จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 75 ความช่วยเหลือมาถึง

                เมื่อสัมผัสถึงแรงลมที่กระโชกใส่ท้ายทอยไป๋หยุนเฟยจึงกัดฟันถ่ายเทพลังวิญญาณทั้งมวลลงสู่ขาทั้งสองข้างแล้วถีบเท้าสุดกำลังแผ่นหินปูพื้นใต้ฝ่าเท้าถึงกับแหลกละเอียดยามที่ระเบิดพลังวิญญาณส่งร่างถลันไปด้านหน้าอีกหลายนิ้วในชั่วพริบตา

                เห็นท่าคว้าจับของตนพลาดเป้าหลิวเฉิงจึงแค่นเสียงเย็นชาพร้อมกับแปรเปลี่ยนกรงเล็บกลายเป็นฝ่ามือแล้วจู่ๆแขนขวาหลิวเฉิงก็ยืดยาวออก ส่งฝ่ามือประทับใส่กลางหลังไป๋หยุนเฟยอย่างฉับพลันนี่จะเป็นวิชาใดหากไม่ใช่ฝ่ามือแขนยาว!

                “พลั่ก!”

                ไป๋หยุนเฟยต้องกระอักโลหิตอีกครั้งความเร็วมันก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ครั้งนี้เป็นเพราะถูกฝ่ามือกระแทกใส่ฝ่ามือนี้ส่งไป๋หยุนเฟยลอยไปด้านหน้าอีกห้าหกวาก่อนจะร่วงลงทอดกายกับพื้น

                ดวงตาหลิวเฉิงทอประกายเย็นเยียบมันไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าหาหมายจะคร่ากุมไป๋หยุนเฟยเอาไว้

                กระนั้นขณะที่ห่างจากไป๋หยุนเฟยไม่ถึงสองวาจู่ๆสีหน้าหลิวเฉิงก็แปรเปลี่ยนไป มันยั้งร่างลงอย่างกะทันหันก่อนจะรีบล่าถอยอย่างเร่งร้อน

                “เฟี้ยว...เคร้ง!”

                ชั่วขณะที่ล่าถอยเสียงหวีดหวิวจากที่ห่างไกลก็ดังฝ่าความมืดขึ้นประกายแสงเย็นเยียบพุ่งวาบเข้ามาปักทะลวงใส่พื้นตรงที่หลิวเฉิงอยู่เมื่อครู่ในชั่วพริบตา

                ที่แท้เป็นกระบี่ยาวสามเชียะปักตรึงใส่แผ่นหินปูพื้นถนนด้ามกระบี่ยังคงสั่นระริกส่งเสียงกังวานอย่างแผ่วเบา

                หลิวเฉิงยืนนิ่งเฉยเพ่งสายตามองไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                “ผู้ใดกล้ากระทำการอุกอาจในอาณาเขตสำนักหลิวขจีข้า?!” เสียงตะโกนถามดังขึ้นก่อนจะมีเงาร่างมากมายปรากฏขึ้นในคลองจักษุของหลิวเฉิงดูจากรูปลักษณ์ภายนอกอีกฝ่ายล้วนเป็นสตรีพวกนางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาวประดับด้วยแถบผ้าสีเขียวสดใสทั้งร่างดูไปราวกับใบหลิวยามเดินเหินเสื้อผ้าพวกนางพลิ้วสะบัดส่งแถบผ้าโบกไหวราวใบหลิวต้องลมให้ความรู้สึกเหนือโลกยามที่ต้องแสงสลัวยามค่ำคืน

                “สำนักหลิวขจี!”แก้วตาหลิวเฉิงหดวูบ สีหน้ามันกลับยิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม

                กลุ่มคนตรงหน้ากลับไม่เชื่องช้าแม้แต่น้อยหลิวเฉิงยังไม่ทันเห็นชัดตาพวกนางก็มาถึงเบื้องหน้าแล้วคนจากสำนักหลิวขจีหยุดที่ข้างกายไป๋หยุนเฟยจากนั้นก็ปรากฏเงาร่างอรชรงดงามสองร่างพุ่งเข้าไปประคองมันขึ้นจากพื้น

                “ในที่สุดพวกท่านก็มา...”ไป๋หยุนเฟยเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากมองดูชิวลู่หลิวและฉู่อวี้เหอที่ช่วยกันประคองมันขึ้นไป๋หยุนเฟยฝืนยิ้มอย่างแผ่วเบา แต่ในใจกลับบังเกิดความคิดอันพิกลขึ้นอย่างกะทันหัน“ไฉนผู้ที่มาช่วยจะต้องมาถึงในช่วงเวลาวิกฤตเสมอ? ไฉนพวกมันไม่ปรากฏตัวแต่เนิ่นๆ?ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องรับฝ่ามือสุดท้ายแล้ว...”

                ฉู่อวี้เหอมองดูไป๋หยุนเฟยที่สีหน้าประหลาดพิกลตากลมโตของนางก็เอ่อคลอด้วยน้ำตาแทบจะร่ำไห้อออกมา นางถามอย่างวิตก“พี่หยุนเฟยท่านเป็นไรหรือไม่?ท่านบาดเจ็บที่ใดหรือไม่? อย่าทำให้ข้ากังวล...”

                ไป๋หยุนเฟยมองดูท่าทีกังวลสนใจของเด็กสาวด้วยความประหลาดใจก่อนจะเอ่ยปากปลอบโยน “ข้าไม่เป็นไร อย่าได้กังวลแล้ว ข้าเพียงบาดเจ็บผิวเผินไม่มีอันใดต้องกังวล...”

                กล่าวจบจึงหันไปทางชิวลู่หลิวที่มองมาด้วยด้วยสีหน้าห่วงใยก่อนจะแย้มยิ้มให้พลางกล่าวว่า “ลู่หลิวข้าสร้างปัญหาแก่ท่านแล้ว...”

                “หยุนเฟยท่านไม่ต้องเกรงใจท่านเป็นพี่ร่วมสาบานของอวี้เหอ ท่านอาจารย์เองก็บอกว่าพวกเราสมควรช่วยเหลือท่าน”ชิวลู่หลิวกล่าวอย่างยิ้มแย้มก่อนจะหันไปมองสตรีวัยกลางคนอายุราวสามสิบที่ยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “นี่คืออาจารย์อามู่เฟิง ผู้อาวุโสแห่งสำนักหลิวขจีท่านอาจารย์กำชับให้มาช่วยเหลือท่านพร้อมกับข้า”

                มู่เฟิงเอียงคอมองมายังไป๋หยุนเฟยหลังจากพยักหน้าให้เล็กน้อยก็หันกลับไปมองหลิวเฉิงที่อยู่ตรงหน้าพลางกล่าวพร้อมกับหัวเราะอย่างเย็นชา “ข้าก็นึกสงสัยอยู่ว่าใครที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสหลิวแห่งสำนักธารน้ำแข็งไฉนท่านมาที่เมืองชุ่ยหลิวของข้าแทนที่จะอยู่เฝ้าสำนักธารน้ำแข็งของท่าน? มิหนำซ้ำยังพยายามทำร้ายแขกสำนักหลิวขจีอีกนี่หมายความว่าอย่างไร?”

                หลิวเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยมันมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะหันไปมองมู่เฟิงอีกครั้ง หลังจากลอบถอนใจก็ประสานมือคารวะพลางกล่าวว่า“ท่านกล่าวหนักไปแล้วผู้อาวุโสมู่ ข้าไม่มีเจตนาล่วงเกินสำนักท่านจริงๆที่จริงนี่เป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างข้ากับคนผู้นี้อีกอย่างข้าก็ไม่ทราบมาก่อนว่ามันจะมีความสัมพันธ์กับสำนักท่าน จึงได้...”

                “ท่านกับเขามีความแค้นต่อกัน? เรื่องอันใดจึงทำให้ผู้ฝึกปรือวิญญาณที่บรรลุด่านภูติวิญญาณระดับกลางเช่นท่านเพาะความแค้นกับผู้เยาว์ที่บรรลุเพียงด่านวีรชนวิญญาณได้?”มู่เฟิงขัดจังหวะก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม

                “มัน...”หลิวเฉิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หลังจากชะงักไปชั่วครู่จึงกล่าวต่อ“มันสังหารบุตรชายผู้อาวุโสจางของสำนักข้า ดังนั้นข้าจึงต้องการคร่ากุมตัวมัน...”

                “โอ? เขาฆ่าบุตรชายจางเจิ้นซาน?ท่านมีพยานหลักฐานหรือไม่?” มู่เฟิงเลิกคิ้วเรียวงามขึ้น“อีกอย่าง เหตุใดท่านจึงต้องแก้แค้นต่อการตายของบุตรชายผู้อาวุโสจาง? ไฉนท่านจึงสอดมือเข้ามาแก้แค้นด้วยตนเองเล่าผู้อาวุโสหลิว?”

                หลิวเฉิงเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มหนัก“หมายความว่าสำนักหลิวขจีต้องการปกป้องมัน?”

                “ข้าบอกไปแล้วว่าคนผู้นี้เป็นแขกสำนักหลิวขจีตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองชุ่ยหลิวสำนักข้าย่อมไม่นิ่งดูดายปล่อยให้มันถูกศัตรูทำร้ายได้หากเขากับจางเจิ้นซานมีความแค้นต่อกันจริงๆก็เรียกผู้อาวุโสจางมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยตนเอง” น้ำเสียงมู่เฟิงแน่วแน่เด็ดเดี่ยวนางเป็นผู้อาวุโสเพียงผู้เดียวของสำนักหลิวขจีทั้งยังบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับปลายมีฝีมือเหนือล้ำกว่าหลิวเฉิง มิหนำซ้ำทั้งหมดก็ยืนอยู่ที่หน้าประตูสำนักหลิวขจีจึงไม่จำเป็นต้องอ่อนข้อต่อฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย

                หลังกล่าววาจาจบมู่เฟิงก็โบกมือแก่ผู้คนที่ด้านหลัง ทั้งหมดก็รายล้อมรอบตัวไป๋หยุนเฟยเพื่อคุ้มกันด้วยการประคองจากชิวลู่หลิวและฉู่อวี้เหอทั้งหมดจึงพาไป๋หยุนเฟยออกจากประตูเมืองไปอย่างแช่มช้า

                เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยถูกนำตัวไปดวงตาหลิวเฉิงก็ทอประกายดุร้าย แต่เมื่อพบเห็นมู่เฟิงที่จับตาระวังภัยสุดท้ายมันก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด เพียงมองดูทั้งหมดจากไปด้วยสีหน้าปั้นยาก

                มู่เฟิงดึงกระบี่ขึ้นจากพื้นอย่างแผ่วเบาหลังจากเก็บกระบี่เข้าฝักจึงมองดูศิษย์สำนักธารน้ำแข็งที่ไล่ตามมาถึงด้านหลังหลิวเฉิงพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผู้อาวุโสหลิวหากท่านมาที่เมืองชุ่ยหลิวในฐานะแขกสำนักหลิวขจีเราย่อมยินดีต้อนรับหากท่านมีเวลาโปรดให้เกียรติมาเยือนสำนักข้าสักครั้ง พวกเราจะปฏิบัติต่อท่านด้วยมารยาทอันดีเช่นกัน...แต่กระนั้น หากท่านลอบสร้างปัญหาภายในเมืองหรือกล้าดูถูกสำนักข้าสำนักหลิวขจีเราก็ไม่ใช่ยอมถูกรังแกโดยง่าย!ที่แห่งนี้ไม่ใช่อาณาเขตของสำนักธารน้ำแข็งท่านดังเช่นเมืองไป๋เฟิง!”

                หลังกล่าววาจาจบมู่เฟิงก็หันหลังจากไปโดยไม่แยแสว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร

                สีหน้าหลิวเฉิงแปรเปลี่ยนกลับกลายประเดี๋ยวม่วงคล้ำประเดี๋ยวซีดขาวในใจมันขุ่นแค้นสุดระงับแต่ก็ไม่อาจทำอย่างไรได้ อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่ใช่เมืองไป๋เฟิงมันย่อมไม่กล้ามีเรื่องขัดแย้งกับสำนักหลิวขจีหลิวเฉิงเพียงนำศิษย์ติดตามมาจากสำนักเพียงสองคนแม้แต่จะดำเนินแผนการที่วางไว้ก็ยังอาศัยหยิบยืมกำลังคนมาจากตระกูลหลงที่มีความสัมพันธ์กับสำนักธารน้ำแข็งอย่างใกล้ชิด

                “ผู้อาวุโสพวกเราจะอย่างอย่างไรดี?”

                หลิวเฉิงเงียบงันไม่กล่าววาจาศิษย์ที่ด้านข้างจึงอดไม่ได้ต้องเอ่ยปากถาม

                เมื่อเห็นมู่เฟิงและพวกลับตาไปจากประตูเมืองหลิวเฉิงจึงถอนใจอย่างคับข้องพร้อมกับโบกมือกล่าวว่า“ส่งคนไปเฝ้าจับตารอบๆสำนักหลิวขจี หากไป๋หยุนเฟยออกมารีบแจ้งให้ข้าทราบทันที!มันได้รับบาดเจ็บสมควรพักรักษาตัวที่สำนักหลิวขจีอีกหลายวันแจ้งสถานการณ์ต่อเจ้าสำนักในทันทีเพื่อให้ท่านตัดสินใจก่อนหน้าจะมีคำสั่งจากเจ้าสำนักห้ามมีการเคลื่อนไหวใดๆและห้ามล่วงเกินสำนักหลิวขจีโดยเด็ดขาด!”

                ขณะหลิวเฉิงนำผู้ติดตามกลับไปก็ยังคงขมวดคิ้วแนบแน่นราวกับในใจยังคงขุ่นเคืองอยู่ไม่คลายผู้ใดจะคาดคิดว่าหลังจากวางแผนอย่างถี่ถ้วนเพื่อวางกับดักแต่สุดท้ายกลับต้องคว้าน้ำเหลว?

                “วันที่ไป๋หยุนเฟยปรากฏตัวที่เมืองนี้ข้าได้ส่งคนกลับไปแจ้งข่าวที่สำนักแล้วแต่ไฉนท่านเจ้าสำนักยังมาไม่ถึงอีก? เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไม่สนใจในตัวไป๋หยุนเฟยหรือเป็นเพราะ... เกิดเหตุไม่คาดฝันที่สำนัก? เจ้าสำนักจึงออกเดินทางล่าช้า?”

                “ด้วยสถานการณ์ในยามนี้พวกเราทำได้เพียงเฝ้ารอ หรือพวกเราจำต้องเป็นศัตรูกับสำนักหลิวขจีจริงๆ...?”

                หลังจากศิษย์สำนักธารน้ำแข็งจากไปบนถนนก็กลับกลายเป็นเงียบงันอีกครั้งที่ปากตรอกไม่ไกลปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างเชื่องช้าคนผู้นี้ซุกซ่อนร่างอยู่ในเงามืดจับตามองเหตุการณ์ตั้งแต่แรกโดยไม่มีผู้ใดพบเห็น เงาร่างนี้จะเป็นใครหากไม่ใช่หงยิน

                หงอินใคร่ครวญชั่วขณะก่อนจะหันกายเดินออกจากประตูเมืองตะวันตกไป...

                …………

                ที่หน้าประตูใหญ่สำนักหลิวขจีไป๋หยุนเฟยได้พบมู่หว่านชิงและหยิวชิงเฟิงอีกครั้ง ผู้ใดจะคาดคิดว่าคนทั้งสองจะรอคอยทุกคนอยู่ที่หน้าประตูสำนัก? ไป๋หยุนเฟยผลักมือหญิงสาวทั้งสองที่ประคองอยู่เบาๆมันยืนอย่างยากเย็นประสานมือคารวะแก่ทุกคนพลางกล่าวอย่างจริงใจว่า “ทุกท่านครั้งนี้ข้าต้องขอขอบคุณที่ยื่นมือช่วยเหลือ หากไม่มีพวกท่าน ข้าคงต้องตกไปอยู่ในมือสำนักธารน้ำแข็งและไม่ทราบจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้อย่างไร”

                มู่หว่านชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มแผ่วเบา“หยุนเฟยเจ้าไม่จำเป็นต้องมากพิธี เจ้าเป็นพี่ร่วมสาบานของอวี้เหอสำนักข้าย่อมต้องยื่นมือช่วยเหลือ อีกอย่างเมื่อสำนักธารน้ำแข็งไม่เห็นสำนักหลิวขจีอยู่ในสายตาเช่นนี้หลังจากทราบว่าพวกมันวางอำนาจในเมืองเช่นนี้หากยังนิ่งดูดายพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”

                มู่หว่านชิงเอ่ยปากอย่างปลอดโปร่งแต่ไป๋หยุนเฟยกลับทราบดีว่าเพียงเพราะเรื่องของตนจึงทำให้นางถึงกับเผชิญหน้ากับสำนักอื่นโดยไม่ลังเล นี่นับเป็นหนี้น้ำใจอันใหญ่หลวงนัก

                “ถ้าเช่นนั้นข้าขอขอบคุณท่านเจ้าสำนักอย่างยิ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่ลืมเลือนบุญคุณในครั้งนี้อย่างเด็ดขาดหากภายหน้ามีโอกาสข้าต้องตอบแทนอย่างแน่นอน!”หลังจากกล่าวจบดูเหมือนอาการบาดเจ็บจะกำเริบขึ้น ไป๋หยุนเฟยไอสองสามครั้งพร้อมกับกระอักโลหิตออกมาที่มุมปาก

                ฉู่อวี้เหอบังเกิดความร้อนรุ่มอีกครั้งรีบเข้าไปประคองไป๋หยุนเฟยอีกครั้งก่อนจะกล่าวอย่างสะลึกสะอื้น “พี่หยุนเฟยอย่าเพิ่งกล่าววาจา รีบไปรักษาอาการบาดเจ็บก่อนเถอะ”

                สีหน้ามู่หว่านชิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยนางคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้หลังจากขมวดคิ้วเล็กน้อยจึงหันหน้าไปยังมู่เฟิง

                ยามที่ทั้งสองสบตากันก่อนจะทันได้เอ่ยปากถามมู่เฟิงก็กล่าวว่า “เจ้าสำนักเนื่องเพราะพวกเรารอฟังข่าวอยู่ที่นอกประตูเมืองตะวันตก ยามที่จอมยุทธ์ไป๋ปรากฏตัวขึ้นเขากำลังถูกหลิวเฉิงไล่ล่าเขาถูก...”

                “ท่านเจ้าสำนักอย่าได้โทษว่าผู้อาวุโสมู่เป็นเพราะข้ากระทำการไม่รอบคอบ มิหนำซ้ำข้าก็บาดเจ็บก่อนที่ผู้อาวุโสจะมาถึง” ไป๋หยุนเฟยรีบกล่าววาจาจากนั้นจึงเช็ดโลหิตจากมุมปากแล้วกล่าวด้วยท่าทีกระดาก “เอ่อ เจ้าสำนักมู่ข้าว่าพวกเราควรเข้าไปข้างในก่อน ข้าจำต้องรักษาอาการบาดเจ็บโดยเร็ววันพรุ่งนี้ข้าค่อยไปขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง”

                “โอข้ากลับลืมเลือนไป ลู่หลิว อวี้เหอเจ้าสองคนพาหยุนเฟยไปพักผ่อนที่ห้องรับรองแล้วหายามารักษาให้เขาเถอะ”มู่หว่านชิงยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะนำทุกคนกลับเข้าสำนักไป

                หลังจากไป๋หยุนเฟยถูกพาไปยังห้องรับรองมู่หว่านชิงและหยิวชิงเฟิงจึงเดินเคียงคู่กันไปอีกทิศทางอย่างแช่มช้าหยิวชิงเฟิงที่ไม่กล่าววาจาอันใดตั้งแต่แรก ถึงยามนี้กลับเอ่ยปากขึ้น “หว่านชิงมันคู่ควรให้ท่านช่วยเหลือถึงเพียงนี้?”

                “โอ?” มู่หว่านชิงชะงักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวกลั้วหัวเราะ“ไฉนท่านถามคำถามนี้อีกแล้ว? ไม่ใช่ว่าข้าตอบท่านไปแล้วหรือว่าเมื่อใดที่คนผู้นี้ประสบความสำเร็จในอนาคตสำนักข้าต้องได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวง”

                “แต่ครั้งนี้สำนักท่านต้องกลายเป็นศัตรูกับสำนักที่เข้มแข็งทัดเทียมกันเพราะคนผู้นี้”

                “สำนักธารน้ำแข็ง? พวกเราทั้งสองสำนักเป็นสำนักใหญ่ทางภาคเหนือของมณฑลฉิงหยุนโดยปกติก็ไม่ได้มีไมตรีอันใดต่อกันอยู่แล้วอีกอย่างข้าก็ไม่ได้บอกว่าทั้งสองสำนักจะเป็นศัตรูกันยามนี้ข้าเพียงรับรองความปลอดภัยแก่ไป๋หยุนเฟยในขอบเขตที่สมควรเท่านั้นหากภายหลังมีเหตุไม่คาดฝันใดขึ้น ข้ายังมีแผนการรับมือ...”

                ขณะมู่หว่านชิงเอ่ยวาจาพลันมีศิษย์เข้ามารายงานว่ามีคนผู้หนึ่งรอที่หน้าประตูเพื่อขอเข้าพบและคนผู้นี้ก็เป็นคนเดียวกับที่มาแจ้งข่าวของไป๋หยุนเฟยเมื่อยามบ่ายเพื่อขอความช่วยเหลือ

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน