“ที่แท้เป็นใครกันที่คิดจะต่อสู้กับข้า?”
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของเส้าหลิงในใจไป๋หยุนเฟยก็ร้อนรุ่มสงสัย การที่เสี่ยวฟางถูกคร่ากุมตัวไปก็เพราะตนเป็นต้นเหตุไป๋หยุนเฟยจึงบังเกิดความร้อนใจและการที่จู่ๆก็มีศัตรูปรากฏตัวขึ้นก็สร้างความสงสัยแก่ไป๋หยุนเฟย
“คนของสำนักธารน้ำแข็ง?หรือจะเป็นคนของสำนักเจ้าอสูร?” การคาดเดาทั้งสองทางนี้ แม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ยังรู้สึกว่าน่าหัวเราะเพราะแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้หากจะเป็นสำนักเจ้าอสูรก็ไม่สมควรจะใช้วิธีจับคนธรรมดาเป็นตัวประกันเช่นนี้ได้
“อีกฝ่ายที่คร่ากุมตัวเสี่ยวฟางไปเจตนาแน่ชัดเพราะพวกมันทราบว่าวิธีนี้สามารถข่มขู่ข้าได้เช่นนี้ก็แสดงว่าพวกมันทราบดีว่าข้าเป็นเช่นไร...ถ้าอย่างนั้นสองสามวันที่ผ่านมาความรู้สึกอย่างเลือนรางว่ามีคนแอบเฝ้าดูอยู่ก็ต้องเป็นเรื่องจริง! บัดซบ! ข้าประมาทเกินไปแล้วคิดไม่ถึงว่าหมู่บ้านเล็กๆในภูเขาที่ห่างไกลเช่นนี้จะมีศัตรูซุ่มซ่อนอยู่ก่อนหน้านี้ข้ากลับเข้าใจว่าประสาทหลอนไปเอง...”
“ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายมุ่งเป้ามาที่ข้าก็ย่อมทราบดีว่าข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณเมื่อพวกมันใช้เสี่ยวฟางเป็นตัวประกันก็แสดงว่าไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะข้าซึ่งหน้าได้”
“สองคนก็หมายความว่าอีกฝ่ายสมควรจะมีพลังไม่เกินด่านภูตวิญญาณระดับปลายไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องยุ่งยากเช่นนี้ และแน่นอนไม่อาจยืนยันได้ว่าพวกมันมีพรรคพวกแอบซ่อนอยู่อีกหรือไม่แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าหากพวกมันเพียงลำพังก็จะยิ่งมีฝีมือต่ำต้อยสรุปแล้ว... อีกฝ่ายต้องประเมินแล้วว่าต่อให้รวมกำลังกันก็เพียงสูสีกับข้าเท่านั้นจึงต้องหาเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อจะมีโอกาสชนะข้าได้!จับตัวประกันเพื่อข่มขู่ สร้างกับดัก อาศัยชัยภูมิ หรือจะมีอย่างอื่นอีก...”
“อีกฝ่ายมีสถานะเช่นไร?ที่คิดจะต่อสู้กับข้าเพื่อเป้าหมายใด?” ไป๋หยุนเฟยพลันหวนคิดพร้อมกับสงบใจเยือกเย็นลง
“หากตัดประเด็นการล้างแค้นออกก็หมายความว่าต้องการสิ่งอื่น บนตัวข้าก็มีของที่น่าแย่งชิง...อาวุธอัพเกรดและวัตถุวิญญาณ!” ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบในที่สุดมันก็นึกออก “ในเมื่อทราบว่าข้ามีวัตถุวิญญาณอันร้ายกาจอีกทั้งยังทราบพลังฝีมือข้ากระจ่างมิหนำซ้ำยังเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ฝีมือไม่ต่ำทรามยิ่งไปกว่านั้นก็น่าจะเป็นผู้ที่ลอบติดตามข้าเมื่อไม่กี่วันก่อน... ใช่แล้วพวกมันคือผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ลอบไปหยิบฉวยของวิเศษจากถ้ำแมงป่องยักษ์นั่นเอง!”
ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองคาดเดาไม่ผิดพลาดทันใดนั้นไป๋หยุนเฟยก็พลันเกิดโทสะขึ้น --- เจ้า‘นกขมิ้น’ที่ละโมบไม่รู้จักพอ! ขโมยของวิเศษล้ำค่า‘ของข้า’ไม่พอ ยังคิดจะช่วงชิงอาวุธอัพเกรดจากข้า! มิหนำซ้ำยังกล้าใช้หญิงสาวอ่อนแอมาเป็นตัวประกันอีก!
“ถึงอย่างนั้น เรื่องช่วยคนต้องมาก่อน!” เมื่อคาดเดาสถานการณ์โดยรวมออก ไป๋หยุนเฟยก็รีบตัดสินใจโดยไม่ลังเล
สำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณแล้วชีวิตของคนธรรมดาถือเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าพอจะเอ่ยถึงไป๋หยุนเฟยจึงไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุสุดวิสัยจนเกิดอันตรายต่อเสี่ยวฟางขึ้นเช่นนั้นแล้วจะให้มันสงบใจได้อีกหรือ?
อาการบาดเจ็บของเส้าหลิงทุเลาลงไม่น้อยส่วนจู้จื่อแม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่อาการก็คงที่ขึ้นมากแล้วไป๋หยุนเฟยจึงช่วยรักษาแขนซ้ายเบื้องต้นให้ก่อน จากนั้นจึงกล่าวกับทั้งสองคนว่า“พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้าจะพาเสี่ยวฟางกลับมาอย่างแน่นอน!”
“ไม่ได้!ข้าจะร่วมทางไปกับเจ้า!” ยามนี้จู้จื่ออารมณ์สงบลงมากแล้วมันใช้มือขวาประคองแขนซ้ายที่พันไว้อย่างดีพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
“ข้า ข้าก็อยากไปด้วย! ข้าจะไปช่วยพี่สาวข้ากลับมา!” เส้าหลิงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วกล่าวว่า“พวกเจ้าไปทำอะไร นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าจะสอดมือเข้าไปได้ปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ”
“ไม่ได้!ข้าจะไป! ต่อให้สู้ไม่ได้ข้าก็จะขอแลกชีวิตกับพวกมัน!” จู้จื่อไม่ยอมถอย มันกล่าวยืนยันอย่างแน่วแน่
“พี่ไป๋ ให้พวกข้าร่วมทางไปด้วยเถอะ! พวกเราจะแอบอยู่ด้านข้างเมื่อถึงคราจำเป็นไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือท่านได้...”เส้าหลิงเห็นไป๋หยุนเฟยกำลังจะปฏิเสธจึงเอ่ยปากขอร้อง
ไป๋หยุนเฟยไม่มีเวลาจะมาโต้เถียงหลังจากใคร่ครวญชั่วครู่ก็เอ่ยปากด้วยเสียงทุ้มหนัก “ตกลง!พวกเจ้าไปด้วยก็ได้ แต่ทุกประการต้องทำตามแผนการของข้า!”
…………
มารคู่จันทร์เสี้ยว มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่มิจฉาชีพของมณฑลเป่ยเหยียนทั้งคู่มีนามว่าถังย่าและซูเซี่ย ทั้งสองเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณธาตุลมที่บรรลุด่านภูตวิญญาณระดับปลายแม้แต่ผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านบรรพวิญญาณระดับต้นก็ยังไม่กล้าตอแยพวกมัน
สาเหตุก็มาจากทั้งคู่ครอบครองอาวุธที่เป็นวัตถุวิญญาณเล่มหนึ่งหรือจะเรียกว่าเป็นวัตถุวิญญาณที่แปลกพิสดารอย่างยิ่งคู่หนึ่ง นั่นก็คือมีดจันทร์เสี้ยวทั้งสองเล่ม --- อันเป็นที่มาของฉายาของทั้งคู่ว่า‘มารคู่จันทร์เสี้ยว’
ทั้งสองคนเป็นที่รู้จักในหมู่มิจฉาชีพว่า‘เห็นสมบัติเป็นเรื่องใหญ่’ --- เพียงแต่‘สมบัติ’ของพวกมันไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองแต่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณถือว่าเป็น‘สมบัติล้ำค่า’--- อย่างเช่น วัตถุวิญญาณ ผลึกวิญญาณ หรือแม้แต่เคล็ดวิญญาณทั้งหลาย
ของสิ่งใดที่ถูกหมายตาไว้พวกมันจะพยายามเอามาครอบครองให้ได้แน่นอนว่าหากทั้งคู่กล้าตอแยผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ฝีมือร้ายกาจพวกมันคงทอดร่างเป็นซากศพแต่แรกแล้วพวกมันไม่เคยเลือกเป้าหมายที่อันตรายหรือเสี่ยงเกินไปเพียงลงมือต่อเหยื่อที่สามารถเอาชนะได้เท่านั้น และหากประเมินผิดไปเลือกลงมือต่อผู้ที่ไม่อาจตอแยด้วยพวกมันก็ไม่ลังเลที่จะละทิ้งเป้าหมายโดยไม่คิดจะต่อสู้ด้วย
ดังนั้นตั้งแต่ทั้งคู่‘ปรากฏตัว’เมื่อแปดปีที่แล้ว ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้เสมอทั้งยังมีชื่อเสียงกระจายไปทั่วมณฑลเป่ยเหยียน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากได้รับข้อมูลจากช่องทางแห่งหนึ่งพวกมันก็มาถึงภูเขาแห่งนี้หลังจากสังเกตการณ์อยู่หลายวันเดิมทีทั้งคู่วางแผนจะหลอกล่อแมงป่องเหินฟ้าออกจากถ้ำแล้วลอบเข้าไปขโมยของวิเศษแม้ว่าการฆ่าแมงป่องเหินฟ้าระดับห้าขั้นต้นจะไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความเสี่ยง อาจจะต้องมีการสูญเสียขึ้นได้ดังนั้นพวกมันจึงไม่คิดจะลงมือเสี่ยงอันตรายเช่นนั้น
แต่หลังการปรากฏตัวของไป๋หยุนเฟยไม่เพียงแต่ช่วยให้ทั้งคู่ลอบเข้าไปหยิบฉวยเห็ดวายุพันปีได้อย่างง่ายดายแล้วแต่พวกมันยังซุ่มรอในถ้ำเพื่อฆ่าแมงป่องเหินฟ้าที่ยังไม่ทันฟื้นฟูพลังได้สำเร็จ
สำหรับพวกมันผลตอบแทนที่ได้รับในครั้งนี้ก็ถือว่าเกินคาดหมายแล้ว เพียงแต่ไป๋หยุนเฟยเผลอแสดงวัตถุวิญญาณหลายชิ้นออกมาโดยไม่รู้ตัวจึงทำให้ทั้งคู่ตาลุกวาวเกิดความคิดที่จะแย่งชิง
แม้ว่าไป๋หยุนเฟยอาจจะเป็นคนของสำนักช่างประดิษฐ์หรือบางทีอาจเป็นผู้เยาว์ที่มีอนาคตของตระกูลใหญ่ซึ่งสังกัดสำนักชื่อดังแต่เมื่อได้พบเห็นของที่ยั่วยวนใจเช่นนี้พวกมันก็ไม่อาจระงับความละโมบคิดแย่งชิงของมีค่าเหล่านั้นได้
อย่างไรก็มาถึงที่นี่แล้วไป๋หยุนเฟยก็มาเพียงลำพัง อีกทั้งยังอยู่ในป่าลึกห่างไกลผู้คน หากลงมือสังหารก็สมควรจะไม่เหลือร่องรอยใดๆให้สืบสาวได้
ดังนั้นหลังจากใช้เวลาหนึ่งวันสืบหาร่องรอยของไป๋หยุนเฟยจากนั้นใช้อีกสองวันในการเฝ้าสังเกต ทั้งคู่จึงสบโอกาสที่จะลงมือในบ่ายวันนี้ ---คร่ากุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย เพื่อล่อให้เป้าหมายออกมา
……
“พี่ใหญ่พวกเราทำเช่นนี้จะได้ผลหรือไม่?เจ้าเด็กน้อยนั้นก็ทราบดีว่าเป็นกับดัก จะยอมเสี่ยงเพื่อคนธรรมดาผู้หนึ่งหรือ? ไฉนเนิ่นนานเพียงนี้แล้วยังไม่มาอีก?”ซูเซี่ยที่ดวงตาแคบเรียวหันไปมองด้านหลังซึ่งมีเสี่ยวฟางที่ถูกสกัดจุดจนไม่อาจขยับตัวได้ จากนั้นจึงเหลียวมองไปทางหมู่บ้านก่อนจะหันไปถามชายหนุ่มผมยาวนามว่าถังย่าที่ยืนด้านข้างด้วยน้ำเสียงลังเล
ถังย่าใช้สีหน้าเรียบเฉยดื่มด่ำกับสายลมจากหุบเขาที่โชยพัดมาแผ่วเบาก่อนจะกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “จะร้อนใจไปใย จากที่พวกเราเฝ้าสังเกตมาสองวันอย่างน้อยวิธีนี้ก็สมควรได้ผล ต่อให้มันไม่ยอมมาพวกเราก็ไม่เสียหายอันใดเพียงแค่ต้องครุ่นคิดหาวิธีการอื่น... แต่หากมันมาพวกเราก็ฝังกระดูกมันไว้ที่นี่!”
ระหว่างกล่าววาจาจู่ๆถังย่าก็ขมวดคิ้ว มันสัมผัสได้ว่ามีพลังวิญญาณแผ่มาจากด้านหน้า มาพร้อมกับความเดือดดาลโดยไม่คิดจะปิดบัง
“มาแล้ว!”