ตอนที่ 12
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในเช้าวันถัดมา เนื่องจากเ้าของห้องอย่างแซ็กกำลังเอาซุปแครอทใส่ลงหม้อเพื่อนำไปอุ่นบนเตา ทำให้อีวานที่กำลังดื่มกาแฟชิลๆ อยู่ที่โต๊ะอาหารต้องลุกไปเปิดประตูอย่างมีน้ำใจ
“ไงอีวาน พอดีอีริคทำขนมก็เลยเอามาฝาก” ทันทีที่เปิดประตูไซม่อนก็เอ่ยทักอย่างอารมณ์ดีพลางยื่นจานใส่คุกกี้ช็อกโกแลตชิปมาให้
“ฝากขอบคุณอีริคด้วยนะ” อีวานรับจานขนมสีขาวสะอาดพลางเอ่ยขอบคุณด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเป็มิตร
“แล้วแซ็กล่ะ?” ไซม่อนถามถึงเพื่อนบ้านที่รู้จักกันมาตั้งแปดปีพลางชะเง้อมองหาเงาร่างของเด็กหนุ่มในห้องไปด้วย
“โซลเมทของฉันกำลังอุ่นอาหารเช้าอยู่” อีวานพ่นหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อสังเกตได้ว่า แม้แต่ไซม่อนก็เลี่ยงที่จะเอ่ยถึงสถานะของแซ็กต่อหน้าเขา
“นายรู้แล้ว?! ฉันคิดว่าหมอนั่นจะปิดได้นานกว่านี้ซะอีก!” ไซม่อนได้แต่เกาหัวพลางเอ่ยเสียงสูงอย่างติดตลกอยู่นิดๆ ราวกับว่า เขาไม่ได้ใเท่าไหร่ที่ความแตกไวแบบนี้
“หึ ตอนนี้ฉันกำลังให้เขาทำความดีลบล้างความผิดอยู่” อีวานคลี่ยิ้มบางๆ พลางเอ่ยถึงแซ็กอย่างมีความสุข จากนั้นเขาก็เบี่ยงตัวเล็กน้อยให้ไซม่อนได้เห็นคนที่กำลังอุ่นมื้อเช้าอยู่หน้าเตา
“ฮ่า ฮ่า ชดใช้กรรมสินะ โอเค ถ้าเบื่อก็แวะมาเล่นที่บ้านของพวกฉันแล้วกัน” ภาพของแซ็กที่กำลังตั้งใจอุ่นอาหาร ทำให้ไซม่อนถึงกับหลุดขำออกมา จากนั้นเขาก็เอ่ยเย้าแซ็กพอหอมปากหอมคอ แล้วจึงตบไหล่อีวานพลางเอ่ยเชิญให้แวะมาเล่นที่ห้องของเขากับอีริคไปด้วย
อีวานพยักหน้ารับหนึ่งที จากนั้นเขาก็เอ่ยลาไซม่อนแล้วปิดประตูห้องอย่างอารมณ์ดี ขณะที่เดินถือจานขนมกลับไปยังโต๊ะอาหาร ชายหนุ่มก็อดที่จะมองอดีตคุณชาย ซึ่งตอนนี้กำลังวุ่นวายอยู่กับการอุ่นอาหารด้วยสายตาอันเบิกบานไม่ได้
อีวานมองใบไม้ที่ปลิวไปตามสายลมอันอบอุ่นเบื้องหน้า ขณะที่ก้าวเท้าไปตามทางที่ถูกถางอย่างลวกๆ ภายในป่าซึ่งอยู่ใกล้กับเขตที่เครื่องบินตกด้วยสายตาอันสงบนิ่ง โดยมีแซ็กเดินฮัมเพลงอยู่เคียงกันใน่สายของวันที่มีแสงแดดอ่อนๆ สาดลงมากระทบกับเรือนผมของพวกเขา
“หมอนั่นหายไปครึ่งเดือนเลยแฮะ” อยู่ๆ แซ็กที่ฮัมเพลงอยู่ข้างกันก็เอ่ยถึงคนที่หายหน้าไปเป็เวลาสองสัปดาห์เต็มๆ ขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย
“มันเป็เื่ปกติของคนที่รู้ตัวว่า ทำผิด” อีวานเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่สองเท้าของเขากำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุเครื่องบินตกซึ่งในพื้นที่เต็มไปด้วยเ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังรวบรวมหลักฐานกันอยู่
“หน่วยเก็บชิ้นส่วนมากันแต่เช้าเลยแฮะ” เ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งที่ประจำอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุเอ่ยเย้าอย่างเป็มิตร จากนั้นก็ดึงเทปขึ้นให้พวกเขาเข้ามาตามหน้าที่
ทั้งสองเพียงแค่ลอดตัวผ่านเข้าไปในที่เกิดเหตุโดยไม่หันมาเอ่ยอะไรนายตำรวจที่ดึงเทปให้พวกเขาอยู่สักคำ อาจเป็เพราะพวกเขาชินกับการที่เหล่าคนเป็เข้าใจว่า พวกเขาเป็คนรู้จักของผู้ตาย หรือไม่ก็พนักงานของหน่วยงานอะไรสักอย่าง ซึ่งกายเนื้อที่มีติสร้างให้ทำหน้าที่บิดเบือนให้ผู้คนเข้าใจไปแบบนั้น
ส่วนสาเหตุจริงๆ ที่พวกเขาไม่คิดจะหยุดพูดอะไรกับคนเป็ คงเป็เพราะเมื่อพวกเขาจากไป คนเหล่านี้ก็จะลืมเื่การมาเยือนของพวกเขาจนสิ้น
อีวานหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้แซ็กหนึ่งที จากนั้นเขาเอื้อมมือไปััซากขอบประตูเครื่องบินที่แทบจะไม่เหลือเค้าลางซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นเบาๆ
วูบ~~~
แซ็กเดินนำอีวานเข้าไปในซากเครื่องบิน เขาเดินผ่านเหล่าดวงิญญาที่อยู่ในสภาพอันน่าเวทนาจากเหตุการณ์เครื่องบินตกไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายร่างท้วมวัยสี่สิบปลายๆ ที่นั่งอยู่บนซากเก้าอี้ผู้โดยสาร เขายื่นมือไปเบื้องหน้าพลางเอ่ยวลีที่มักจะใช้ในนำทางิญญาด้วยความเคยชิน
“ได้เวลาของคุณแล้ว” สุ้มเสียงของแซ็กดูสงบและมั่นคงกว่าครั้งแรกที่เขาเอ่ยมันกับรูบี้อยู่มากโข
ชายร่างท้วมก้มหน้าลงมองฝ่ามืออันใหญ่โตของเด็กหนุ่มในชุดสูทสีเทาที่ยื่นค้างอยู่เบื้องหน้าด้วยความลังเลราวกับว่า เขายังไม่พร้อมที่จะไปในตอนนี้ ทั้งที่ดวงิญญาของเขาพร้อมเดินทางมากพอที่จะส่งสัญญาณไปยังแท่นตัดสินชะตาแล้วก็ตาม
“ผมก็อยากไปนะ แต่คุณช่วยผมเื่หนึ่งได้ไหม?” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับเด็กหนุ่มเ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มด้วยความลังเลพลางเอ่ยเสียงเบาระคนวิงวอนอยู่ในที
“คุณอยากให้เราช่วยอะไรครับ?” แม้ว่าการถูกิญญาร้องขอให้ทำตามความปรารถนาแบบนี้ จะเป็เื่ใหม่สำหรับพวกเขา แต่แซ็กก็เลือกที่จะขานรับเอาไว้
เผื่อจะสามารถช่วยอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ิญญาดวงนี้เดินทางไปยังแท่นตัดสินชะตาได้อย่างไม่มีห่วง
“เปิดสัญญาณแจ้งฉุกเฉินตรงนั้นให้ผมได้ไหม ผมคิดว่าถ้าพวกเขาได้ยินเสียงสัญญาณก็คงจะรู้สึกตัว” ชายร่างท้วมเอ่ยพลางกวาดตามองเพื่อนร่วมเดินทางที่อยู่ในสภาพอันน่าสังเวช แล้วชี้ไปยังตำแหน่งของปุ่มเครื่องยนต์ที่อยู่ในห้องนักบิน ขณะที่ดวงตาของเขามีประกายของความมั่นใจอัดแน่นอยู่
ตอนที่เขารู้ตัวว่า ตายไปแล้ว ก็ไม่ใช่เพราะนั่งอยู่เฉยๆ แล้วรู้ตัว แต่เขาบังเอิญเดินเข้าไปในห้องนักบินแล้วัักับปุ่มเครื่องยนต์เข้า ชั่วเวลานั้นปุ่มบังคับเครื่องยนต์ก็เปลี่ยนสภาพเป็ปุ่มพังๆ เฉกเช่นเดียวกับบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไป
เมื่อทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนจากสภาพภายในห้องโดยสารอันสะอาดสะอ้านกลายเป็ซากเครื่องบินที่เต็มไปด้วยิญญาที่มีสภาพน่าเวทนา เขาจึงตระหนักได้ว่า ตัวเองหมดลมหายใจแล้ว
“...” แซ็กสบตากับอีวานเงียบๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือในเื่นี้
สิ่งที่ิญญาดวงนี้ร้องขอ เพื่อจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมทางที่จบชีวิตพร้อมกัน ณ ที่แห่งนี้เป็เื่ที่ยากต่อการตัดสินใจของพวกเขา เนื่องจากมันไม่ใช่หน้าที่ของผู้นำทางิญญาที่จะปลุกิญญาให้ตื่นมารับรู้ว่า ตัวเองได้จากโลกนี้ไปแล้ว
อีวานนิ่งคิด เวลานี้เขากำลังนึกทบทวนกฎที่อยู่ในคู่มือการนำทางิญญาด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม ใช้เวลาไม่นานชายหนุ่มก็ได้คำตอบที่น่าพอใจให้กับทั้งพวกเขาและทั้งิญญาดวงนี้
“ได้ครับ ผมจะช่วยคุณ” อีวานขานรับเสียงขรึมแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังห้องนักบินที่อยู่ด้านหน้าโดยไม่ลังเล
“เฮ้ นายจะทำอะไรน่ะ นายรู้ใช่ไหมว่ากฎ…” แซ็กเร่งฝีเท้าตามอีวานไปพลางเอ่ยถึงกฎที่ว่า พวกเขาไม่มีมีสิทธิ์ก้าวก่ายิญญาที่ยังอยู่ในภวังค์ของคนเป็ด้วยใบหน้าอันจริงจัง
“ฉันรู้ แต่นี่ก็ไม่ถือว่าแหกกฎ” อีวานพยักหน้าเบาๆ พลางขานรับเสียงเรียบไปด้วย
การที่อีวานตั้งใจทำแบบนี้ ไม่ใช่เพราะตั้งใจจะแหกกฎ แต่เขามองเห็นช่องโหว่ต่างหาก
จากที่อ่านคู่มือการทางิญญาอย่างละเอียด อีวานสามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่เขากำลังทำมันจะผิดหรือถูก ล้วนขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้นำทางิญญาอย่างพวกเขา
หากเขาทำไปเพราะ้าปลุกิญญาดวงอื่นแน่นอนว่า นี่จะต้องเป็ความผิดมหันต์ แต่หากิญญาที่มีห่วงอีกดวงร้องขอ ผลลัพธ์จะเป็อีกหนึ่งประเด็นทันที
ถ้าั้แ่ต้นจนจบเขาไม่มีเจตนาก้าวก่ายดวงิญญาดวงอื่นพวกเขาจะไม่ผิด เนื่องจากพวกเขาเพียงแค่ช่วยดวงิญญาที่จะต้องนำทางให้หลุดพ้นจากห่วงซึ่งเป็หนึ่งในหน้าที่ของพวกเขา
นึกได้ดังนั้น อีวานจึงเคลื่อนฝ่ามือััปุ่มที่ชายร่างท้วมเอ่ยถึงอย่างแ่เบา จากนั้นโซ่ข้อมือของเขาพลันเปล่งแสงสีเงินอ่อนๆ ในนาทีถัดมาเสียงแจ้งเตือนของเครื่องยนต์ต่างๆ ภายในเครื่องบินก็ดังขึ้นมา
ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด….
“เสียงนี่ ฉัน…?” ชั่วขณะที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมารอบทิศทาง ดวงิญญาดวงหนึ่งก็อุทานเสียงเบาออกมาจากนั้นก็ค่อยๆ แปรสภาพจากร่างอันน่าเวทนากลายเป็ร่างเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่
“เรา…ตายแล้ว?!” หญิงวัยกลางคนที่กอดลูกสาวเอาไว้ในอ้อมกอดรำพันเสียงสั่น จากนั้นเธอก็ก้มลงจูบกลุ่มสีน้ำตาลอ่อนของเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดราวกับกำลังเอ่ยลาเด็กหญิงตัวน้อย
“เสียงนี่…ฉันไม่รอด!” เด็กหนุ่มที่ใส่แว่นหนาเตอะเอ่ยเสียงเบาพลางมองไปยังเศษชิ้นส่วนเครื่องบินที่แตกกระจายอยู่ตามพื้นด้วยสายตาอันสั่นเทา
ผู้โดยสารและพนักงานสายการบินค่อยๆ กลายร่างมาเป็สภาพเดิมก่อนเสียชีวิตอย่างช้าๆ ชั่วขณะนั้นนักบินสาวเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของทั้งสอง
“พวกคุณมารับเราเหรอคะ?” นักบินสาวเอ่ยถามอีวานราวกับััได้ว่า ชายหนุ่มทั้งสองจะเป็คนนำทางเธอและลูกเรือทุกคนไปยังเส้นทางหลังความตาย
“ครับ” อีวานคลี่ยิ้มบางๆ พลางยื่นมือไปเบื้องหน้านักบินสาว ขณะที่แซ็กทำได้เพียง แค่ยืนพิงประตูห้องนักบินที่ตอนนี้เหลือแต่ซากขอบประตูที่พังไม่สมบูรณ์พลางส่งยิ้มให้ลูกเรือทุกคนด้วยรอยยิ้มอันหล่อเหลาในแบบที่ิญญาบางดวงถึงกับเขิน
ชั่วขณะที่อีวานพาิญญาดวงสุดท้ายเดินข้ามไปยังแท่นตัดสินชะตา ดวงตาสีฟ้าสว่างเหลือบไปเห็นรอยกรีดลึกที่มีรูปร่างเป็สัญลักษณ์ประหลาดบนเศษชิ้นส่วนผนังเครื่องบินโดยบังเอิญ
อีวานพลันตระหนักได้ว่า มีบางอย่างไม่ปกติ เพราะสัญลักษณ์ประหลาดนี้เขาเคยเห็นมันมาก่อนที่บ้านของรูบี้
เมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้ว ทั้งสองจึงเดินเคียงกันออกจากที่เกิดเหตุไปตามทางเท้าด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ภายในซากเครื่องลำนั้นไม่มีดวงิญญาหลงเหลืออีกต่อไป ชั่วขณะที่แผ่นหลังของพวกเขาหายลับไปจากที่เกิดเหตุกลุ่มควันอันมืดมิดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ซากใบพัดเครื่องบินก็เคลื่อนตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ
เมื่อทั้งสองก้าวเท้าข้ามประตูมิติกลับมายังมิติกึ่งกลางความเหนื่อยล้าจากการข้ามโลกคนเป็อันคุ้นเคยก็พุ่งเข้ามาจู่โจมเหมือนกับทุกครา พาให้พวกเขาก็จำต้องหอบร่างกายอันอ่อนระโหยโรยแรงมุ่งหน้ากลับไปพักเอาแรงที่ห้องพักเหมือนอย่างเคย
“นั่งลง” เมื่อก้าวเท้าออกจากประตูของสำนักงานิญญา อีวานก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาสั่งคนที่เดินอยู่ข้างกันเสียงเข้มทันที
“อะไรของนาย?” แซ็กหันถามอีวานที่อยู่ๆ ก็สั่งให้เขานั่งลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยใบหน้าอันมึนงง
“หมดแรงแล้ว แบกฉันที”
ติดตามตามอ่านได้ทุกวันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 142 (หน้า 147 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ