*เปรี๊ยง! *
เสียงคำรามราวสายฟ้าฟาดดังก้อง
หนึ่งชีวิต สิ้นชีวา ดับสูญสลาย
"เพื่อเผ่าภูติ! เพื่อทุกคนที่ตายไป กิว! ต้องขอโทษด้วย กิว! "
ภูติตัวน้อยแผดเสียงลั่นดังสะท้าน
วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] ได้กล่าวรวมพลพร้อมลูกน้อง แล้วเริ่มสร้างเกลียวพายุให้โหมกระหน่ำ
ฉีกกระชากล่าสังหารทุกเผ่าพันธุ์
สู่ความตายห้วงนิรันดร์
"เพื่อเผ่ามนุษย์! "
หนึ่งบุรุษชาวไทย [แดง] หนึ่งสตรีชาวจีน [เฉินซิง] ได้ลุกขึ้นสู้จากในมุมมืดของสนามรบ
ชีวิตที่รอดมาราวปาฏิหาริย์ถึงสองครั้ง จักขอใช้สู้ตายเพื่อชะตาของเผ่าพันธุ์ตนเอง
"จะเอาเรอะไอพวกตัวจ๊อย! "
บรรยากาศอันวุ่นวายได้กระตุ้นเลือดในกายให้เดือดพล่าน
เผ่ายักษาโถมเข้าใส่ฝูงชน ใช้ผิวหนากับร่างกายขนาดใหญ่ในการโจมตี
ประดุจหนึ่งฝูงสัตว์คลั่งที่วิ่งโถมเข้าใส่
“ปกป้ององค์ราชินีด้วยชีวิต! ”
เผ่าอาร์โธร์โพดารีบเร่งเข้าคุ้มกันองค์ราชินีอย่างแข็งขัน
มดทาสออกตัวไปแนวหน้าจนถูกเหยียบย่ำฆ่าล้าง
มดทหารเข้าโรมรันสนับสนุนกองทัพมดทาส
มดทหารระดับสูงเข้าต่อกรกองทัพยักษา
มดองครักษ์ต่อสู้ถวายชีวาเพื่อองค์ราชินี
หยาดเลือดและเนื้อได้นองท่วม ทุกเผ่าพันธุ์ต่างสู้สุดใจ ใช้ทุกสิ่งที่ตนมี เพื่อหมายสังหารฝ่ายตรงข้ามลงให้หมดสิ้นไป
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสิ่งเดียว
“เพื่อชัยชนะ”
ถึงหัวใจจะปราถนาความสงบ ความรัก และความสุขของการอยู่ร่วมกัน
แต่ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนไม่รู้ มันได้เอาชนะเหนือภูมิปัญญาไตร่ตรองของพวกเขาไปหมดสิ้น
หวาดกลัวจนต้องทำร้ายเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ที่เริ่มจะสนิทขึ้นมา
แม้นปากจะกรีดร้องว่าทำเพื่อเผ่าของตนเอง
แต่เหตุอันใดจึงมีพวกเขาบางกลุ่มที่หลังน้ำตาออกมากันเล่า?
“รีบไปอยู่ข้างกายองค์ราชินีเร็ว! ”
ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ] ตัดสินใจที่จะเข้าไปยืนปกป้องเคียงข้างกายองค์ราชินีให้เร็วที่สุด
ตอนนี้สถานการณ์ของเผ่าพวกเขากำลังสุ่มเสียงที่จะเสียเปรียบ
จริงอยู่ว่าจำนวนของพวกเขามีมากกว่าครึ่งหากเทียบจากจำนวนทั้งหมดที่รอดอยู่ในวังวนสีดำ
แต่จำนวนที่มากล้นได้กลายเป็นดาบที่หันกลับมาแทงพวกเขา
การโจมตีด้วยพายุร้ายจากท้องฟ้าของเผ่าภูติ
การถูกขนาบโจมตีด้วยคนของเผ่ายักษากับเผ่ามนุษย์
ถึงเผ่าอาร์โธร์โพดาจะพร้อมทั้งอาวุธและกำลังพล
แต่เพราะการโจมตีอันทรงพลังของเผ่าภูติ จึงทำให้มีศพจำนวนหนึ่งเกิดขึ้น
อาวุธที่ร่วงหล่นจากมือได้กลายเป็นอาวุธที่นำกลับมาใช้สังหารพวกเขา
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่
ผู้เสียหายที่เกิดขึ้นอย่างทวีคูณ ได้กลายเป็นจำนวนอาวุธที่กำลังมอบให้กับมือของศัตรู
และเหมือนทุกเผ่าจะรับรู้ได้ว่าควรเพ่งเล็งเผ่าใดก่อนเป็นอันดับแรก
ดังนั้นเผ่าอาร์โธร์โพดาจึงถูกเข้าล้อมอย่างรวดเร็ว
“ท่านราชินีแฟต! ”
ระยะทางของกองทัพเขากับองค์ราชินีอยู่ที่ราวสองร้อยเมตร
หากใส่พลังลงไปที่ชุดเกราะแขนกลเต็มกำลัง เขาก็จะสามารถไปถึงที่นั่นได้ภายในสี่วินาที
แต่กองทัพของสเลบกับฮอร์เนสที่อยู่ใกล้กับโดมคริสตัลใจกลางเมืองนั้น กำลังถูกขวางกั้นด้วยมวลหมู่มหาประชาชนของอีกสามเผ่าที่เหลือ
ถึงศํตรูจะมีอาวุธน้อยและไร้ซึ่งเครื่องป้องกัน
แต่อย่าได้ดูถูกพลังของมวลชนที่ไร้อาวุธเด็ดขาด
“อย่ามาขวาง! ”
เขาไม่อาจพึ่งพาฮอร์เนสได้ เพราะตอนนี้เขาบอบช้ำเกินกว่าที่จะขยับร่างกายไหว
ขุนพลคนอื่นเองก็ถูกสังหารตายไปหมดจากสงครามก่อนหน้านี้แล้ว
คนที่จะปกป้ององค์ราชินีที่เหลือได้นั้น จึงมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น
สเลบใช้เพลงดาบสี่เล่มฟาดฟันปราบศัตรูคนแล้วคนเล่าตรงหน้า
ตั้งขบวนทัพรูปลิ่มเพื่อตีทะลวงตรงดิ่งไปหาราชินีของตนเอง
มุ่งตรงไปให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาให้ได้
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ได้ถือกำเนิดยอดวีรบุรุษและวีรสตรีจากเผ่ามนุษย์ขึ้นมาสองคน
พวกเขาบุกทะลวงกองทัพอาร์โธร์โพดาด้วยอาวุธที่ยึดมาได้
คนหนึ่งใช้หอกพลังงานรังสียิงกระหน่ำออกมาเป็นเส้นตรงยาว แทงออกไปด้วยเพลงยุทธ์ราวกับห่ากระสุนปืนกล
อีกคนควงง้าวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกงจักรที่หมุนวน
ราวกับเป็นเครื่องบดเนื้อสังหารโหดที่หมายจะบดเนื้อศัตรูทุกคนที่เข้ามาขวางเส้นทางของเธอ
พวกเขาสองคนต่อสู้และเริ่มบุกเข้าไปลึกในใจกลางทัพศัตรู
ไม่มีกองทัพสนับสนุน ไม่มีฝูงชนคอยไล่ตาม
มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น
พวกเขาไม่คิดว่ากองทัพอันเกิดจากมวลหมู่มหาประชาชน จะสามารถนำชัยมาให้พวกเขาได้
ดังนั้นมหาวีรบุรุษและวีรสตรีสองคนนี้จึงใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายในการบุกฉับพลัน
วิ่งบุกทะลวงผ่านคลื่นกระแสชลอย่างสุดกำลังโดยไม่สนใจใคร
ทั้งหมดก็เพื่อเล็งเป้าไปที่เหล่าองค์ราชินีขนาดสี่เมตรที่ยืนโดดเด่นตรงหน้า
เหล่ามดทหาร มดทหารระดับสูง มดทาส และมดองครักษ์ ต่างรีบเข้าขวางเส้นทางบุกของนักรบทั้งสอง
สองคนต่อกองทัพนับแสน ไม่บอกคงรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้กำชัย
เกิดแรงปะทะที่รุนแรง บ้าคลั่ง และโหดเหี้ยมขึ้นที่ตรงหน้าของทั้งสองคน
ถูกรุมโจมตี ตัดแขนและขา อีกทั้งฝังเขี้ยวจมลึกลงไป
มหานักรบทั้งสองคนได้ตกอยู่ในสถาพดังกล่าว
อีกเพียงแค่สามสิบเมตรเท่านั้น ทั้งสองคนก็จะสามารถเข้าถึงตัวราชินีได้แล้ว
พวกเขาต้องมาจบลงเพียงแค่ตรงนี้หรือ?
มันจะไม่มีปาฏิหาริย์มอบให้กับเผ่ามนุษย์เลยหรือ?
คำตอบคือ [ไม่]
ชีวิตนั้นต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยกำลังของตัวเองเท่านั้น
ตราบที่ยังเหลือสมอง เหลือแขน หรือขาแม้แต่เพียงข้างเดียว
เราก็ขอสู้ถวายชีวิตเพื่อบรรลุหน้าที่ของตนเองให้ได้
แดงกับเฉินซิงต่างใช้ร่างที่เหลือเพียงแขนและขาคนละข้าง ลุกขึ้นยืนแล้วถีบตัวพุ่งขึ้นสูงเท่าที่ขีดความสามารถของร่างกายจะรับไหว
หยาดเลือดที่ไหลทะลักราวเขือนแตกกำลังช่วงชิงสติและวิญญาณของพวกเขา
แต่ร่างกายของทั้งสองคนยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่
แขนที่ถืออาวุธร้ายถูกยื่นตรงออกไป
พลังงานจำนวนมากถูกสูบออกไปจากฝ่ามือสู่อาวุธตรงหน้า
ศักย์ไฟฟ้าของระบบประสาทถูกช่วงชิง พลังงานภายในแห้งเหือดจนผิวกายแห้งกรังราวกับมัมมี่
"เพื่อให้ทุกคนกลับมา…"
ก่อนจะลั่นวาจาสุดท้ายของชีวิตออกไปพร้อมกับกระสุนรังสีที่แผ่กว้าง
การโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวในระยะสามสิบเมตรนี้ ทำให้เหล่าองครักษ์ตอบสนองช้าไป
พวกเขาได้ละสายตาไปจากมนุษย์ทั้งสองคนเพราะคิดว่าตายไปแล้ว
มันคือความประมาท
เป็นความประมาทที่นำภัยถึงชีวิตมามอบให้กับเหล่าองค์ราชินีของพวกเขา
“ (กรี๊ดดดด! ฮอร์เนส!?) ”
“ (อลูฟ… ฉันกำลังจะไปหาเจ้าแล้ว...) ”
“ (คอมมิว…) ”
เสียงกรีดร้องขององค์ราชินีแต่ละคนเริ่มดังทยอยเข้าสู่สมองของเขา
" (สเลบ… เจ้าตัว… ยืดยาด…) "
รวมถึงคำด่าทอส่งท้ายจากราชินีแฟตถึงสเลบผ่านทางคลื่นสมองโดยตรง
แต่น่าแปลกที่คำด่าทอนั้นกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"ท่านราชินี… แฟต…ครับ..."
พริบตาที่สูญเสียราชินี น้ำตาของสเลบก็ไหลรินลงมาเป็นสายน้ำโดยไม่รู้ตัว
น้ำตาไหลรินลงมาพร้อมกับภาพของกองทัพอาร์โธร์โพดาที่กำลังจะกลายเป็นฝูงมดแตกรังตรงหน้า
ณ รอบนอกของความวุ่นวาย ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังสับสนและไม่อาจรับรู้ได้ว่าควรทำอะไรต่อไป
นั่นคือกลุ่มของเอรีส เอสเทอ กับเปอร์ไซด์
ทุกอย่างมันเริ่มจากที่ [ดิไลออน] แห่งเผ่าภูติดวงตาเบิกกว้างแล้วบินขึ้นท้องฟ้า
เธอประกาศก้องว่า "เพื่อเผ่าภูติ! เพื่อทุกคนที่ตายไป กิว! ต้องขอโทษด้วย กิว! "
พอพูดเช่นนั้น เหล่าภูติที่มีราวครึ่งพันก็บินทะยานขึ้นท้องฟ้าตามเธอไป ก่อนจะส่องประกายแสงออกมาจากปีก แล้วฟาดพายุลงสู่ผืนแผ่นดิน
พอมีคนตาย ทุกคนจึงเริ่มหันหน้ามองกัน ก่อนจะเริ่มวิ่งกันอย่างโกลาหล
เผ่ายักษาเริ่มโจมตีเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง
เผ่ามนุษย์เริ่มต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง
ด้วยความสับสนอลหม่าน จึงทำให้สุดท้ายแต่ละคนเริ่มโจมตีใส่กันเอง
โจมตีเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองให้รอดตายในวันสุดท้ายของโลกใบนี้
"อันตราย ดอง! "
เอรีสที่มัวแต่ยืนสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้าได้รับการปกป้องจากบาเรียภูติของเอสเทอ
กระสุนปืนลูกหลงกระทบเข้ากับบาเรียภูติพร้อมกับเสียงโลหะที่ดังกังวาล
"ขอบคุณ…"
เอสเทอเลือกที่จะปกป้องเอรีส
"ฉันเบื่อกับเรื่องนี้เต็มทนแล้วดอง! ศัตรูของพวกเราคือเงามืดตรงนั้น.! เอรีส เปอร์ไซด์ มาช่วยฉันหาทางทำลายเงามืดกันดีกว่าดอง! "
เอสเทอกรีดเสียงออกมาอย่างหมดความอดทน
เธอไม่คิดที่จะร่วมการต่อสู้ และไปหาทางทำลายกำแพงสีดำของเทพเจ้าแทน
"เออ… อืม… เดียวขอไปตามแอร์บาส์รก่อนนะ"
เอรีสยังคงรู้สึกสับสน
ตรงหน้าของเธอกำลังมีคนตายมากมาย
ทุกเผ่า ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ต่างกำลังหลั่งเลือดแล้วตายลง
ตายเป็นจำนวนมาก…
ดังนั้นแล้วเธอจึงตัดสินใจ
ว่าอย่างน้อยขอช่วยให้ได้แค่เพื่อนพ้องคนสำคัญยิ่งสักคนก็ยังดี
แต่ทว่า---
"แอร์บาส์ร ไม่จริง! "
แอร์บาส์ร สหายรักที่สนิทที่สุดในโลกนี้ของเธอได้ตายไปแล้ว
เอรีสไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เธอแค่หันเหความสนใจไปเพียงชั่วครู่ พอหันกลับไปมองหาสหายในสนามรบ เธอก็พบว่าเขาได้ถูกสังหารไปแล้ว
ร่างของชายชาวแอฟริกาในชุดทหารกำลังท่วมไปด้วยหยาดโลหิต
หัวใจถูกดาบสีดำจำนวนสี่เล่มแทงทะลุอย่างแม่นยำราวจับวาง
ศัตรูของเขานั้นสวมเกราะสีดำสนิททั้งตัวและยังมีสี่แขนพร้อมกับดาบดำยาวหนึ่งเมตรครึ่งจำนวนสี่เล่ม
[สเลบ] นั่นคือนามของชายที่สังหารเพื่อนของเธอลงไป
"ขอโทษด้วย… ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ… แด่ราชินีแฟต..."
ถึงจะอยู่ห่างออกไปไกล แต่เธอกลับได้ยินเสียงกล่าวขอโทษของสเลบที่พูดออกมาเป็นภาษาของพวกเธอได้อย่างชัดเจน
น้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
พริบตานั้นเองที่เอรีสไม่รู้แล้วควรจะสู้ต่อไปเพื่ออะไร
ไม่รู้แล้วว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง
"เอรีส รีบตามมาเร็ว ก่อนที่จะไม่มีโอกาสถอนตัวจากตรงนี้นะดอง! "
"พี่เอรีสค่ะ---"
เสียงของสองสาวไม่อาจส่งไปถึงเอรีสได้
"แอร์บาส์ร… ตายไปแล้ว…? "
เพราะว่าสมองของเธอได้กลายเป็นสีขาวโพล้นไปแล้ว
เพราะว่าคริสตัลที่ใช้คืนชีพได้หายจากไป
เพราะว่าทุกคนถูกบีบบังคับด้วยความตายตรงหน้า
ความรู้สึกที่เคยลืมไปแล้วจึงได้หวนกลับมา
ความรู้สึกที่เรียกว่า
[คุณค่าของชีวิต]
เศร้า โกรธ เกลียด เคียดแค้น ความหวัง
อารมณ์ที่รุนแรงกำลังโหมกระหน่ำอยู่ในตัวของทุกคนไม่ต่างกัน
ไม่เว้นแม้แต่ชายคนนี้
"กองทัพสีดำตรงนั้นเป็นของสเลบสินะ? ทั้งที่กองทัพระส่ำระสายไปแล้ว แต่กลับรวมใจได้ในชั่วพริบตา สมกับที่เป็นมันเสียจริง"
บานากล่าวชื่นชมสเลบจากสถานที่ห่างไกลไร้ผู้คน
ในมือของเขายังคงกำเศษขี้เถ้าที่เคยเป็นอดีตร่างของแครอทอยู่
*โกรววว! *
"โทเม… แกเองก็รอดมาได้สินะ"
บนท้องฟ้ากว้างมีมังกรตัวหนึ่งบินอยู่
มันคือโทเม มังกรตัวโปรดของขุนนางแครอทคนนั้น
มังกรผิวสีเขียวอ่อนสูงห้าเมตรยี่สิบเซนตัวนั้นกำลังบินวนอยู่ในท้องฟ้าราวกับมองหาบางสิ่ง
เสียงร้องเรียกหาเจ้านายของมันนั้นช่างฟังดูเศร้าหมอง
จนกระทั้งมันเห็นบานา บุรุษที่เป็นคนรักของเจ้านาย มันจึงยอมร่อนลงมายืนที่ข้างกายของเขา
"ในปากของแก… ศพของเผ่าตัวจิ๋ว? เพราะแบบนี้แกถึงรอดมาได้สินะ…"
คำสั่งที่มันได้รับจากแครอทก่อนตายนั้น คือการควานหาตัวผู้บงการโกเลมไทฟอน
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มันรอดชีวิตจาก [หัวทะลวงแผ่นดิน] ของเผ่าอาร์โธร์โพดาในตอนนั้นมาได้
แถมยังสามารถสังหารประธานาธิบดีลิลลี่ลงด้วยเขี้ยวอันแหลมคมกลับมาเป็นของฝากเจ้านายได้อีกด้วย
แต่ทว่าเจ้านายของมันกลับกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว
"จงมากับข้า"
บานายื่นมือขวาออกไปลูบหัวเจ้าโทเมอย่างอ่อนโยน
เขาเก็บเศษขี้เถ้าของแครอทลงกระเป๋ากางเกงตัวยาวสีดำ ก่อนจะกระชากเสื้อที่ขาดวิ่นออก
ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อได้เผยปรากฏสู่สายตา
"มาพาแครอทกลับบ้านด้วยกันเถอะ"
ก่อนจะขึ้นขี่เจ้าโทเมแล้วบินเข้าสู่สนามรบอีกครั้งหนึ่ง