กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 35 พรหมลิขิต

            เหมยฮวาอาศัยอยู่ที่อารามกลางป่าลึกมาหนึ่งปีแล้ว

            เมื่อนางเริ่มรู้สึกตัวก็พบว่าเหล่านักพรตหญิงที่นี่คอยดูแลนาง

            พอเริ่มแข็งแรงนางก็ตั้งใจจะเดินทางจากไป

            นี่เป็นแบบฉบับของบุปผาเย้ยจันทรา

            สิ่งที่นางไม่สนใจ นางไม่ให้ความสำคัญ

            สิ่งที่นางสนใจ ย่อมมีค่าเหนืออื่นใด

            เจ้าอารามเจ้าหวังจี่มิได้รั้งนาง เพียงแต่ขอให้นางพักจนหายดี 

            แผลที่หลังของนางแม้ปิดสนิท แต่เป็นเพราะดาบที่ฟันคมและเร็วมาก ประกอบกับนางตกลงไปในน้ำเย็นจัดจึงทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังหดตัวอย่างรุนแรง แผลสมานเพียงภายนอก ทั้งลมปราณของนางสับสนอ่อนแอ อาจทำให้อาการบาดเจ็บกำเริบเมื่อใดก็ได้ ขอให้สงบจิตใจที่อารามสักพักก่อน

            เหมยฮวาในขณะนั้นแทบจะเป็นวิญญาณล่องลอย นางจึงยอมพำนักอยู่

            นางพบว่าในอารามไม่มีบุรุษ แต่มิใช่เป็นเพราะข้อห้าม ที่จริงในอารามกลับมิมีข้อห้ามสักข้อเดียว 

            อารามเจี่ยนยี่แห่งนี้ รวมไว้ด้วยสตรีแทบทุกวัย ที่เด็กสุดอายุเก้าปี ที่แก่สุดราวเก้าสิบปี ส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญพรต แต่กลับไว้ผมยาว ทั้งดูแลตัวเองอย่างดี มิปล่อยให้อารมณ์เศร้าหมองตึงเครียด พวกนางปลูกผักกินเอง เนื้อสัตว์ที่ทานส่วนใหญ่คือปลาที่ตกได้จากแม่น้ำ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็พึ่งพานักพรตหญิงที่พอรู้ตำรับยา นาน ๆ ครั้งถึงจะมีผู้แวะมากราบไหว้พระในศาลเจ้าเล็ก ๆ ของอาราม 

            ท่านเจ้าอารามบอกนางว่า ที่นี่ไม่มีข้อห้ามใด ขอเพียงอย่าประพฤติชั่ว ส่วนการศึกษาธรรมะ มิได้บังคับ แต่ส่วนใหญ่นักพรตหญิงที่นี่ก็ศึกษาทั้งพุทธและเต๋า หรือแม้แต่คำสอนของท่านขงจื๊อที่ยกย่องบุรุษ

            “อารามนี้เราก่อตั้งขึ้นมาเอง แม้มีอายุไม่มาก แต่ก็รวบรวมผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกันมาช่วยดูแลกันและกัน เราไม่เน้นตัดทุกข์ แต่มุ่งสร้างความสุข ที่ไม่ออกเรือนตบแต่ง มิใช่รังเกียจบุรุษเพศ แต่เห็นว่าการดำรงชีวิตอยู่โดยเข้าถึงจิตใจแท้จริงแห่งตนเป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่าความรักเพียงผิวเผิน”

            นี่ทำให้สุดท้ายเหมยฮวามิยอมจากไป

            หลังจากอยู่ที่อารามได้ครึ่งปี นางขอบวชเป็นนักพรตเช่นเดียวกับคนอื่น แต่ท่านเจ้าอารามบอกว่า การบำเพ็ญของท่านเพื่อสร้างสุข หากเหมยฮวาบวชแล้วไม่มีความสุข ย่อมไม่มีประโยชน์อันใด

            แต่นางอนุญาตให้เหมยฮวาอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป และหากพร้อมเมื่อใดก็สามารถบวชเป็นนักพรตได้

            เมื่อครบหนึ่งปี เหมยฮวาขอบวชอีกครั้ง ท่านเจ้าอารามมองตานาง แล้วบอกว่าเกือบแล้ว ขอให้รออีกหน่อย

            อย่างไม่รู้ตัว นางชอบสถานที่แห่งนี้มาก

            การอยู่ที่นี่ทำให้นางสามารถลืมคนสองคน

            บุรุษที่นางทุ่มเทใจให้ แต่มันไม่แยแสชีวิตนาง

            บุรุษที่ทุ่มเทใจให้นาง แต่นางไม่สนใจมัน

            วันหนึ่งหลังจากช่วยงานของอารามจนบ่ายแก่ ๆ นางนั่งสงบอยู่ริมบันไดของศาลเจ้า 

            สายล่มอุ่น ๆ พัดใบไม้แห้งใบหนึ่งล่องลอยมาตกที่ปลายเท้าของนาง

            ปู้เบ่ยพ่านนักพรตหญิงวัยสามสิบเดินมาเงียบ ๆ 

            เหมยฮวาหันไปยิ้มนิด

            เดี๋ยวนี้นางหัดแย้มยิ้มกับชีวิตมากขึ้น

            “ซือไท่มีเรื่องใดให้รับใช้”

            “วันนี้คนจากเส้าหลินน่าจะมาถึง เห็นว่ามีจดหมายส่งให้ท่านเจ้าอาราม”

            “วัดเส้าหลิน” เหมยฮวาทวนคำ นี่เป็นสำนักสงค์อันดับหนึ่งในแผ่นดิน ไม่ทราบมาก่อนว่ามีการติดต่อกับอารามแห่งนี้

            “ใช่ วัดเส้าหลิน ผู้ที่มาน่าจะเป็นศิษย์ฆราวาสของทางนั้น รบกวนเจ้าช่วยต้อนรับมันด้วย”

            “นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย เหมยฮวาจะจัดการอย่างดี”

            ว่าแล้วนางก็เตรียมอุปกรณ์ชงชาไว้เพื่อต้อนรับอาคันตุกะ หนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ นางกลับเรียนรู้วิธีชงชา ทั้งที่ตอนอยู่พรรคปราบมังกรเกือบยี่สิบปี นางมิเคยมองงานเล็กน้อยพวกนี้เลย

            นางค้นพบว่าขั้นตอนอันละเมียดละไมของการชงชา ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้นุ่มนวลอ่อนโยน

            หรือต้าคลุ้มคลั่งก็ค้นพบความลับนี้ เพียงแต่วิธีชงชาของมันเหมือนเอาน้ำร้อนสาดใส่หน้าแขก

            ขณะที่นางง่วนอยู่กับการชงชาที่บริเวณศาลเจ้า แขกจากเส้าหลินก็มาถึง

            “แม่นางคงเป็นคนของที่นี่ รบกวนแจ้งท่านเจ้าอารามว่าผู้น้อยนำจดหมายจากวัดเส้าหลินมามอบให้”

            เสียงช่างคุ้นหูนัก

            นางเงยหน้าขึ้นมอง

            กระบวยตักน้ำร้อนหลุดไปจากมือ

            บุรุษตรงหน้าขยับร่างเพียงน้อยก็เข้ามาคว้าเอาไว้ทัน

            “ขออภัยต่อแม่นาง ผู้น้อยเข้ามาโดยมิได้ให้ซุ่มเสียงเป็นเหตุให้ตกใจ”

            ว่าแล้วมันประคองกระบวยวางบนถาดไม้ชงชา

            “เสี้ยวอู่หมิง” นางอุทานชื่อมันเสียงสั่น น้ำตารื้นออกมาที่ขอบตา

            แต่บุรุษซูบผอมที่อยู่ตรงหน้าคล้ายมิรู้จักนาง

            “มิทราบว่าท่านเจ้าอาวาสแจ้งนามผู้น้อยมาด้วย ขอแม่นางเรียนต่อท่านเจ้าอารามเถิด”

            มันกำลังเล่นละครหรือไร

            บุรุษตรงหน้าเป็นเสี้ยวอู่หมิงชัด ๆ แต่มันผ่ายผอมลงไปมาก เนื้อหนังอาจหายไปถึงหนึ่งในสามของที่นางเคยพบ  มันยังคมแย้มยิ้ม แต่ดวงตาโปนแก้มตอบ หน้าเรียวเล็กจนคล้ายใบหูกางออก ลำคอดูยาวขึ้น นิ้วมือมองเห็นข้อกระดูกเล็กน้อย 

            นี่เป็นร่างกายของผู้ที่ผ่านการบาดเจ็บมาอย่างรุนแรง

            มันโดนผู้ใดทำร้าย เกิดอันใดขึ้นกับมัน

            แต่ไม่ว่าอย่างไรมันคือเสี้ยวอู่หมิงแน่ ๆ 

            เพียงแต่แววตาที่มันมองนาง ไฉนเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน

            นื่คือบุรุษที่ติดพันนาง ช่วยเหลือนาง บาดเจ็บแทบตายเพื่อนาง

            วันนี้เหตุใดไม่รู้จักนาง

            เสี้ยวอู่หมิงทำท่ามึนงง หรือแม่นางคนงามผู้นี้มีอาการป่วยทางจิต จึงไม่อาจพูดคุยตอบโต้ 

            “หากแม่นางไม่สะดวก ผู้น้อยขอตามหาซือไท่ท่านอื่น”

            เหมยฮวาตื่นจากภวัง

            “ขออภัย ข้าพเจ้าจะเรียนท่านเจ้าอารามให้ ท่านดื่มชาก่อนเถิด”

            เสี้ยวอู่หมิงดื่มชาหลงจิ่งลงไป รู้สึกถึงความหอมสดชื่นของใบชาชั้นดี แม่นางคนงามชงชาได้ยอดเยี่ยมนัก เสียดายที่นางดูสติสตังไม่อยู่กับตัว แต่เพียงแค่ความงามของนางก็ทำให้มันประหลาดใจที่นางมาอยู่อารามกลางป่าเขาเช่นนี้

            หรือนางผิดหวังกับความรักครั้งใหญ่ จึงจะมาบวชหนีรัก

            ครู่หนึ่งนางเดินกลับมา

            “เจ้าอารามเชิญท่านไปพบ”

            เสี้ยวอู่หมิงลุกขึ้นคารวะ

             “ขอบคุณแม่นาง”

            เจ้าอารามเจ้าหวังจี่มองเสี้ยวอู่หมิงอย่างพินิจพิเคราะห์

            “แทบไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะกลับมาเคลื่อนไหวได้ วิชาแพทย์ของเส้าหลินช่างล้ำลึกเหนือหยั่งคาด”

            “เหล่าไต้ซือดูแลผู้น้อยอย่างดียิ่ง”

            “เจ้าพักที่อารามแห่งนี้สักคืนแล้วค่อยกลับเถอะ”

            เสี้ยวอู่หมิงแอบสงสัย อารามซึ่งมีแต่สตรีกลับอนุญาตให้มันพักค้างแรมได้

            “ผู้น้อยมีกิจธุระต้องไปทำ ขออนุญาตอำลาซือไท่”

            “อารามเจี่ยนยี่ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง”

            เสี้ยวอู่หมิงเดินผ่านมาทางศาลเจ้าหน้าอาราม พบว่าเหมยฮวายืนอยู่ที่นั่น

            “ผู้น้อยขออำลาแม่นาง”

            เหมยฮวาพยายามมองค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาของมัน ก็ไม่พบความผิดปกติใด  

            มันไม่รู้จักนางจริง ๆ 

            “ท่านจะกลับวัดเส้าหลิน”

            เสี้ยวอู่หมิงนิ่งไปเล็กน้อย ที่นางสอบถามเรื่องของมัน

            “ผู้น้อยจะไปทำธุระต่อ หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่”

            แล้วมันก็เดินทางจากไป

            เหมยฮวายืนอยู่เพียงผู้เดียว

            สายลมอุ่นพัดน้ำตาไหลเปื้อนแก้ม

            ไฉนท่านจำเรามิได้ เกิดอันใดขึ้นกับท่าน

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            เจ้าอารามเจ้าหวังจี่นั่งสมาธิอยู่ในห้องพระ

            นางยิ่งมาใบหน้ายิ่งอิ่มเอิบสดใส

            เหมยฮวาขออนุญาตเข้าพบ

            นางมาคุกเข่าอยู่เงียบ ๆ 

            ผ่านไปครู่หนึ่งเจ้าหวังจี่จึงลืมตามอง

            “เจ้าบวชมิได้ในตอนนี้”

            เหมยฮวามองเจ้าอารามด้วยแววตาสำนึกผิด

            “อย่าได้โทษตนเอง อารามแห่งนี้มุ่งสู่ความสุขทางจิตใจ ไร้ข้อกำหนดกฏเกณฑ์ทั้งปวง แต่การค้นหาความสุขสงบ ต้องเกิดจากเจตจำนงของเจ้าเอง มิใช่ถูกสภาพแวดล้อมขู่เข็ญบังคับ”

            เหมยฮวาน้ำตาคลอดวงตาคู่งาม

            “ข้าพเจ้ามีเรื่องขอเรียนถามเจ้าอาราม”

            เจ้าหวังจี่ยิ้มน้อย ดวงตาปรากฏแววแห่งความเมตตา

            “เสี้ยวอู่หมิงเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลิน มันถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสจนพิการไปหนึ่งปี แต่วัดเส้าหลินช่วยรักษามันจนกลับมาเคลื่อนไหวได้”

            เหมยฮวาทั้งตกใจทั้งมึนงง มันกลับเป็นศิษย์ของเส้าหลินไปได้อย่างไร ที่ผ่านมามันบาดเจ็บหนักจนพิการ นางมิอาจทราบ แต่แน่ใจว่าชะตากรรมของมันเป็นเพราะช่วยเหลือนาง

            เจ้าอารามมองใบหน้างดงามตรงหน้าอยู่นาน

            “เจ้าไปเถอะ”

            เหมยฮวาเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย

            “กราบขอบพระคุณท่านเจ้าอาราม หากมีวาสนาคงได้พานพบกันอีก”

            เมื่อออกจากอาราม นางรีบตามแกะรอยเสี้ยวอู่หมิง

            มันมิได้บอกว่าจะไปที่ใดต่อ ท่านเจ้าอารามก็ไม่ทราบ

            อารามเจี่ยนยี่อยู่ในป่าลึก ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านมา ร่องรอยเสี้ยวอู่หมิงจึงพบเห็นได้ไม่ยาก 

            รอยเท้าของมันจมลึกเด่นชัด คล้ายไม่มีวรยุทธ

            นางวิตกสงสัยรีบตามไปจนพบทางแยกแห่งหนึ่ง

            ร่องรอยของเสี้ยวอู่หมิงมุ่งไปทางลั่วหยาง

            มันมิได้กลับวัดเส้าหลิน

            เหมยฮวาค้นหาจนแน่ใจจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าเมือง

            ผ่านไปหลายวัน

            เสี้ยวอู่หมิงเดินตามเส้นทางเข้าลั่วหยาง

            มันพยายามทบทวนความทรงจำในช่วงก่อนบาดเจ็บสาหัส

            แต่กลับจำได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ

     

            ไต้ซือฟางเว่ยบอกว่ามันเสียโลหิตไปมาก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อฉีกขาดทั้งร่าง เป็นการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนร่างกายเข้าสูสภาวะจำศีล นี่ยังไม่แน่ว่าอาจมีโลหิตไหลในสมอง จึงให้มันค่อย ๆ ใช้เวลาค้นหาความจำที่หายไป

            มันเดินทางมาลั่วหยาง

            เพราะนี่เป็นเมืองที่จำได้ดีที่สุด

            แม้ลึก ๆ  แล้วเหมือนมีรู้สึกถึงเรื่องราวอันอบอุ่นวาบหวามที่ฉางอาน แต่คล้ายกับเป็นความฝันอันเลื่อนลอย

            ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ จึงเพียงมุ่งสู่ลั่วหยางแห่งเดียว

            จนกระทั่งเห็นประตูเมืองอันสูงใหญ่

            ภาพโรงเตี้ยมเถี่ยนหยาจึงผุดขึ้นมา

            มันค่อย ๆ พาร่างกายอันซูบผอมเข้ามาในเมือง

            ช่วงต้นฤดูชุนเทียนปีนี้ อากาศเย็นสบาย มันขยับมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

            พัด

            มันคุ้นกับการโบกพัด

            แล้วจะหาพัดได้จากที่ใด

            มันเดินผ่านตลาด พบร้านขายของเบ็ดเตล็ดร้านหนึ่ง แม่ค้าสาววัยสิบเจ็ดน่ารักสดใสยืนอยู่หน้าร้าน 

            นางมองมันอย่างไม่เชื่อสายตา

            “นายท่าน”

            เสี้ยวอู่หมิงจำนางได้ทันที

            “แม่นาง ข้าพเจ้าทำพัดคู่กายพังไปอีกแล้ว”

            ยังพูดไม่ทันจบ กุ้ยชุนรีบหันกายเข้าไปในร้าน แล้วหยิบพัดพับสำหรับบุรุษมาเล่มหนึ่ง

            เสี้ยวอู่หมิงรับมาคลี่ออก ภายในมีภาพวาดสตรีสาวนั่งหันหลังบนโขดหิน มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นเพียงด้านข้างของใบหน้า คลับคล้ายเป็นกุ้ยชุนเอง

            มันแย้มยิ้ม หากจำไม่ผิดนางเป็นผู้วาดภาพบนพัดทุกเล่มด้วยตนเอง

            “พัดนี้ราคาเท่าใด”

            “เป็นของขวัญสำหรับนายท่านที่หายไปนานนับปี”

            กุ้ยชุนความจริงย่อมรู้ว่าเสี้ยวอู่หมิงประสบชะตากรรมเช่นไร แต่นางแอบเอาใจช่วยมันมาตลอด 

            เสี้ยวอู่หมิงยิ้มแก้มตอบ

            “ขอบคุณแม่นาง”

            สายลมอันอบอุ่นพัดกระดิ่งหน้าร้าน ปลอบประโลมความลำบากแห่งดวงใจอันซับซ้อน

            โรงเตี้ยมเถี่ยนหยา 

            มันจดจำเสี่ยวเอ้อได้

            เสี่ยวเอ้อก็จำมันได้

            ไม่มีคำพูดใดจากปากเสี่ยวเอ้อ มันเพียงโค้งคำนับนานเป็นพิเศษ 

            เสี้ยวอู่หมิงเข้าไปในห้อง ได้กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นจาง ๆ 

            เหมือนห้องนี้มีคนอื่นพักอยู่ แต่นึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด

            มันค้นพบกล่องไม้วางอยู่ใต้เตียง ภายในมีชุดสตรีเปื้อนโลหิต 

            แม้ผ่านการซักแล้ว รอยเลือดยังปรากฏจาง ๆ 

            ชุดของผู้ใด แล้วนางเป็นอย่างไร

    นิยายแนะนำ

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258