Age of war

    ตอนที่ 123 วังวนที่สับสน

    *เปรี๊ยง! *

    เสียงคำรามราวสายฟ้าฟาดดังก้อง

    หนึ่งชีวิต สิ้นชีวา ดับสูญสลาย

    "เพื่อเผ่าภูติ! เพื่อทุกคนที่ตายไป กิว! ต้องขอโทษด้วย กิว! "

    ภูติตัวน้อยแผดเสียงลั่นดังสะท้าน

    วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] ได้กล่าวรวมพลพร้อมลูกน้อง แล้วเริ่มสร้างเกลียวพายุให้โหมกระหน่ำ

    ฉีกกระชากล่าสังหารทุกเผ่าพันธุ์

    สู่ความตายห้วงนิรันดร์

    "เพื่อเผ่ามนุษย์! "

    หนึ่งบุรุษชาวไทย [แดง] หนึ่งสตรีชาวจีน [เฉินซิง] ได้ลุกขึ้นสู้จากในมุมมืดของสนามรบ

    ชีวิตที่รอดมาราวปาฏิหาริย์ถึงสองครั้ง จักขอใช้สู้ตายเพื่อชะตาของเผ่าพันธุ์ตนเอง

    "จะเอาเรอะไอพวกตัวจ๊อย! "

    บรรยากาศอันวุ่นวายได้กระตุ้นเลือดในกายให้เดือดพล่าน

    เผ่ายักษาโถมเข้าใส่ฝูงชน ใช้ผิวหนากับร่างกายขนาดใหญ่ในการโจมตี

    ประดุจหนึ่งฝูงสัตว์คลั่งที่วิ่งโถมเข้าใส่

    “ปกป้ององค์ราชินีด้วยชีวิต! ”

    เผ่าอาร์โธร์โพดารีบเร่งเข้าคุ้มกันองค์ราชินีอย่างแข็งขัน

    มดทาสออกตัวไปแนวหน้าจนถูกเหยียบย่ำฆ่าล้าง

    มดทหารเข้าโรมรันสนับสนุนกองทัพมดทาส

    มดทหารระดับสูงเข้าต่อกรกองทัพยักษา

    มดองครักษ์ต่อสู้ถวายชีวาเพื่อองค์ราชินี

    หยาดเลือดและเนื้อได้นองท่วม ทุกเผ่าพันธุ์ต่างสู้สุดใจ ใช้ทุกสิ่งที่ตนมี เพื่อหมายสังหารฝ่ายตรงข้ามลงให้หมดสิ้นไป

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสิ่งเดียว

    “เพื่อชัยชนะ”

    ถึงหัวใจจะปราถนาความสงบ ความรัก และความสุขของการอยู่ร่วมกัน

    แต่ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนไม่รู้ มันได้เอาชนะเหนือภูมิปัญญาไตร่ตรองของพวกเขาไปหมดสิ้น

    หวาดกลัวจนต้องทำร้ายเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ที่เริ่มจะสนิทขึ้นมา

    แม้นปากจะกรีดร้องว่าทำเพื่อเผ่าของตนเอง

    แต่เหตุอันใดจึงมีพวกเขาบางกลุ่มที่หลังน้ำตาออกมากันเล่า?



    “รีบไปอยู่ข้างกายองค์ราชินีเร็ว! ”

    ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ] ตัดสินใจที่จะเข้าไปยืนปกป้องเคียงข้างกายองค์ราชินีให้เร็วที่สุด

    ตอนนี้สถานการณ์ของเผ่าพวกเขากำลังสุ่มเสียงที่จะเสียเปรียบ

    จริงอยู่ว่าจำนวนของพวกเขามีมากกว่าครึ่งหากเทียบจากจำนวนทั้งหมดที่รอดอยู่ในวังวนสีดำ

    แต่จำนวนที่มากล้นได้กลายเป็นดาบที่หันกลับมาแทงพวกเขา

    การโจมตีด้วยพายุร้ายจากท้องฟ้าของเผ่าภูติ

    การถูกขนาบโจมตีด้วยคนของเผ่ายักษากับเผ่ามนุษย์

    ถึงเผ่าอาร์โธร์โพดาจะพร้อมทั้งอาวุธและกำลังพล

    แต่เพราะการโจมตีอันทรงพลังของเผ่าภูติ จึงทำให้มีศพจำนวนหนึ่งเกิดขึ้น

    อาวุธที่ร่วงหล่นจากมือได้กลายเป็นอาวุธที่นำกลับมาใช้สังหารพวกเขา

    จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่

    ผู้เสียหายที่เกิดขึ้นอย่างทวีคูณ ได้กลายเป็นจำนวนอาวุธที่กำลังมอบให้กับมือของศัตรู

    และเหมือนทุกเผ่าจะรับรู้ได้ว่าควรเพ่งเล็งเผ่าใดก่อนเป็นอันดับแรก

    ดังนั้นเผ่าอาร์โธร์โพดาจึงถูกเข้าล้อมอย่างรวดเร็ว

    “ท่านราชินีแฟต! ”

    ระยะทางของกองทัพเขากับองค์ราชินีอยู่ที่ราวสองร้อยเมตร

    หากใส่พลังลงไปที่ชุดเกราะแขนกลเต็มกำลัง เขาก็จะสามารถไปถึงที่นั่นได้ภายในสี่วินาที

    แต่กองทัพของสเลบกับฮอร์เนสที่อยู่ใกล้กับโดมคริสตัลใจกลางเมืองนั้น กำลังถูกขวางกั้นด้วยมวลหมู่มหาประชาชนของอีกสามเผ่าที่เหลือ

    ถึงศํตรูจะมีอาวุธน้อยและไร้ซึ่งเครื่องป้องกัน

    แต่อย่าได้ดูถูกพลังของมวลชนที่ไร้อาวุธเด็ดขาด

    “อย่ามาขวาง! ”

    เขาไม่อาจพึ่งพาฮอร์เนสได้ เพราะตอนนี้เขาบอบช้ำเกินกว่าที่จะขยับร่างกายไหว

    ขุนพลคนอื่นเองก็ถูกสังหารตายไปหมดจากสงครามก่อนหน้านี้แล้ว

    คนที่จะปกป้ององค์ราชินีที่เหลือได้นั้น จึงมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

    สเลบใช้เพลงดาบสี่เล่มฟาดฟันปราบศัตรูคนแล้วคนเล่าตรงหน้า

    ตั้งขบวนทัพรูปลิ่มเพื่อตีทะลวงตรงดิ่งไปหาราชินีของตนเอง

    มุ่งตรงไปให้เร็วที่สุด เพื่อปกป้องคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาให้ได้



    ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ได้ถือกำเนิดยอดวีรบุรุษและวีรสตรีจากเผ่ามนุษย์ขึ้นมาสองคน

    พวกเขาบุกทะลวงกองทัพอาร์โธร์โพดาด้วยอาวุธที่ยึดมาได้

    คนหนึ่งใช้หอกพลังงานรังสียิงกระหน่ำออกมาเป็นเส้นตรงยาว แทงออกไปด้วยเพลงยุทธ์ราวกับห่ากระสุนปืนกล

    อีกคนควงง้าวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกงจักรที่หมุนวน

    ราวกับเป็นเครื่องบดเนื้อสังหารโหดที่หมายจะบดเนื้อศัตรูทุกคนที่เข้ามาขวางเส้นทางของเธอ

    พวกเขาสองคนต่อสู้และเริ่มบุกเข้าไปลึกในใจกลางทัพศัตรู

    ไม่มีกองทัพสนับสนุน ไม่มีฝูงชนคอยไล่ตาม

    มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น

    พวกเขาไม่คิดว่ากองทัพอันเกิดจากมวลหมู่มหาประชาชน จะสามารถนำชัยมาให้พวกเขาได้

    ดังนั้นมหาวีรบุรุษและวีรสตรีสองคนนี้จึงใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายในการบุกฉับพลัน

    วิ่งบุกทะลวงผ่านคลื่นกระแสชลอย่างสุดกำลังโดยไม่สนใจใคร

    ทั้งหมดก็เพื่อเล็งเป้าไปที่เหล่าองค์ราชินีขนาดสี่เมตรที่ยืนโดดเด่นตรงหน้า

    เหล่ามดทหาร มดทหารระดับสูง มดทาส และมดองครักษ์ ต่างรีบเข้าขวางเส้นทางบุกของนักรบทั้งสอง

    สองคนต่อกองทัพนับแสน ไม่บอกคงรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้กำชัย

    เกิดแรงปะทะที่รุนแรง บ้าคลั่ง และโหดเหี้ยมขึ้นที่ตรงหน้าของทั้งสองคน

    ถูกรุมโจมตี ตัดแขนและขา อีกทั้งฝังเขี้ยวจมลึกลงไป

    มหานักรบทั้งสองคนได้ตกอยู่ในสถาพดังกล่าว

    อีกเพียงแค่สามสิบเมตรเท่านั้น ทั้งสองคนก็จะสามารถเข้าถึงตัวราชินีได้แล้ว

    พวกเขาต้องมาจบลงเพียงแค่ตรงนี้หรือ?

    มันจะไม่มีปาฏิหาริย์มอบให้กับเผ่ามนุษย์เลยหรือ?

    คำตอบคือ [ไม่]

    ชีวิตนั้นต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยกำลังของตัวเองเท่านั้น

    ตราบที่ยังเหลือสมอง เหลือแขน หรือขาแม้แต่เพียงข้างเดียว

    เราก็ขอสู้ถวายชีวิตเพื่อบรรลุหน้าที่ของตนเองให้ได้

    แดงกับเฉินซิงต่างใช้ร่างที่เหลือเพียงแขนและขาคนละข้าง ลุกขึ้นยืนแล้วถีบตัวพุ่งขึ้นสูงเท่าที่ขีดความสามารถของร่างกายจะรับไหว

    หยาดเลือดที่ไหลทะลักราวเขือนแตกกำลังช่วงชิงสติและวิญญาณของพวกเขา

    แต่ร่างกายของทั้งสองคนยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่

    แขนที่ถืออาวุธร้ายถูกยื่นตรงออกไป

    พลังงานจำนวนมากถูกสูบออกไปจากฝ่ามือสู่อาวุธตรงหน้า

    ศักย์ไฟฟ้าของระบบประสาทถูกช่วงชิง พลังงานภายในแห้งเหือดจนผิวกายแห้งกรังราวกับมัมมี่

    "เพื่อให้ทุกคนกลับมา…"

    ก่อนจะลั่นวาจาสุดท้ายของชีวิตออกไปพร้อมกับกระสุนรังสีที่แผ่กว้าง

    การโจมตีที่ไม่ทันตั้งตัวในระยะสามสิบเมตรนี้ ทำให้เหล่าองครักษ์ตอบสนองช้าไป

    พวกเขาได้ละสายตาไปจากมนุษย์ทั้งสองคนเพราะคิดว่าตายไปแล้ว

    มันคือความประมาท

    เป็นความประมาทที่นำภัยถึงชีวิตมามอบให้กับเหล่าองค์ราชินีของพวกเขา

    “ (กรี๊ดดดด! ฮอร์เนส!?) ”

    “ (อลูฟ… ฉันกำลังจะไปหาเจ้าแล้ว...) ”

    “ (คอมมิว…) ”

    เสียงกรีดร้องขององค์ราชินีแต่ละคนเริ่มดังทยอยเข้าสู่สมองของเขา

    " (สเลบ… เจ้าตัว… ยืดยาด…) "

    รวมถึงคำด่าทอส่งท้ายจากราชินีแฟตถึงสเลบผ่านทางคลื่นสมองโดยตรง

    แต่น่าแปลกที่คำด่าทอนั้นกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

    "ท่านราชินี… แฟต…ครับ..."

    พริบตาที่สูญเสียราชินี น้ำตาของสเลบก็ไหลรินลงมาเป็นสายน้ำโดยไม่รู้ตัว

    น้ำตาไหลรินลงมาพร้อมกับภาพของกองทัพอาร์โธร์โพดาที่กำลังจะกลายเป็นฝูงมดแตกรังตรงหน้า



    ณ รอบนอกของความวุ่นวาย ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังสับสนและไม่อาจรับรู้ได้ว่าควรทำอะไรต่อไป

    นั่นคือกลุ่มของเอรีส เอสเทอ กับเปอร์ไซด์

    ทุกอย่างมันเริ่มจากที่ [ดิไลออน] แห่งเผ่าภูติดวงตาเบิกกว้างแล้วบินขึ้นท้องฟ้า

    เธอประกาศก้องว่า "เพื่อเผ่าภูติ! เพื่อทุกคนที่ตายไป กิว! ต้องขอโทษด้วย กิว! "

    พอพูดเช่นนั้น เหล่าภูติที่มีราวครึ่งพันก็บินทะยานขึ้นท้องฟ้าตามเธอไป ก่อนจะส่องประกายแสงออกมาจากปีก แล้วฟาดพายุลงสู่ผืนแผ่นดิน

    พอมีคนตาย ทุกคนจึงเริ่มหันหน้ามองกัน ก่อนจะเริ่มวิ่งกันอย่างโกลาหล

    เผ่ายักษาเริ่มโจมตีเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง

    เผ่ามนุษย์เริ่มต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง

    ด้วยความสับสนอลหม่าน จึงทำให้สุดท้ายแต่ละคนเริ่มโจมตีใส่กันเอง

    โจมตีเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองให้รอดตายในวันสุดท้ายของโลกใบนี้

    "อันตราย ดอง! "

    เอรีสที่มัวแต่ยืนสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้าได้รับการปกป้องจากบาเรียภูติของเอสเทอ

    กระสุนปืนลูกหลงกระทบเข้ากับบาเรียภูติพร้อมกับเสียงโลหะที่ดังกังวาล

    "ขอบคุณ…"

    เอสเทอเลือกที่จะปกป้องเอรีส

    "ฉันเบื่อกับเรื่องนี้เต็มทนแล้วดอง! ศัตรูของพวกเราคือเงามืดตรงนั้น.! เอรีส เปอร์ไซด์ มาช่วยฉันหาทางทำลายเงามืดกันดีกว่าดอง! "

    เอสเทอกรีดเสียงออกมาอย่างหมดความอดทน

    เธอไม่คิดที่จะร่วมการต่อสู้ และไปหาทางทำลายกำแพงสีดำของเทพเจ้าแทน

    "เออ… อืม… เดียวขอไปตามแอร์บาส์รก่อนนะ"

    เอรีสยังคงรู้สึกสับสน

    ตรงหน้าของเธอกำลังมีคนตายมากมาย

    ทุกเผ่า ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ต่างกำลังหลั่งเลือดแล้วตายลง

    ตายเป็นจำนวนมาก…

    ดังนั้นแล้วเธอจึงตัดสินใจ

    ว่าอย่างน้อยขอช่วยให้ได้แค่เพื่อนพ้องคนสำคัญยิ่งสักคนก็ยังดี

    แต่ทว่า---

    "แอร์บาส์ร ไม่จริง! "

    แอร์บาส์ร สหายรักที่สนิทที่สุดในโลกนี้ของเธอได้ตายไปแล้ว

    เอรีสไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

    เธอแค่หันเหความสนใจไปเพียงชั่วครู่ พอหันกลับไปมองหาสหายในสนามรบ เธอก็พบว่าเขาได้ถูกสังหารไปแล้ว

    ร่างของชายชาวแอฟริกาในชุดทหารกำลังท่วมไปด้วยหยาดโลหิต

    หัวใจถูกดาบสีดำจำนวนสี่เล่มแทงทะลุอย่างแม่นยำราวจับวาง

    ศัตรูของเขานั้นสวมเกราะสีดำสนิททั้งตัวและยังมีสี่แขนพร้อมกับดาบดำยาวหนึ่งเมตรครึ่งจำนวนสี่เล่ม

    [สเลบ] นั่นคือนามของชายที่สังหารเพื่อนของเธอลงไป

    "ขอโทษด้วย… ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ… แด่ราชินีแฟต..."

    ถึงจะอยู่ห่างออกไปไกล แต่เธอกลับได้ยินเสียงกล่าวขอโทษของสเลบที่พูดออกมาเป็นภาษาของพวกเธอได้อย่างชัดเจน

    น้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

    พริบตานั้นเองที่เอรีสไม่รู้แล้วควรจะสู้ต่อไปเพื่ออะไร

    ไม่รู้แล้วว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง

    "เอรีส รีบตามมาเร็ว ก่อนที่จะไม่มีโอกาสถอนตัวจากตรงนี้นะดอง! "

    "พี่เอรีสค่ะ---"

    เสียงของสองสาวไม่อาจส่งไปถึงเอรีสได้

    "แอร์บาส์ร… ตายไปแล้ว…? "

    เพราะว่าสมองของเธอได้กลายเป็นสีขาวโพล้นไปแล้ว



    เพราะว่าคริสตัลที่ใช้คืนชีพได้หายจากไป

    เพราะว่าทุกคนถูกบีบบังคับด้วยความตายตรงหน้า

    ความรู้สึกที่เคยลืมไปแล้วจึงได้หวนกลับมา

    ความรู้สึกที่เรียกว่า

    [คุณค่าของชีวิต]

    เศร้า โกรธ เกลียด เคียดแค้น ความหวัง

    อารมณ์ที่รุนแรงกำลังโหมกระหน่ำอยู่ในตัวของทุกคนไม่ต่างกัน

    ไม่เว้นแม้แต่ชายคนนี้

    "กองทัพสีดำตรงนั้นเป็นของสเลบสินะ? ทั้งที่กองทัพระส่ำระสายไปแล้ว แต่กลับรวมใจได้ในชั่วพริบตา สมกับที่เป็นมันเสียจริง"

    บานากล่าวชื่นชมสเลบจากสถานที่ห่างไกลไร้ผู้คน

    ในมือของเขายังคงกำเศษขี้เถ้าที่เคยเป็นอดีตร่างของแครอทอยู่

    *โกรววว! *

    "โทเม… แกเองก็รอดมาได้สินะ"

    บนท้องฟ้ากว้างมีมังกรตัวหนึ่งบินอยู่

    มันคือโทเม มังกรตัวโปรดของขุนนางแครอทคนนั้น

    มังกรผิวสีเขียวอ่อนสูงห้าเมตรยี่สิบเซนตัวนั้นกำลังบินวนอยู่ในท้องฟ้าราวกับมองหาบางสิ่ง

    เสียงร้องเรียกหาเจ้านายของมันนั้นช่างฟังดูเศร้าหมอง

    จนกระทั้งมันเห็นบานา บุรุษที่เป็นคนรักของเจ้านาย มันจึงยอมร่อนลงมายืนที่ข้างกายของเขา

    "ในปากของแก… ศพของเผ่าตัวจิ๋ว? เพราะแบบนี้แกถึงรอดมาได้สินะ…"

    คำสั่งที่มันได้รับจากแครอทก่อนตายนั้น คือการควานหาตัวผู้บงการโกเลมไทฟอน

    นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มันรอดชีวิตจาก [หัวทะลวงแผ่นดิน] ของเผ่าอาร์โธร์โพดาในตอนนั้นมาได้

    แถมยังสามารถสังหารประธานาธิบดีลิลลี่ลงด้วยเขี้ยวอันแหลมคมกลับมาเป็นของฝากเจ้านายได้อีกด้วย

    แต่ทว่าเจ้านายของมันกลับกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว

    "จงมากับข้า"

    บานายื่นมือขวาออกไปลูบหัวเจ้าโทเมอย่างอ่อนโยน

    เขาเก็บเศษขี้เถ้าของแครอทลงกระเป๋ากางเกงตัวยาวสีดำ ก่อนจะกระชากเสื้อที่ขาดวิ่นออก

    ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อได้เผยปรากฏสู่สายตา

    "มาพาแครอทกลับบ้านด้วยกันเถอะ"

    ก่อนจะขึ้นขี่เจ้าโทเมแล้วบินเข้าสู่สนามรบอีกครั้งหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน