ตอนที่สิบสอง
การสอบปลายภาคที่ผมทุ่มเทอย่างหนักผ่านไปด้วยดี การใช้ชีวิตอยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนี้เหลือเวลาอีกสองทิตย์กว่าๆ ก็ต้องโบกมือลาแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองทั้งเก่ง ทั้งอดทน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วโรงเรียนมาได้จนถึงตอนนี้ ทั้งที่เทอมกว่าๆ เกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับผมมากมาย
ผมเคยคิดว่าจะอดทนรอจนถึงวันเรียนจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ไม่ต้องสนใจเื่ที่เกิดขึ้น แต่วันนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าภายในเวลาสองอาทิตย์ที่เหลือต่อจากนี้ ผมจะต้องเคลียร์เื่ที่เพื่อนๆ เข้าใจผิดให้หมด จะได้ไม่มีอะไรค้างคาต่อกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปและคืนงานเลี้ยงเรียนจบผมจะให้โอกาสตัวเอง ผมจะต้องบอกความรู้สึกที่มีต่อเหนือให้ได้
“แทนคุณ เธอคิดดีแล้วใช่มั้ย” ผมพยักหน้ารับหลังจากเข้ามาปรึกษาครู เื่ที่จะบอกความจริงให้ทุกคนได้รู้ว่าผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่ของพัชชา
ต้องขอบคุณครูคนนี้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ คอยให้คำปรึกษาและคอยเชียร์อัพผมตลอด
“ผมคิดดีแล้วครับครู” ครูคงจะแปลกใจสินะ ที่ผมตัดสินใจแบบนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าผมปฏิเสธมาตลอด
“ครูเชื่อเธอเลย ทำไมถึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้หน่อย เธอจะได้มี่เวลาอยู่กับเพื่อนๆ มากขึ้นกว่านี้” ผมฉีกยิ้มกว้างให้กับสิ่งที่ได้ยิน
ต่อให้ผมบอกเร็วกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะสายตาที่เพื่อนๆ มองผมมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ต่อให้พวกมันรู้ความจริงก็คงไม่มีทางจะกลับมาเหมือนเดิมได้อย่างแน่นอน
“ไม่เป็ไรครับครู แบบนี้ดีแล้ว แค่จากกันไปโดยไม่มีอะไรค้างคากันก็ดีมากแล้ว” แค่ได้บอกความจริงไป ถึงผลจะออกมาเป็ยังไงก็ไม่ใช่เื่ที่ควรเก็บมาคิดแล้ว
อย่างน้อยก็เป็ตัวผมเองที่สบายใจ ได้แก้ตัวในสิ่งผมไม่ได้เป็คนผิด
“งั้นเธอจะบอกทุกคนหรือเปล่า ว่าใครเป็คนใส่ความเธอ” ผมส่ายหน้ากลับไปรัวๆ ถ้าครูรู้ว่าใครเป็คนทำ ครูจะถามคำถามนี้กับผมอยู่มั้ย ถ้าครูรู้ว่าใครคนนั้นแค่ป้องกันตัวเองเหมือนกัน ครูจะทำอย่างที่ผมทำหรือเปล่า
ในเมื่อทุกเื่มันเริ่มต้นขึ้นจากตัวผมเองที่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเื่ของคนอื่น จนเกิดผลตามมาเป็อย่างที่เห็น
“ถึงจะเหลือเวลาอีกไม่กี่อาทิตย์ ผมก็คงไม่บอกหรอกครับให้เื่แบบนี้มันหยุดที่ผมก็พอ ผมไม่อยากให้เพื่อนต้องรู้สึกไม่ดีไปอีกคน ถ้าทุกคนรู้ว่าเื่ทั้งหมดเป็ฝีมือเขา” ให้ความเกลียดชัง ความไม่ชอบขี้หน้ามันหยุดลงที่ผมก็พอแล้ว เพื่อนคนที่ลงมือทำกับผมแบบนี้จะได้ใช้่เวลาที่เหลือในรั้วโรงเรียนดีๆ ไม่ต้องรู้สึกแย่และผิดใจกับเพื่อนๆ ตอนใกล้จะเรียนจบแบบนี้
“ถึงแม้ว่าสิ่งที่เธอบอกไป เพื่อนอาจไม่เชื่อเธอก็ได้งั้นเหรอ” จะเชื่อหรือไม่ก็คงเป็เื่ของคนที่ได้รับฟัง ผมมีหน้าที่แค่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวผมเท่านั้น
“ครับ”
“แทนคุณ ครูไม่อยากยุ่งหรอกนะ แต่เธอจะโอเคจริงๆ ใช่มั้ย” ผมพยักหน้าตอบรับด้วยความหนักแน่น
“เฮ้อออ แล้วแต่เธอแล้วกัน ว่าแต่ทำไมเธอถึงสละสิทธิ์เื่มหาวิทยาลัยล่ะ”
“ผมต้องย้ายไปต่างจังหวัดครับ” ครูได้รับคำตอบก็เลิกหน้าขึ้นมองผมเล็กน้อยเหมือนเสียดายที่ผมต้องพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไป
“เสียดายแทน ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับโอกาสแบบนี้” ถ้าครูประจำชั้นเป็แบบเดียวกับครูก็คงจะดี ไม่ใช่แสดงท่าทีดีใจมากที่ผมสละสิทธิ์ แล้วไหนจะคำพูดดูถูก บอกผมว่าไม่เหมาะสมกับการได้สิทธิพิเศษแบบนี้สักนิด ไม่มีการถามหาเหตุผลสักคำว่าทำไมผมถึงสละสิทธิ์
แต่ก็นะเธอกับครูฝ่ายปกครองซี้กัน จะไม่ชอบขี้หน้าผมก็คงไม่แปลก
ตึ้งตึงตึงตึ่ง
เสียงออดบอกเวลาดังขึ้น ทำให้ผมต้องหันไปมองหน้าครูเพื่อบอกว่าผมต้องไปแล้ว ครูทำแค่เพียงพยักหน้าให้แล้วปล่อยผมกลับห้อง ความจริงหลังสอบเสร็จหลายๆ คนคงคิดว่าไม่มีความจำเป็อะไรที่ต้องมาโรงเรียน หยุดเรียนแล้วมาวันงานเลี้ยงหรือวันรับวุฒิเลยก็ได้ แต่มันไม่ใช่สำหรับโรงเรียนนี้
เพราะครูแต่ละวิชาจะเข้ามาพูดคุยกับนักเรียนและเซ็นใบประเมินให้ จนกว่าจะครบจำนวนครูที่เกี่ยวข้องกับระดับชั้นและวิชาการไปจนถึงวันจบการศึกษา ฉนั้นหยุดคิดเื่จะไม่มาโรงเรียน่นี้ได้เลย
ไม่งั้นการตามล่าลายเซ็นจากครูหลังจาก่เวลานี้ไปไม่ใช่เื่ง่ายๆ แน่นอนว่าผมจะใช้โอกาสนี้แหละ ที่เพื่อนจะอยู่ในห้องครบทุกคน พูดในสิ่งที่ผมควรจะพูดมาตั้งนาน
“บ่ายนี้ครูไม่เข้านี้ ให้พวกเราตามสบาย จะกลับบ้านเลยก็ได้นะ” ทันทีที่ผมก้าวเข้ามาในห้องเสียงของหัวหน้าก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องอย่างดีใจของเพื่อนๆ
ผมเดินเข้ามานั่งลงที่โต๊ะของตัวเอง แล้วมองตามเพื่อนๆ ทยอยเดินออกจากห้องไปทีละคน ทีละคน
“เฮ้อออ” ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทำไมอะไรๆ มันถึงไม่เป็ไปตามที่หวังเลยนะ เห็นทีว่าสิ่งที่ผมเตรียมตัวมาคงจะไม่ได้พูดมันออกไปแล้วสิ
“เหนือ” ผมหันมองตามเสียงใครสักคนที่เรียกเหนือ ก่อนจะหันกลับไปมองเ้าของชื่อ ทำไมเธอคนนี้ถึงชอบมายุ่งวุ่นวาย ชอบมาวอแวกับเหนือนักนะ
แล้วในเวลาว่างแบบนี้มักจะโผล่หน้ามาตลอด ไม่ว่าจะตอนพัก คาบว่าง ครูไม่เข้า มาบ่อยจนรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเธอเลย ไหนจะท่าทางที่เธอโบกไม้โบกมือ สายตา รอยยิ้มที่ส่งให้เหนือนั่นอีก ใครได้เห็นก็ต้องคิดว่าทั้งสองคบกันอยู่แน่นอน
ถ้าผมไม่บังเอิญได้ยินเธอกับมินคุยกันเมื่อวันก่อนเข้า ผมถึงได้นั่งสบายใจอยู่แบบนี้ไง
“มิน ช่วยหน่อยนะ สองอาทิตย์ที่เหลือ อยากใช้เวลาในโรงเรียนกับเหนือนานๆ” เธอยกมือขึ้นจับแขนมินทั้งสองข้างแล้วขอร้องให้มินช่วย
“แต่ว่าเราช่วยวิวไม่ได้ขนาดนั้นหรอก เราไม่ได้สนิทกับกลุ่มเหนือ” มินยิ้มเจื่อนๆ ให้แล้วรีบตอบกลับ
“ไม่เป็ไร แค่ช่วยบอกเรา ตอนที่ห้องแกว่าง ครูไม่เข้าและตอนเหนืออยู่ไหนก็พอ ก็เหมือนที่แกเคยทำมาตลอดนั่นแหละ” มินพยักหน้ารับพลางเลิกหน้าถามเธอกลับ
“ถ้าแบบนั้น ทำไมวิวถึงไม่ทักถามเหนือเองล่ะ”
“โถ่มิน ก็อยากทำให้เหนือแปลกใจไง อยู่ๆ เราก็ไปโผล่ตรงหน้าเหนืองี้ แกไม่เข้าใจหรอก ยิ่ง่นี้เหนือสนใจเราเป็พิเศษด้วย จะได้ทำคะแนน” เธอปล่อยมือจากแขนมินแล้วขอร้องขึ้นอีกครั้ง
“อืม ก็ได้”
“ขอบใจมากนะมิน เราจะหาทางขอเหนือเป็แฟนให้ได้เลยแกคอยดู” เธอพุ่งเข้ากอดมินดูเหมือนจะดีใจสุดๆ ที่มินจะช่วย
“ยังไม่ได้เป็แฟนกันเหรอ คิดว่าวิวกับเหนือคบกันแล้วซะอีก” เมื่อทั้งสองผละตัวออกจากกัน มินก็ถามกลับด้วยความแปลกใจ
“ถ้าเป็แบบนั้นก็ดีสิ แต่เหนือไม่ยอมพูดอะไรเกี่ยวกับมันด้วยซ้ำ” เธอมีสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงสถานะของเธอกับเหนือ
“เธอกับเหนือยังไม่ได้คบกันเหรอ” อยู่ๆ เดปก็โผล่เข้าไปในวงสนทนา ทำให้เธอกับมินหันมองด้วยความใ
“หืม เดป ว่าไงนะ” เธอถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ
“เปล่า แค่มาตามคน” เธอพยักหน้ารับพลางยิ้มเจื่อนๆ ให้ เพราะทุกคนรู้ดีว่าคนอย่างเดป ถ้าถามซ้ำแล้วไม่ตอบก็แสดงว่าไม่อยากให้รู้
“เหรอ งั้นก็ตามสบายเลย อย่าลืมนะมิน” เธอโบกมือให้มิน แต่ยังคงย้ำในสิ่งที่ขอให้ทำ ก่อนจะเดินละจากทั้งสองไป
“ไป จะพูดอะไรกันก็ดูดีๆ ก่อน ไม่ใช่...” เดปดึงมือมินออกไปจากตรงนั้นพลางเบือนตามองมาที่ผมด้วยความแข็งกร้าว เหมือนกับว่าเดปเห็นผมั้แ่แรกที่เดินมาแล้ว
รู้สึกอิจฉาเธอจังทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็อะไรกัน แต่เธอกลับสามารถแสดงความรู้สึกที่มีต่อเหนือออกมาได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องกังวลหรือสนใจสิ่งรอบข้างเลย แถมเพื่อนในกลุ่มเหนือยังดูชอบกับสิ่งที่เธอทำให้เหนืออีก
ถ้าผมทำแบบนั้นบ้าง ผลตอบรับจะเป็เหมือนเธอมั้ยนะ
“เฮ้อออออ” ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะละสายตาจากเหนือแล้วหันมองไปที่อื่น ผมไม่อยากเห็นภาพที่เหนือกับเธออยู่ใกล้กันคุยหยอกล้อกันอย่างถูกคอแบบนี้เลย ทั้งที่ตัวผมเองทำได้แค่มอง
ต้องทำยังไงผมถึงจะแสดงความรู้สึกที่มีออกไปได้แบบนั้นบ้างนะ
ชักไม่อยากรอให้ถึงวันงานเลี้ยงแล้วค่อยไปบอกความรู้สึกแล้วสิ รู้สึกอิจฉาเธอจนแทบอยากจะรีบบอกตอนนี้ไปเลยด้วยซ้ำ แต่ติดที่ว่าผมไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปใกล้เหนือได้เลย
“เจอกันพรุ่งนี้มึง” ผมหันไปตามเสียงที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังแล้วยกยิ้มขึ้นอย่างดีใจ ต้นสนกำลังบอกลามินแสดงว่าวันนี้มินไม่ได้กลับด้วยสินะ
โอกาสของผมมาแล้ว วันนี้ขอเคลียร์กับมินคนแรกก่อนแล้วกัน อยากรู้ว่าที่ผ่านมา สิ่งที่มินทำกับผม มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือที่ทำไปเพราะไม่อยากโดนไปกับผมด้วย
มินเดินออกจากห้องไป ในจังหวะที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปหา ผมเลยต้องแกล้งทำเป็เดินตรงไปที่ล็อกเกอร์แก้เขิน แล้วมองตามมินไปห่างๆ
มินออกจากห้องไปตัวเปล่าอย่างนั้น หนังสือก็ยังวางอยู่บนโต๊ะจะรีบไปไหนของมันนะ ทั้งๆ ที่คนอย่างมินเนี๊ยบจะตาย ไม่มีทางที่จะทิ้งของอะไรบนโต๊ะแบบนั้นแน่ นั่นทำให้ผมต้องรีบเดินตามมันออกไป
ผมเดินตามมินไปเรื่อยๆ แอบดูห่างๆ โดยที่มันแทบไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนตามอยู่ แล้วท่าทางที่เร่งรีบของมินนั่นอีก ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่
“มิน...” ผมกำลังจะเอ่ยปากเรียก แต่มินกลับเดินเลี้ยวเข้าไปทางด้านหลังตึกสะก่อน
“มาช้านะ” ใครสักคนทักมินขึ้น ทำให้ผมต้องหยุดเดินแล้วหลบเข้ามุมเพื่อไม่ให้ทั้งสองรู้ตัวว่าผมแอบมองอยู่
“ก็มาแล้วไง จะเอาอะไรกับเราอีก” มินถามคนนั้นขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“พูดแบบนี้ อยากให้คลิปนายว่นไปทั่วโซเชียลหรือไง” คนนั้นล้วงมือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วโชว์บางอย่างในมือถือให้ดู แต่มินกลับเบือนหน้าหนี
“หยุดเอาเื่นี้มาแบล็คเมล์เราสักทีเถอะ” มินตอบคนนั้นกลับไปเสียงอ่อน โดยที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกคน
“หึ งั้นเหรอ” คนนั้นสถบขึ้นในลำคอแล้วจับคางมินให้หันกลับไปเผชิญหน้า
“เดป เราไม่รู้ว่านาย้าอะไรจากเรา เมื่อไหร่จะปล่อยเราไปสักที นายบอกให้เราเลิกยุ่งกับแทนเราก็เลิกแล้วไง บอกให้เราติดต่อวิวให้เหนือเราก็ทำแล้วไง ยัง้าอะไรอีก” ชื่อที่มินเอ่ยออกมาทำให้ผมได้แต่เบิกตากว้าง
คนนั้นคือเดปเหรอ มินกับเดปมีเื่อะไรกันแน่ ทำไมมินถึงดูกลัวและยอมทำตามสิ่งที่เดปบอกขนาดนั้น
“มิน ไม่รู้สิ่งที่ฉันอยากได้จริงๆ เหรอ” เดปผลักตัวมินชิดกำแพง แล้วใช้มือทั้งสองข้างยันกำแพงไว้ คล้ายกันไม่ให้มินหนีได้
“เราไม่รู้อะไรทั้งนั้น ปล่อยเราไปเถอะนะ” มินพยายามผลักเดปให้ออกห่าง แต่เดปกลับโน้มตัวเข้าหาแทน
“สิ่งที่ฉัน้าคือ...” เดปก้มกระซิบที่ข้างหูมิน ก่อนจะผละหน้าออกมาแล้วยิ้มให้
“คืออะไรละ ก็บอกมาสิ..... อื้มม” ผมเบิกตากว้างขึ้นกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า จนต้องยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้แน่น
เดปไม่ได้ตอบในสิ่งที่มินอยากรู้ แต่กลับดึงมินเข้าไปจูบแทน แล้วยังใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพง ส่วนอีกข้างล็อกคอมินไว้แน่น กันไม่ให้ มินขัดขืนหรือหนีไปได้
เดปจูบมินอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ แล้วค่อยๆ ละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง แต่ในจังหวะหนึ่งที่เดปผละตัวออกจากมิน แล้วบังเอิญสบตากับผมเข้า ทำให้ผมต้องค่อยๆ ขยับตัวออกห่างจากตรงนั้น แต่กลับไม่ทัน...
“จะเกิดอะไรขึ้นนะ ถ้าแทนมันรู้ว่านายก็มีส่วน ทำให้มันมีสภาพเป็แบบนั้น” เดปเชยคางมินให้เงยขึ้นมองแล้วพูดขึ้น มินได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“เราไม่ได้มีส่วนอะไรทั้งนั้นแหละ ทั้งหมดมันเป็เพราะนาย เพราะเพื่อนนายไม่ใช่เหรอเดป” มินตอบกลับอย่างไม่พอใจกับสิ่งที่เดปทำก่อนหน้า แล้วยังใช้หลังมือเช็ดปากอยู่เรื่อยๆ จนเดปต้องดึงมือเอาไว้
“จุ๊ๆ นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าแทนไม่ได้ทำแบบที่ไอ้เป้กล่าวหา ทำไมนายถึงไม่ช่วยแก้ตัวช่วยมันล่ะ” ผมกำลังจะเดินหนีได้ยินแบบนั้นก็ต้องหยุดลงแล้วหันไปมองที่พวกมันอีกครั้ง เพราะน้ำเสียงหรือท่าทางของเดปเหมือนกับว่ามันไม่ได้แค่พูดกับมิน แต่มันยังสื่อมาถึงผมด้วยว่าต้องหยุดฟังสิ่งที่พวกมันคุยกัน
“นาย้าบอกอะไรกันแน่เดป นายเองไม่ใช่เหรอที่บีบให้เราต้องทำแบบนั้น” เดปไม่ได้ตอบกลับมิน แต่เบือนสายตามองตรงมาที่ผมแทน
มินเห็นหน้าผมก็เบิกตากว้างขึ้นด้วยความใ ก่อนจะผลักเดปออกให้ห่างจากตัว เดินตรงมาหาผมแทบจะทันที