เมื่อเย็นผมถูกชวนจากไอ้คินเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยให้มาปาร์ตี้วันเกิดมันตอนแรกก็คุยกันว่าจะจัดที่บ้านมันแต่เพราะความี้เีของมันและผองเพื่อนเลยเปลี่ยนใจกันมากินกันที่ร้านแทนร้านที่เลือกเป็ Rhythmที่ตั้งอยู่ในถนน Night Street เป็ร้านที่สมัยเรียนเรามากันประจำพอมาถึงผมก็เข้าไปนั่งที่โต๊ะที่มีพวกเพื่อนมันจับจองกันเอาไว้แล้วพวกเราไม่ได้เหมาร้านหรือเลือกโซนไพรเวทแต่เลือกเป็โซนธรรมดาแทนเพราะแม้นี่จะเป็การจัดปาร์ตี้วันเกิดแต่เอาจริงๆมันก็คือการนัดเจอกันของเพื่อนที่แยกจากกันไปแค่นั้นเอง
เวลาเดินไปเรื่อยทุกอย่างปกติดีจนกระทั่ง่สองทุ่มสายตาของผมดันไปเห็นอะไรบางอย่างใครบางคนที่เดินไปเดินมาแล้วไปหยุดนั่งที่บาร์ตอนแรกผมเห็นไม่ค่อยชัดทำให้ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่าผมนั่งมองไปสักพักจนอีกคนได้หันมา นั่นแหละผมถึงได้มั่นใจว่าเขาคือบิล
เราสบตากันโดยมีผู้คนที่เดินผ่านไปมาคั่นกลางแม้แสงไฟจะสาดสีจนตาลายบ้างแต่ก็ไม่ทำให้ความชัดของอีกคนลดน้อยลงเลย
“ไอ้คลื่นมองอะไรวะ”
“เปล่า”
ผมตอบในขณะที่สายตายังจดจ้องไปที่อีกคนพลางยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมด
“กูเห็นนะว่ามึงมองน้องคนนั้นน่ะ”
ผมหันมองไอ้คินที่โน้มตัวลงมากระซิบหูผมไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ที่มันจะรู้เื่ของผมเราสนิทกันมาั้แ่มอปลายเรียนที่เดียวกันจนมาถึงมหาวิทยาลัยทุกครั้งผมไปไหนมันก็ไปด้วยเรียกว่าเพื่อนซี้เพื่อนตายเลยด้วยซ้ำ
“แล้วไงวะ”
“ฮั่นแน่ ไม่ปฏิเสธแสดงว่าเื่จริง”
“ก็ไม่ได้บอกว่าไม่จริงสักหน่อย”
ไอ้คินยกยิ้มก่อนจะหันไปยกดื่มกับเพื่อนในวงต่อสายตาผมยังคงจ้องไปที่แผ่นหลังของคนตัวเล็กคอยสังเกตอากัปกิริยาของอีกคนแต่ไม่รู้นึกอะไรผมตัดสินใจลุกจากที่นั่ง
“ไอ้คลื่นไปไหนวะ” เพื่อนคนหนึ่งในโต๊ะเอ่ยถามผม
“ไปสั่งเหล้าน่ะ”
มาถึงโซนบาร์ผมจัดการสั่งเหล้ากับทิมที่เป็บาร์เทนเดอร์ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงที่ว่างคนข้างๆคนตัวเล็กค่อยๆหันหน้ามาจนผมสามารถเห็นใบหน้าที่เหรอหราได้ชัด
“ไง เจอกันอีกแล้วนะ”
“ค-ครับ” เหมือนจู่ ๆอีกคนก็เกิดเสียงแหบขึ้นมาทันทีผมแอบเห็นว่าเขาพยายามที่จะไม่สบตาผมด้วย
“มาเที่ยวหรอ”
“ครับ มาเที่ยวครับ”
“อ่อ มาเที่ยว มาเที่ยวแหละเนาะ”
“ครับ เที่ยวแหละ”
คนตัวเล็กพยายามหลบสายตาผมด้วยการหันไปมองอย่างอื่นแต่ผมแอบเห็นมือน้อยๆนั่นเหมือนจะพยายามสะกิดเพื่อนเพื่อขอความช่วยเหลือเมลหันมาสวัสดีผมก่อนจะหันไปหาบิลพลางตีมือแม้เพลงจากภายในร้านจะเปิดเสียงดังมากแต่มันก็ไม่ได้ดังที่จะทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงอุบอิบของอีกคนได้เลย
“นี่เหล้ามึง”
“ขอบใจ”
เพลงในร้านเปลี่ยนจากเพลงสากลเป็เพลงภาษาญี่ปุ่นผมจำได้ดีว่าเพลงนี้คือเพลง Kimi no toriko เพลงดังจากแอป TikTokที่ดังอยู่่นึงเพลงสำหรับคนคลั่งรักที่ถ้าเปิดขึ้นมาฟีลเตอร์ทุกอย่างจะกลายเป็สีชมพูทันที
“โอ๊ะ เพลงโปรดเลย”
บิลพูดขึ้นพลางหันมองที่เวทีก่อนจะอมยิ้มขึ้นมาคนตัวเล็กโยกตัวพลางร้องตามเพลง
君の虜なってしまえばきっと
Kimi no toriko ni natte shimae ba kitto
この夏は充実するのもっと
kono natsu wa jujitsu suru no motto
もう戻れなくたって忘れないで
mou modore nakutatte wasurenaide
เหมือนทุกอย่างพาให้บรรยากาศเป็ใจแสงไฟหลากสีถูกเปลี่ยนเป็สีชมพูให้ผมมองอีกคนเหมือนใส่ฟีลเตอร์ความรักลงไปท่อนเพลงเดิมยังคงถูกเล่นวนซ้ำๆอยู่ในหัวเราสบตากันภายใต้แสงไฟสีชมพูนั่นก่อนจะได้ยินคำพูดบางอย่างที่หลุดออกจากปากของเขาด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“คิมิโนโตะนะครับพี่คลื่น”
ใครจะคิดว่าคนตัวเล็กจะแอบดื้อใช่เล่นเพียงเสี้ยววินาทีที่ผมแยกตัวไปห้องน้ำแวะคุยกับเพื่อนกลับมาเขาก็อยู่สภาพที่เมาจนแทบจะคุยไม่รู้เื่จนผมได้รู้จากทิมว่าบิลได้สั่งเตกีล่าไปหนึ่งแก้วเพราะเห็นว่าสีมันสวยตอนแรกเขาก็เตือนแล้วว่ามันแรงนะแต่บิลก็บอกว่ากินได้ทิมเลยทำให้
ผมยืนมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำหน้าฟุบกับโต๊ะมือจับแก้วเตกีล่าแน่นผมถอนหายใจก่อนจะจัดการแงะมือให้ปล่อยแก้ว
“งืออออ เอาอีกกกก”
“พอแล้วครับ เมาแล้วนะ”
“งือออออ”
เมลกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับแก้วเตกีล่าที่คล้ายกับของบิลแต่เหมือนว่าเมลจะไม่ได้เมามากเท่าบิลแค่กรึ่มๆแต่ยังพอมีสติ
“มันเมาแล้วหรอพี่”
“อืม เราจะกลับกันเลยมั้ย”เมลพยักหน้าตอบแรงพร้อมกับหาวดูท่าคงจะไม่ไหวกันแล้วล่ะ
“เราเดินไหวมั้ย”
“ได้พี่”
ปากบอกได้แต่สภาพเหมือนจะยืนไม่ไหวผมหันไปหาทิมเพื่อขอความช่วยเหลือ ผมสอดแขนเข้าทางด้านหลังยกแขนคล้องคอ
“อาาาาา อยากกินอีกกกก”
คนตัวเล็กเหมือนจะงอแงไม่เลิกไม่พอยังทำท่าเอื้อมมือเหมือนจะไปหยิบแก้วให้ได้ผมใช้มืออีกข้างที่ว่างจับแขนของอีกคนลงก่อนจะพากันพยุงเดินออกมาจากตัวร้านเราใช้ทางออกด้านหลังมันไม่วุ่นวายและไม่มีคนเดินกันมาจนถึงรถจัดการพาคนเมาทั้งหลายขึ้นรถจัดแจงท่านั่งให้เสร็จสรรพโชคดีที่วันนี้ผมดันเอารถยนต์มาเลยสามารถพาเด็กๆทั้งสองกลับได้สบาย
“แล้วนี่มึงรู้ทางบ้านน้องหรอ”
“อือ เคยไปส่งอยู่”
“หูว ร้ายไม่เบานะเราน่ะ”
ผมยักไหวไหล่ไม่สนใจที่อีกคนพูดจะว่าไปั้แ่เรียนจบผมกับทิมก็ไม่ได้คุยกันแบบนี้มานานมากแล้วเมื่อก่อนเราสามคนสนิทกันมากทั้งผม ทิม คิน ไปไหนมาไหนกันตลอดจนเรียนจบพวกเราแยกย้ายกันไปทำงานเลยทำให้เจอกันน้อยลง
“เด็กนั่นเหมือนจะชอบมึงมากเลยนะตอนที่มึงยังไม่มาน้องมันเขินมึงตัวบิดตัวเบี้ยวจนเพื่อนด่าเลย”
“ฮ่าๆๆๆ ขนาดนั้นเลยหรอ”
ผมกลั้วหัวเราะพลางหันมองคนที่เอาหน้าฟุบกับคอนโซลรถยกยิ้มพลางเอื้อมมือลูบกลุ่มผมของอีกคนด้วยความเอ็นดู
“กูถามมึงจริงๆนะ มึงชอบน้องมันป่ะ”
ผมหันมองทอมสลับมองคนที่ถูกเอ่ยถึงถามว่าชอบมั้ยบอกตามตรงว่าไม่สามารถตอบได้ความรู้สึกของผมที่มีต่ออีกคนตอนนี้มันยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ผมจึงไม่สามารถบอกได้เต็มปากหรอกว่าชอบรึเปล่า
“กูยังบอกไม่ได้หรอก”
“ช้าระวังโดนคาบนะ น้องมันน่ารักขนาดนั้นไม่ใช่มึงคนเดียวสักหน่อยที่สนใจ”
“มึงพูดเหมือนสนใจอย่างนั้นแหละ”
“แล้วถ้ากูบอกว่าสนใจล่ะ”
“ปล่อยให้ไปเป็สุขเถอะ”
“ฮ่าๆๆๆ มึงนี่นะ”
มันหัวเราพลางชกเข้าที่แขนผมเบาๆเรายืนคุยอยู่สักพักก่อนผมจะขอตัวแยกย้ายกลับผมขับรถออกจากร้านตรงไปยังคอนโดของบิลเพื่อจะไปส่งคนเมาทั้งหลายจากร้านใช้เวลาร่วมชั่วโมงเนื่องด้วย่ดึกในกรุงเทพรถจะค่อนข้างเยอะเป็พิเศษจนมาถึงคอนโดผมหันไปปลุกเมลที่นอนอยู่ข้างหลังก่อนจะหันมาปลุกคนข้างๆให้ตื่นแต่เหมือนจะมีแค่เมลเท่าที่ตื่นส่วนบิลก็คอพับหลับไปเรียบร้อย
ผมจัดการจับอีกคนขึ้นหลังเพราะน่าจะสะดวกกว่าเมลเป็คนเดินนำทางโชคดีที่สติของเธอยังเหลือจึงสามารถพาผมขึ้นมาส่งเ้าของห้องได้
เข้ามาในห้องผมแอบสำรวจโดยรอบห้องรับแขกตกแต่งด้วยโทนสีม่วงสลับชมพูสีไม่ได้ฉูดฉาดมากตามกำแพงติดสติ๊กเกอร์รูปต่างเอาไว้เป็หย่อมๆดูไม่รกมาก
“พี่ ถ้าง่วงก็นอนนี่ได้นะ”
เมลว่าเสร็จก็ทิ้งตัวลงกับโซฟาก่อนจะผลอยหลับไปทิ้งไว้ให้ผมยืนงงงั้นก็ช่วยไม่ได้ดูเหมือนคนที่พึ่งได้ที่สุดกลับหลับไปแล้วตอนนี้ผมก็คงได้แต่คลำๆหาห้องนอนของคนบนหลังเอาเองผมมองหาประตูจนไปหยุดที่ด้านซ้ายวิสาสะเปิดเข้าไปดูพบเตียงขนาดคิงไซส์คิดว่าห้องนี้แหละน่าจะเป็ห้องนอนผมค่อยๆว่าคนตัวเล็กลงบนที่นอนอย่างช้าพลางใช้มือสอดที่ท้ายทอยวางศรีษะของอีกคนอย่างเบามือที่สุดจัดการห่มผ้าให้อีกคนถึงคอก่อนจะหันไปเปิดแอร์ให้อากาศในห้องถ่ายเทผมยันตัวที่จะลุกจากเตียงแต่ก็มีมือเล็กมาจับแขนให้ผมหยุด
“งืมมมม พี่คลื่น”
“ครับ”ผมเอ่ยพร้อมกับหย่อนตัวลงบนที่นอนข้างตัวจับมือของอีกคนวางเอาไว้บนหน้าท้องยันแขนของตัวเองค่อมระหว่างตัวใช้มือที่ว่างอีกข้างปัดผมที่ปรกหน้าออกเบาๆ
“อย่าไปไหนนะ”
ผมยกยิ้มเล็กน้อยก้มลงจุมพิตที่หน้าผากขาวเนียนเบาๆ
“ครับ พี่จะอยู่กับหนู”
“งืออออ”
เหมือนเป็เพียงแค่ละเมอของเด็กคนหนึ่งแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ตอบกลับไปแล้วเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่หน้าทีวีโชว์เลขบอกว่าตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้วผมค่อยๆลุกจากเตียงเบาๆจัดการปิดไฟปิดประตูผละตัวเองออกมาสายตากวาดมองรอบๆเพื่อเช็คความเรียบร้อยก่อนจะทำการปิดไฟที่รับห้องรับแขกให้เสร็จสรรพ
เหมือนสายตาพลันเห็นอะไรบางอย่างจากบานประตูหนึ่งข้างทีวีในห้องรับแขกแสงสีม่วงอ่อนจากกรอบป้ายไม้ส่องแสงออกมาราวกับเชิญชวนให้ผมเข้าััผมตัดสินใจเดินเข้าไปดูป้ายหน้าห้องถูกสลักชื่อเอาไว้ว่า Cleun My Love พออ่านออกเสียงจู่ ๆผมก็ยิ้มออกมาอัตโนมัติไม่ใช่เพราะมันตลกแต่เพราะชื่อนั่นมันเป็ชื่อเขาแต่บางทีอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ
ผมวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้องจัดการเปิดไฟจนผมได้เห็นอะไรบางอย่างกำแพงด้านขวาถูกติดไปด้วยสติ๊กเกอร์หลากขนาดหลากรูปแบบแต่ที่น่าใกว่านั้นคือรูปของผมนับสิบที่ถูกแปะปนกันไปกับสติ๊กเกอร์ผมไล่สายตากวาดมองทุกภาพและทุกตัวอักษรที่อยู่บนกำแพงทั้งประโยคที่เหมือนไดอารี่หรือประโยคที่เหมือนหวีดไอดอลถูกเขียนอยู่ใต้ภาพทุกรูปถ้าเป็คนอื่นเข้ามาเห็นแบบนี้คงคิดว่าเ้าของห้องคงเป็โรคจิตชอบตามถ่ายสต็อคเกอร์ไปแล้วแต่สำหรับผมมันกลับแปลกผมว่ารู้ว่าบิลชอบผม ชอบมานานแล้วผมจำได้ว่าครั้งแรกที่เราเจอกันคือในห้องน้ำของฟิตเนสเมื่อปีที่แล้วผมรู้มาตลอดว่าอีกคนชอบมานั่งที่คาเฟ่เพื่อรอมองผมใน่พักกลางวันเสมอและผมก็มักจะชอบไปโผล่หน้าให้เขาเห็นอยู่บ่อยๆ
เสียงข้อความดังขึ้นผมหยิบมือถือขึ้นมาเช็คเป็ไอ้คินที่ทักมาถามไถ่ผมจัดการพิมพ์ตอบไปก่อนจะปิดหน้าจอผมมองกำแพงตรงหน้าอยู่ก่อนจะตัดสินใจยกมือถือขึ้นถ่ายรูปเก็บไว้จัดการตั้งมันเป็รูปหน้าจอล็อคจนเสร็จสรรพก่อนจะออกจากห้องนั้นโดยไม่ลืมปิดไฟ
ก่อนที่จะออกจากห้องผมแวบไปดูคนบิลที่นอนอยู่ในห้องผมไม่ได้เข้าแต่เพียงแค่ยืนอยู่ที่หน้าประตูเท่านั้นเพื่อไม่ให้รบกวนเหมือนอีกคนจะนอนหลับดีไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมางอแงอีกผมยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยลา
“ราตรีสวัสดิ์นะครับ คนดี”