ตูม!
เหนือเมืองว่านเซี่ยงจอมเซียนว่านเซี่ยงระเบิดออก คลื่นพลังระดับเซียนนักบุญอันรุนแรงโหมกระหน่ำกวาดทุกสิ่งออกไปทุกทิศ
คลื่นทำลายล้างโจมตีทุกชนิด
ห้วงมิติแตกสลายหลุมดำปรากฏขึ้นทีละแห่ง รอยแยกขนาดใหญ่แผ่กระจายไปทั่วท้องนภา พลังที่เหลืออยู่โหมกระหน่ำเข้าใส่เมืองว่านเซี่ยงดุจคลื่นยักษ์ที่คำรามลั่น
โครมคราม!
เมืองว่านเซี่ยงสั่นสะเทือนค่ายกลมากมายฟื้นคืนชีพ อักขระนับไม่ถ้วนเปล่งประกายแพรวพราวดั่งดวงดาวหมุนวนคลายคลื่นพลังที่ยังหลงเหลืออยู่
ถึงกระนั้นเมืองโบราณทั้งเมืองก็ยังคงสั่นไหวอย่างรุนแรง เพราะเทพเซียนโบราณระเบิดออกพลังเทพแผ่กระจายไปทั่วสวรรค์และพิภพ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนใหญ่หลวง
“อึ่ก เพียงฝ่ามือเดียวก็ทำลายจอมเซียนว่านเซี่ยงได้ พลังของซูฉางเซิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“เซียนแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนโกหก ซูฉางเซิงไม่ใช่แค่เทียบเท่าเซียนนักบุญขั้นเจ็ดเท่านั้นเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เทียบเคียงได้กับเซียนนักบุญขั้นเก้าพวกตาแก่นั่นต้องการหลอกลวงผู้อื่น!”
“จอมเซียนว่านเซี่ยงถูกหลอกแล้ว เซียนนักบุญขั้นเก้าหาใช่คนที่เขายั่วยุได้อย่างสิ้นเชิง!”
ภายในเมืองว่านเซี่ยงรวมถึงทุกสำนัก เหล่าผู้แข็งแกร่งที่เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ต่างก็ตกตะลึง
เนื่องจากร่างกายของซูเจี๋ยถูกปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ทำให้มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ดังนั้นทุกสำนักจึงเข้าใจผิดว่าเขาคือซูฉางเซิง
ท้ายที่สุดแล้วตระกูลซูมีเพียงซูฉางเซิงเท่านั้นที่เป็นเซียน
“อ๊า...”
บนท้องฟ้าปราณโลหิตก่อตัวเป็นรูปร่าง และไม่นานนักร่างที่ซีดเซียวก็ปรากฏขึ้น
เป็นจอมเซียนว่านเซี่ยงเขารวมร่างเซียนขึ้นมาใหม่ พลังอ่อนแอลงอย่างมาก และใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เซียนนั้นสังหารได้ยากนอกเสียจากจะมีพลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้นมิฉะนั้นยากที่จะสังหารได้ภายในหนึ่งหรือสองกระบวนท่า
ยิ่งไปกว่านั้นจอมเซียนว่านเซี่ยงยังมีไพ่ตาย ทำให้เขาทนทานต่อฝ่ามือของเซียนนักบุญขั้นเก้าได้หวุดหวิด
อย่างไรก็ตามหากถูกโจมตีอีกครั้ง เขาคงจะต้านทานไม่ไหวและจะถูกทำลายด้วยฝ่ามือเดียวอย่างแน่นอน
“ว่านเซี่ยง เจ้าจะยอมสวามิภักดิ์หรือจะตาย!”
ร่างที่ปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาซึ่งก็คือซูเจี๋ย
“ข้า... ข้ายอมสวามิภักดิ์!”
จอมเซียนว่านเซี่ยงหวาดกลัวและสั่นเทาเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบที่มุ่งเป้ามาที่เขา
ครั้นเขาปฏิเสธอีกฝ่ายคงสังหารลงมือสังหารเขาโดยไม่ลังเล
“ตูม!”
เมื่อเห็นจอมเซียนว่านเซี่ยงยอมสวามิภักดิ์ซูเจี๋ยก็ยกนิ้วขึ้นและฝังรอยประทับต้องห้ามลงในจิตวิญญาณของเขา
ฉากนี้ทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งจากทุกสำนักตะลึงงันซูฉางเซิงปราบจอมเซียนว่านเซี่ยงได้แล้ว!
“เข้าเมือง!”
ซูเจี๋ยกล่าวเสียงเย็นชาจากนั้นร่างของเขาก็หายไป
“นับจากนี้ไป ตระกูลซูจะเข้าครอบครองเมืองว่านเซี่ยงที่นี่จะเป็นหนึ่งในเมืองหลักของตระกูลซู!”
สีหน้าซูอวิ๋นตื่นเต้นยิ่งเขาโบกมือและนำเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลซูเข้ายึดครอง พร้อมส่งเสียงที่ดังก้องไปทั่วทั้งสวรรค์และพิภพ
ตระกูลซูย่อมมีเมืองหลักมากกว่าหนึ่งเมือง
เมืองเทียนหยวนจะไม่ถูกทิ้งร้างกลับจะขยายตัวต่อไปและกลายเป็นหนึ่งในเมืองหลัก
สวรรค์กำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว!
ภายในเมืองว่านเซี่ยงเหล่าผู้แข็งแกร่งจากทุกสำนัก รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระนับไม่ถ้วนต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม
พวกเขารู้ว่าเมืองว่านเซี่ยงได้เปลี่ยนไปแล้วระเบียบของเมืองโบราณแห่งนี้กำลังจะถูกสับเปลี่ยนใหม่
“ตระกูลซู ซูฉางเซิง...”
ภายในเมืองว่านเซี่ยงณ อาณาเขตของสำนักเทียนอวี้ ร่างอันงดงามไร้ที่ติยืนอยู่เงียบๆดวงตาที่สวยงามจ้องมองไปยังทิศทางของตระกูลซู และพึมพำกับตัวเอง
“คุณหนู นี่คือโอกาสของท่าน โอกาสที่จะหลุดพ้นจากสำนักเทียนอวี้เจ้าค่ะ!”
ข้างๆนางมีร่างชราผู้หนึ่งยืนอยู่ เป็นหญิงชราที่กล่าวว่า
“สำนักเทียนอวี้เป็นสำนักกองกำลังระดับสูง และยังข้องเกี่ยวกับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวจะปกป้องข้าได้จริงหรือ” ร่างอันงดงามพึมพำด้วยความเศร้าโศก
“ซูฉางเซิงอายุเพียงไม่กี่พันปี เพิ่งจะกลายเป็นเซียนได้ไม่นานก็มีพลังต่อสู้เทียบเท่าเซียนนักบุญขั้นเก้าแล้วแน่นอนว่าเขาต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้สำนักเทียนอวี้หวั่นเกรงเจ้าค่ะ!”
หญิงชรากล่าว
“ส่วนปราสาทมารเพลิงโลกันตร์...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้สีหน้าของหญิงชราก็ลังเลเล็กน้อย ไม่กล้ารับประกันสิ่งใด
ท้ายที่สุดแล้วปราสาทมารเพลิงโลกันตร์นั้นน่ากลัวเกินไป แม้แต่สำนักไท่สื่อก็ยังครั่นคร้าม
ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวคงไม่อาจต้านทานได้
“ช่างเถิด นี่เป็นโอกาสเดียวของข้าจริงๆ ข้าหวังว่าเขาจะช่วยข้าได้ ร่างกายศักดิ์สิทธิ์เทียนอวี้ถึงแม้จะไม่ใช่ร่างกายต่อสู้ระดับสูงสุด ทว่าน่าจะดึงดูดเขาได้”
ร่างอันงดงามนั้นถอนหายใจเบาๆ
ร่างกายศักดิ์สิทธิ์เทียนอวี้
แม้ว่าจะไม่ใช่ร่างกายต่อสู้ระดับสูงสุดทว่าเป็นเตาหลอมคู่ฝึกตนชั้นยอดพลังแห่งต้นกำเนิดที่สร้างขึ้นในครั้งแรกสามารถช่วยให้คู่ฝึกตนทะลวงขีดจำกัดของระดับได้!
นางมีนามว่าอันเมี่ยวอี เซียนหญิงแห่งสำนักเทียนอวี้
แม้จะถูกเรียกว่าเซียนหญิงทว่าในความเป็นจริงแล้วนางเป็นเพียงเตาหลอมเตรียมที่จะมอบให้กับบุคคลสำคัญของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์
จุดจบของนางคงไม่ดีนัก
นางจึงแสวงหาทางออกมาโดยตลอดทว่าชื่อเสียงของปราสาทมารเพลิงโลกันตร์นั้นน่ากลัวเกินไป ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
“ข้าได้แต่หวังว่าเขาจะมีความกล้าหาญมากพอ!” ดวงตาที่สวยงามของอันเมี่ยวอีกะพริบเสื้อคลุมสีขาวตรงบริเวณไหล่และแขนของนางเผยให้เห็นผิวที่ผ่องเนียนและเกลี้ยงเกลาดุจหยกชั้นดี
ใบหน้าไร้ที่ติบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ดั่งการผสมผสานระหว่างเทพธิดาและปีศาจร้าย
เสน่ห์อันน่าทึ่งเช่นนี้แม้แต่เซียนก็ไม่อาจต้านทานได้ ล้วนต้องจมดิ่งลงไป
“คุณหนู ข้าจะติดต่อให้ท่านเชื่อกันว่าตระกูลซูมักจะมองหาข่าวเกี่ยวกับร่างศักดิ์สิทธิ์ของสตรี ท่านผู้นั้นมีสายตาสูงส่งมีเพียงสตรีที่มีร่างของเทพศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะเข้าตาเขาได้เจ้าค่ะ!”
หญิงชรากล่าวดวงตาที่มองไปยังอันเมี่ยวอีเต็มไปด้วยความสงสาร
ด้วยรูปลักษณ์และพรสวรรค์ของเซียนหญิงนางไม่ควรต้องเผชิญกับโชคชะตาอันโหดร้ายเช่นนี้ อนาคตของนางควรจะสดใสและรุ่งโรจน์เป็นมหาเซียนแห่งยุค
ทว่าน่าเสียดายที่ร่างกายของนางถูกกำหนดให้ต้องกลายเป็นเพียงเครื่องมือหรือเป็นเพียงของเล่นเท่านั้น
แม้ว่าจะหลุดพ้นจากปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ได้ก็เป็นเพียงการกระโดดจากหลุมหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่งเท่านั้น
“หวังว่าซูฉางเซิงจะเป็นที่พึ่งพาได้ไม่มากก็น้อย!”
หญิงชราพึมพำในใจเมื่อเทียบกับบุคคลผู้นั้นในปราสาทมารเพลิงโลกันตร์แล้ว ซูฉางเซิงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
อย่างไรเสียกระทั่งสายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลกู้เขาก็ยังยอมรับ น่าจะปฏิบัติต่อคุณหนูได้ดีกว่าคนผู้นั้น
“ซูฉางเซิง...”
อันเมี่ยวอีชี้นิ้วขึ้นภาพวาดปรากฏขึ้นในห้วงมิติ เป็นภาพของชายหนุ่มรูปงามไร้ที่ติผู้หนึ่ง
เขาสวมเสื้อคลุมลายดาวดวงตาเป็นประกาย เหนือศีรษะมีดาราจักรอันกว้างใหญ่ ในมือถือดาบดวงดาวจักรพรรดิรัศมีอันเจิดจรัสเผยออกมาประหนึ่งเจ้าแห่งหมู่ดาว
นี่คือภาพวาดของซูฉางเซิง
เหตุการณ์ที่เขาสังหารเซียนจื่อซานด้วยดาบเดียวในเมืองเทียนหยวนได้รับการบันทึกโดยปรมาจารย์ด้านการวาดภาพที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และวาดมันออกมาเผยแพร่เป็นจำนวนมาก
ภาพวาดนี้แพร่กระจายไปทั่วทวีปเจินเซิ่งกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของหญิงสาวมากมาย แม่ม่ายผู้อาภัพรวมถึงเทพธิดาและเซียนหญิงจากแต่ละสำนัก
อันเมี่ยวอีก็หาภาพวาดนี้มาได้เช่นกัน
“หล่อเหลาจริงๆ”
อันเมี่ยวอีใช้นิ้วเรียวที่ขาวเนียนราวกับหยกแตะเบาๆที่ภาพวาด ดวงตาพร่ามัวไปเล็กน้อย
“หวังว่า... เราจะมีวาสนาต่อกัน...”
นางงึมงำเบาๆ
ในช่วงเวลาต่อมาตระกูลซูได้เข้าควบคุมเมืองว่านเซี่ยงอย่างเป็นทางการและดำเนินการกวาดล้างครั้งใหญ่
กวาดล้างระเบียบแบบเก่าทั้งหมดและวางแผนกฎเกณฑ์ใหม่ นั่นคือกฎของตระกูลซู
ตูม!
หลังจากนั้นซูฉางเซิงลงมือด้วยตัวเอง ใช้ค่ายกลคุ้มครองตระกูลที่ระบบมอบให้ ปกคลุมตระกูลซู ณ ใจกลางเมืองว่านเซี่ยงพลังอันกราดเกรี้ยวนั้นเพียงพอที่จะต้านทานราชานักบุญได้
ซูฉางเซิงและคนอื่นๆก็ย้ายไปยังเมืองว่านเซี่ยง เวลาผ่านไปอีกกว่าสองปี
ในวันนี้เองการประลองของตระกูลซูก็เริ่มขึ้นในที่สุด
เนื่องจากการย้ายไปยังเมืองว่านเซี่ยงการประลองครั้งนี้จึงยิ่งใหญ่มากกว่าทุกครั้ง
เจ้าสำนักของทุกสำนักกองกำลังระดับสูงต่างก็มาเฝ้าติดตาม
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสำนักกองกำลังชั้นนำและชั้นรองอีกจำนวนมาก พลังปราณรุนแรงโหมกระหน่ำสู่ท้องนภาแสงศักดิ์สิทธิ์นับพันเปล่งประกายระยิบระยับทำให้สนามประลองแห่งนี้ราวกับแดนสวรรค์อันน่าทึ่ง
“ไม่นึกเลยว่าตระกูลซูของเจ้าจะมีเซียนนักบุญขั้นเก้าครั้งที่แล้วข้าไม่ทันสังเกต เจ้าซ่อนตัวได้แนบเนียนมาก!”
นอกจากนี้องค์หญิงเก้าแห่งราชวงศ์ฉางเซิงก็เสด็จมาอย่างเงียบๆ และนั่งลงข้างๆ ซูฉางเซิง ทั้งยังมองเขาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
“ยิ่งไปกว่านั้น… เจ้าก็แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วสินะ!”