ด้านนอกประตูมิติ ท้องฟ้าเหนืออาณาจักรลับเต็มไปด้วยเรือบินนับร้อยลำและสัตว์วิญญาณหลากหลายสายพันธุ์ที่กำลังบินโฉบวนไปมา กลิ่นอายของพลังระดับสูงปกคลุมทั่วอากาศ แรงกดดันเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพันธมิตรภายใต้ตระกูลอู๋
ก่อนที่ความเงียบจะยืดเยื้อเกินไป เสียงของอู๋เวินก็ดังขึ้น “ทุกคน... เดินทางเข้าไปในอาณาจักรลับซะ”
เสียงนั้นไม่เปิดช่องให้โต้แย้งใดๆ แม้จะมีบางคนแสดงท่าทีลังเล ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งของ อู๋เวิน พวกเขากลัวว่าตัวเองจะเป็นเหมือนคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะและกองกำลังอื่นๆ ก่อนหน้านี้เพราะตระกูลอู๋ไม่ได้แจ้งเตือนอะไรพวกเขาเลย
แต่ในท้ายที่สุด พวกเขาทั้งหมดก็ไม่มีทางเลือกเพราะกองกำลังที่สนับสนุนตระกูลอู๋นั้นแข็งแกร่งเกินไป จึงจำใจต้องก้าวเข้าสู่ประตูมิติไปอย่างไม่เต็มใจ
ทันทีที่ร่างทั้งหมดถูกกลืนหายไปในแสงของมิติ พวกเขาก็ถูกแยกย้ายส่งไปยังพื้นที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
บางคนปรากฏตัวในป่าทึบที่เต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่า บางคนโผล่ในสวนไผ่ที่เงียบสงัดราวกับแดนของเทพเซียน บางคนลอยอยู่กลางแม่น้ำใสที่เมื่อร่างกายของพวกเขาจมลงไปในแม่น้ำแห่งนั้นอาการบาดเจ็บของพวกเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว และก็มีสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย
ส่วนอู๋เวิน เขาถูกส่งมายังทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งที่ดูไม่มีพิษภัยอะไรแม้แต่น้อย ทุกอย่างดูเงียบสงบจนผิดสังเกต
ทันใดนั้นเขาก็กระโจนขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที
ตูมมมม!
พื้นดินระเบิดเสียงดังสนั่น หนอนยักษ์ขนาดเท่าเรือบินขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน มันอ้าปากจะกลืนเขาเข้าไปทั้งตัว อู๋เวินหลบอย่างว่องไว ก่อนจะควบแน่นพลังธาตุดิน สร้างหนามแหลมขนาดยักษ์พุ่งเสียบทะลุร่างของหนอนนรกตัวนั้นจนร่างมันกระตุกและแน่นิ่งในพริบตา
แต่ไม่ทันได้พักหายใจ เขากลับต้องเบิกตากว้างเมื่อรู้สึกถึงคมดาบที่เฉือนผ่านร่างของเขา แขนซ้ายของเขาถูกฟันหลุดออกในเสี้ยววินาที เลือดสีแดงพุ่งกระจายกลางอากาศ
“เป็นเด็กที่นิสัยเสียจริงๆ ...” อู๋เวินกัดฟันแน่น ก่อนจะกระโดดหลบพลางสร้างหุ่นดินเหนียวขึ้นมานับสิบตัวเพื่อป้องกันตนเองและเตรียมโต้กลับ
หุ่นดินเหนียวพุ่งทะยานขึ้นฟ้าทะลวงหมู่เมฆขึ้นไปจัดการศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ แต่ทันทีที่มันเคลื่อนไหว...
ฉัวะ!
ร่างของพวกมันกลับถูกผ่าออกเป็นชิ้นๆ ราวกับแป้งโดนใบมีดกรีด
อู๋เวินกัดฟันแน่น ยิ้มด้วยความตึงเครียด “ข้าคิดว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกครั้งที่โลกเบื้องบนเสียอีก เจ้าหนู”
อู๋เวินมองขึ้นไปด้านบนท้องฟ้า พร้อมเห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสีขาวยืนอยู่พร้อมรอยยิ้มอันเย็นชา เขาจำมันได้ดีเลย เพราะมันคือหนึ่งในคนที่เขาอยากฆ่ามากที่สุดในชีวิต
เล่ยเฉินหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เดี๋ยวข้าจะส่งเจ้าลงไปรอภรรยากับลูกชายเจ้าในนรกเสียก่อน ส่วนคำขอบคุณไม่ต้องหรอก มันไม่จำเป็น”
อู๋เวินยิ้มตอบทั้งๆ ที่เลือดยังไหลไม่หยุด
“ปากร้ายเสียจริงๆ”
ทันใดนั้น หอกดินมหึมาก็ปะทุขึ้นจากพื้นดิน พุ่งเข้าใส่เล่ยเฉินแต่เล่ยเฉินเพียงสะบัดดาบ ฟาดแยกหอกดินออกเป็นเสี่ยงๆ
……
……
ขณะเดียวกันที่ส่วนต่างๆ ของสุสานลับ
ตูมมมม!!
เสียงระเบิดสะเทือนไปทั่วอาณาจักรลับ คลื่นพลังปะทะกันอย่างรุนแรงจนพื้นที่บริเวณโดยรอบสั่นไหว และไม่ใช่แค่ตรงนี้... เสียงของการต่อสู้ยังดังสะท้อนจากทุกทิศของสุสานลับ
การต่อสู้เกิดขึ้นทุกที่ ทั้งเพื่อชิงมรดก เพื่อขโมยสมบัติ เพื่อเข่นฆ่าศัตรู เพื่อเอาชีวิตรอดจากสัตว์วิญญาณ หรือแม้แต่เพื่อระบายแค้นที่สะสมมานานนับปี
เสียงคำรามของสัตว์วิญญาณและเสียงกรีดร้องของผู้ฝึกตนดังกระหึ่มไปทั่วทั้งสุสาน บรรยากาศหนาแน่นไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ร่างที่ไร้วิญญาณของทั้งมนุษย์และอสูรถูกทับถมกลายเป็นเนินศพสูงหลายชั้น ไม่มีใครหยุด ไม่มีใครถอย
ภายในใจกลางของอาณาจักรลับ มู่หนานซือยืนอยู่เงียบๆ หน้าประตูมิติสีเขียว สายตานางนิ่งสงบแต่เฉียบคมเหมือนคมดาบ
ด้านหลังนางคือ โจวหลัวเฉิน ที่มองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ส่วนด้านตรงข้ามของนางคือสามยอดฝีมือแห่งโลกเบื้องบน ซุยจื่อเมิ่ง ไป๋เซียน และจิ่นซู
ทั้งห้าคนอยู่ในระยะที่เพียงแค่ขยับมือ การต่อสู้ก็พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ
ในวินาทีนั้นเอง
ซ่าาาา!
คลื่นน้ำขนาดยักษ์สาดออกจากฝ่ามือของมู่หนานซือ พุ่งเข้าปะทะทั้งสี่คนอย่างบ้าคลั่ง พลังอันรุนแรงบีบบังคับให้แต่ละคนต้องแยกตัวถอยออกไปเปิดช่องว่างให้มู่หนานซือเล็กน้อย
มู่หนานซือไม่รอช้า นางพุ่งเข้าไปในประตูมิติสีเขียวทันทีโดยไม่หันหลังกลับ แต่ยังไม่ทันที่ปลายเท้านางจะสัมผัสพื้นภายในเขตใจกลางสุสานลับ
ฟึ่บ!
พลังหลากหลายสายพุ่งตัดอากาศเข้ามาพร้อมกัน สายฟ้าสีเงินที่เปล่งประกาย กลีบดอกไม้แหลมคมที่ลอยหมุนวนเหมือนดาบนับพัน พลังหยินหยางแปรปรวนจนมิติบิดเบี้ยว และคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมา
มู่หนานซือเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก่อนจะสะบัดแขน กำแพงน้ำบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นรอบตัวนางทันที สายน้ำหมุนวนเป็นเกราะคุ้มกันนางจากทุกทิศทาง
แต่สิ่งที่นางไม่ทันคาด...
ฉึก!
เสียงของโลหะแทงผ่านเนื้อดังขึ้นอย่างเฉียบพลัน ง้าวสีดำสนิทที่แฝงกลิ่นอายแห่งความตายพุ่งทะลุกำแพงน้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย
ปลายง้าวเสียบทะลุผ่านสีข้างของมู่หนานซือ เลือดสีแดงสดพุ่งกระจายกลางอากาศ
แต่อีกวินาทีต่อมา...
เลือดเหล่านั้นกลับไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างของนางเองอย่างช้าๆ แผลฉกรรจ์ถูกทำให้หายดีราวกับไม่เคยมีบาดแผลใดๆ มาก่อน
ในเงาของ มู่หนานซือ มีหญิงสาวผู้หนึ่งพุ่งออกมาพร้อมกับเสียงของพลังลึกลับดังขึ้นในอากาศ นางคือ หลินซูเหอ ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะในโลกเบื้องล่าง ผู้มีร่างกายเกี่ยวกับเลือด พลังของนางถูกปลดปล่อยออกมาเต็มที่ เพื่อเพิ่มพลังและรักษาให้กับ มู่หนานซือ
มู่หนานซือเบือนสายตาไปมองจิ่นซูในวินาทีนั้น น้ำที่ล้อมรอบตัวนางแปรเปลี่ยนเป็นดาบแห่งน้ำนับไม่ถ้วน พุ่งสวนกลับไปหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว จนแขนของจิ่นซูขาดออก
จิ่นซูยิ้มแล้วถอยหลังแวบออกจากการแทงของดาบแห่งน้ำนั้นอย่างแผ่วเบาและง่ายดาย
รอยยิ้มของนางยังคงอยู่บนใบหน้า เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอีกระลอก การต่อสู้ระหว่างพวกเขาปะทุขึ้นอีกครั้ง ต่างคนต่างจ้องแต่จะฆ่ากันเท่านั้น
………
………
………
………
กลางป่าทึบแห่งหนึ่งในอาณาจักรลับ เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังขึ้นอย่างร้อนรน
เหล่าคนจากตระกูลอู๋กว่า 20 ชีวิตกำลังวิ่งหนีตายอย่างไร้ทิศทาง ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างเหมือนคนใกล้ขาดสติ
เสียงตะโกนปะปนกับเสียงกรีดร้องดังขึ้น
“เย่หลิน! เจ้าเป็นบ้าไปแล้วรึไง! เจ้าลืมไปแล้วงั้นเหรอว่าต่อให้เจ้าได้วิญญาณของคนในตระกูลเจ้ากลับไปแล้วแต่ว่าความเป็นตายของคนเหล่านั้นก็ยังขึ้นอยู่กับความคิดของท่านผู้นำตระกูลนะ!”
ชายคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ก่อนที่เสียงของเขาจะขาดหายไปในพริบตา
ฉัวะ!
ศีรษะของเขากลิ้งหลุดออกจากบ่า เลือดสีแดงสดพุ่งยาวเป็นสายกลางอากาศ ก่อนที่เย่หลินจะพุ่งเข้าไปสังหารคนอื่นต่อ
ผ่านไปไม่นาน เย่หลินยืนอยู่ท่ามกลางศพมากมาย ร่างของเขาเปื้อนไปด้วยโลหิตจนแทบมองไม่เห็นสีเสื้อเดิม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา แต่ลึกๆ ในแววตานั้น... มีเพลิงบางอย่างกำลังลุกไหม้
เขาไม่มีคำพูดใดๆ ให้กับคนเหล่านั้น มีเพียงคมดาบในมือที่ตัดผ่านเนื้อหนังของพวกมันครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกับวันที่เขาถูกควบคุมให้ทำการสังหารคนในครอบครัวตัวเองวันนั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้สารเลว! ถึงเจ้าจะฆ่าเรา แต่เรายังกลับไปเกิดใหม่ในโถงวิญญาณได้อยู่ดี! เจ้าไม่มี….”
เสียงของชายหนุ่มในตระกูลอู๋ดังขึ้น แต่เสียงนั้นกลับขาดห้วงไปทันทีที่ใบมีดเฉือนผ่านคอของเขา
ฉึก!
ศีรษะของเด็กหนุ่มคนนั้นหลุดออกจากร่าง เย่หลินหยุดยืนกลางกองศพมากมาย พร้อมมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า แต่ภายใต้ความว่างเปล่านั้นกลับแฝงไปด้วยเพลิงแห่งโทสะที่ลุกไหม้อย่างเงียบงัน ก่อนที่เสียงของชายชราคนหนึ่งจะดังออกมาจากภายในเสื้อของเขา
“หลานปู่ ตอนนี้คนในตระกูลเย่ทุกคนปลอดภัยแล้ว คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะได้มาช่วยพวกเขาทั้งหมดออกมาจากตระกูลอู๋แล้ว”
เย่หลินหยิบหินสื่อสารออกมาจากเสื้อก่อนที่จะพูดขึ้น “เข้าใจแล้วครับคุณปู่ ไว้อีก 2 วันมาเจอกัน”
เย่หลินยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนที่จะเก็บหินสื่อสารนั้นเข้าแหวนมิติไป ทันใดนั้น เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังลงมาจากยอดของต้นไม้
“รู้สึกยังไงบ้างล่ะ?”
เย่หลินหันขวับไปมองยังที่มาของเสียงทันที ใบหน้าของเขายังคงไร้อารมณ์ แต่ดวงตาสะท้อนถึงความสั่นไหว เมื่อเห็นร่างของคนที่พูด เขาก็ล้มตัวลงทันที เอาศีรษะโขกพื้นจนฝุ่นกระจาย
ตุ้บ!
เสียงตะโกนของเขาดังก้องกลางความเงียบ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสหาน! ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ในวันนั้น! ขอบคุณท่าน... ที่ให้ข้าได้มีโอกาสได้ฆ่าไอ้สารเลวนั่นเอง!”
เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย... ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เพราะบางอย่างในใจได้ระเบิดออก
“หากข้ามีชีวิตรอดหลังจากการสังหารอู๋จ้าวได้ ข้าขอสาบาน... ข้าจะขอรับใช้ท่านไปตลอดชีวิตของข้า!”
หานหมิงที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้ยิ้มออกมาเล็กน้อย สายตาของเขายังคงเย็นชาแต่ก็แฝงไปด้วยความอบอุ่น
“ลุกขึ้นเถอะ”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ตามข้ามาสิ ข้าจะพาเจ้าไปพบใครบางคนที่เจ้าอาจจะรู้จัก”
ยังไม่ทันที่เย่หลินจะได้ตั้งคำถามอะไร พื้นที่ตรงหน้าของเขาก็แหวกออกเป็นเส้นยาว
ฟึ่บ!