รัตติกาลลึกล้ำเงียบสงัดไม่ต่างจากโลกทั้งใบถูกจองจำอยู่ภายใต้มนตราแห่งความตายจันทราทรงกลดฉายแสงสีเงินเย็นเยียบอาบไล้ไปทั่วหุบเขาเมฆคล้อยบนเส้นทางสายเก่าที่ขรุขระและเต็มไปด้วยภยันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืด กลิ่นหอมจาง ๆของดอกโบตั๋นป่าที่ถูกสายลมเหมันต์พัดพามานั้นช่างเย้ายวนใจทว่ากลับถูกกลบเกลื่อนด้วยกลิ่นคาวเืสดๆ ที่เริ่มเข้มข้นขึ้นตามอณูอากาศอุปมาได้กับคำเตือนจากขุมนรกว่าความงามที่วิจิตรที่สุดมักเดินเคียงคู่มากับความตายที่เหี้ยมเกรียมที่สุดเสมอ
ลู่ชิงเหยายืนตระหง่านอยู่ที่ริมหน้าผาชันที่ิ่เหม่จะถล่มลงมาสู่เหวเบื้องล่าง
ชุดสีฟ้าอ่อนของนางสั่นไหวพลิ้วไปตามแรงลมกรรโชกดั่งปีกของผีเสื้อที่กำลังจะหักสะบั้นท่ามกลางพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำใบหน้าที่งดงามหมดจดราวหยกสลักชั้นดีบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเืประหนึ่งซากศพกระบี่หยกเขียวในมือสั่นระริกส่งเสียงครวญครางแ่เบาสอดประสานกับเสียงลม
มิใช่เพราะนางขลาดกลัวต่อมรณภัยที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าทว่าเพราะพิษร้าย “สลายมาลา”ที่นางได้รับจากการลอบกัดที่โสมมกำลังกัดกินเส้นชีพจรหยินในร่างอย่างอำมหิตเปรียบดังมดงานนับหมื่นที่รุมกัดทึ้งอยู่ภายในขั้วปอดและหัวใจของนางให้แหลกลาญ
เบื้องหน้าของนางคือ “สามอสูรโลกันตร์”ยอดฝีมือสายสังหารที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินในเื่ความโเี้และไร้ความปรานีพวกมันยืนนิ่งสนิทเสมอเหมือนรูปสลักหินที่ไร้ิญญาท่ามกลางม่านหมอกสีเทา
แววตาหลังหน้ากากอสูรที่บิดเบี้ยวฉายประกายตะกละตะกลามและลำพองใจราวกับนายพรานที่กำลังจ้องดูเหยื่อล้ำค่าในกรงขังที่ไม่มีทางออก
“กระบี่ดี...”
อสูรตนที่หนึ่งเอ่ยขึ้นน้ำเสียงทุ้มต่ำและพร่ามัวคล้ายเสียงขูดของหินศิลาที่บดกัน
“คนก็งามเลิศเลอดุจเทพธิดาบนชั้นฟ้า...แต่น่าเสียดายที่คนงามในยุทธภพที่โสมมนี้มักมีอายุขัยไม่ยาวนานนักเปรียบเสมือนดอกไม้ที่เบ่งบานเพียงชั่วครู่ยามน้ำค้างพราวก่อนจะถูกเท้าของผู้แข็งแกร่งขยี้จมดินโคลน”
ลู่ชิงเหยาเม้มริมฝีปากจนห่อเืสีเข้มเพื่อเรียกสมาธิที่กระจัดกระจายนางพยายามพยุงสติที่เริ่มเลือนรางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบไม่แพ้ลมราตรี
"ในสายตาของสุนัขรับจ้างไร้หัวใจที่ขายิญญาให้แก่เศษเงินเช่นพวกเ้าโลกนี้คงมีเพียงเงินทองและซากศพสินะที่ควรค่าแก่การมองเห็นความงามในหัวใจมนุษย์พวกเ้าไม่มีวันััได้!"
“ผิดแล้ว...” อสูรตนที่สองที่ถือโซ่ตะขอสีดำทมิฬอาบไปด้วยคราบเืเก่าแสยะยิ้มที่มองไม่เห็นภายใต้หน้ากาก
“ยังมีสิ่งหนึ่งที่พวกข้าโปรดปรานยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า...นั่นคือ ‘เสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน’ของยอดหญิงที่ทรนงตนเช่นเ้าก่อนจะสิ้นใจอย่างไรเล่า! รสชาตินั้นหอมหวานยิ่งกว่าสุราหมักร้อยปีเสียอีก!”
ในจังหวะที่มัจจุราชกำลังจะลงมือทวงถามชีวิตและลมหายใจสุดท้ายของลู่ชิงเหยากำลังจะดับสิ้นลงท่ามกลางความสิ้นหวังพลันมีเสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นแ่เบาจากทางเื้ั...มันมิใช่เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นกระแทกกระทั้นทว่ากลับเป็ความเงียบที่กดดันมหาศาลจนบรรยากาศรอบกายบีบคั้นหัวใจของผู้ที่ได้ยินแทบจะหยุดเต้นด้วยสัญชาตญาณความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในไขกระดูก
ร่างในชุดสีเทาหม่นผมสีขาวโพลนยาวสยายประดุจม่านหิมะปรากฏตัวขึ้นกลางม่านหมอกสีเงินราวกะภูตพรายที่หลุดออกมาจากปรโลกหน้ากากศิลาที่เขาสวมอยู่ดูเรียบเฉยไร้ความรู้สึกทว่ากลับแผ่รังสีอาฆาตที่รุนแรงและเย็นจัดจนหญ้าป่ารอบกายถูกแช่แข็งกลายเป็เกล็ดน้ำแข็งสีม่วงจาง ๆในพริบตาเดียวไม่ต่างจากคำสาปมรณะฟางหานยืนเอามือไขว้หลังอย่างสงบเยือกเย็นประหนึ่งขุนเขาที่ไร้ความรู้สึกจดจ้องมองยอดฝีมือทั้งสามด้วยสายตาที่ว่างเปล่าเฉกเช่นหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง
“ถอยไป...” ฟางหานเอ่ยเพียงสองคำ สั้น คมและหนาวเหน็บเข้าไปถึงขั้วปอดไม่ผิดจากใบมีดโกนที่กรีดผ่านอากาศ
อสูรดาบั์ที่กำลังจะจู่โจมชะงักกึกราวกับถูกโซ่ที่มองไม่เห็นล่ามตรึงไว้กับพื้นดินมันััได้ถึงปราณหยินที่รุนแรงและมืดดำจนผิดแผกไปจากจอมยุทธทั่วไปที่มันเคยพบเจอ
“หน้ากากศิลาผมขาว... เ้าเป็ใครกัน? ในยุทธภพที่กว้างใหญ่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเรียงนามของคนประหลาดเช่นเ้า!หรือเ้าคือิญญาเร่ร่อนที่อยากจะมาหาที่ตายร่วมกับนังนี่?”
ฟางหานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมราตรีพัดผ่านเส้นผมสีขาวของเขาอย่างช้าๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ไม่มีวันจบสิ้น
"ชื่อคือสิ่งสมมติที่คนเขลาใช้เรียกขาน...คนคือสิ่งที่ต้องดับสูญเพื่อคืนสู่ธุลี... เมื่อเ้าตายไปชื่อของเ้าก็เป็เพียงธุลีดินที่ไร้ค่าซึ่งไม่มีใครจดจำและคืนนี้พวกเ้าทั้งสาม...ก็จะเป็เพียงธุลีดินเ่าั้ที่ถูกเหยียบย่ำ"
“อวดดีนัก! เ้าเด็กเมื่อวานซืนหน้าขน รับดาบข้าไปกินซะ!”
อสูรดาบั์คำรามลั่นจนหน้าผาะเืเลื่อนลั่นมันโคจรพลังปราณ “โลกันตร์แผดเผา”จนตัวดาบั์กลายเป็สีแดงฉานประหนึ่งเหล็กที่ถูกหลอมในเตาอัคคีมันะโทะยานขึ้นสูงทิ้งตัวลงมาวาดดาบลงมาเป็แนวตั้งด้วยพลังทำลายล้างขุนเขาหมายจะผ่าร่างมัจจุราชผมขาวเบื้องหน้าให้กลายเป็สองซีกในกระบวนท่าเดียวลมดาบที่ร้อนแรงและบ้าคลั่งซัดเอาใบไม้และกิ่งไม้รอบข้างจนไหม้เกรียมเป็เถ้าถ่านในชั่วพริบตา
ฟางหานมิได้ขยับชักอาวุธที่ข้างเอวแม้แต่นิ้วเดียวเขาเพียงสะบัดแขนเสื้ออย่างแ่เบานุ่มนวลดั่งขนนกที่ปลิวตามลมท่วงท่าดูคล้ายกับการร่ายรำที่เนิบนาบเปรียบดั่งกิ่งหลิวต้องลมชลธารทว่าภายในกลับแฝงไว้ด้วยเคล็ดวิชา “ไหมฟ้ากลืนิญญา”ขั้นสูงสุด ใยปราณสีม่วงดำนับร้อยนับพันเส้นพุ่งออกจากชายเสื้อเข้าเกี่ยวกระหวัดรัดตัวดาบั์ไว้อย่างเหนียวแน่นประหนึ่งร่างแหของปีศาจจากอเวจี
พลังหยางร้อนแรงและพลังหยินเย็นเยียบปะทะกันกลางอากาศจนเกิดเสียงะเิครืน! ดังสะท้านเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา ดาบั์ที่หนักหลายสิบชั่งซึ่งถูกซัดออกมาด้วยพลังปราณมหาศาลกลับถูกหยุดนิ่งค้างอยู่กลางอากาศด้วยใยไหมที่บางเบาราวกับขนนกทว่าแข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า!
“เป็ไปไม่ได้! นี่มันวิชามารอันใดกัน!”
อสูรดาบั์เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้ามันพยายามเร่งเร้าพลังปราณจนใบหน้าเขียวคล้ำและเส้นเืที่คอปูดโปนด้วยความใทว่าดาบของมันกลับถูกตรึงไว้ประหนึ่งปักลงบนูเาเหล็กที่มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่กระผีกริ้น
"ดาบของเ้ามีแต่ความร้อนแรงที่ไร้รากเหง้า...ทว่ากลับไร้ซึ่งจิติญญาและเจตจำนงที่แท้จริง"
ฟางหานเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ทันทีที่คำพูดจบลง เขาก็สะบัดข้อมือเพียงนิดด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามิอาจมองทันใยไหมปราณพุ่งเข้าพันรอบลำคอของอสูรดาบั์แล้วกระชากเพียงครั้งเดียวดุจการปลิดขั้วผลไม้ที่เน่าเปื่อย
ฉับ!ศีรษะที่ยังคงสวมหน้ากากอสูรหลุดกระเด็นออกจากบ่าอย่างเรียบกริบเืสีแดงสดพุ่งฉีดขึ้นฟ้าดุจน้ำพุสีชาด ทว่าก่อนที่มันจะรดลงสู่พื้นหิมะกลับถูกไอเย็นจากร่างฟางหานแช่แข็งจนกลายเป็ผลึกสีแดงทับทิมร่วงหล่นลงดินส่งเสียงกริ๊ง... กริ๊ง...ประหนึ่งเศษแก้วที่แตกกระจายอย่างน่าสยดสยองต่อหน้าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
“พี่ใหญ่!”
อสูรที่เหลืออีกสองคนร้องคำรามด้วยความขวัญเสียและสยดสยองอย่างขีดสุด พวกมันพร้อมใจกันจู่โจมด้วยท่าไม้ตายลับสูงสุดที่เคยใช้สังหารยอดฝีมือฝ่ายธรรมะมานักต่อนักโซ่ตะขอมรณะและกระบี่คู่พุ่งเข้าหาฟางหานจากซ้ายและขวาอย่างดุดันท่วงท่าสอดประสานกันเสมอเหมือนตาข่ายมรณะที่ไร้ช่องโหว่หมายจะบดขยี้ศัตรูให้แหลกลาญ
ฟางหานวาดเท้าเป็วงกลมบนผืนหิมะอย่างแ่เบา โคจรลมปราณ“บทเพลงิญญาดับสูญ” จนร่างกายดูเลือนรางประหนึ่งภาพลวงตาที่ซ้อนทับกันนับสิบชั้น
ร่างของเขาพลิ้วไหวผ่านช่องว่างของโซ่และคมกระบี่ได้อย่างปาฏิหาริย์ราวกับปลาหลีฮื้อที่ว่ายวนทวนกระแสน้ำเชี่ยวอย่างอิสระเหนือชั้นกฎเกณฑ์แห่งฟิสิกส์เขาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางที่ซีดขาวประดุจคนตายคีบคบกระบี่คู่ที่แหลมคมไว้ได้พร้อมกันดั่งคีมเหล็กกล้าก่อนจะซัดฝ่ามือ “โลหิตดับสูญ” เข้าที่ตำแหน่งขั้วหัวใจกลางอกของอสูรตนที่สามพลังปราณสีม่วงดำพุ่งทะลวงผ่านชุดเกราะเหล็กชั้นดีเข้าสู่หัวใจจนมันะเิออกภายในร่างกายชั่วพริบตาโดยที่ิัภายนอกยังคงสภาพเดิมไร้รอยแผล!
อสูรตนสุดท้ายที่ถือโซ่ตะขอมองดูสหายทั้งสองล้มตายตกไปต่อหน้าต่อตาในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจด้วยความหวาดกลัวจนเสียสติมันลืมสิ้นซึ่งศักดิ์ศรีของยอดสังหารทรุดเข่าลงกราบกรานบนพื้นดินที่หนาวเย็นไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก
“ได้โปรด... ท่านจอมยุทธผู้สูงส่ง... ละเว้นชีวิตอันต่ำต้อยของข้าด้วย!ข้าเพียงรับเงินจ้างวาน ข้าถูกบังคับมา!”
ฟางหานยืนนิ่งสงบราวกับขุนเขาที่มองดูธุลีดินจดจ้องมองดูศัตรูที่สิ้นไร้ศักดิ์ศรีเบื้องหน้า
"เ้าขอชีวิตอย่างน่าเวทนา...แล้วยามที่เหยื่อของเ้าอ้อนวอนขอความเมตตา เ้าเคยละเว้นชีวิตใครบ้างหรือไม่? หรือเ้าเพียงแค่หัวเราะเยาะในยามที่คมโซ่ของเ้าปลิดชีพผู้บริสุทธิ์?"
“ข้า... ข้าเพียงทำตามคำสั่งของนายเหนือหัวเพื่อความอยู่รอด!”
"คำสั่งของเ้า...คือการพรากความหวังและความตายของผู้อื่นบัดนี้ถึงเวลาที่เ้าต้องชำระหนี้เ่าั้แล้ว"
ฟางหานสะบัดมือเพียงครั้งเดียวโดยไร้ซึ่งความเมตตาใยไหมนับหมื่นเส้นพุ่งเข้าพันธนากรร่างอสูรตนสุดท้ายก่อนจะรัดแน่นจนร่างกายของมันแหลกละเอียดกลายเป็ธุลีโลหิตไปในพริบตาประหนึ่งไม่เคยดำรงอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน ความเงียบที่หนาวเหน็บและวังเวงกลับคืนสู่หุบเขาเมฆคล้อยอีกครั้ง ลู่ชิงเหยาที่ยืนเฝ้าดูการสังหารที่เนียนนิ่งราวกับศิลปะนี้ถึงกับใจสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความเกรงขามและความหวาดกลัว
นางมิเคยเห็นใครที่ปลิดชีพยอดฝีมือระดับนี้ได้งดงามทว่าน่าสยดสยองถึงเพียงนี้นางซวนเซไปมาด้วยพิษสลายมาลาที่กำเริบหนักจนมองเห็นภาพซ้อนร่างบอบบางกำลังจะล้มลงสู่ขอบเหวที่มืดมิด
ฟางหานพุ่งกายเข้าไปประคองร่างนางไว้ได้ทันท่วงทีประหนึ่งเงาพรายััที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมสะอาดเฉกเช่นดอกโบตั๋นยามเช้าจากกายนางทำให้มัจจุราชที่หัวใจเป็หินอย่างเขานิ่งชะงักไปชั่วครู่
ลู่ชิงเหยาพยายามเงยหน้าขึ้นมองหน้ากากศิลาที่เยือกเย็นดวงตาสีเืหลังหน้ากากนั้นมิได้ฉายประกายอำมหิตเหมือนยามสังหารศัตรูทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยความเหงาที่ลึกซึ้งและรอยาแในอดีตที่ยากจะพรรณนา
“ท่าน... คือใครกันแน่? เทพบุตรจากสรวง์หรือจอมมารจากขุมนรกที่มาช่วยข้า?” นางกระซิบถามแ่เบาด้วยเสียงที่สั่นพร่า
ฟางหานนิ่งเงียบไปเนิ่นนานปล่อยให้อ้อมกอดท่ามกลางหมอกหนานั้นดำเนินไปชั่วขณะที่กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดหมุนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่บาดลึกเข้าไปในิญญาของผู้ฟัง
"ข้าคือคนเดินทางที่หลงทาง...หลงทางอยู่ในนรกที่หนาวเหน็บนานเกินไปจนลืมเลือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ไปเสียแล้ว"
เขายื่นมือที่ซีดขาวกดลงบนจุดชีพจรที่แผ่นหลังของนางอย่างระมัดระวังซัดส่งกระแสปราณที่ถูกกลั่นกรองผ่านเคล็ดวิชาหนอนไหมจนอบอุ่นและบริสุทธิ์เข้าไปขับไล่พิษร้ายอย่างละเมียดละไมลู่ชิงเหยารู้สึกถึงกระแสพลังที่แสนอ่อนโยนและปลอดภัยซึ่งขัดแย้งกับไอสังหารมหาศาลที่เขาเพิ่งสำแดงออกมาอย่างสิ้นเชิงราวกับน้ำแข็งที่กำลังละลายภายใต้แสงเทียน
"จงมีชีวิตอยู่ต่อไป...เพื่อความงดงามที่โลกนี้ยังหลงเหลืออยู่อย่างน่าอัศจรรย์"
เขาเอ่ยเพียงเท่านี้ ก่อนจะค่อย ๆคลายอ้อมแขนออกอย่างแ่เบาประหนึ่งเกรงว่าร่างของนางจะแตกสลาย
“เดี๋ยว! ท่านมีนามว่าอะไร? ข้าจะตามหาท่านได้ที่ไหนในยุทธภพที่กว้างใหญ่นี้!”
นางพยายามเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อสีเทาหม่นของเขาไว้ด้วยแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดด้วยความโหยหาฟางหานหยุดนิ่ง หันกลับมามองมือน้อย ๆของนางที่รั้งเสื้อเขาไว้ แววตาของเขาคล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำที่สงบนิ่งมานาน
"วาสนามีเพียงพบพานชั่วครู่ยามจันทร์เต็มดวง...ความแค้นมีไว้เพื่อลาจากตลอดกาล อย่าได้พยายามตามหาข้าเลยลู่ชิงเหยาเพราะที่ที่ข้าอยู่... ไม่มีแสงสว่างใด ๆ หลงเหลือสำหรับคนบริสุทธิ์เช่นเ้า"
สิ้นคำพูดสั้น ๆ ทว่าเด็ดขาดร่างของเขาก็เริ่มเลือนรางและจางหายไปกับม่านหมอกสีเงินราวกะภาพลวงตาที่ถูกพัดหายไปตามลมหนาวทิ้งให้ลู่ชิงเหยายืนนิ่งอยู่ลำพังท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังจุดที่เคยมีการสังหารอันนองเื
นางมองดูมือของตนเองที่ยังหลงเหลือไออุ่นจาง ๆจากอ้อมกอดของจอมมารที่ช่วยชีวิตนางไว้น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยอย่างไม่รู้ตัว
“หน้ากากศิลา... ผมสีขาวโพลน...และหัวใจที่เย็นเยียบทว่าแฝงความอบอุ่นที่ลึกซึ้ง” นางพึมพำกับสายลมที่พัดผ่าน
“ไม่ว่าท่านจะเป็เทพบุตรหรือจอมมารจากนรกขุมใด...ข้าจะหาท่านให้พบ แม้ต้องพลิกแผ่นดินทั่วทั้งยุทธภพนี้ก็ตาม!”
พรหมลิขิตที่พันผูกด้วยไอแค้นและหยดน้ำตาได้เริ่มต้นถักทอขึ้นแล้วอย่างแท้จริงและมันจะนำพาคนทั้งคู่ไปสู่จุดที่มิอาจหวนคืนสู่เส้นทางเดิมได้อีกต่อไปเส้นทางที่ถูกขีดเขียนด้วยโลหิตและความรักที่ยากจะ
*******************************
ท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านครับ...
"เมื่อมัจจุราชผมขาวออกโรง... เืสดๆ จะกลายเป็ผลึกแห่งความแค้น!
ขอบคุณที่เดินทางร่วมกับ 'ฟางหาน' มาถึงตอนที่ ๑๐ นะครับ ในตอนนี้ทุกคนจะได้เห็นอานุภาพที่แท้จริงของวิชาที่แลกมาด้วยความทรมาน และการพบพานที่อาจเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล
ความสนุกและความสะใจเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น! ในตอนที่เหลือหลังจากนี้ ฟางหานจะเริ่ม 'ชำระหนี้เื' กับพวกวิญญูชนจอมปลอมอย่างดุดันยิ่งกว่าเดิม อย่าเพิ่งรีบไปไหนนะครับ... เพราะนรกบนดินกำลังจะถูกเปิดออกแล้ว!"...พิมภัสสร
**********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร