ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๐๒ พ่ายในพริบตา (re-edition)

            ไม่มีวันที่อุทัยจะจดจำคนผู้นี้ไม่ได้ บุรุษหนุ่มรูปงามที่อยู่ตรงหน้า ก็คือ ‘เจ้าธรรม’ สหายเพียงหนึ่งเดียวของมัน .. ความทรงจำในอดีตเริ่มพรั่งพรู ..

            กว่าสามปีที่อุทัยอาศัยอยู่สำนักตักสิลา ด้วยฐานะคนงานอันต่ำต้อยจึงถูกดูแคลนจากกลุ่มศิษย์ของสำนักอยู่เสมอ มีเพียงเจ้าธรรมที่ถือเป็นเพื่อนแท้ของมัน

            ทั้งสองถูกเรียกขานว่าอันธพาลน้อยประจำตลาดท่าเรือ ผ่านความสุขสนุกหัวเราะ ผ่านเรื่องชกต่อยมามากมาย ทั้งยังเคยถูกกลุ่มอริไล่กระทืบจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

            ด้วยเหตุไม่คาดคิดทำทั้งคู่ต้องหนีการตามล่าของเหล่ามือสังหาร เตลิดเข้าไปในหุบเขาพญาภู หุบเขามรณะตกสำรวจ จนได้เจอปราสาทหินโบราณดึกดำบรรพ์

            เหล่ามือสังหารติดตามจนทัน เกิดการต่อสู้กันชุลมุน ทั้งยังต้องเผชิญกับเล่ห์กลของปีศาจร้าย ทำการปลดผนึกมนตร์สะกดที่มีมาหลายพันปี จนประตูอสูรโลกาถูกเปิดออก เป็นช่องมิติที่สัตว์อสูรอันสุดสะพรึงยกขบวนออกกันมา

            สุดท้ายอุทัยตัดสินใจเข้าไปในประตูอสูรโลกา ช่องมิตินั้นพามันไปสู่ดินแดนอสูรอันไกลโพ้น .. ทั้งสองจึงแยกจากกันนับแต่บัดนั้น

            .. อุทัยยังไม่เชื่อในสายตาตัวเอง มันก้าวเดินเข้าหาอย่างช้าๆ สายตาจ้องมองอย่างพิจารณา

            เจ้าธรรมยืนอยู่อย่างสุขุม .. มันแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเด็กหนุ่มผอมแห้งกลายเป็นสูงโปร่ง ทั้งยังดูแข็งแกร่ง ช่วงไหล่กว้างแขนขาดูมีพลัง

            ใบหน้ายังคงคมเข้ม ดวงตาเป็นประกายวับวาว ผิวพรรณขาวผุดผ่องนวลเนียน ท่วงท่าของมันสง่างามสูงส่ง ประกอบเป็นลักษณะที่พิเศษเฉพาะ .. ราวเทพบุตรจุติลงมาจากสรวงสวรรค์

            .. นี่มันไปเปลี่ยนเส้นเอ็นผลักกระดูกมาอีกหรืออย่างไร จึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

            การได้เจอเกลอรักที่จากกันมาหลายเดือน สมควรเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับอุทัย .. แต่สถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งเจ้าธรรมที่ยืนอยู่ด้านหน้า แต่ให้ความรู้สึกที่พิกลแปลกแยก

            ถึงแม้อุทัยเคยรับฟังมาว่า .. เจ้าธรรมมีชาติกำเนิดอันซับซ้อน มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์แคว้นโอริสา .. แต่ก็ยังไม่เชื่อ กล่าวถามเบาๆ ว่า “เจ้า .. คือ องค์ชายฤทธา ..”

            “ถูกต้อง .. ข้า คือ องค์ชายฤทธา ..” เจ้าธรรมตอบ ทั้งยังส่งยิ้มอันเยือกเย็นมาให้อุทัย แล้วกล่าวว่า “คิดว่า .. ชีวิตนี้ของข้า จะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว ..”

            คำพูดนี้คล้ายคำนึงถึง คล้ายไม่คำนึงถึง เจ้าธรรมใช้สายตาอันวางเฉยจ้องมองมาที่อุทัย

            อุทัยก็เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน มันสูงขึ้นอีกหลายนิ้ว ร่างกายปราดเปรียวแคล่วคล่อง ใบหน้าคมเข้มผิวคล้ำขึ้นกว่าเดิม ภายใต้ชุดเสื้อผ้าอันขี้ริ้วไม่พบเจอความพิเศษอันใด

            แต่ก็เป็นเช่นนั้น .. เจ้าธรรมรู้จักสหายผู้นี้เป็นอย่างดี รูปลักษณ์อันเรียบง่ายที่เบื้องหน้า ไม่สามารถชี้วัดระดับพลังยุทธ์ของอุทัยได้

            “ไม่ได้เจอกันเสียนาน .. อยากรู้เสียจริงว่าปรมาจารย์ยุทธ์เช่นท่าน จะสูงส่งกว่ากาลก่อนหรือไม่” เจ้าธรรมกล่าวคล้ายหยอกเย้าสหาย แต่เป็นวาจาราบเรียบไร้อารมณ์ พร้อมสะบัดผ้ามือเบาๆ ปรากฏป้ายมังกรเหินพุ่งลอยมาด้านหน้า

            ในทันใด .. ป้ายมังกรเหินเกิดแสงสว่างวาบ แปรสภาพเป็นเส้นสายสีแดงอมทอง แล้วจึงรวมรั้งเป็นมังกรปราณตัวใหญ่

            .. ปีกพังผืดแผ่ขยายกว้าง ส่งเสียงกระพือดัง .. พรึบ .. พรึบ .. พรึบ

            .. เกล็ดสีทองแดงแวววาวปกคลุมไปทั่วร่างกาย ลำตัวของมันบึกบึนสูงใหญ่ สองขาหลังแข็งแรง สองขาหน้ากางกรงเล็บแหลม

            .. หัวทั้งสามเป็นตะปุ่มตะป่ำ ด้านบนมีแง่งแหลมตั้งชัน แง่งหนามเล็กๆ เรียงเป็นแถวไปตามหลังลำคออันโก่งยาว แล้วไปรวมกันที่กลางหลังพาดยาวจนถึงปลายหาง

            มันคือ .. มังกรเทวะสามเศียร !!! .. มังกรปราณที่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับแรก ดวงตาของมันแดงฉาน แหกปากร้องคำราม .. ฮ๊ากกก ! ฮ๊ากกก ! โฮ๊กกกกกกก !!!

            เสียงคำรามก้องกระหึ่ม จนผู้ชมทั่วทั้งสนามประลองรู้สึกประหวั่นจนหน้าซีด .. ถึงแม้สิ่งนี้เป็นเพียงมังกรปราณ แต่ดวงจิตของมันยังมีอำนาจข่มขวัญ จนสิ่งมีชีวิตอื่นรู้สึกต่ำต้อยยอมศิโรราบ

            จ๊ากกกก !!! .. ป้ายมังกรเหินในมืออุทัยถึงกับสะดุ้ง .. มันส่งแสงวูบวาบ แล้วแปรสภาพเป็นมังกรตัวน้อยสีชมพูสดใส ..

            เจ้าธรรมสามารถความคุมมังกรปราณอันดุร้ายราวสัตว์เลี้ยงของมัน ส่วนเจ้ามังกรน้อยตัวสั่นระริกกระโดดบินไปเกาะอยู่ด้านหลังอุทัยเสียแล้ว

            “นะ นะ น่ากลัว .. เจ้าสามหัวตัวนี้น่ากลัวยิ่ง !” เจ้ามังกรน้อยร้องเสียงสั่น ตัวม้วนกลมด้วยความหวาดกลัว

            หวา .. อุทัยหน้าเหวอ เจ้ามังกรน้อยช่างไม่ได้ความ เพียงเริ่มต้นก็ถูกมังกรฝ่ายตรงข้ามข่มขู่จนบินหนีหางจุกตูด

            มังกรเทวะสามเศียรพุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว มันมาหยุดลอยกลางอากาศอยู่ที่ด้านหน้าของอุทัย สองปีกกระพือจนเกิดสายลมกระโชกรุนแรง

            ทันใดนั้นหน้าอกของเจ้ามังกรเกิดลำแสงคุกรุ่นขึ้นภายใน ดวงตาทั้งหกจ้องมองอุทัยเขม็งแล้วจึงโก่งคอทั้งสาม ลำแสงจากหน้าอกพุ่งขึ้นมาตามลำคอ ผ่านมายังปากที่อ้ากว้าง

            ..โฮ๊กกก ! โฮ๊กกก ! โฮ๊กกกกกกกก !!! เปลวอัคคีระเบิดออกจากปากเจ้ามังกร กลายเป็นเปลวอัคคีร้อนลวกสีทองแดงสามสายพุ่งเข้ามาเผาไหม้อุทัย

            อุทัยคิ้วขมวด สติของมันกลับคืนมายังลานประลอง กล่าวว่า “องค์ชาย .. ท่านต้อนรับเกลอเก่าเช่นนี้เลยหรือ” แล้วจึงย่อตัวนำแขนทั้งสองข้างไขว้เป็นกากบาท ดวงตาเกิดประกายวาวด้วยแสงสีทอง

            .. ก้องเกราะมังกร !!!

            แสงสีทองสว่างวาบ .. เพียงเศษเสี้ยววินาทีก่อนที่เปลวอัคคีจะเข้ามาแผดเผา .. ปรากฏปราการปราณขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นโล่ปราณทรงกลมกว้างราวห้าศอก เรืองรองด้วยอักขระโบราณเรืองแสงสีทองวิ่งวนอย่างรวดเร็ว

            “จ๊าก ! เจ้าสามหัวโหดยิ่งนัก ..” เจ้ามังกรน้อยหลับตาปี๋เกาะอยู่ด้านหลังของอุทัย

            “!!!” องค์ชายมังคละหยุดจิบน้ำชา เงยหน้าขึ้นจ้องมองกระบวนท่านี้ของอุทัยอย่างไม่วางตา

            .. ตู้มมมมมม !!! เสียงดังสนั่น ผู้ชมทั่วอัฒจันทร์ผุดลุกขึ้นยืน .. อัคคีร้อนแรงจากปากมังกรเทวะสามเศียรแผ่กระจายกลืนกินกลบร่างอุทัยจนมองไม่เห็น

            อัคคีสีทองแดงโลมเลียไปทั่ว ถึงแม้ปราการปราณจะสามารถขวางกั้นเปลวอัคคีเอาไว้ได้ แต่ความร้อนแรงของพลังทำอุทัยผิวหนังแสบร้อนวูบวาบ

            โดยทันใด .. ประสาทสัมผัสของอุทัยพบว่าเจ้าธรรมกำลังพุ่งเข้ามาโดยไร้เสียง

            เจ้าธรรมไม่ปล่อยให้อุทัยได้ตั้งตัว มันแหวกเปลวอัคคีทำการจู่โจมต่อเนื่อง กล่าวว่า “ยอดเยี่ยมนักหรือ .. ไอ้เกลอ .. ฮา ..” แล้วนำหมัดขวาชกใส่ปราการปราณของอุทัย

            .. เปรี้ยงงง ! .. หมัดปะทะกับโล่ปราณ ความรุนแรงทำเปลวอัคคีปลิวกระจายออกเป็นวงรัศมี

            .. เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! .. เจ้าธรรมชกใส่อีกสามหมัดจนปราการปราณสั่นสะท้าน

            .. เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! .. เจ้าธรรมระรัวหมัดจนปราการปราณของอุทัยบิดเบี้ยว เปลวอัคคีของเจ้ามังกรปลิวเป็นระลอกคลื่น

            .. แกร๊กกก ! เสียงปราการปราณของอุทัยปริแตก .. แกร๊กกก ! แกร๊กกก ! แกร๊กกก ! .. รอยปริแตกยิ่งขยายตัวตามแรงหมัดที่ชกเข้ามา

            อ๊ากกก !!! .. เจ้าธรรมกู่ร้อง ชกใส่อีกหมัดอย่างเต็มแรง .. เปรี๊ยงงงงง !!!

            .. แกร๊กกก ! ตู้มมมมมมม ! ปราการปราณของอุทัยแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ความรุนแรงของพลังกระแทกร่างอุทัยครูดไถลถอยไปกว่าสิบก้าว

            .. การต่อสู้ยุติลง เปลวอัคคีสีทองแดงกระจายไปทั่วบริเวณ

            เจ้าธรรมยืนอย่างสง่างามราวกับบุตรมังกรเทวะบนชั้นฟ้า คลื่นความร้อนพัดกระพือจนชุดคลุมสีขาวโบกสะบัด ด้านหลังของมันคือมังกรเทวะสามเศียรที่กำลังสยายปีกโก่งคอพ่นไฟคำราม .. โฮ๊กกกกกก !

            ส่วนอุทัยยังอยู่ในท่าเดิม .. แขนซ้ายขวายังไขว้กันในท่ายืนย่นย่อรับแรงปะทะ ยังมีควันลอยกรุ่นออกมาจากเสื้อผ้า

            อุทัยค่อยๆ ยืดตัวขึ้น มันนำมือจับหางคิ้วด้านซ้าย แล้วสบถว่า “มารดามึง ! โกรธอันใดมา .. ทำคิ้วข้าไหม้เลย เห็นหรือไม่ ..”

            ฮึ ฮึ .. เจ้าธรรมหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “เจ้านี่ .. ยังสร้างความแปลกใจให้ข้าได้เช่นเคย .. แต่ ..”

            เจ้าธรรมหันหลังเดินกลับไป “.. เจ้าแพ้แล้ว ..”

            “!!!” อุทัย .. เฉลียวใจก้มมองลงบนพื้นหิน พบว่าตนเองยืนอยู่หลังเส้นสีแดงเพียงครึ่งก้าว .. มันออกนอกอาณาเขตการประลองเสียแล้ว

            องค์ชายมังคละวางจอกน้ำชาลง แล้วลุกขึ้นเดินมาด้านหน้า มันยิ้มมุมปากแล้วกล่าวดังๆ ว่า “.. ฤทธา เป็นฝ่ายชนะ !”

            เฮ ฮฮฮ .. เฮ ฮฮฮฮฮ .. เสียงโห่ร้องปรบมือกันอื้ออึง การประลองเกิดขึ้นเพียงชั่วกะพริบตา .. เสียงวิจารณ์ของผู้ชมดังขึ้น ..

            “ว้าาาาา .. ข้าก้มลงหยิบของ พอลุกขึ้นมา การประลองก็จบลงเสียแล้ว”

            “เฮ้ออออ .. ฝีมือแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หวังว่าคู่ต่อไปจะเร้าใจมากกว่านี้”

            “ถึงว่า .. ไม่มีใครกล้าวางเดิมพัน องค์ชายฤทธาเพียงให้เจ้ามังกรพ่นไฟ เจ้าผู้นั้นถึงกับร่างกระเด็นกระดอนไปเสียไกล”

            เจ้าม่านฟ้าถึงกับเอามือกุมขมับกล่าวกับซออะวินว่า “เจ้าผู้นี้ช่างอ่อนด้อย .. หรือ ข้าให้น้ำหนักมันมากเกินไป .. แคว้นเราเกือบขายขี้หน้าแล้ว”

            ผู้ชมพบเห็นเพียงองค์ชายฤทธาบังคับมังกรปราณระเบิดเปลวอัคคี พอเปลวอัคคีบางเบาลง อุทัยก็กระเด็นหลุดออกจากพื้นที่ประลอง เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว

            เจ้าธรรมกล่าวออกคำสั่ง “กลับมา” พร้อมยกมือตั้งขึ้น .. มังกรเทวะสามเศียรจึงสลายตัวกลายเป็นเส้นแสง แปรสภาพเปลี่ยนเป็นป้ายมังกรเหินอยู่ในฝ่ามือของมัน

            แล้วจึงหันกลับมาหาอุทัย กล่าวว่า “เจ้าก็เช่นกัน!” พร้อมยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้น .. เจ้ามังกรน้อยที่เกาะอยู่ด้านหลังกลัวจนตัวเกร็ง

            “ข้าไปก่อนหนา .. ว๊ากกกก ..” เจ้ามังกรน้อยกล่าวร่ำลากับอุทัย .. มันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงสีชมพู ไหลวาบไปยังฝ่ามือของเจ้าธรรม

            .. เป็นไปตามกติกา .. ผู้พ่ายแพ้ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียป้ายมังกรเหิน .. เจ้าธรรมเดินหายไปในตำหนักมังกรคำรน ไม่มีแม้แต่จะชายตากลับมามองสักแวบหนึ่ง

            ฮึ ฮึ .. อุทัยหัวเราะเยาะให้กับตัวเอง เป็นมันที่จิตใจไม่หนักแน่นพอ เพียงพบเจอกับเจ้าธรรมผู้เป็นสหายรัก ก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการประลอง

            แตกต่างจากเจ้าธรรม ที่หวังผลของการแข่งขันเป็นหลัก ทั้งยังไม่ให้ความสำคัญในตัวตนของสหายเก่าเช่นอุทัย

            อุทัยเดินคอตกกลับมานั่งพักยังสถานที่รับรองผู้เข้าแข่งขัน .. ยอดยุทธ์ผู้อื่นหาสนใจไก่ชนที่เพิ่งตีแพ้เช่นอุทัยไม่ ทั้งยังส่งสายตาเยาะเย้ยดังมองดูเศษสวะตัวหนึ่ง

            มีเพียงดรุณีน้อยชุดแดง มณีจันทร์ที่เดินเข้ามาหา .. นางกล่าวทักขึ้นว่า “นี่ไอ้ขี้เมา ! เจ้าไปขโมยป้ายมังกรเหินมาหรือไร จึงสามารถมาร่วมงานประลองได้”

            อุทัยเงยหน้าขึ้นมอง .. มณีจันทร์กล่าวต่อ “ยังดีที่องค์ชายผู้นั้นยังยั้งมือ หากมันเอาจริงขึ้นมา เจ้าคงตายไปแล้ว ฮา ..”

            อุทัยทำท่าจะอ้าปากพูด .. มณีจันทร์ก็ชิงกล่าวว่า “หากเป็นข้า คงไม่อาจทนแบกหน้าอยู่ในสถานที่นี้ ฮา ฮา ..”

            วาจาของสตรีผู้นี้ช่างปรามาสผู้คน แต่อุทัยหามีโทสะไม่ กล่าวเบาๆ ว่า “การประลองยังไม่จบ ผู้ที่ผ่านเข้ารอบต้องมีป้ายมังกรเหินสามป้าย หากข้าสามารถชนะในครั้งต่อไป ย่อมต้องมีโอกาส ..”

            “เจ้าลาโง่ ! .. อิ อิ” มณีจันทร์ด่าไปหัวเราะไป “.. เจ้าผู้นี้ นอกจากสารรูปดูโง่เง่า .. แท้จริง สติปัญญายังโง่เง่ายิ่งกว่าอีก”

            อุทัยถูกด่าจนสะดุ้ง มณีจันทร์กล่าวต่อ “ตอนนี้เจ้ามิได้ครอบครองป้ายมังกรเหิน .. ยังมีผู้ใดอยากประลองกับเจ้า ฮา ฮา .. เจ้าโง่ ฮา ฮา ..”

            .. เมื่อด่าจนหนำใจ มณีจันทร์ก็สะบัดก้นจากไป ทิ้งอุทัยนั่งโง่งมอยู่เพียงผู้เดียว

            ม๊าววววว ! เสียงเล็กๆ ของแมวดังขึ้น เป็นแมวน้อยซิงซิงกระโดดโดยแผ่วเบามานั่งอยู่ด้านข้างอุทัย นางกล่าวว่า “นางเด็กนั่นพูดถูก เจ้านี่มันโง่ได้โล่จริงๆ .. อิ อิ ..”

            อุทัยเกาหัวแกรก กล่าวว่า “ข้าเข้าใจอันใดผิดหรือ”

            แมวน้อยซิงซิง กล่าวว่า “ที่เจ้าเข้าใจนั้น ไม่ผิดหรอก .. เจ้ายังไม่ตกรอบ .. แต่ก็ไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้เช่นกัน”

            อุทัยตั้งใจฟัง แมวน้อยกล่าวต่อ “เมื่อการจับคู่ประลองในรอบแรกครบทั้งสามสิบสองคู่ ย่อมต้องมีผู้ถือครองป้ายมังกรเหินสองป้าย หนึ่งป้าย และไม่มีเลยสักป้าย .. เช่นเจ้าเป็นต้น ..”

            “การประลองในครั้งต่อๆ ไป ทางผู้จัดจะไม่จับคู่ให้เช่นรอบแรก ผู้เข้าแข่งขันต้องทำการท้าประลองกันเอาเอง”

            “ในเมื่อเจ้าไม่มีป้ายนั้นอยู่ เจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่ผู้อื่นจะประลองด้วย ..” เสียงแมวน้อยซิงซิงดังเต็มสองหู

            .. อุทัยเข้าใจในบัดดล มันไม่สามารถท้าประลองกับผู้อื่นได้อีก เนื่องเพราะไม่มีป้ายมังกรเหินในการเดิมพัน .. ถึงตอนนี้เท่ากับมันตกรอบไปแล้ว

            อุทัยนั่งยิ้ม แล้วหัวเราะให้กับตนเอง “ฮา ฮา .. นี่ข้าตกรอบเสียแล้ว ..”

            เจ้าแมวน้อย “ดูเจ้าไม่เสียใจแม้แต่น้อย แต่เหตุใดจึงนั่งคอตกอยู่เล่า”

            อุทัยกล่าว “มีสองสิ่ง ที่ยังคิดไม่ตก ..” มันหันมามองเจ้าแมวกล่าวอย่างจริงจัง “หนึ่งคือ .. ข้าไม่เข้าใจสหายผู้หนึ่ง ..”

            แม๊วววว ! เจ้าแมวน้อยกล่าว “บุรุษชุดขาวเมื่อครู่คือสหายของเจ้าหรอกหรือ ..” อุทัยพยักหน้าตอบรับ .. นางจึงกล่าวว่า “ถึงว่า .. จึงพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า ..”

            เจ้าแมวน้อยกล่าวต่อ “เจ้าจะไปเข้าใจความคิดผู้อื่นด้วยเหตุผลใด .. สหายของเจ้าผู้นั้นจะเป็นเช่นไร คิดเช่นไร กระทำการใด หาใช่ธุระของเจ้าไม่ ..”

            นางกล่าวสั่งสอน “เขาย่อมมีเหตุผลของเขาเอง .. เจ้าก็มีเหตุผลของเจ้า .. ทุกคนต่างมีเหตุผลในเรื่องราวของตนเอง”

            วาจานั้นทำอุทัยนิ่งเงียบไป แมวน้อยซิงซิงถามต่อ “แล้วอีกเรื่องหนึ่งเล่า ..”

            อุทัยมีเริ่มท่าทางที่ผ่อนคลาย กล่าวว่า “ก็เรื่องของตาเฒ่าดาวดึงส์ .. นี่ก็ตกรอบไปครึ่งค่อนตัวแล้ว ข้าจะพบเจอหลานชายมันได้อย่างไร”

            แม๊วววว ! เจ้าแมวน้อยกล่าว “เจ้าเบื๊อกนี่ ! ที่ต้องชนะเข้ารอบแปดคนสุดท้าย เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่จะได้พบเจอหลานตาเฒ่า”

            อุทัยได้ยินเช่นนั้นถึงกับตาโต “ท่านมีวิธีอื่นอีกหรือ ..” .. เจ้าแมวน้อยพยักหน้าตอบรับ .. ม๊าววว ! ม๊าววว !

            อุทัยนั่งสนทนาอยู่กับแมวน้อยตัวหนึ่ง เหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ต่างขยับหนีห่างออกมา เจ้าผู้นี้นอกจากท่าทางบ้านนอก ยังเสียสติสนทนากับสัตว์เลี้ยงได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

            เสียงโห่ร้องของผู้ชมค่อยๆ ดังขึ้นอีกครั้ง การประลองในคู่ต่อไปกำลังจะเริ่มขึ้น คราวนี้เป็นรอบของอุษา กระบี่กระจ่างจิตแห่งเรือนจิตจำรัส ซึ่งรั้งอยู่อันดับสองของกระดานรายชื่อ

            นางต้องพบกับยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ เป็นชายหนุ่มรูปร่างอวบอ้วนสูงใหญ่ ตัวแทนจากสำนักยุทธ์ที่เพิ่งผุดขึ้นมาใหม่สำนักหนึ่ง ท่าทางอันโอหังต้องการพิสูจน์ฝีมือกับยอดยุทธ์สำนักใหญ่

            บรรยากาศการท้าทายช่างเร้าอารมณ์ ผู้ชมส่งเสียงร้องไม่ยอมหยุด .. อุทัยกำลังจะเดินไปชมการประลอง เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้าง “อุทัย ! .. ไอ้น้อง .. ทางนี้ .. ข้าอยู่ทางนี้ ..”

            อุทัยหันขวับตามเสียง พบเห็นบุรุษผู้หนึ่ง จึงร้องอุทานว่า “อ่าว ! ท่านพี่อนันต์ .. ท่านก็มาชมงานประลองยุทธ์ด้วยหรือ ..”

            เป็นอนันต์บุรุษที่พบเจอกันที่เหลาสุรา มันอยู่ในชุดสีเทาอันเรียบง่ายแต่ดูมีรสนิยม ยกหัวแม่มือชื่นชมกล่าวว่า “ไอ้น้อง ! ฝีมือเจ้า สุดยอดเลย .. แต่กว่าจะถึงการประลองในรอบต่อไป คงต้องรออีกหลายชั่วโมง ..” มันขยิบตากล่าวชักชวน “ไปเหลาสราญรมย์กับข้าก่อน .. ดีหรือไม่ ..”

            อุทัยทำตาลุกวาว กล่าว “เพิ่งจะต้นวัน เหลาเปิดแล้วหรือ .. พี่ท่าน ..”

            อนันต์ยิ้มกริ่ม กล่าวว่า “เปิดแล้ว .. ข้าสั่งเปิดห้องพิเศษ พร้อมแม่นางน้อยอีกเจ็ดแปดนาง .. จะไปกับข้าหรือไม่ ..”

            “ไปกัน!!!” อุทัยตอบโดยไม่ลังเล มันทะลึ่งตัวพรวดจนเจ้าแมวน้อยกระโจนหนี งานประลองยุทธ์อันใดหามีแรงดึงดูดเท่าเหลาสุราไม่ .. อุทัยติดตามอนันต์ไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งแมวน้อยซิงซิงยืนงุนงงอยู่เพียงลำพัง

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน