ทว่ามันก็ทำได้แค่นั้น!
ยังไงซะเจิ้งตงก็คือแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแค่พลังเลือดของเขาก็พอจะบดขยี้เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้แล้ว
แม้เขาจะไม่สามารถโต้กลับได้อย่างเต็มที่ภายใต้การโจมตีที่โหมกระหน่ำนี้แต่การที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงจะจัดการเจิ้งตงในเวลาสั้นๆก็เป็นเรื่องที่ไกลเกินจริงไปหน่อย
ดาบยาวที่ถูกเจียงจืออวี๋แทงหักเป็นสองท่อนถูกเจิ้งตงทิ้งไปแล้วและถูกแทนที่ด้วยดาบยาวเล่มใหม่
แต่แค่การปะทะกันไม่กี่ครั้งก็ดูออกว่าดาบเล่มใหม่นี้เป็นแค่อาวุธสำรองของเขาเท่านั้น
ในเมื่ออาวุธหลักยังถูกเจียงจืออวี๋แทงหักไปต่อหน้าเมื่อต้องใช้อาวุธสำรอง เจิ้งตงจึงไม่กล้าเข้าปะทะกับเจียงจืออวี๋ตรงๆ อีก
ใครจะไปรู้ว่าอาวุธจะหักอีกหรือเปล่าถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาคงไม่มีอาวุธให้ใช้อีกแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเป็นเจิ้งตงหรือเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง ต่างก็รู้ดีอยู่เรื่องหนึ่ง
นั่นคือการต่อสู้ของพวกเขามันไม่สำคัญเลยทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการต่อสู้ระหว่างหวังเหมิ่งกับเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวต่างหาก
การต่อสู้ระดับโหวแห่งยุทธ์ต่างหากคือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการต่อสู้ครั้งนี้
“ปัง!”
เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การแลกหมัดแลกเนื้อทั้งหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ต่างทิ้งการป้องกันไปหมดดูเหมือนว่าทั้งคู่ตั้งใจจะใช้แค่พละกำลัง เพื่อบดขยี้อีกฝ่ายให้ตายคามือ
เสียงกระแทกที่ดังกึกก้องเป็นระยะทำเอาหัวใจของไป๋ฉางเซิงกระตุกตามไปด้วยทุกครั้ง
เขาเหลือบมองไปทางนั้นพลางแอบคิดในใจว่า‘พวกสัตว์ประหลาด’
ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าพลังเลือดของหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้มีเท่าไหร่แต่ที่เขามั่นใจคือ
พละกำลังของทั้งสองคนนี้ต้องเกินห้าร้อยตันแน่ๆ!
กลางทุ่งร้างต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ แค่ถูกลมหมัดเฉี่ยวเบาๆ ลำต้นก็แหว่งหายไปเป็นแถบ
และแม้จะตัดต้นไม้จนหักแรงส่งจากหมัดก็ยังไม่ลดลงเลยสักนิด
ภาพที่เห็นพิสูจน์สิ่งที่ไป๋ฉางเซิงคิดไว้ได้เป็นอย่างดี
ด้วยพละกำลังที่น่ากลัวขนาดนี้ถ้าโดนเข้ากับตัวเองสักหมัด ผลลัพธ์จะเป็นยังไงนะ?
พอคิดแบบนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง... พูดง่ายๆ คือ แค่หมัดเดียวเขาก็คงเละเป็นโจ๊ก...
ยังดีที่การต่อสู้นี้เขาไม่ต้องเข้าไปยุ่งไม่อย่างนั้นคงตายแบบไม่รู้ตัวแน่
ขณะที่อีกด้านเวินโหรวก็ไม่ได้อยู่เฉย มือทั้งสองข้างประสานอินอย่างต่อเนื่องพื้นดินบริเวณที่หวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้สู้กันอยู่ ราวกับมีชีวิตขึ้นมา
บางทีเสาดินก็พุ่งขึ้นมากระแทกใส่หวังเหมิ่ง
บางทีพื้นดินก็อ่อนยวบลงกะทันหันในจังหวะที่หวังเหมิ่งกำลังจะออกแรงทำให้เขาเสียหลักและต้องถอนพลังถอยออกมา
ในสถานการณ์แบบนี้หวังเหมิ่งจึงรู้สึกเหมือนมีแรงแต่ใช้ได้ไม่เต็มที่
จะว่าไปแล้วสองศิษย์อาจารย์อย่างหวังเหมิ่งและเจิ้งตงถึงจะมีพลังเลือดสูงกว่าพวกของไป๋ฉางเซิงแต่กลับต้องมาเสียเปรียบเพราะถูกสองรุมหนึ่งจนถูกจำกัดและไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้
แต่ยังไงซะการจำกัดคู่ต่อสู้ ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถไม่ใช่หรือ?
“เสี่ยวไป๋!”
จู่ๆเจียงจืออวี๋ก็พูดขึ้น ดึงสติของไป๋ฉางเซิงกลับมา
และพอได้สติไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของเจียงจืออวี๋ทันที
การต่อสู้ยืดเยื้อที่ผ่านมาไม่ใช่เพื่อลับฝีมือหรือฝึกทักษะยุทธ์กับเจิ้งตง
ความจริงแล้วเจียงจืออวี๋กำลังสะสมเจตจำนงแห่งหอกอยู่ต่างหาก
อานุภาพของเพลงหอกวายุคลั่งอาจจะไม่รุนแรงตรงไปตรงมาเหมือนหอกทะลวงทอง
แต่หอกทะลวงทองยังพอหลบได้ทว่าหอกวายุคลั่งเมื่อสะสมจนได้ที่แล้ว มันจะกลายเป็นท่าที่ป้องกันไม่ได้เลย!
การที่เจียงจืออวี๋เรียกเขาตอนนี้ย่อมหมายความว่าเจตจำนงแห่งหอกวายุคลั่งพร้อมแล้ว
ไป๋ฉางเซิงไม่ลังเลแม้แต่น้อยพลังจิตระเบิดออก ลูกไฟหลายลูกปรากฏขึ้นเหนือหัวเขาก่อนจะลากเป็นเส้นโค้งจากซ้ายไปขวากลางอากาศ
แค่พริบตาเดียวลูกไฟทั้งเจ็ดก็ถูกสร้างขึ้น และพุ่งเข้าใส่เจิ้งตงโดยไม่ปล่อยให้ตั้งตัว
แม้พลังของลูกไฟแต่ละลูกจะไม่รุนแรงมากแต่มันก็เทียบเท่าการโจมตีระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางซึ่งแม้แต่คนอย่างเจิ้งตงก็ยังต้องระวัง
แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าเจียงจืออวี๋กำลังซุ่มเตรียมไม้ตายอยู่
ถึงภายนอกจะดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแต่ความรู้สึกนี้มันชัดเจน ทำให้เจิ้งตงต้องแบ่งสมาธิไประวังเธอมากขึ้น
ดาบในมือตวัดรัวๆรังสีดาบพุ่งออกไปเป็นสาย หวังจะสกัดลูกไฟของไป๋ฉางเซิง
แต่ไป๋ฉางเซิงกลับส่งเสียงหึในคอเขาเพียงเพ่งจิต บังคับให้ลูกไฟพวกนั้นหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในพริบตา
ก่อนที่เจิ้งตงจะทันเปลี่ยนท่าลูกไฟก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น แสงสว่างจ้าทำให้ตาของเจิ้งตงพร่ามัวไปชั่วขณะ
เจิ้งตงเสียท่าให้ลูกไม้เดิมๆเป็นครั้งที่สอง
ในเมื่อเป็นแบบนี้เจียงจืออวี๋ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป
หอกโลหะถูกแทงออกไปอย่างดุดันรังสีอำมหิตที่สะสมมานานระเบิดออกในวินาทีนี้
เหมือนพายุโหมกระหน่ำพุ่งตรงหมายจะเอาชีวิตเจิ้งตง!
หลังจากตาพร่ามัวไปครู่หนึ่งเจิ้งตงที่เห็นหอกพุ่งตรงมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เขาไม่กล้าประมาทดาบยาวตวัดฟันออกไปขวาง พร้อมกับตะโกนลั่น “เพลงดาบตัดวายุ!”
เมื่อหอกวายุคลั่งต้องมาปะทะกับดาบตัดวายุการประลองระหว่างหอกและดาบครั้งนี้ ใครจะชนะ?
คำตอบนั้นมีอยู่แล้ว
ทักษะยุทธ์ระดับนภายังไงก็คือระดับนภา
เจียงจืออวี๋คำนวณทุกอย่างมาอย่างดีการที่เธอกล้าแทงหอกสุดท้ายนี้ เพราะเธอมั่นใจว่าเจิ้งตงหมดแรงแล้ว!
และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เธอคาดไว้
การปะทะที่รุนแรงอย่างต่อเนื่องและการรีดพลังเลือดออกมาจนสุดทำให้พละกำลังของเจิ้งตงลดลงไปมาก บวกกับแผลตามข้อต่อจากการโดนหอกแทงก่อนหน้านี้
ทำให้เพลงดาบตัดวายุเล่มนี้ตอนที่ฟาดออกมาได้ครึ่งทาง แสงของมันก็หม่นลงวูบหนึ่ง
มันเป็นแค่เสี้ยววินาทีเดียวซึ่งถ้าเจิ้งตงรู้ตัว เขาสามารถปรับท่าได้ทัน
แต่เจียงจืออวี๋คว้าช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียวนี้ไว้ได้อย่างแม่นยำ
“ฉึก!”
ปลายหอกโลหะทะลุผ่านดาบไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้เจิ้งตงได้ตั้งตัว ปลายหอกก็พุ่งทะลวงเข้ากลางคอของเขาอย่างจังเลือดสีแดงสาดกระเซ็น
ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งทำให้เจิ้งตงยังคงประคองสติไว้ได้เขาพุ่งถอยหลังสุดตัวเพื่อทิ้งระยะห่างจากเจียงจืออวี๋ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมคอตัวเอง
สัมผัสที่ได้รับมีแค่ความอุ่นของเลือดเมื่อก้มลงมอง ก็พบว่ามือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเลือด
“อั่ก...”
เจิ้งตงอ้าปากพยายามจะพูดแต่คอของเขาไม่สามารถส่งเสียงอะไรออกมาได้อีกแล้ว
จนถึงตอนนี้เขายังไม่เข้าใจ
ทั้งที่เขาเป็นถึงแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแต่ทำไมตอนสู้กับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง เขาถึงไม่สามารถชิงความได้เปรียบได้เลยแถมยังถูกกดดันจนต้องถอยร่น
จนมาถึงจุดนี้...
“คนที่ฆ่าคนในเมืองผู้ฝึกยุทธ์ตอนนั้น คือแกสินะ?”
เจียงจืออวี๋ยืนถือหอกนิ่งไม่คิดจะตามไปซ้ำ
คอถูกแทงทะลุขนาดนี้ต่อให้เจิ้งตงจะไปนอนอยู่ในห้องฉุกเฉินตอนนี้ ก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
เธอมองดูเจิ้งตงที่พลังชีวิตเริ่มดับลงเรื่อยๆจากที่ไกลๆ ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ
“ฆ่าแกซะ ก็ถือว่าฉันได้แก้แค้นให้จ้าวมู่เสวี่ยกับปู่ของเธอแล้ว”
ถ้าเป็นคนอื่นเจียงจืออวี๋อาจจะยอมออมมือให้บ้าง อย่างมากก็แค่ทำให้บาดเจ็บสาหัสแต่ไม่ถึงตาย
แต่รังสีดาบของเจิ้งตงเป็นหลักฐานที่บอกความจริงทุกอย่างแก่เธออย่างชัดเจน
ในเมื่อหวังเหมิ่งที่เป็นตัวต้นเหตุปล่อยไว้ไม่ได้เจิ้งตงที่ยอมเป็นดาบในมือของเขาก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อเหมือนกัน
ดังนั้น...
ลูกไฟลูกหนึ่งระเบิดออกอย่างรุนแรงร่างของเจิ้งตงหายไปจากตรงนั้นทันทีเหลือแค่กองอุปกรณ์ป้องกันที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก