ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 เซียนหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้ อันเมี่ยวอี การประลองของตระกูลเริ่มต้นขึ้น

            ตูม!

            เหนือเมืองว่านเซี่ยงจอมเซียนว่านเซี่ยงระเบิดออก คลื่นพลังระดับเซียนนักบุญอันรุนแรงโหมกระหน่ำกวาดทุกสิ่งออกไปทุกทิศ

            คลื่นทำลายล้างโจมตีทุกชนิด

            ห้วงมิติแตกสลายหลุมดำปรากฏขึ้นทีละแห่ง รอยแยกขนาดใหญ่แผ่กระจายไปทั่วท้องนภา พลังที่เหลืออยู่โหมกระหน่ำเข้าใส่เมืองว่านเซี่ยงดุจคลื่นยักษ์ที่คำรามลั่น

            โครมคราม!

            เมืองว่านเซี่ยงสั่นสะเทือนค่ายกลมากมายฟื้นคืนชีพ อักขระนับไม่ถ้วนเปล่งประกายแพรวพราวดั่งดวงดาวหมุนวนคลายคลื่นพลังที่ยังหลงเหลืออยู่

            ถึงกระนั้นเมืองโบราณทั้งเมืองก็ยังคงสั่นไหวอย่างรุนแรง เพราะเทพเซียนโบราณระเบิดออกพลังเทพแผ่กระจายไปทั่วสวรรค์และพิภพ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนใหญ่หลวง

            “อึ่ก เพียงฝ่ามือเดียวก็ทำลายจอมเซียนว่านเซี่ยงได้ พลังของซูฉางเซิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!”

            “เซียนแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนโกหก ซูฉางเซิงไม่ใช่แค่เทียบเท่าเซียนนักบุญขั้นเจ็ดเท่านั้นเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เทียบเคียงได้กับเซียนนักบุญขั้นเก้าพวกตาแก่นั่นต้องการหลอกลวงผู้อื่น!”

            “จอมเซียนว่านเซี่ยงถูกหลอกแล้ว เซียนนักบุญขั้นเก้าหาใช่คนที่เขายั่วยุได้อย่างสิ้นเชิง!”

            ภายในเมืองว่านเซี่ยงรวมถึงทุกสำนัก เหล่าผู้แข็งแกร่งที่เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ต่างก็ตกตะลึง

            เนื่องจากร่างกายของซูเจี๋ยถูกปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ทำให้มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ดังนั้นทุกสำนักจึงเข้าใจผิดว่าเขาคือซูฉางเซิง

            ท้ายที่สุดแล้วตระกูลซูมีเพียงซูฉางเซิงเท่านั้นที่เป็นเซียน

            “อ๊า...”

            บนท้องฟ้าปราณโลหิตก่อตัวเป็นรูปร่าง และไม่นานนักร่างที่ซีดเซียวก็ปรากฏขึ้น

            เป็นจอมเซียนว่านเซี่ยงเขารวมร่างเซียนขึ้นมาใหม่ พลังอ่อนแอลงอย่างมาก และใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            เซียนนั้นสังหารได้ยากนอกเสียจากจะมีพลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้นมิฉะนั้นยากที่จะสังหารได้ภายในหนึ่งหรือสองกระบวนท่า

            ยิ่งไปกว่านั้นจอมเซียนว่านเซี่ยงยังมีไพ่ตาย ทำให้เขาทนทานต่อฝ่ามือของเซียนนักบุญขั้นเก้าได้หวุดหวิด

            อย่างไรก็ตามหากถูกโจมตีอีกครั้ง เขาคงจะต้านทานไม่ไหวและจะถูกทำลายด้วยฝ่ามือเดียวอย่างแน่นอน

            “ว่านเซี่ยง เจ้าจะยอมสวามิภักดิ์หรือจะตาย!”

            ร่างที่ปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาซึ่งก็คือซูเจี๋ย

            “ข้า... ข้ายอมสวามิภักดิ์!”

            จอมเซียนว่านเซี่ยงหวาดกลัวและสั่นเทาเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบที่มุ่งเป้ามาที่เขา

            ครั้นเขาปฏิเสธอีกฝ่ายคงสังหารลงมือสังหารเขาโดยไม่ลังเล

            “ตูม!”

            เมื่อเห็นจอมเซียนว่านเซี่ยงยอมสวามิภักดิ์ซูเจี๋ยก็ยกนิ้วขึ้นและฝังรอยประทับต้องห้ามลงในจิตวิญญาณของเขา

            ฉากนี้ทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งจากทุกสำนักตะลึงงันซูฉางเซิงปราบจอมเซียนว่านเซี่ยงได้แล้ว!

            “เข้าเมือง!”

            ซูเจี๋ยกล่าวเสียงเย็นชาจากนั้นร่างของเขาก็หายไป

            “นับจากนี้ไป ตระกูลซูจะเข้าครอบครองเมืองว่านเซี่ยงที่นี่จะเป็นหนึ่งในเมืองหลักของตระกูลซู!”

            สีหน้าซูอวิ๋นตื่นเต้นยิ่งเขาโบกมือและนำเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลซูเข้ายึดครอง พร้อมส่งเสียงที่ดังก้องไปทั่วทั้งสวรรค์และพิภพ

            ตระกูลซูย่อมมีเมืองหลักมากกว่าหนึ่งเมือง

            เมืองเทียนหยวนจะไม่ถูกทิ้งร้างกลับจะขยายตัวต่อไปและกลายเป็นหนึ่งในเมืองหลัก

            สวรรค์กำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว!

            ภายในเมืองว่านเซี่ยงเหล่าผู้แข็งแกร่งจากทุกสำนัก รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระนับไม่ถ้วนต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม

            พวกเขารู้ว่าเมืองว่านเซี่ยงได้เปลี่ยนไปแล้วระเบียบของเมืองโบราณแห่งนี้กำลังจะถูกสับเปลี่ยนใหม่

            “ตระกูลซู ซูฉางเซิง...”

            ภายในเมืองว่านเซี่ยงณ อาณาเขตของสำนักเทียนอวี้ ร่างอันงดงามไร้ที่ติยืนอยู่เงียบๆดวงตาที่สวยงามจ้องมองไปยังทิศทางของตระกูลซู และพึมพำกับตัวเอง

            “คุณหนู นี่คือโอกาสของท่าน โอกาสที่จะหลุดพ้นจากสำนักเทียนอวี้เจ้าค่ะ!”

            ข้างๆนางมีร่างชราผู้หนึ่งยืนอยู่ เป็นหญิงชราที่กล่าวว่า

            “สำนักเทียนอวี้เป็นสำนักกองกำลังระดับสูง และยังข้องเกี่ยวกับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวจะปกป้องข้าได้จริงหรือ” ร่างอันงดงามพึมพำด้วยความเศร้าโศก

            “ซูฉางเซิงอายุเพียงไม่กี่พันปี เพิ่งจะกลายเป็นเซียนได้ไม่นานก็มีพลังต่อสู้เทียบเท่าเซียนนักบุญขั้นเก้าแล้วแน่นอนว่าเขาต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้สำนักเทียนอวี้หวั่นเกรงเจ้าค่ะ!”

            หญิงชรากล่าว

            “ส่วนปราสาทมารเพลิงโลกันตร์...”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้สีหน้าของหญิงชราก็ลังเลเล็กน้อย ไม่กล้ารับประกันสิ่งใด

            ท้ายที่สุดแล้วปราสาทมารเพลิงโลกันตร์นั้นน่ากลัวเกินไป แม้แต่สำนักไท่สื่อก็ยังครั่นคร้าม

            ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวคงไม่อาจต้านทานได้

            “ช่างเถิด นี่เป็นโอกาสเดียวของข้าจริงๆ ข้าหวังว่าเขาจะช่วยข้าได้ ร่างกายศักดิ์สิทธิ์เทียนอวี้ถึงแม้จะไม่ใช่ร่างกายต่อสู้ระดับสูงสุด ทว่าน่าจะดึงดูดเขาได้”

            ร่างอันงดงามนั้นถอนหายใจเบาๆ

            ร่างกายศักดิ์สิทธิ์เทียนอวี้

            แม้ว่าจะไม่ใช่ร่างกายต่อสู้ระดับสูงสุดทว่าเป็นเตาหลอมคู่ฝึกตนชั้นยอดพลังแห่งต้นกำเนิดที่สร้างขึ้นในครั้งแรกสามารถช่วยให้คู่ฝึกตนทะลวงขีดจำกัดของระดับได้!

            นางมีนามว่าอันเมี่ยวอี เซียนหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้

            แม้จะถูกเรียกว่าเซียนหญิงทว่าในความเป็นจริงแล้วนางเป็นเพียงเตาหลอมเตรียมที่จะมอบให้กับบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์

            จุดจบของนางคงไม่ดีนัก

            นางจึงแสวงหาทางออกมาโดยตลอดทว่าชื่อเสียงของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์นั้นน่ากลัวเกินไป ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน

            “ข้าได้แต่หวังว่าเขาจะมีความกล้าหาญมากพอ!” ดวงตาที่สวยงามของอันเมี่ยวอีกะพริบเสื้อคลุมสีขาวตรงบริเวณไหล่และแขนของนางเผยให้เห็นผิวที่ผ่องเนียนและเกลี้ยงเกลาดุจหยกชั้นดี

            ใบหน้าไร้ที่ติบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ดั่งการผสมผสานระหว่างเทพธิดาและปีศาจร้าย

            เสน่ห์อันน่าทึ่งเช่นนี้แม้แต่เซียนก็ไม่อาจต้านทานได้ ล้วนต้องจมดิ่งลงไป

            “คุณหนู ข้าจะติดต่อให้ท่านเชื่อกันว่าตระกูลซูมักจะมองหาข่าวเกี่ยวกับร่างศักดิ์สิทธิ์ของสตรี ท่านผู้นั้นมีสายตาสูงส่งมีเพียงสตรีที่มีร่างของเทพศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะเข้าตาเขาได้เจ้าค่ะ!”

            หญิงชรากล่าวดวงตาที่มองไปยังอันเมี่ยวอีเต็มไปด้วยความสงสาร

            ด้วยรูปลักษณ์และพรสวรรค์ของเซียนหญิงนางไม่ควรต้องเผชิญกับโชคชะตาอันโหดร้ายเช่นนี้ อนาคตของนางควรจะสดใสและรุ่งโรจน์เป็นมหาเซียนแห่งยุค

            ทว่าน่าเสียดายที่ร่างกายของนางถูกกำหนดให้ต้องกลายเป็นเพียงเครื่องมือหรือเป็นเพียงของเล่นเท่านั้น

            แม้ว่าจะหลุดพ้นจากปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ได้ก็เป็นเพียงการกระโดดจากหลุมหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่งเท่านั้น

            “หวังว่าซูฉางเซิงจะเป็นที่พึ่งพาได้ไม่มากก็น้อย!”

            หญิงชราพึมพำในใจเมื่อเทียบกับบุคคลผู้นั้นในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์แล้ว ซูฉางเซิงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

            อย่างไรเสียกระทั่งสายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลกู้เขาก็ยังยอมรับ น่าจะปฏิบัติต่อคุณหนูได้ดีกว่าคนผู้นั้น

            “ซูฉางเซิง...”

            อันเมี่ยวอีชี้นิ้วขึ้นภาพวาดปรากฏขึ้นในห้วงมิติ เป็นภาพของชายหนุ่มรูปงามไร้ที่ติผู้หนึ่ง

            เขาสวมเสื้อคลุมลายดาวดวงตาเป็นประกาย เหนือศีรษะมีดาราจักรอันกว้างใหญ่ ในมือถือดาบดวงดาวจักรพรรดิรัศมีอันเจิดจรัสเผยออกมาประหนึ่งเจ้าแห่งหมู่ดาว

            นี่คือภาพวาดของซูฉางเซิง

            เหตุการณ์ที่เขาสังหารเซียนจื่อซานด้วยดาบเดียวในเมืองเทียนหยวนได้รับการบันทึกโดยปรมาจารย์ด้านการวาดภาพที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และวาดมันออกมาเผยแพร่เป็นจำนวนมาก

            ภาพวาดนี้แพร่กระจายไปทั่วทวีปเจินเซิ่งกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของหญิงสาวมากมาย แม่ม่ายผู้อาภัพรวมถึงเทพธิดาและเซียนหญิงจากแต่ละสำนัก

            อันเมี่ยวอีก็หาภาพวาดนี้มาได้เช่นกัน

            “หล่อเหลาจริงๆ”

            อันเมี่ยวอีใช้นิ้วเรียวที่ขาวเนียนราวกับหยกแตะเบาๆที่ภาพวาด ดวงตาพร่ามัวไปเล็กน้อย

            “หวังว่า... เราจะมีวาสนาต่อกัน...”

            นางงึมงำเบาๆ

            ในช่วงเวลาต่อมาตระกูลซูได้เข้าควบคุมเมืองว่านเซี่ยงอย่างเป็นทางการและดำเนินการกวาดล้างครั้งใหญ่

            กวาดล้างระเบียบแบบเก่าทั้งหมดและวางแผนกฎเกณฑ์ใหม่ นั่นคือกฎของตระกูลซู

            ตูม!

            หลังจากนั้นซูฉางเซิงลงมือด้วยตัวเอง ใช้ค่ายกลคุ้มครองตระกูลที่ระบบมอบให้ ปกคลุมตระกูลซู ณ ใจกลางเมืองว่านเซี่ยงพลังอันกราดเกรี้ยวนั้นเพียงพอที่จะต้านทานราชานักบุญได้

            ซูฉางเซิงและคนอื่นๆก็ย้ายไปยังเมืองว่านเซี่ยง เวลาผ่านไปอีกกว่าสองปี

            ในวันนี้เองการประลองของตระกูลซูก็เริ่มขึ้นในที่สุด

            เนื่องจากการย้ายไปยังเมืองว่านเซี่ยงการประลองครั้งนี้จึงยิ่งใหญ่มากกว่าทุกครั้ง

            เจ้าสำนักของทุกสำนักกองกำลังระดับสูงต่างก็มาเฝ้าติดตาม

            ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสำนักกองกำลังชั้นนำและชั้นรองอีกจำนวนมาก พลังปราณรุนแรงโหมกระหน่ำสู่ท้องนภาแสงศักดิ์สิทธิ์นับพันเปล่งประกายระยิบระยับทำให้สนามประลองแห่งนี้ราวกับแดนสวรรค์อันน่าทึ่ง

            “ไม่นึกเลยว่าตระกูลซูของเจ้าจะมีเซียนนักบุญขั้นเก้าครั้งที่แล้วข้าไม่ทันสังเกต เจ้าซ่อนตัวได้แนบเนียนมาก!”

            นอกจากนี้องค์หญิงเก้าแห่งราชวงศ์ฉางเซิงก็เสด็จมาอย่างเงียบๆ และนั่งลงข้างๆ ซูฉางเซิง ทั้งยังมองเขาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

            “ยิ่งไปกว่านั้น… เจ้าก็แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วสินะ!”

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน