ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 170 ลำคอที่ถูกทะลวง

            ทว่ามันก็ทำได้แค่นั้น!

            ยังไงซะเจิ้งตงก็คือแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแค่พลังเลือดของเขาก็พอจะบดขยี้เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้แล้ว

            แม้เขาจะไม่สามารถโต้กลับได้อย่างเต็มที่ภายใต้การโจมตีที่โหมกระหน่ำนี้แต่การที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงจะจัดการเจิ้งตงในเวลาสั้นๆก็เป็นเรื่องที่ไกลเกินจริงไปหน่อย

            ดาบยาวที่ถูกเจียงจืออวี๋แทงหักเป็นสองท่อนถูกเจิ้งตงทิ้งไปแล้วและถูกแทนที่ด้วยดาบยาวเล่มใหม่

            แต่แค่การปะทะกันไม่กี่ครั้งก็ดูออกว่าดาบเล่มใหม่นี้เป็นแค่อาวุธสำรองของเขาเท่านั้น

            ในเมื่ออาวุธหลักยังถูกเจียงจืออวี๋แทงหักไปต่อหน้าเมื่อต้องใช้อาวุธสำรอง เจิ้งตงจึงไม่กล้าเข้าปะทะกับเจียงจืออวี๋ตรงๆ อีก

            ใครจะไปรู้ว่าอาวุธจะหักอีกหรือเปล่าถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาคงไม่มีอาวุธให้ใช้อีกแล้ว

            แต่ไม่ว่าจะเป็นเจิ้งตงหรือเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง ต่างก็รู้ดีอยู่เรื่องหนึ่ง

            นั่นคือการต่อสู้ของพวกเขามันไม่สำคัญเลยทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการต่อสู้ระหว่างหวังเหมิ่งกับเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวต่างหาก

            การต่อสู้ระดับโหวแห่งยุทธ์ต่างหากคือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการต่อสู้ครั้งนี้

            “ปัง!”

            เสียงกระแทกหนักๆดังขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การแลกหมัดแลกเนื้อทั้งหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ต่างทิ้งการป้องกันไปหมดดูเหมือนว่าทั้งคู่ตั้งใจจะใช้แค่พละกำลัง เพื่อบดขยี้อีกฝ่ายให้ตายคามือ

            เสียงกระแทกที่ดังกึกก้องเป็นระยะทำเอาหัวใจของไป๋ฉางเซิงกระตุกตามไปด้วยทุกครั้ง

            เขาเหลือบมองไปทางนั้นพลางแอบคิดในใจว่า‘พวกสัตว์ประหลาด’

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าพลังเลือดของหวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้มีเท่าไหร่แต่ที่เขามั่นใจคือ

            พละกำลังของทั้งสองคนนี้ต้องเกินห้าร้อยตันแน่ๆ!

            กลางทุ่งร้างต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ แค่ถูกลมหมัดเฉี่ยวเบาๆ ลำต้นก็แหว่งหายไปเป็นแถบ

            และแม้จะตัดต้นไม้จนหักแรงส่งจากหมัดก็ยังไม่ลดลงเลยสักนิด

            ภาพที่เห็นพิสูจน์สิ่งที่ไป๋ฉางเซิงคิดไว้ได้เป็นอย่างดี

            ด้วยพละกำลังที่น่ากลัวขนาดนี้ถ้าโดนเข้ากับตัวเองสักหมัด ผลลัพธ์จะเป็นยังไงนะ?

            พอคิดแบบนี้ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง... พูดง่ายๆ คือ แค่หมัดเดียวเขาก็คงเละเป็นโจ๊ก...

            ยังดีที่การต่อสู้นี้เขาไม่ต้องเข้าไปยุ่งไม่อย่างนั้นคงตายแบบไม่รู้ตัวแน่

            ขณะที่อีกด้านเวินโหรวก็ไม่ได้อยู่เฉย มือทั้งสองข้างประสานอินอย่างต่อเนื่องพื้นดินบริเวณที่หวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้สู้กันอยู่ ราวกับมีชีวิตขึ้นมา

            บางทีเสาดินก็พุ่งขึ้นมากระแทกใส่หวังเหมิ่ง

            บางทีพื้นดินก็อ่อนยวบลงกะทันหันในจังหวะที่หวังเหมิ่งกำลังจะออกแรงทำให้เขาเสียหลักและต้องถอนพลังถอยออกมา

            ในสถานการณ์แบบนี้หวังเหมิ่งจึงรู้สึกเหมือนมีแรงแต่ใช้ได้ไม่เต็มที่

            จะว่าไปแล้วสองศิษย์อาจารย์อย่างหวังเหมิ่งและเจิ้งตงถึงจะมีพลังเลือดสูงกว่าพวกของไป๋ฉางเซิงแต่กลับต้องมาเสียเปรียบเพราะถูกสองรุมหนึ่งจนถูกจำกัดและไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้

            แต่ยังไงซะการจำกัดคู่ต่อสู้ ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถไม่ใช่หรือ?

            “เสี่ยวไป๋!”

            จู่ๆเจียงจืออวี๋ก็พูดขึ้น ดึงสติของไป๋ฉางเซิงกลับมา

            และพอได้สติไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของเจียงจืออวี๋ทันที

            การต่อสู้ยืดเยื้อที่ผ่านมาไม่ใช่เพื่อลับฝีมือหรือฝึกทักษะยุทธ์กับเจิ้งตง

            ความจริงแล้วเจียงจืออวี๋กำลังสะสมเจตจำนงแห่งหอกอยู่ต่างหาก

            อานุภาพของเพลงหอกวายุคลั่งอาจจะไม่รุนแรงตรงไปตรงมาเหมือนหอกทะลวงทอง

            แต่หอกทะลวงทองยังพอหลบได้ทว่าหอกวายุคลั่งเมื่อสะสมจนได้ที่แล้ว มันจะกลายเป็นท่าที่ป้องกันไม่ได้เลย!

            การที่เจียงจืออวี๋เรียกเขาตอนนี้ย่อมหมายความว่าเจตจำนงแห่งหอกวายุคลั่งพร้อมแล้ว

            ไป๋ฉางเซิงไม่ลังเลแม้แต่น้อยพลังจิตระเบิดออก ลูกไฟหลายลูกปรากฏขึ้นเหนือหัวเขาก่อนจะลากเป็นเส้นโค้งจากซ้ายไปขวากลางอากาศ

            แค่พริบตาเดียวลูกไฟทั้งเจ็ดก็ถูกสร้างขึ้น และพุ่งเข้าใส่เจิ้งตงโดยไม่ปล่อยให้ตั้งตัว

            แม้พลังของลูกไฟแต่ละลูกจะไม่รุนแรงมากแต่มันก็เทียบเท่าการโจมตีระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางซึ่งแม้แต่คนอย่างเจิ้งตงก็ยังต้องระวัง

            แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าเจียงจืออวี๋กำลังซุ่มเตรียมไม้ตายอยู่

            ถึงภายนอกจะดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแต่ความรู้สึกนี้มันชัดเจน ทำให้เจิ้งตงต้องแบ่งสมาธิไประวังเธอมากขึ้น

            ดาบในมือตวัดรัวๆรังสีดาบพุ่งออกไปเป็นสาย หวังจะสกัดลูกไฟของไป๋ฉางเซิง

            แต่ไป๋ฉางเซิงกลับส่งเสียงหึในคอเขาเพียงเพ่งจิต บังคับให้ลูกไฟพวกนั้นหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในพริบตา

            ก่อนที่เจิ้งตงจะทันเปลี่ยนท่าลูกไฟก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น แสงสว่างจ้าทำให้ตาของเจิ้งตงพร่ามัวไปชั่วขณะ

            เจิ้งตงเสียท่าให้ลูกไม้เดิมๆเป็นครั้งที่สอง

            ในเมื่อเป็นแบบนี้เจียงจืออวี๋ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป

            หอกโลหะถูกแทงออกไปอย่างดุดันรังสีอำมหิตที่สะสมมานานระเบิดออกในวินาทีนี้

            เหมือนพายุโหมกระหน่ำพุ่งตรงหมายจะเอาชีวิตเจิ้งตง!

            หลังจากตาพร่ามัวไปครู่หนึ่งเจิ้งตงที่เห็นหอกพุ่งตรงมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

            เขาไม่กล้าประมาทดาบยาวตวัดฟันออกไปขวาง พร้อมกับตะโกนลั่น “เพลงดาบตัดวายุ!”

            เมื่อหอกวายุคลั่งต้องมาปะทะกับดาบตัดวายุการประลองระหว่างหอกและดาบครั้งนี้ ใครจะชนะ?

            คำตอบนั้นมีอยู่แล้ว

            ทักษะยุทธ์ระดับนภายังไงก็คือระดับนภา

            เจียงจืออวี๋คำนวณทุกอย่างมาอย่างดีการที่เธอกล้าแทงหอกสุดท้ายนี้ เพราะเธอมั่นใจว่าเจิ้งตงหมดแรงแล้ว!

            และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เธอคาดไว้

            การปะทะที่รุนแรงอย่างต่อเนื่องและการรีดพลังเลือดออกมาจนสุดทำให้พละกำลังของเจิ้งตงลดลงไปมาก บวกกับแผลตามข้อต่อจากการโดนหอกแทงก่อนหน้านี้

            ทำให้เพลงดาบตัดวายุเล่มนี้ตอนที่ฟาดออกมาได้ครึ่งทาง แสงของมันก็หม่นลงวูบหนึ่ง

            มันเป็นแค่เสี้ยววินาทีเดียวซึ่งถ้าเจิ้งตงรู้ตัว เขาสามารถปรับท่าได้ทัน

            แต่เจียงจืออวี๋คว้าช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียวนี้ไว้ได้อย่างแม่นยำ

            “ฉึก!”

            ปลายหอกโลหะทะลุผ่านดาบไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้เจิ้งตงได้ตั้งตัว ปลายหอกก็พุ่งทะลวงเข้ากลางคอของเขาอย่างจังเลือดสีแดงสาดกระเซ็น

            ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งทำให้เจิ้งตงยังคงประคองสติไว้ได้เขาพุ่งถอยหลังสุดตัวเพื่อทิ้งระยะห่างจากเจียงจืออวี๋ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมคอตัวเอง

            สัมผัสที่ได้รับมีแค่ความอุ่นของเลือดเมื่อก้มลงมอง ก็พบว่ามือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเลือด

            “อั่ก...”

            เจิ้งตงอ้าปากพยายามจะพูดแต่คอของเขาไม่สามารถส่งเสียงอะไรออกมาได้อีกแล้ว

            จนถึงตอนนี้เขายังไม่เข้าใจ

            ทั้งที่เขาเป็นถึงแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแต่ทำไมตอนสู้กับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิง เขาถึงไม่สามารถชิงความได้เปรียบได้เลยแถมยังถูกกดดันจนต้องถอยร่น

            จนมาถึงจุดนี้...

            “คนที่ฆ่าคนในเมืองผู้ฝึกยุทธ์ตอนนั้น คือแกสินะ?” 

            เจียงจืออวี๋ยืนถือหอกนิ่งไม่คิดจะตามไปซ้ำ

            คอถูกแทงทะลุขนาดนี้ต่อให้เจิ้งตงจะไปนอนอยู่ในห้องฉุกเฉินตอนนี้ ก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้

            เธอมองดูเจิ้งตงที่พลังชีวิตเริ่มดับลงเรื่อยๆจากที่ไกลๆ ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ

            “ฆ่าแกซะ ก็ถือว่าฉันได้แก้แค้นให้จ้าวมู่เสวี่ยกับปู่ของเธอแล้ว”

            ถ้าเป็นคนอื่นเจียงจืออวี๋อาจจะยอมออมมือให้บ้าง อย่างมากก็แค่ทำให้บาดเจ็บสาหัสแต่ไม่ถึงตาย

            แต่รังสีดาบของเจิ้งตงเป็นหลักฐานที่บอกความจริงทุกอย่างแก่เธออย่างชัดเจน

            ในเมื่อหวังเหมิ่งที่เป็นตัวต้นเหตุปล่อยไว้ไม่ได้เจิ้งตงที่ยอมเป็นดาบในมือของเขาก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อเหมือนกัน

            ดังนั้น...

            ลูกไฟลูกหนึ่งระเบิดออกอย่างรุนแรงร่างของเจิ้งตงหายไปจากตรงนั้นทันทีเหลือแค่กองอุปกรณ์ป้องกันที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก  

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน