หลังจากที่สั่งการเจียวลู่เรียบร้อยแล้วหวังหย่งรีบควบม้าออกจากที่นั่นไปในทันที ในเวลาเช่นนี้เขาจะมัวโอ้เอ้อยู่ไม่ได้ชาติบ้านเมืองจะอยู่รอดปลอดภัยได้ ก็ต้องพึ่งตัวเขาแล้ว
แม้เจียวลู่จะไม่ใช่คนที่มีความเก่งกาจเชี่ยวชาญมากนักก็ตามแต่การที่มีราชครูและอัครมหาเสนาบดีอยู่เคียงข้างย่อมทำให้เจียวลู่สำเร็จภารกิจได้ไม่ยาก
หวังหย่งนัดแนะกับศิษย์น้องร่วมสำนักบริเวณนอกเมืองตามเส้นที่ทางที่มุ่งไปยังเมืองเหอผิง เมื่อไปถึงจุดนัดพบ กลับไม่พบว่ามีใครอยู่ตรงนั้นเลยหวังหย่งรออยู่เพียงไม่นาน เซียวจ้านก็ควบม้าตรงมาที่จุดนัดพบอย่างเร่งรีบ
ไม่ต้องรอให้หวังหย่งถามไถ่เมื่อมาถึง เซียวจ้านก็รายงานทันที
“แย่แล้วศิษย์พี่ดูเหมือนแผนการของอิคายจะสัมฤทธิ์ผลแล้ว มันหลอกให้ทัพของเหอฉีแยกเป็กลุ่มเล็กๆหลายสิบกลุ่ม แม้จะมีเป้าหมายเพื่อหลบหลีกออกจากเมืองได้ง่ายแต่ทัพเหอฉีล้วนแต่ขาดประสบการณ์ แต่ละกลุ่มก็ไม่มีผู้นำที่ชัดเจนเมื่อกระจายกันไปแบบนี้ จึงถูกพวกเหอผิงดักซุ่มโจมตี ล้มตายไปเป็จำนวนมากบ้างก็แตกพ่ายหลบหนีกันชุลมุน ข้าก็นึกอยู่แล้วว่าทำไมจึงใช้แยกกันเดินทัพเช่นนี้เพราะมันอยากให้พวกเรารวมตัวกันไม่ติดนี่เอง ที่สำคัญใจนึงบอกให้เดินทัพอย่างเงียบๆแต่มันกลับส่งคนปลอมไปเป็พ่อค้า ไปปล่อยข่าวให้ชาวเมืองเหอผิงได้รู้ทีนี้ก็ติดกับพวกมันทั้งสองหมดเลย”
“ตอนนี้ข้าไม่ได้ห่วงทางนั้นหรอก อย่างไรเสียข้าก็ส่งแผนสำรองไปช่วยแล้ว คิดว่าอีกไม่นานพวกเค้าคงจะถอยทัพกลับมาได้ข้าห่วงแต่ทางนี้แหละ” หวังหย่งกล่าวพลางชะเง้อสายตามองหาอะไรบางอย่าง
“ศิษย์พี่กำลังรออะไรอยู่งั้นหรือ”เซียวจ้านถามกลับมาอย่างสงสัย
“ข้ากำลังรอใครบางคนอยู่อีกไม่นานพวกเขาคงจะมาถึง”
เป็ดั่งเช่นที่หวังหย่งคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดทั้งสองยืนรออยู่ไม่นานนัก ก็มีกองทัพขนาดเล็กกำลังเคลื่อนทัพผ่านมายังพวกเขาหวังหย่งแอบมองแว๊บเดียวก็รู้ว่านี่คือคนที่เขากำลังรออยู่เขารีบวิ่งออกไปขวางขบวนทัพทัน
“เ้าเป็ใคร บังอาจมาขวางทัพของข้าเช่นนี้”เสียงะโดังออกมาจากขบวน
“ข้ามาขอพบท่านอูซุนหากไม่รังเกียจละก็ ข้ามีเื่สำคัญจะบอกกับเค้า” หวังหย่งรีบตอบกลับไป
ชายคนหนึ่งแหวกกลุ่มทหารเดินออกมาข้างหน้าท่าทางกำยำน่าเกรงขาม เขาเดินออกมาเผชิญหน้าหวังหย่งเพียงลำพัง แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เกรงกลัวอะไรเลย
“เ้าอยากพบข้าหรือ มีอะไรก็ว่ามาพวกข้ากำลังรีบ” อูซุนจ้องหน้าหวังหย่งเขม็ง
“ท่านคงไม่รีบจริงๆ กระมังที่จริงตอนนี้ทัพของท่านน่าจะถึงไปแนวหน้าแล้ว แต่บัดนี้พวกท่านยังเอื่อยเฉื่อยอยู่แถวนี้ ข้าเกรงว่าท่านอาจจะกำลังถ่วงเวลาอยู่ก็เป็ได้”
“เ้านี่.....”อูซุนเงื้อมมือไปจับดาบหมายจะถึงมาฟังคนแถวนี้ให้หัวหลุดจากบ่าแต่หวังหย่งรีบชิงเจรจาเสียก่อน
“ช้าก่อนท่านอูซุนข้ามีเื่เร่งด่วนกว่านั้นจะมารายงานท่านบัดนี้ต่อให้ไปเร่งรีบไปช่วยทัพของรัชทายาทข้าเกรงว่า ท่านคงจะไปไม่ทันแล้วทางที่ดี ท่านอยู่ช่วยข้าทางนี้จะดีกว่า”
“ช่วยเ้าหรือข้ามีอะไรจะต้องช่วยเ้า”
“ข้ารู้ว่าท่าน้าคนคนนึงอยู่ และข้าก็กำลัง้าเข้าเช่นกัน บัดนี้ เขากำลังก่อความวุ่นวายอยู่ในเมืองถ้าท่านมากับข้า อาจจะชดเชยกับที่ท่านไปช่วยคุณชายไม่ทัน ข้าว่ามันคุ้มกว่า”
“ข้าไม่เข้าใจที่เ้าพูด” อูซุนงงกับสิ่งที่หวังหย่งบอกมา
“งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังท่านมีเจตนาที่เคลื่อนทัพช้า เพราะไม่อยากไปช่วย เช่นนั้นบัดนี้ทัพของรัชทายาทแตกพ่ายไปเรียบร้อยแล้ว หากท่านไปหารัชทายาทในตอนนี้ข้าเกรงว่าท่านจะมีความผิดได้ แต่ท่านมีทางเลือกที่จะไปกับข้าเพื่อปกป้องแคว้นเหอฉีเอาไว้ เพราะตอนนี้คนของท่านกำลังอาศัย่ที่ทหารออกไปนอกเมืองกันหมดก่อความวุ่นวายภายในเมือง ข้าได้ให้คนของข้างไปถ่วงเวลาเขาไว้แล้ว แต่ข้าเกรงว่าหากเราขืนชักช้าจะไม่ทันการ ท่านจะได้ความดีความชอบในการปราบปรามฏและท่านก็ยังได้ศัตรูของท่านกลับไปอีกด้วย แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลามากนัก ท่านต้องรีบตัดสินใจ”
อูซุนมีท่าทีลังเลเล็กน้อยเขาแปลกใจมากที่เ้าหนุ่มคนนี้อ่านแผนการของเขาได้ขาดจริงๆ เขาไม่อยากไปรบแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ จึงแสร้งว่าเดินทัพล่าช้า กะว่าเมื่อไปถึงทัพเหอฉีคงจะตีเมืองเหอผิงแตกไปแล้ว แต่กลับกลายเป็ว่า ทัพเหอฉีกลับเป็ฝ่ายพ่ายแพ้เช่นนี้แล้ว เขาก็จะต้องมีความผิดเป็แน่ ที่ไม่รักษาสัญญาที่จะมาช่วยแคว้นเหอฉี
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อูซุนจึงจำใจยอมรับแผนการของหวังหย่ง เขารีบขึ้นม้าสั่งให้กองทัพของเขาติดตามหวังหย่งกลับเข้าไปยังเมืองเหอฉีในทันที
………………………………………………………….
ราชครูยืนรอความตายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เขาเห็นคมดาบที่เคลื่อนแหวกอากาศพุ่งมายังลำคอของเขา จากนั้นภาพต่างๆ ก็ดับมืดลงเขาไม่กล้ามองมันอีกแล้ว ได้แต่หลับพริ้ม รอให้มัจจุราชมาเอาชีวิตของเขาไปท่ามกลางความตกตะลึงของทุกๆ คน
.............เพล้งงงงงงงงงงงงงง.............
เสียงบางสิ่งบางอย่างพุ่งเข้ากระทบคมดาบอย่างแรงทำให้ดาบในมือของอิคายหลุดจากมือไปก่อนที่มันจะถึงคอราชครูเพียงแค่ไม่ถึงสองฝ่ามือพร้อมๆ กับดอกธนูกระเด็นกระเด็นมาตกอยู่ไม่ห่างจากราชครูมากนัก
ราชครูรีบสำรวจตัวเองเมื่อรู้ว่าคอยังไม่หลุดจากบ่า และตัวเองยังมีชีวิตอยู่ก็รีบวิ่งกลับเข้าไปหากลุ่มคนของเขาในทันที
อิคายเห็นดังนั้นทำท่าจะวิ่งตามไปแต่ธนูดอกที่สองก็พุ่งเข้ามาปักที่ต้นขาของเขาอย่างแม่นยำ ร่างของเขาจึงทรุดลงหลังจากที่ออกวิ่งตามราชครูไปได้เพียงสองก้าวเท่านั้น อิคายพยายามตะเกียกตะกายหันไปยังที่มาของธนูทั้งสองดอก
อูซุนค่อยๆ ลงคันธนูลงเมื่อเห็นว่าอิคายไปไหนไม่รอดแล้ว เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาอิคาย พร้อมๆ กับคนของเขาที่เข้าไปโอบล้อมเหล่านักรบของอิคาย
“พวกเ้าวางอาวุธซะข้าไม่อยากให้คนของเราต้องมารบกันเองในบ้านเมืองคนอื่นเช่นนี้ข้าจะถือว่าพวกเ้าทุกคนคือพี่น้องของข้าเช่นเดิม” อูซุนประกาศไปยังพวกฏทุกคนก่อนจะหันมาประจันหน้ากับอิคาย
“ส่วนเ้าข้าคิดว่าเรามีเื่ที่จะต้องเคลียร์กันอีกมาก” อูซุนก้มลงไปจ้องหน้าอิคายอย่างโกรธแค้น “จับตัวพวกมันไป”
หวังหย่งรีบเข้ามาหาคนของเขาในทันที
“หวังว่าใต้เท้าทุกท่านคงไม่เป็อะไรนะ” หวังหย่งรีบสอบถามในทันที
“พวกเราไม่เป็อะไรหรอกแต่หากเ้ามาช้ากว่านี้ ข้าเกรงว่า เข้าจะไม่มีชีวิตมาพบเ้าอีกแล้ว” ราชครูตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยเพราะยังใไม่หาย
“ข้ารับปากใต้เท้าแล้วว่าจะมาให้ทันก็ต้องทันสิ ในเมื่อทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้วเรารีบกลับเข้าไปในเมืองกันเถอะ ข้าเกรงว่าบัดนี้กองทัพของเราคงจะกลับมาถึงในอีกไม่ช้า” หวังหย่งรีบสั่งการก่อนที่เขาจะเดินกลับไปหาอูซุนที่ยืนคุมตัวอิคายอยู่
“ความดีความชอบของท่านในครั้งนี้ข้าเชื่อว่า ท่านอ๋องต้องตบรางวัลให้ท่านอย่างงามแน่” หวังหย่งเอ่ยกับอูซุน ก่อนที่จะหันไปสำรวจกลุ่มฏนับร้อยที่ถูกควบคุมตัวอยู่
“หากคนเหล่านี้ถูกนำตัวไปทั้งหมดข้าเกรงว่าทุกคนย่อมถูกปะาหมดแน่” หวังหย่งเอ่ยออกมาด้วยความเป็ห่วง“ข้าคิดว่า ท่านรู้ดีว่า ใครเป็ใคร คนเหล่านี้ใช่ว่าจะคิดการฏกันทุกคนหลายคนถูกอิคายหลอกให้มาอยู่ที่นี่ มันคงไม่ดีแน่ถ้าพวกเขาจะต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วข้าอยากให้คนของท่านรีบพาตัวพวกเขากลับบ้านไปก่อนท่านจะจัดการกับพวกเขาอย่างไรก็เป็สิทธิของท่าน ส่วนอิคายและแกนนำอีกบางส่วน ข้าขอให้ท่านนำตัวฏเหล่านี้ไปมอบให้ท่านอ๋องด้วยตัวเองจะดีกว่า”
พูดจบหวังหย่งก็รีบเดินไปสมทบกับคนของเขาปล่อยให้อูซุนจัดการคนพวกนี้ตามที่เขาปรารถนา
..............................................................
เป็อีกครั้งที่กองทัพของเหอฉีต้องยกทัพกลับเข้าเมืองด้วยความพ่ายแพ้ทหารหลายพันนาย เหลือกลับมาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่ง แต่อย่างน้อยๆ มันก็มีสัญญาณที่ดี ที่มีบางคนกลับมาในขบวนนี้ด้วย
ท่านอ๋องควบม้านำทัพกลับมาด้วยพระองค์เอง แม้จะมีสีหน้าที่ไม่สบายใจนักแต่การกลับมาพร้อมกับพระโอรสอย่างคุณชายชิงอวิ้นที่ไม่มีแม้รอยขีดข่วนย่อมทำให้พระองค์โล่งอกไปได้ไม่น้อย
เหล่าขุนนางที่ออกศึกในครั้งนี้ต่างทยอยกลับมาอย่างปลอดภัย รวมถึง เฟยฉีและหลี่ซือที่ควบม้ากลับมาด้วยความผิดหวัง พวกเขาหมายมั่นปั้นมือว่าศึกนี้จะเป็ศึกที่สร้างชื่อให้กับพวกเขาทั้งสองคนได้ไม่ยากแต่กลับนึกไม่ถึงว่าทั้งหมดนี้จะเป็แผนการของอิคายที่หลอกให้พวกเขาต้องพาทหารไปตายหลายร้อยหลายพันชีวิต
ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างออกมารอต้อนรับท่านอ๋องกันอย่างเนืองแน่นประชาชนทุกคนยังรักและคิดถึงพระองค์อยู่ใน่เวลานี้ที่พระองค์เสด็จออกไปประทับอยู่แถบชานเมืองนั้นทุกคนรู้ดีว่าพระองค์้าจะพักผ่อน จึงไม่มีใครอยากจะรบกวนพระองค์แต่เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาในครั้งนี้ จึงสร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนเป็อย่างมาก
ท่านอ๋องเห็นประชาชนออกมาต้อนรับการอย่างเนืองแน่นเช่นนี้ก็พอจะทำให้พระองค์สบายใจขึ้นมาบ้าง นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าหวังหย่งได้ทำงานของเขาสำเร็จเช่นกัน
สองวันก่อนตอนที่หวังหย่งไปหาพระองค์ที่ตำหนักนอกเมืองนั้น พระองค์รู้สึกได้ถึงความพิเศษของเด็กหนุ่มคนนี้หวังหย่งอธิบายแผนการทั้งหมดของเหอผิงและอิคาย อย่างกับว่าเขาไปนั่งวางแผนร่วมกับคนเ่าั้
บัดนี้ความไว้ใจของราชสำนักโดยเฉพาะฮ่องเต้ง ที่มีต่อแคว้นเหอฉี นับวันยิ่งลดน้อยถอยลงไปทุกวัน ที่ปรึกษาใกล้ชิดของฮ่องเต้จึงออกอุบายปล่อยข่าวเื่ฮ่องเต้ทรงประชวรและให้ทัพเหอผิงเคลื่อนทัพ เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของแคว้นเหอฉีประกอบกับคำยั่วยุของอิคายที่อยากจะอาศัยโอกาสที่ทหารถูกส่งไปทำศึกกันหมดเพื่อก่อการฏเมื่อทุกอย่างรวมกันแล้ว มันดูช่างประจวบเหมาะเป็อย่างยิ่งแต่เมื่อคำทัดทานไม่เป็ผลหวังหย่งจึงต้องบากหน้าไปหาท่านอ๋องเพื่อขอความช่วยเหลือ
แม้พวกเหอผิงจะดักซุ่มโจมตีกองทหารกลุ่มเล็กๆของเหอฉีไปได้ในหลายจุด แต่การปรากฏตัวของท่านอ๋อง ทำให้ทุกอย่างยุติลงไม่มีการบุกของเหอฉี และการซุ่มโจมตีของเหอผิงก็ยุติลงเช่นกัน
ที่เหลือจึงเป็ภาระของหวังหย่งที่จะต้องเกลี้ยกล่อมให้อูซุนเชื่อใจ ยอมยกทัพไปช่วยปราบฏ แต่จากที่ท่านอ๋องเห็นด้วยสายตาประชาชนทั้งหลายไม่มีวี่แววของความหวาดกลัว หรือวิตกกังวลใดๆนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า หวังหย่งไม่ได้ทำให้พระองค์ผิดหวัง
ท่านอ๋องนำขบวนทหารมาถึงหน้าตำหนักใหญ่ก็พบกับท่านราชครู ที่นำเหล่าบรรดาขุนนางที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองออกมาตั้งแถวรอต้อนรับ
“อย่าบอกนะว่าที่เ้าหายไปเ้าไปกราบทูลท่านอ๋องให้มาช่วยในครั้งนี้” ราชครูเอ่ยถามหวังหย่งเบาๆแต่หวังหย่งไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มรับอย่างเต็มใจ
ท่านอ๋องลงจากหลังม้า พร้อมๆกับเหล่าขุนนางทั้งหลายก้มลงถวายพระพร
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พันปีพันพันปี” เสียงดังกึกก้องแบบนี้หายไปจากแคว้นเหอฉีนานมาแล้ว
“ทุกท่านลุกขึ้นเถอะ” ท่านอ๋องตรัสออกมา “ลำบากพวกท่านทุกคนแล้ว”ท่านอ๋องตรัสเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะเสด็จกลับเข้าตำหนักไป
เพียงไม่นานนักเหล่าขุนนางทั้งหลายก็ทยอยสลายตัว หน้าตำหนักใหญ่ที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนกลับว่างเปล่า ไม่เหลือใครอีกแล้ว ความเงียบสงบได้กลับมาปกคลุมตำหนักใหญ่อีกครั้ง แต่ใครจะรู้ความเงียบเช่นนี้ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก ท่ามกลางผู้คนนับร้อยท่านอ๋องกลับไม่เคยคำพูดใดๆไม่แม้แต่คำพูดเพื่อเป็ขวัญและกำลังใจให้กับหวังหย่งและเหล่าขุนนางาุโที่อยู่ปกป้องบ้านเมืองจากพวกฏนี่ย่อมเป็สิ่งที่ผิดปกติยิ่งนัก