้ข้อความที่สลักเอาไว้ ล้วนแต่เป็นภาษามนุษย์แทบทั้งสิ้น เว้นอยู่เพียงจุดเดียว นั่นก็คือตำแหน่งใต้ฐานรูปปั้นขององค์เทพีเท่านั้น
ข้อความที่สลักด้วยอักขระภาษาเทพนี้แบ่งได้เป็น 3 ส่วน โดยข้อความในส่วนแรกเป็นบทสรรเสริญองค์เทพีฯ ข้อความในส่วนที่สองจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัววิหารฯและข้อความส่วนสุดท้าย...เป็นเพียง การขยายความของอักขระพิเศษเพียง 1 อักขระ...
ในส่วนที่มาของตัววิหารนั้นข้อความในจารึกได้กล่าวว่า วิหารแห่งนี้เหล่าเทพในยุคแรกเป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อให้มนุษย์ได้สักการบูชาต่อองค์เทพีฯผู้ประดุจดั่งมารดาของทุกสรรพชีวิต นอกจากนี้วิหารที่เหล่าเทพได้สร้างขึ้นมาบนดินแดนมนุษย์นั้นมีด้วยกันทั้งหมด 7 วิหาร อันประกอบด้วย “วิหารแห่งดิน” “วิหารแห่งน้ำ” “วิหารแห่งลม”“วิหารแห่งไฟ” “วิหารแห่งแสง” “วิหารแห่งความมืด” และ “วิหารแห่งวิญญาณ” โดยตำแหน่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารฯก็คือจุดที่มีความหนาแน่นของละอองเวทมนตร์ตามชนิดของธาตุสูงที่สุดในดินแดนมนุษย์นั่นเอง
และในวรรคสุดท้ายที่ได้กล่าวบรรยายถึงอักขระพิเศษจำนวน1 อักขระนั้น มันเป็นการขยายความถึงอักขระที่มีนไม่เคยเห็นมาก่อน โดยอักขระที่ว่านี้จัดเป็นอักขระชั้นสูงที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของธาตุน้ำ ในมุมมองที่ต่างออกไปจากอักขระธาตุน้ำที่ตนเคยเรียนรู้มา
สำหรับอักขระตัวนี้ถือเป็นอักขระที่มีลำดับขั้นสูงกว่าอักขระทั้งมวลในตำราภาษาเทพทั้ง 108 อักขระที่หญิงสาวได้เรียนมาจากอเล็กซ์แต่กระนั้นระดับชั้นของมันก็ยังต่ำกว่าอักขระพิเศษทั้ง 8ที่มีนได้รับจากสุสานมังกรบรรพกาลของดราโกเนียสอยู่ขั้นหนึ่ง
หลังจากได้อ่านข้อความใต้ฐานรูปปั้นองค์เทพีจบลงมีนก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบ…
“ผู้เล่นมนตราได้รับ [อักขระธาตุน้ำ] ระดับพิเศษจำนวน 1 อักขระ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดด้วยค่ะ”
หลังจากที่มีนได้อ่านคำจำกัดความของอักขระตามที่ระบบแสดงรายละเอียดแล้วก็พบว่าอักขระตัวนี้ เมื่อนำไปใส่ไปในบทร่ายหรือกลไกวงเวทแล้ว จะทำให้การแสดงผลของพลังแห่งธาตุน้ำเพิ่มขึ้นมากถึง20 เปอร์เซ็นต์
ในเวลานี้ หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าเหตุใดอเล็กซ์จึงได้มอบภารกิจนี้มาให้ตน? เพราะหากวิหารทั้ง 6 มีอักขระเช่นนี้อยู่เช่นเดียวกับวิหารแห่งน้ำนี้ล่ะก็...วิหารแห่งธาตุทั้ง 6 ที่เหลือ ก็ย่อมจะต้องมีอักขระแบบนี้อยู่ด้วยเป็นแน่และถ้าหากตนได้รับและนำอักขระเหล่านี้มาใช้ในวงเวทฯ ประสิทธิภาพของมันก็ย่อมจะสูงขึ้นถึง20 เปอร์เซ็นต์ อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเป็นเช่นนี้มีนจึงรีบเปิดดูรายละเอียดภารกิจฯ ซึ่งผู้เป็นอาจารย์มอบให้ในทันที...
ภารกิจ: [ประวัติศาสตร์เวทมนตร์แห่งมวลมนุษย์] ภารกิจ:ระดับ S
เทพแห่งปัญญา“อเล็กซ์” ต้องการให้ท่านรวบรวมประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเวทมนตร์ที่มนุษย์ได้รับในดินแดนของมนุษย์ ทั้ง 7 ทวีป เพื่อต้องการเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับ...
เงื่อนไข:
- ระดับ ไม่จำกัด
- เวลา ไม่จำกัด
- มีความเข้าใจภาษาเทพอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์
- รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เวทมนตร์ที่อยู่ในดินแดนมนุษย์ (1/7)
รางวัลภารกิจ
- ?????
- ?????
บทลงโทษ
- ไม่มี
เมื่อออกมาจากวิหารธาตุน้ำมีนตัดสินใจบินข้ามผ่านทวีปแห่งแสงมุ่งตรงไปยังทวีปแห่งวิญญาณในทันที เพราะคิดว่าการไปเยือนอาณาจักรอันฟอนโซเพื่อทำภารกิจขององค์ราชาฯ รวมไปถึงเข้าเยี่ยมเยือนวิหารแห่งธาตุแสงที่อยู่ใกล้กันนั้น...ตัวเองค่อยกลับมาทำหลังจากได้รับไข่มังกรมาแล้วก็ยังไม่สาย
มีนใช้เวลาถึง2 วัน ในการบินข้ามทวีปจากทวีปแห่งน้ำตัดผ่านจักรวรรดิแห่งแสง และบินอ้อมช่องเปิดฯซึ่งเป็นรอยต่อของระหว่างทวีปแห่งแสงกับทวีปแห่งวิญญาณ ก่อนจะมาถึงเมือง “ซีเรีย” ที่เป็นเมืองหน้าด่านของจักรวรรดิแห่งวิญญาณกับป่าเอลฟ์โดยเมืองซีเรียนี้ จะตั้งอยู่ใกล้กับปากทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวของป่าเอลฟ์อันลึกลับ…
การจะเข้าไปยังต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และวิหารแห่งวิญญาณที่อยู่ในป่าเอลฟ์ทำได้เพียงวิธีเดียวนั่นก็คือ การเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น เพราะอาณาเขตโดยรอบของป่าเอลฟ์จะถูกคลุมทับด้วยข่ายเวทมนตร์ ซึ่งปิดกั้นช่องทางติดต่อกับพื้นที่โดยรอบไว้ ในทุกช่องทาง...
มีเพียงปากทางเข้าป่าเอลฟ์ซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเมืองซีเรียเท่านั้น ที่ข่ายเวทมนตร์จะเว้นช่องว่างเอาไว้ให้โดยข่ายเวทมนตร์ครอบป่าผืนนี้ ได้ปรากฏออกมาเมื่อประมาณ 1,000 ปีที่แล้ว(เวลาในเกม) หรือก็คือตั้งแต่ก่อนที่ตัวเกมจะเปิดให้ผู้เล่นเข้ามาใช้บริการนั่นเอง ส่วนสาเหตุการปรากฏของข่ายอาคมในรอบนี้ยังไม่มีผู้เล่นคนใดรับทราบข้อมูล ซึ่งเป็นรายละเอียดที่แน่ชัดของมันได้...
ด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่ข่ายอาคมได้ปรากฏขึ้นมาจึงทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด สามารถรุกล้ำเข้ามาในป่าเอลฟ์ได้จากช่องทางอื่น นอกจากทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเมืองหน้าด่านของจักรวรรดิแห่งวิญญาณเท่านั้น
แม้ว่ามีนจะแปลงร่างเป็นนกกระจิบตัวจิ๋วก็ยังไม่สามารถเล็ดลอดผ่านข่ายอาคมอันทรงพลังเข้าไปในป่าแห่งนี้ได้ ครั้นจะใช้พลังของตนแหวกข่ายเวทมนตร์เป็นช่องเปิดเพื่อพาร่างของตัวเองเข้าไปด้านใน แต่ทว่าหญิงสาวกลับไม่มีพลังเพียงพอจะทำเช่นนั้นได้แม้จะเป็นพลังจากลำแสงทำลายล้างสูงที่ยิงออกมาด้วยค่าสถานะที่สูงถึง 64 เท่าก็ตามดังนั้นมีนจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตา มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเอลฟ์ด้วยวิธีการปกติอย่างช่วยไม่ได้
มีนเลือกเข้าไปในเมืองซีเรียก่อนเพื่อกำหนดจุดเซฟของตนและรับภารกิจจากสมาคมนักล่า เนื่องจากข้อมูลที่หญิงสาวทราบมาว่าในป่าเอลฟ์แห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย ซึ่งมีระดับไม่ต่ำกว่า 250อยู่เป็นจำนวนมาก หนำซ้ำพวกมันยังรวมตัวอยู่กันเป็นฝูงอีกต่างหาก
และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ต้องการเข้าไปทำภารกิจในวิหารแห่งวิญญาณหรือเข้าไปแสวงโชคในป่าฯ ต่างมักจับกลุ่มรวมตัวกันเป็นปาร์ตี้หรือกองกำลังขนาดใหญ่...เพื่อโอกาสในการรอดชีวิต
หลังจากรับเควสจากสมาคมนักล่าเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็ไม่ลืมที่จะส่งส่วย ซึ่งเป็นเครื่องดื่มสุดพิเศษของสมาคมให้แก่ดราโกเนียสพร้อมด้วยขนมหวานแสนอร่อยจำนวนมากให้แก่พวกปลาตีนน้อยทั้งหลาย ซึ่งผลจากการส่งบรรณาการในครั้งนี้จึงทำให้มีนได้รับค่าความสัมพันธ์กับดราโกเนียสเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นจำนวน 1 แต้มถ้วน...
............