ตอนที่ ๑๐
“เ้า...เรียกข้าอย่างงั้นรึ”
ซิ่วเหอถามนางบ่าวรับใช้ที่เรียกพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองหากเป็บ่าวของจวนคงไม่เรียกนามของเขาเช่นนี้เป็แน่ นอกจากบ่าวของผู้มาเยือนคนใหม่
“ถ้ามิได้เรียกเ้าแล้วจักให้ข้าเรียกผู้ใด...แถวนี้ยังมีผู้อื่นอีกรึ” ซิ่วเหอหันไปมองซ้ายขวาตามที่นางกล่าวมาที่ตรงนี้มิได้มีผู้ใดอื่นนอกจากเขา
“แล้วเรียกหาข้า..เ้ามีสิ่งใดเล่า”
“ท่านเสี่ยวฉีสั่งให้ข้ามาตามฮูหยินหลี่เรือนของฮูหยินอยู่ที่ใด?”
ช่างเป็คนที่กล้ายิ่งนักแม่นางเสี่ยวฉีเ้าเป็ผู้ใดกันถึงบังอาจให้คนตามข้าไปพบเ้า ไม่ใช่เ้างั้นรึที่ต้องมาพบข้าก่อน
“อ่อ...เ้าเดินจากตรงนี้ไปจนสุดทางก็จักเจอเรือนของฮูหยินแล้ว”
“เช่นไร....เ้าก็นำทางข้าไปสิเหตุใดจึงมัวยืนบื้ออยู่”
จินซิ่วเหอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินนำทางนางบ่าวคนนี้ไปที่เรือนของตนก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปถึงเรือนของซิ่วเหอด้านหน้าเรือนนั้นก็มีบ่าวของจวนหลายสิบคนยืนรออยู่ตรงหน้าและคนที่อยู่หน้าประตูนั้นก็คือขันทีคนสนิทกับเจียงลี่
“องค์.....”
“ชู่ว......”ซิ่วเหอส่งสัญญาณบอกกับชูเฉียงว่าให้เงียบปากเอาไว้ก่อน “เ้าอย่างทำให้งูตื่นไปเดี๋ยวข้าจักจัด การแม่นางคนนี้เองเ้ามิต้องเป็ห่วง”
“กระซิบอะไรกันของพวกเ้า...”นางบ่าวเอ่ยขึ้น
“บังอาจ!!”ชูเฉียงเอ่ยขึ้นก่อนจะกล่าวประโยคต่อไปว่า “เ้าคิดว่าเ้าเป็ผู้ใดกันถึงมาขึ้นเสียงหน้าเรือนแห่งนี้”
“ข้าซือซือ...เป็คนของท่านเสี่ยวฉีเ้ามีปัญหากับข้างั้นรึ”
“ทหาร!..จับนางชั้นต่ำคนนี้แล้วมัดมันเอาไว้หาผ้ายัด ปากนางไว้ห้าให้ส่งเสียงดัง!”
ทหารที่คอยคุ้มกันโดยรอบของเรือนวิ่งมาตามคำสั่งก่อนจะจับตัวนางบ่าวคนนี้เอาไว้พร้อมกับใช้เชือกมัดตัวนางเอาไว้มิวายเื่ที่เอาผ้ามาอุดปากนางตามคำสั่งของชูเฉียง
“เ้าทำดีมาก...ชูเฉียง”
“มิได้พะยะค่ะ”
ซิ่วเหอเข้าไปภายด้านในเรือนก่อนจะขัดตัวเปลี่ยนชุดแล้วเดินออกมาก้าวแรกที่เดินออกมาจากเรือนทั้งท่าทางกริยาและชุดที่สวมใส่ทำให้นางบ่าวคนสนิทของเสี่ยวฉีมองตาถลน
“ทหาร...พาตัวนางเดินตามข้ามา...”ซิ่วเหอออกคำสั่ง ก่อนจะเดินนำมุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่
ตุ๊บ!!!
เสียงของร่างใครบางคนหล่นไปกระแทกกับพื้นด้วยความแรงและมันก็มิใช่เสียงของใครอื่นใดหากเป็เสียงของนางบ่าวที่กำลังร้องควรคราญทั้งๆที่ยังมีผ้ายัดอยู่ในปาก
“องค์ชาย....นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นเพคะ”หลี่ซูเอ่ย
หรูเสี่ยวมองผู้ที่อยู่ตรงหน้าตนพร้อมกับสลับลงไปมองบ่าวที่นอนกองอยู่บนพื้น
“ท่านแม่...นางบ่าวผู้นี้เป็ใครกันจึงบังอาจมาหยามเกียรติข้า!”
หรูเสี่ยวฉีมองเหตุการณ์ซึ่งอยู่ตรงหน้าด้วยความสั่นกลัวหากเพิ่งจะรู้ว่านางเคยทำอะไรไปและนางเพิ่งรู้ว่าคนที่นางล่วงเกินไปนั้นเป็ถึงองค์ชาย...
“เป็บ่าวในจวนก็มิใช่!”
พรึ๊บบบ!!!
“องค์ชาย...โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วยเพคะ!!....”
หรูเสี่ยวฉีนางรีบกู่เข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าซิ่วเหอหากแต่ซิ่วเหอยังคงเมินเฉยต่อนาง
“องค์ชายซิ่วเหอ....พอแค่นี้เถิด”
หลี่เฟยเย่เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินมาพยุงตัวของหรูเสี่ยวฉี
ที่นั่งคุกเข่าให้ยืนเห็นเช่นนั้นแล้วต่อมความโกรธของซิ่วเหอยิ่งประทุหนักยิ่งขึ้น
เ้าให้ความสำคัญนางกว่าข้างั้นรึ...หลี่เฟยเย่
ถ้าจักปล่อยให้ความโมโหนั้นมาครอบงำก็จะดูไม่ดี ซิ่วเหอจึงข่มอารมณ์โกรธเอาไว้จะะเิออกมาตรงนี้มิได้
“หากมีครั้งต่อไปข้าจักสั่งปะาพวกเ้า!!”
จินซิ่วเหอประกาศกายาสิทธิ์แก่นางทั้งสองก่อนที่ทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งระหว่างนั่งทานข้าวหรูเสี่ยวฉีมิกล้าแม้กระทั่งสู้หน้าของจินซิ่วเหอ
ใครจักไปรู้ได้ว่าฮูหยินจวนนี้จักเป็ถึงองค์ชาย....
“เสี่ยวฉี...เหตุใดเ้าถึงไม่ยอมกินข้าวหรือสำรับนี้ไม่ถูกปากเ้าเดี๋ยวข้าจักให้บ่าวกลับไปทำให้เ้าใหม่..ดีหรือไม่”
ปึ๊ก!!!
พัดที่วางอยู่ด้านข้างของจินซิ่วเหอนั้นลอยไปกระแทกกับอกแกร่งจนเกิดเสียงที่เขาขว้างไปนั้นก็เพราะว่าโมโหแล้วคนที่ถูกขว้างใส่นั้นก็เป็หลี่เฟยเย่
“องค์ชาย!!”
คราวนี้หลี่เฟยเย่ตะหวาดลั่นใส่จินซิ่วเหอกิริยาเช่นนี้หากมิได้กล่าวตักเตือนก็จักไม่รู้กาลเทสะ
“หลี่เฟยเย่...เ้ากล้าขึ้นเสียงกับข้าอย่างงั้นรึ!”อีกฝ่ายคือซิ่วเหอเขาคงมิยอมให้เป็เช่นนี้แน่
“หากองค์ชายยังกระทำเช่นนี้อีกต่อไปข้าคงต้องจัด การองค์ชายขั้นเด็ดขาดเสียบ้างถึงแม้ฮ่องเต้จะขอให้ข้าไว้ชีวิตของเ้าข้าก็มิสนใจ!!”
เคร้ง!!!
เสียงของจานชามที่ถูกหลี่เฟยเย่เตะกระจายไปกระทบกับพื้น ก่อนที่เ้าตัวคนทำนั้นจะเดินหนีหายไป เหลือเพียงซิ่วเหอหลี่ซูแล้วก็เสี่ยวฉีเท่านั้นที่ยังคงอยู่
“หลี่เฟยเย่...ข้ามิเคยกลัวเ้าสักครั้งไปตายซะหลี่เฟยเย่!!”
เฟยเย่หลังจากเดินออกมาจากเรือนใหญ่ก็ออกมาควบม้าไปยังค่ายทหารทันที
“ท่านแม่ทัพขอรับท่านได้เอ่ยบอกฮูหยินหรือยังว่าท่านจะไปออกรบที่ชายแดน”
“ข้ามิได้เอ่ยอันใดทั้งนั้น”
“เหตุใดเล่าขอรับอีกไม่กี่วันก็จะออกเดินทางแล้ว”
“ช่างเถิด...เขาคงมิได้อยากรู้เื่ของข้าหากข้าไม่อยู่เขาคงจักดีใจมาก”
สามวันต่อมาหลี่เฟยเย่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปราบกองกบฎเป็หัวเมืองชายแดนทางตะวันออกชื่อเมือง ชิงไห่
การเดินทางเป็ไปอย่างยากลำบากยิ่งนักทั้งเส้นทางและจำนวนคนที่เยอะพอสมควร จากเมืองหลวงเดิน ทางไปยังเมืองชิงไห่ อาจให้เวลาอย่างน้อยนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนหากเดินทางไปหยุดพักไปและหากมิได้พักแล้วตั้งใจเดิน ทางไปก็ประมาณสี่วันเห็นจะได้
นับได้ว่าการเดินทางเฟยเย่ไม่ได้หักโหมอะไรมากนักเหนื่อยก็พักหายเหนื่อยก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆเื่เสบียงมิต้องเป็ห่วงอันใดเพราะทางฮ่องเต้ได้จัดเตรียมไว้มากเกินพอแล้ว
วันที่ห้าของการเดินทางอันยาวนาน...หลี่เฟยเย่ได้เดินทางนำกองทัพทหารมาถึงเมืองชิงไห่เป็ที่สำเร็จประตูทางเข้าสู่เมืองอยู่เพียงเอื้อมเท่านั้น...
“พวกเรามาถึงแล้วขอรับท่านแม่ทัพ”ผู้ติดตามนามว่า มู่โจวเอ่ยขึ้น
แม้จะรู้แล้วว่าเดินทางมาถึงแต่สีหน้าของหลี่เฟยเย่นั้นยังดูเ็าตามปกติ ก่อนที่เขาจะนำทัพทหารเดินผ่านประ ตูเมืองเข้าไป
“คาราวะท่านแม่ทัพ....ข้าชิงเล่อเป็เ้าเมืองชิงไห่”
“ฮ่องเต้ฝากให้ข้ามาถามว่าท่านยังสบายดีอยู่หรือ ไม่”
“เรียนท่านแม่ทัพข้าสบายดี...แฮร่ๆ หลายวันมานี้ท่านคงจักเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยเชิญท่านแม่ทัพพักผ่อนได้ตามสบายข้าได้ให้คนจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ท่านแล้ว”
“ดี..ขอบใจท่านมาก”
จริงๆแล้วหัวเมืองชิงไห่นับว่าเป็ปัญหาหนักที่ต้องทำการแก้ไขประตูเมืองอีกฝั่งนั้นยังคงดูวุ่นวายกับกองกบฎ เพราะมิรู้ได้ว่าจะถูกโจมตีเมื่อไหร่
ทางด้านของคนในจวนหลี่ก็อยู่อย่างสงบสุขซึ่งการรบกวนจากผู้ใดซิ่วเหอนั้นยังคงวุ่นแต่อยู่ด้านในโรงครัว เพิ่ม เติมขึ้นมาแค่หรูเสี่ยวฉีที่มาทำอาหารเช่นกัน
อาหารที่นางทำขึ้นมานั้นเทียบมิได้กับของซิ่วเหอเพราะอาหารที่ซิ่วเหอจัดทำขึ้นมานั้นเป็แบบชาววังเกือบทั้งสิ้นส่วนของเสี่ยวฉีนั้นยังคงความเป็อาหารพื้นบ้านอยู่
“องค์ชายเพคะ....”เสี่ยวฉีเอ่ยขึ้น
“เ้ามีเื่อันใดก็เอ่ยมา....”
“ท่านพี่เฟยเย่มิได้กลับมาที่จวนได้หลายวันแล้วองค์ชายมิเป็ห่วงหรือเพคะ”
ได้ยินชื่อนี้ครั้งไหนมีหรือซิ่วเหอต้องข่มอารมณ์เอาไว้เขาหยุดมือในการจัดเตรียมอาหารก่อนที่เขาจะหันไปมองหน้าของเสี่ยวฉี
“ข้าจักเป็ห่วงเขาทำไมกัน...อีกอย่างเขาจักไปอยู่ที่ใดนอนไหนก็เื่ของเขา...ข้ามิสนใจ”
“เพคะ...ส่วนสำรับที่หม่อมฉันทำหม่อนฉันขอเอาไปให้ท่านพี่เฟยเย่นะเพคะ”
“ตามแต่เ้าเถิด...”
ซิ่วเหออยู่ในจวนโดยไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเื่ของหลี่เฟยเย่เลยสักนิดจวบจนตอนนี้ก็ผ่านมาสองเดือนแล้วที่เฟยเย่ไม่โผล่หน้ามาให้ซิ่วเหอเห็น
“องค์ชายพะยะค่ะ!!”
ชูเฉียงรีบวิ่งเข้าไปประคองผู้เป็นายด้วยความรวดเร็ว หลังๆมานี้ซิ่วชอบมีอาการเวียนหัวอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็อาเจียนหนักมาก
“ขะข้า...มิได้เป็อันใดมาก...”
“องค์ชายกระหม่อมคิดว่าองค์ชายทรงกลับไปพักที่เรือนจะดีกว่าพะยะค่ะเดี๋ยวชูเฉียงจะพาองค์ชายไปเองพะยะค่ะ...”
ชูเฉียงพาซิ่วเหอมาพักที่เรือนก่อนจะออกมาที่โรงครัวอีกครั้ง่นี้มิรู้ว่าองค์ชายของเขาเป็อะไรกันแน่จะบอกว่าทำงานหนักเกินไปหรือไม่แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรหนักขนาดนั้น
“ชูเฉียง...องค์ชายซิ่วเหอเป็เช่นไรบ้างข้าสังเกตมาพักหนึ่งแล้ว”
“เ้าสังเกตว่าอย่างไรเจียงลี่...ข้ามิได้เข้าใจสิ่งที่เ้าพูด”
“มีอาการเวียนหัวอาเจียนเมื่อกินหรือได้กลิ่นอาหาร...หากข้าเดามิผิดองค์ชายทรงท้องอยู่กระมังอีกอย่างเพื่อความแน่ใจเ้าก็ไปตามหมอหลวงมาดู”
“อ่า...เสร็จภารกิจตรงนี้แล้วข้าจักพาหมอหลวงมาดูอาการขององค์ชาย...”
ชูเฉียงหลังจากประกอบอาหารจักสำรับจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังวังหลวงตัวเขานั้นยังคงมีสิทธิ์ที่จะสามารถเข้าไปภายในวังหลวงได้เฉพาะยามที่จำเป็เท่านั้นหรือเมื่อใดที่จินซิ่วเหอป่วยเขาจึงสามารถมาที่สำนักหมอหลวงได้
เวลาผ่านไปถึง*สองเค่อชูเฉียงได้เดินทางกลับมายังจวนพร้อมกับท่านหมอหลวง
“ท่านหมอหลวงเชิญทางนี้ขอรับ...”ชูเฉียงรีบนำทางไปยังเรือนทันที
“องค์ชาย....กระหม่อมพามาหลวงมาตรวจดูอาการพะยะค่ะ...”
“ให้เข้ามาได้...”
จากเสียงการตอบรับของจินซิ่วเหอหมอหลวงและชูเฉียงจึงได้เปิดประตูเข้าไปภายใน
“หมอหลวงโหย่ว...” จินซิ่วเหอเอ่ย
“คาราวะองค์ชาย...”
หลังจากที่ได้ฟังชูเฉียงเล่าเหตุการณ์ก่อนที่จะเดินทางมายังจวนบวกกับซิ่วเหอบอกว่าอาการที่เป็อยู่นั้นมีลักษณะอาการเป็เช่นไร
หมอหลวงโหย่วได้ทำการคลำชีพจรของซิ่วเหอสีหน้าท่าทางของหมอหลวงนั้นถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันเหมือนกับว่าไม่แน่ใจ...หรือมีอะไรผิดแปลกไปจากเดิม
“ข้าเป็โรคอะไรหรือหมอหลวงโหย่ว...”ซิ่วเหอเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของหมอหลวงดูมิสู้ดีนัก
“ทูลองค์ชาย.....คะ...คือ....”
“บอกข้าเถิด...แม้จักเป็โรคร้ายข้าก็รับได้”
“ทูลองค์ชาย....พระ..อะ...องค์ทรงตั้งครรภ์..พะพะยะค่ะ...”