กู้เลี่ยงรุ่ยไม่คิดว่าฉีอ๋องจะเปิดโปงเขาเช่นนี้ สายตาของคนทั้งร้านต่างเงยขึ้นมองด้วยสายตาแตกตื่น เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่จำเป็ต้องสวมหน้ากากอีก เขาปลดลงพลางยิ้มน้อยๆ ทั้งๆ ที่ในใจเดือดปุดๆ จบแล้วแผนปลอมตัวมาเที่ยว การที่ฉีอ๋องเผยตัวตนของกู้เลี่ยงรุ่ยก็เท่ากับเรียกแขกของคนในยุทธภพให้หันมาสนใจหนุ่มน้อยสองคนที่อยู่ข้างๆ กู้เลี่ยงรุ่ยพลางคิดว่าผู้ใดคือเด็กปีศาจ!
“ฉีอ๋องกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเป็แค่คนธรรมดาเท่านั้น มาเที่ยวกับศิษย์และสหายอย่างทั่วไป” กู้เลี่ยงรุ่ยพยายามเอ่ยดึงความสนใจ แต่ตอนนี้ทุกคนเหมือนจะไม่สนใจเื่อื่นนอกจากพิจารณาใบหน้าของคนข้างกายกู้เลี่ยงรุ่ย ปันน่าที่เหมือนวัวสันหลังแหวะก็ถอยตัวมาหลบอยู่หลังกู้เลี่ยงรุ่ยในทันที
เื่ที่สำนักคุ้มภัยพยัคเมฆติดประกาศไปทั่วมีใครไม่รู้บ้าง ต่างก็มีมุมมืดและความกระหายในทรัพย์สินกันทั้งนั้น พอได้ยินว่ามีเ้าสำนักกู้ ก็ต้องมีเด็กปีศาจที่สำนักคุ้มภัยพยัคเมฆ้า และยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อเ้าตัวแตกตื่นจนแสดงตัวไปหลบอยู่หลังเ้าสำนักแล้ว โดยไม่ทันที่ใครจะขยับตัว กู้เลี่ยงรุ่ยก็ดึงแขนเสื้อป๋อหยวนพลางกล่าวกระซิบ “ป๋อหยวน เ้าพาปันน่าหนีไปก่อน”
“แล้วเ้าล่ะ”
“ข้ามีผงอันตรธานไม่เพียงพอ เ้าต้องใช้ให้ดี ข้ามีแค่พอใช้ครั้งเดียวเท่านั้น จำไว้ว่าให้กลับเขาเลย ไม่ต้องเป็ห่วงข้า ข้าจะรับมือเอง”
ชั่วพริบตานั้นภายในร้านก็เกิดสายลมไม่ทราบสาเหตุขึ้น กู้เลี่ยงรุ่ยฝึกลมปราณมาบ้าง การจะทำให้ข้าวของยุ่งเหยิงลอยได้ไม่คณามือเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังเป็แค่ลูกไม้ตื้นๆ ที่อู๋เยี่ยนบอกว่าไม่มีประโยชน์ ฝึกไปก็เท่านั้น แต่วันนี้มันมีประโยชน์แล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยโปรยผงอันตรธานไปข้างหน้าตรงที่ว่างหลังจากกั้นคนไว้แล้วด้วยพลังตนเอง ก่อนจะผลักป๋อหยวนเข้าไปก่อน ตามด้วยปันน่า ลมหอบใหญ่ม้วนตัวไปมาจนเสื้อผ้าปลิวว่อน กู้เลี่ยงรุ่ยเห็นว่าทั้งสองน่าจะรอดพ้นแล้ว ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนแตกตื่นและข้าวของกระจัดกระจาย กู้เลี่ยงรุ่ยเคลื่อนลมปราณพลางตั้งจิตให้มั่น ก่อนจะจัดเก็บข้าวของที่ลอยว่อนในอากาศให้วางอยู่บนที่ทางเหมือนเดิม เพียงเท่านี้ก็เหนื่อยจะแย่ ก่อนจะยืนนิ่งรอรับการบริภาษจากประชาชนที่หน้าตาไม่น่ามองนัก
“เ้าสำนักกู้ท่านปกป้องปีศาจแล้วทำร้ายชาวบ้านตาดำๆ ได้อย่างไร!”
“ใช่ๆ ดูสิ เ้าสำนักกู้รังแกชาวบ้านตาดำๆ แล้ว เป็อย่างที่เ้าสำนักตู้บอก เ้าสำนักกู้ในตอนนี้คบค้ากับปีศาจ ไม่เห็นหัวชาวบ้านแล้ว ดูสิลมพัดจนผมข้าพันไปหมดแล้ว”
“ตายแล้วๆ เสื้อผ้าของร้านข้ายับย่นไปหมด เสียหายเช่นนี้จะทำอย่างไรดีเล่า”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำอันตรายแก่พวกท่านแม้แต่น้อย เมื่อครู่เป็ข้าเสียมารยาทเอง ข้าจะชดใช้ให้พวกท่านเอง” กู้เลี่ยงรุ่ยว่าแล้วว่าเื่ต้องออกมาเป็แนวนี้จึงไม่ได้หนีไปพร้อมป๋อหยวนและปันน่า อย่างไรหน้าตาของสำนักก็ต้องแบกรับไว้ ความผิดพวกนี้ถือว่าร้ายแรงในการแสดงพลังปราณต่อหน้าชาวบ้านบริสุทธิ์และยิ่งเป็ในเขตเมืองหลวงแล้ว ถือว่ามีความผิดได้เลย แต่ทุกสรรพสิ่งที่กำลังส่งเสียงอยู่ก็เงียบลงไปอีกครั้ง เมื่อฉีอ๋องที่ยืนอยู่ที่เดิมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ธรรมดาและสามัญแต่ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยสบถลั่นในใจ
จบแล้ว! จบแห่แล้ว!
“เ้าสำนักกู้ใช้พลังปราณในเขตเมืองหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องได้รับโทษอาญา พอดีเลย ข้าจะไต่สวนเ้าด้วยตัวเอง เ้าสำนักกู้ ได้โปรดไปรับโทษที่จวนด้วย”
“จะเป็การรบกวนท่านอ๋องเสียเปล่าๆ ข้ารู้ตัวดีว่ามีความผิด ข้าจะไปรับโทษกับสมาคมด้วยตัวเอง ไม่ลำบากท่านอ๋องที่มีงานราษฎ์งานหลวง งานบนงานล่างให้มาเหนื่อยยากกับเื่เล็กๆ ของข้า”
ฉีคุนขยับปากพูด องคาพยพบนใบหน้าดูเหมือนคนเป็อัมพาตที่ขยับปากพูดกับขยับเปลือกตาได้อย่างเดียว ไม่มีอะไรหรอก ตนแค่หมั่นไส้นะ ทำไมพระเอกของเื่อย่างตนถึงต้องโดนใครต่อใครข่มเหง เขายังเป็พระเอกหรือไม่ ทำไมกระทั่งฉีอ๋องยังเอาชนะไม่ได้ นี่มันพระเอกแบบไหน ไม่มีสกิลเทพอะไรเลย
“เ้าสำนักกู้ นี่ไม่นับเป็งานเล็กๆ คดีของท่านนับเป็คดีอาญา มีโทษทัณฑ์ที่ต้องรับ”
กู้เลี่ยงรุ่ยกัดฟัน พยายามพูดเสียงเบา “เห็นแก่หน้าข้าหน่อย ยังไงข้าก็เป็ว่าที่น้องเขย...”
“แต่ท่านมิใช่ และชาตินี้ไม่มีทางได้เป็แน่” ฉีคุนกล่าวเสียงกร้าว ั์ตาเ็าราวกับมองขยะชิ้นหนึ่งเมื่อปลายมองกู้เลี่ยงรุ่ยที่ยืนอยู่กลางผู้คน
ฉีอ๋องไม่ได้เห็นแก่ฐานะเ้าสำนักหรือตำแหน่งน้องเขยอะไรทั้งนั้น แต่ให้คนเชิญตัวกู้เลี่ยงรุ่ยไปจวนทั้งซ้ายขวามีแต่คนตามประกบ สุดท้ายกู้เลี่ยงรุ่ยก็ต้องจำใจเดินออกมาด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ อุส่าห์จะเอาฐานะว่าที่น้องเขยาใช้ยังไม่ได้ผลอ่ะคิดดู แต่พอมาลองนึกดีๆ ก็รู้สึกว่าตนได้ตกลงไปในหลุมพรางที่ฉีอ๋องขุดเอาไว้อย่างดีแต่แรก เหมือนว่าสิ่งที่ฉีอ๋อง้าแต่แรกคือจับเขาไปขังคุก นี่เขาไม่ได้คิดจะสั่งสอนข้าที่เมินจดหมายเขาใช่หรือไม่ เพราะถ้าเป็เช่นนี้ก็รังแกคนมากเกินไปแล้ว ใช้อำนาจในทางที่ผิดชัดๆ
“เ้าสำนักกู้ นี่ม้าของท่าน” องครักษ์เดินมาส่งเชือกจูงม้าให้กู้เลี่ยงรุ่ย
“ข้า? ข้าต้องขี่ม้าหรือ?” กู้เลี่ยงรุ่ยแตกตื่นไปชั่วขณะ เขาขี่ม้าเป็ที่ไหน ทั้งม้าตัวใหญ่น่าจะดีดขาฆ่าคนได้แบบนี้ ขี่ได้ด้วยรึ ปกติม้าทั่วไปก็น่าเกรงขามแต่ทำไมม้าของฉีอ๋องจึงดูน่าเกรงขามกว่าทั่วไปเล่า ทั้งสีดำปลอดและต้นขาแข็งแกร่งเหล่านี้ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยถอยหลังหลายก้าว ยิ่งม้าพ่นลมหายใจออกมาก็รู้สึกว่าไม่อาจจะเข้าใกล้
“ท่านอยากจะจูงก็ไม่ว่ากัน” เสียงราบเรียบดังขึ้น หลังโหนตัวขึ้นไปนั่งบนอานอย่างง่ายดาย
กู้เลี่ยงรุ่ยตั้งบ่าขึ้นมอง รู้สึกว่าตนต่ำต้อยและไร้สิ้นซึ่งหนทางที่จะต่อกรกับฉีอ๋องผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าหนักแผ่นดิน ได้แต่เติมบัญชีแค้นลงไปในม้วนหนังหมา รอวันสะสาง!
ดังนั้นแล้วสิ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยทำได้ก็มีแค่สูดหายใจเข้าออกลึกๆ ไม่อาจจะแสดกริยาที่ไม่เหมาะไม่ควรออกไปต่อหน้าชาวบ้านร้านตลาด แค่นี้คนก็เอาไปโพนทะนากันสนุกปากแล้ว อีกอย่างยังไงเขาก็เป็เ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ มีหน้ามีตาที่ต้องรักษา ถ้าเป็แค่ของเขาอย่างเดียวก็แล้วไปแต่นี่ยังมีหน้าตาของอาจารย์กู้ อาจารย์อา และอู๋เยี่ยนที่สามารถคาดเดาอารมณ์มืดครึ้มหลังจากรู้ข่าวได้เลย คิดแล้วก็อับจนหนทางนัก เขาไม่น่าลงเขามาเมืองจี่หนานเลยจริงๆ ไม่สิ ไม่สมควรจะดวงซวยมาเจอฉีอ๋องต่างหาก!
“ข้าจะจูงม้าเอง ข้าไม่เคยขี่ม้า” ที่กล้าพูดเช่นนี้เพราะในนิยาย เ้าสำนักกู้ก็ไม่เคยขี่ม้ามาก่อน ปกติก็ขี่กระบี่ และมีไอเท็มเด็ดอย่างผงอันตรธาน จะขี่ม้าให้เหนื่อยทำไม เื่นี้ไม่นับเป็เื่น่าอายอะไรด้วย ปกติพวกคนฝึกวิชายุทธ์ไม่ขี่ม้ามีเยอะแยะไป อย่างอาจารย์อาอิ่นซือเฉิงก็ไม่ขี่ม้า
“เ้าสำนักกู้ หากท่านไม่สะดวกขี่ม้า บ่าวจะจูงให้ ท่านขี่เถอะขอรับ ระยะทางจากตลาดกลับจวนค่อนข้างไกล ท่านอาจจะลำบากได้...”
จริงอยู่ว่าการที่ผู้ฝึกยุทธ์ไม่ขี่ม้าเป็เื่ปกติ แต่ก็คงไม่เคยมีใครโดนโทษอาญาเื่ใช้พลังปราณใส่ชาวบ้านบริสุทธิ์กลางเขตเมืองหลวงที่ห้ามเื่พวกนี้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งมันคงจะเป็เื่หน้าอายไม่น้อยที่คนระดับเ้าสำนักคุ้มภัยมีชื่อเสียงจะต้องมาจูงม้าเดินตามหลังฉีอ๋องต้อยๆ เหมือนนักโทษคนหนึ่ง ทั้งที่หากเทียบกันจริงๆ ความผิดของตนก็เหมือนแค่ขับรถฝ่าไฟแดงเพราะรีบ สมควรโดนปรับและรับใบสั่งเท่านั้นแท้ๆ แต่ฉีอ๋องเล่นใหญ่ไฟกระพริบมาก เรียกแขกสุดๆ เลยด้วย
“ข้าไม่เป็ไร ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก” กู้เลี่ยงรุ่ยรับสายจูงม้ามา ก่อนจะเริ่มออกเดิน สายตาของผู้คนในตลาดมองมาอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าผู้ใดกันที่กำลังจูงม้าอยู่ จนเมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งแต่ก็ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ ความเหน็ดเหนื่อยและความหิวก็เข้าจู่โจมกู้เลี่ยงรุ่ยที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ไม่คิดจะขอร้องคนเถื่อนอย่างฉีอ๋องที่นั่งอยู่บนอานหลังม้าอย่างสง่างามหรอก แต่กลิ่นหอมฉุยของซาลาเปาเอ่ย อาหารเอ่ยก็ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยแทบจะเดินตามกลิ่นไปอยู่แล้ว พลางคิดว่าทำไมเขาต้องเดินจูงม้าตามหลังฉีอ๋องต้อยๆ ด้วยว่ะ
ตอนนั้นเองที่มีเสียงของแม่นางคนหนึ่งดังขึ้นมา “เ้าสำนักกู้ เ้าสำนักกู้ โปรดหยุดก่อนเ้าค่ะ!”
หันหลังไปมองก็เป็แม่นางคนนั้นที่มีเื่กับองค์หญิงน้อย นางวิ่งมาจนเส้นผมปลิวสยายไปในอากาศ ชุดเรียบง่ายบนตัวทำให้เหมือนผีเสื้อเริงระบำ กู้เลี่ยงรุ่ยหยุดเท้า รั้งสายจูงม้า หันกลบมาหานางที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว ทว่าอาการเหนื่อยหอบน้อยๆ ทำให้ไม่อาจพูดได้ในทันที ต้องหายใจหายคอก่อน
กู้เลี่ยงรุ่ยแอบมองหน้านางแล้วคิดในใจเงียบๆ ว่านางช่างเหมือนเพื่อนคนเดียวในอดีตของเธอจริงๆ สมัยที่ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน เธอมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อว่าเมิ่งซือ ทั้งยังติดต่อและพูดคุยกันเป็ประจำ แต่ความที่อยู่ไกลกันทำให้มีเพื่อนก็เหมือนไม่มี รูปร่างหน้าตาของเธอก็เป็แบบนี้เปี๊ยบเลย แต่นิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมิ่งซือเพื่อนเขานั้นเป็คนตลกเฮฮา ไม่มีทางมีท่าทางเรียบร้อยยิ้มหวานแบบนี้เด็ดขาด
ทว่าอย่างไรนางก็ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยคิดถึงเพื่อนเก่า...